#1JackApr 05, 2008
เมื่อ 2-3 วันก่อน มีคนไทยที่จะมา landing พร้อมกับครอบครัว โทรมาถามผมเรื่องที่พักใน Toronto ผมนึกถึงตัวเองเมื่อกว่า 5 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมตัดสินใจจะสมัคร Canada Permanent Resident Visa คนรอบข้างตัวผม 99% ว่าผมเพ้อเจ้อ ฝันลมๆ แล้งๆ โชคดีที่ผบ.ทบ.ที่ถึงแม้ไม่เชื่อ แต่เพื่อความสบายใจของผม ก็เลยอนุมัติงบประมาณให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ใช้เวลาเตรียมเอกสารกว่า 6 เดือน รอผล PR Visa 36 เดือนพอดิบพอดี ผมรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ PR แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราพยายาม
ผมรู้สึกได้ถึงตอนที่เครื่องบินทะยานขึ้นจากพื้นดินเมืองไทย นึกถึงภาพตัวเองและครอบครัว 5 ชีวิต ที่มา landing เมื่อ 3 ปีก่อน แล้วใจหาย ผมรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจจากถิ่นกำเนิดที่เราผ่านมากว่าครึ่งชีวิต มีงานที่มั่นคง มีสมบัติพัสถานที่สะสมมา มีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมากมาย เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับผมส่วนใหญ่มีงานมีการทำที่มั่นคงในระดับหัวหน้างาน หรือมีธุรกิจของตัวเองที่มั่นคงกันหมดแล้ว พอผมบอกว่าจะลาออกจากงานเพื่อมาหาที่อยู่ หางานทำเอาข้างหน้า ส่วนใหญ่ก็ว่าผมบ้า
คงไม่มีสูตรสำเร็จของการ Settlement ผมคงบอกใครไม่ได้ว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ อย่าเชื่อผม อย่าเชื่อใคร หาข้อมูลหลายๆ ด้าน ใช้ Google ให้เป็นประโยชน์ แล้วตัดสินใจด้วยตัวของตัวเอง หลายคนบอกว่าสมัคร PR ยุ่งยาก ผมว่าช่วง Settlement ยิ่งยากและลำบากใจกว่าหลายเท่านัก สำหรับผม ผมพยายาม่เตือนตัวเองเสมอ positive thinking “มองโลกในแง่บวก”
สำหรับคนที่จะมา Land ที่ Ontario ควรอ่าน http://settlement.org/ ;D
#2JackApr 05, 2008
นอกจาก PR Card, SIN Catd และ OHIP Card แล้ว ใบขับขี่ก็เป็นเอกสารสำคัญ ที่ควรรีบทำใบขับขี่ให้เร็วที่สุด เพราะงานบางอย่างจำเป็นต้องมีใบขับขี่ และอายุของใบขับขี่จะมีผลต่อค่าประกันภัยรถในภายภาคหน้า
ผู้ที่มีสิทธิสมัครขอใบขับขี่ส่วนบุคคลใน Ontario ต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ขั้นแรกต้องผ่านการสอบ Vision Test (สอบเรื่องสายตา และตาบอดสี) และการทดสอบความรู้เกี่ยวกับกฏหมายและป้ายจราจร (ไปสอบได้เลยโดยไม่ต้อง make appointment) เมื่อผ่าน 2 ขั้นตอนนี้ก็จะได้ใบขับขี่ Class G1 หลังจากนั้นภายใน 5 ปี ต้องสอบผ่าน Road Test 2 ครั้งคือ ผ่าน G1 road test เพื่อให้ได้ใบขับขี่ Class G2 และผ่าน G2 road test เพื่อให้ได้ใบขับขี่แบบ full license (Class G) หากภายใน 5 ปี ยังไม่ได้ Class G ก้ต้องกลับไปเริ่มตั้งแต่ต้นใหม่ (รายละเอียดสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน www.mto.gov.on.ca ในส่วนของ Drivers and Vehicles
ปกติเมื่อเราได้ G1 มาแล้ว ก็สามารถขับรถได้ ถ้ามี คนที่ได้ G เกิน 4 ปี นั่งอยู่ข้างหน้ากับเรา หลังจากนั้นต้องรอ 1 ปีจึงจะมีสิทธิสอบ G2 เมื่อได้ G2 ซึ่งสามารถขับเองคนเดียวได้ แต่ห้ามขึ้น Highway แล้วต้องรออีก 1 ปีจึงจะมีสิทธิสอบ G แต่สำหรับคนที่มีใบขับขี่ตลอดชีพเกิน 4 ปี มาจากเมืองไทย (แปล และ notarized มาด้วย) เอาไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตอนเราสมัครสอบ G1 จะทำให้มีสิทธิสอบ G ได้เลยโดยไม่ต้องรอปีนึง และหากสอบ G ไม่ผ่าน อีก 10 วัน ก็ต้องไปเริ่มไปสอบตั้งแต่ G2 และถ้าผ่าน G2 แล้วก็รออีก 10 วัน ก็มีสิทธิสอบ G ได้อีก (สรุปว่าถ้าสอบตก ก็รออีก 10 วันก็ไปสอบใหม่)
ก่อนไปสอบ G1 ผมอ่านหนังสือของ Ministry of Transportation ที่มีขายทั่วไปตามร้านโชว์ห่วยแถวบ้าน อ่านแล้วมึนตึบ จับต้นชนปลายไม่ถูก โชคดีได้ “มด” น้องคนไทยที่ทำงานที่เดียวกัน ให้หนังสือตัวอย่างข้อสอบ ของโรงเรียนสอนขับรถมาให้อ่าน ก็เลยท่องไปสอบ ที่ office ของ Ministry of Transportation แถวๆถนน Bay & Bloor สอบครั้งเดียวก็ผ่าน
การขับรถในแคนาคา ไม่ง่ายสำหรับผม เพราะที่นี่ขับรถพวงมาลัยซ้าย แต่ที่เมืองไทยขับรถพวงมาลัยขวา ที่นี่ขับชิดขวา แต่ที่เมืองไทยขับชิดซ้าย สลับทิศกันไปหมด เวลาสอบขับ ก็สอบกับถนนจริงๆ แถมเวลาสอบ มีเจ้าหน้าที่มานั่งข้างๆ อยู่ข้างหน้าเพื่อดูเราขับด้วยอีกต่างหาก ไม่เหมือนบ้านเราที่สอบในสนามสอบ และเจ้าหน้าที่ก็ยืนดูอยู่ข้างล่าง
ผมไปเรียนขับรถที่โรงเรียนสอนขับรถใกล้ๆ บ้าน ราคา 450 CND เรียนประมาณ 10 ชั่วโมง โดยเขาจะนัดและพาไปสอบใบขับขี่ให้ด้วย ที่แรกที่ผมไปสอบคือที่ “Toronto Metro East” Victoria Terrace Plaza สอบครั้งแรกผมมีสิทธิสอบ G เลย เพราะแปลใบขับขี่ตลอดชีพจากเมืองไทย ที่มีอายุเกิน 4 ปีให้เขาไว้ตอนที่เราไปสอบ G1 ผมตื่นเต้นมากๆ ตอนออกรถหูอื้อไปหมด เขาพูดอะไรก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง บวกกับไม่ชินทาง เขาพาขึ้น Highway บอกให้เราขับตรงไป เราเสือกขับช้าชิดขวา แล้วขับลงจาก Highway เขาก็เลยให้เราขับกลับเลย ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที สอบตกเรียบร้อยโรงเรียนแคนาดา
ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 10 วัน คราวนี้ผมต้องเสียเงินไปเริ่มสอบ G2 อีก คราวนี้เขาพาไปสอบที่ “Toronto Downsview” ซึ่งผมว่ายากกว่าที่ “Toronto Metro East” เข้าไปอีก พอออกจากที่จอดรถ ขับเข้าถนนที่จะไปสอบ ด้วยความเคยชิน ผมเลี้ยวซ้ายแล้วก็ชิดซ้ายด้วยความมั่นใจ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ชิดขวา แล้วให้กลับรถกลับไปที่จอดรถเลย สอบตกเรียบร้อยโรงเรียนแคนาดาอีกเช่นเคย
หลังจากนั้นอีก 3 เดือน ผมเสียเงินไปเรียนที่ Young Driving School ในราคา 980 CND เรียนในห้องเรียน 10 ชั่วโมง แล้วเรียนขับรถอีก 10 ชั่วโมง คราวนี้เขาสอนผมขับรถอย่างเป็นกิจลักษณะ มีการซ้อมสอบขับรถและให้คะแนน ครูที่สอนบอกว่าผมขับรถได้นะ แต่ให้ลดความตื่นเต้นลงเวลาไปสอบจริง
ครั้งที่สาม คราวนี้ผมต้อง Book online เพื่อที่จะไปสอบที่ “Toronto Metro East” Victoria Terrace Plaza มีน้องคนไทยช่วยเช่ารถให้แล้วนั่งไปเป็นเพื่อน ให้ผมขับไปสอบ คราวนี้สอบตกอีก เพราะผมยังควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองไม่ได้ เวลาขับผ่าน Stop Sign ผมหยุดไม่สนิท เขาเรียกว่าหยุดแบบ rolling stop และไม่ได้ check blind spot เวลาเปลี่ยนเลนหลายครั้ง
ครั้งที่สี่ คราวนี่ผมเลือกที่จะนัดสอบตอนบ่ายสอง เพราะเป็นช่วงที่ถนนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก คราวนี้ลางานทั้งวัน แต่ไปที่สนามสอบกันแต่เช้า เอาแผนที่เส้นทางที่เป็นไปได้ที่เขาจะพาไปสอบไปกางดู แล้วก็ไปขับวกไปเวียนมาอยู่แถวนั้นประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนจะสอบ คราวนี้พอสอบจริงก็คลายความตื่นเต้นลงไปได้บ้าง
ที่นี่เวลาสอบเขาจะเน้นมากเรื่องการเช็ค Blind spot (ต้องเอี้ยวหัวไปดูเวลาจะเปลี่ยนเลน ไม่ใช่แค่ดูในกระจกมองข้าง) เวลาขับรถผ่านสี่แยกใหญ่ๆ บางสี่แยก ไม่มีไฟเขียวให้เลี้ยวซ้ายเหมือนบ้านเรา ต้องขับตรงออกไปกลางสี่แยกเพื่อรอให้รถทางตรงเบาบางลง แล้วค่อยเลี้ยวซ้าย ซึ่งตื่นเต้นมากสำหรับผม แถมก่อนเลี้ยวต้องเช็คว่าไม่มีคนกำลังเดินข้ามถนน ไม่งั้นถือว่าร้ายแรงมาก สอบตกทันที ช่วงระหว่างที่รอ หากไฟเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลือง ก็มองดูรถทางตรงว่าเขาชะลอเพื่อจอดหรือเปล่า เมื่อเห็นเขาชะลอเพื่อที่จะจอดแล้ว เช็คว่าไม่มีคนกำลังเดินข้ามถนน แล้วค่อยเลี้ยว พอเลี้ยวซ้ายได้สักระยะเราต้องเปลี่ยนเลนไปอยู่ทางขวา
การสอบทั้งสามครั้งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ให้ผมขับกลับมาที่จอดรถด้านหลังตลอด แล้วให้ใบสีเหลืองๆ บอกว่าเราสอบตกเพราะอะไร คราวนี้เจ้าหน้าที่เป็นฝรั่งใจดี เตือนผมหลายครั้งเหมือนกันเรื่อง blind spot แต่ในที่สุดก็ให้ผมผ่าน โดยให้ขับรถมาจอดด้านหน้า ให้ใบสีขาว แล้วให้ไปรอเพี่อรับใบขับขี่แบบ G2
จบแค่นี้ก่อนครับ
#3SornramApr 05, 2008
ดีเลยครับ คุณ Jack settlement guide by พ่อลูกสาม
แหมอ่านไป อ่านมาผมก็คิดว่าผม บ้า Ship เป๋ง
เพื่อนๆ มันก็ด่ากันหลายคน นี่ขนาดพยายามไม่บอกใครแล้วนะ เนี่ย
ครับ รออ่านเรื่อยๆ เอ้อ ไม่รู้เวลาสมัคร Chile tax นี่ต้องทำไงบ้างนะครับ ผมกำลังปวดหัวอยู่
ไม่รู้ต้องส่งทางไปรษณีย์อย่างเดียวหรือเปล่า แล้วต้องสมัครเรื่อง tax อะไรไหมเพราะตอนนี้ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย แล้วใช้เวลากี่เดือนครับเงินถึงจะเข้า เดี๋ยวสมัครเสร็จว่าอีกที ว่าจะกลับเมื่อไร คิดถึงเงินเดือนสามแสนที่กรุงเทพที่ทิ้งมาจัง ( มีโม้นิดหน่อยเรื่องเงินเดือน)
อยู่นี่จะครบเดือน แล้ว เหมือนไม่ได้อะไรเล้ย หนาวก็หนาว นี่กะว่า ไม่ไหวก็กลับแล้วครับ ไม่มีกำลังภายในอย่างคุณแจ๊ค ( คือ ตอนนี้เริ่ม no propose แล้ว)
มานี่ก็ดูๆ หาอะไรก๊อกๆ แก๊ก อย่างน้อยก็รู้ว่า ธิมเบอร์ตัน นี่คนแคนาเดี้ยน ช๊อบ ชอบ
#4RayZApr 05, 2008
ข้อมูลมีประโยชน์มากค่ะ คุณแจ๊ค คุณภาพคับแก้วเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลย ;)
ขอบคุณมากค่ะ
คุณศรรามคะ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นค่ะ
#5JackApr 05, 2008
Landed Immigrant ที่อาศัยอยู่ใน Canada และมีบุตรอายุไม่เกิน 18 ปี (หรือ 16 ปีนี่แหละ ไม่แน่ใจ) อาศัยอยู่ด้วย มีสิทธิได้ Canada Child Tax Benefit โดยงวดแรกที่รัฐบาลจ่ายให้จะคำนวณคิดเงินให้นับตั้งแต่วันแรกที่มา Landing เงินงวดแรกที่ผมได้รับจาก CCTB ก็มากกว่าเงินที่ผมจ่ายเป็นค่า Landing แล้ว
เวลาไปสมัคร SIN Card (เราสามารถขอ SIN Card ให้ลูกได้เลย เวลาพวกเขาโตขึ้น จะได้ไม่ต้องไปสมัครอีก) เมื่อได้ SIN Card มาแล้ว ไป download รายละเอียดและแบบฟอร์มการสมัคร CCTB และ Benefit อื่นๆ ได้ที่
http://www.cra-arc.gc.ca/formspubs/topics/benefits-e.html
1) กรอกข้อมูลของเรา, spouse และลูก ในแบบฟอร์ม RC66 Canada Child Tax Benefits Application: แบบฟอร์มนี้เป็นแบบฟอร์หลักที่เราต้องกรอก พร้อมแนบแบบฟอร์มอื่นๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง (ดูใน Checklist)
2) RC66SCH, Status in Canada/Statement of Income: Part D – Statement of income, Step 1: กรอกรายได้ ที่ได้รับทั้งในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นปี จนกระทั่งถึงวันที่สมัคร แบบคร่าวๆ เพราะเขาไม่ได้ขอเอกสาร support เกี่ยวกับรายได้ในเมืองไทย (อย่าให้เกิน 20,883 CND ต่อปี http://www.cra-arc.gc.ca/E/pub/tg/t4114/t4114-07e.pdf เพราะถ้าเกินนั้น อาจได้รับ CCTB ในเปอร์เซนต์ที่ลดลง) Step 2 และ 3 ก็กรอกในทำนองเดียวกัน เอาให้แนบเนียนคือ เงินเดือนขึ้น 10-15% ทุกปี
3) เอกสารที่เกี่ยวข้องเช่น ใบ Landing, ใบแปลทะเบียนสมรส, ใบแปลใบสูติบัตรของลูก, SIN Card
4) http://www.cra-arc.gc.ca/E/pbg/gf/rc151/README.html GST/HST Credit Application: เป็นเงินที่รัฐบาลคำนวณคืนให้จากการประมาณค่าใช้จ่ายของครอบครัว ที่ได้จ่าย GST/HST ไป เงินส่วนนี้จะโอนเข้าบัญชีเรา ยังไม่ต้องกรอกในส่วนของ Direct deposit
5) http://www.cra-arc.gc.ca/E/pbg/tf/t1-dd_1/t1-dd1-07-e.pdf Direct Deposit Request – Individuals: กรอกรายละเอียดของเรา และ ช่อง Income tax refund, goods and services tax/harmonized sales tax (GST/HST) credit, and working income tax benefit (WITB) advance payments โดยดูที่สมุด cheque ของเรา ถ้ากลัวกรอกผิด ให้แนบ void cheque เย็บติดไปด้วย ไม่ต้องกรอกในช่อง Canada Child Tax Benefit (CCTB) และ Universal Child Care Benefit (UCCB) เซ็นต์เฉพาะชื่อเรา
6) แบบฟอร์มเดียวกันกับข้อ 5 กรอกรายละเอียดของ spouse, กรอกข้อมูลทุกช่อง ทั้ง Income tax refund, goods and services tax/harmonized sales tax (GST/HST) credit, and working income tax benefit (WITB) advance payments, Canada Child Tax Benefit (CCTB) และ Universal Child Care Benefit (UCCB) ให้แม่เด็กเซ็นต์ชื่อ
7) เงิน GST/HST Credit จะโอนเข้าบัญชีเราทุก 3 เดือน
8) เงิน CCTB และ UUCB จะโอนเข้าบัญชีแม่เด็ก ทุกๆ เดือน
9) Tax Return จะโอนเข้าบัญชีของใครของมัน ส่วน WITB ผมยังอ่านไม่ละเอียด ขอกลับไปอ่านดูอีกที
10) ส่งเอกสารทั้งหมดไปที่ (ผมเลือกอันนี้เพราะเห็นว่าอยู่ Ontario เหมือนกัน)
Sudbury Tax Services Office
PO Box 20000 Stn A
Sudbury ON P3A 5C1
รัฐบาลช่วยเหลือเราขนาดนี้แล้ว บางคน มา Land แล้ว สมัครรับเงินพวกนี้ เสร็จแล้ว กลับไป ไม่แจ้งข้อมูลว่าไม่ได้อยู่ใน Canada แต่เงินพวกนี้ ก็ยังโอนเข้าบัญชีทุกเดือน ผมไม่รู้ว่าเขามีการตรวจสอบย้อนหลังกันหรือเปล่า
โชคดีครับ ;D
#6JackApr 05, 2008
Canada ไม่มีทะเบียนบ้านเหมือนเมืองไทย มาใหม่ๆ เมื่อได้ SIN Card แล้วให้รีบ Register My Account ใน
http://www.cra-arc.gc.ca/eservices/tax/individuals/myaccount/menu-e.html
เมื่อ Register เสร็จแล้ว เขาจะส่งรหัสมาให้ทางไปรษณีย์ เพื่อให้เราตั้ง username และ password
ทีนี้พอเราย้ายที่อยู่ก็แค่เข้าไปแก้ไขข้อมูลใน My Account (สำคัญมาก เพราะ Revenue Canada จะส่งรหัสในการกรอกภาษีเงินได้ประจำปี แบบ Online ให้เราทางจดหมายทุกปี)
ใน My Account นี้เราสามารถเช็คข้อมูลของเราเกี่ยวกับ Tax, RRSP และอื่นๆ ได้โดยง่าย
นอกจากนี้แล้ว เวลาย้ายที่อยู่ต้องแจ้งหน่วยงานที่สำคัญอีกสองที่คือ Health Department (OHIP) และ Ministry of transportation (ในกรณีที่มีใบขับขี่แล้ว) เพื่อเปลี่ยนบัตรใหม่ โดยสามารถแจ้งย้ายที่อยู่ Online ได้ที่ Service Ontario Website:
https://www.indcoi.serviceontario.ca/WebChannel/?lang=en
ทีนี้เราอาจกลัวพลาดเอกสารสำคัญอื่นๆ ที่อาจจะส่งมายังที่อยู่เก่า ในระหว่างที่เราย้ายใหม่ๆ ก็สามารถเข้าไปสมัครใช้บริการ Change my Address ของ Post Canada (ราคาเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว) ให้เขาส่งจดหมายให้ที่อยู่ใหม่โดยอัตโนมัติ ในกรณีที่มีจดหมายมาที่ที่อยู่เก่า อาจจะใช้บริการอันนี้สัก 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเราแจ้งย้ายที่อยู่ครบทุกที่แล้ว
http://www.canadapost.ca/segment-e.asp
https://ssl.postescanada-canadapost.ca/smartmoves/default-e.aspx
การย้ายที่อยู่่ เป็นเรื่องปกติของคนที่มาใหม่ เอกสารหรือจดหมายต่างๆ ที่จะให้ส่งถึงเรา ถ้าเป็นไปได้ควรให้เขาส่งให้ทาง Digital Mail Box ซึ่งสมัครได้ไดยง่ายใน Online Account ของ Bank ต่างๆ หรือหาข้อมูลจาก website ของบริษัทนั้นๆ เช่น Bell, Roger หรือ ETR407 เป็นต้น เพื่อที่เวลาย้ายที่อยู่จะได้ไม่พลาดเอกสารที่ส่งถึงเรา
โชคดีครับ ;D
#7KingmaithaiApr 05, 2008
คุณ Jack เป็นหนึ่งในผู้ที่เราชื่นชม ในความมานะ บากบั่น พยายาม และใจสู้มากๆ สู้ไม่ถอย
จนสามารถประสพความสำเร็จในชีวิต มีความกล้าหาญ กล้าลงทุน etc
จนมีรถ มีบ้าน และมีร้านขายอาหาร เป็นของตนเอง
อิอิ เป็นกำลังใจให้นะคะ
การ settlement ไม่มีสูตร สำเร็จจริงๆ แต่ละคน ก็ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างคุณสมบัติ ความสามารถ
และต่างดวง
ใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนด ความสำเร็จ ถ้าใจไม่สู้ ก็คือ เริ่มเห็นทางตันเสียแล้ว
ถ้าใจสู้ ก็จะ ค้นคิด หาวิธี หาทาง เพื่อ เดินทางไปสู่จุดที่มุ่งหวังจนได้
ทางอาจจะไม่ราบรื่่น ด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ยังมีช่องทาง มีทางเดิน สำหรับผู้ที่ไม่ยอมแพ้ มีความคิดริเริ่ม
ย่อมหาลู่ทางเดินต่อไปได้ จะทำธุรกิจ หรือจะเป็นลูกจ้าง
ถ้าขยัน ย่อมไม่อดตายแน่ๆ งานมี แต่อาจจะอยู่ในแหล่ง ในเมืองที่เราไม่อยากไปเท่านั้นเอง
หรืองานอาจจะยังไม่ใช่งานที่เราอยากได้ซะทีเดียว
ถ้ามีการเริ่มต้น มันก็มีหนทางเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ทีละก้าว ทีละก้าว
ขอให้ทุกท่านโชคดีค่ะ
สวัสดีวันสงกานต์ล่วงหน้าคะ
#8DreamgirlApr 05, 2008
I absoutely agree with K.Kingmaithai. I really admire K.Jack; you are a very good role model kha. I want to thank K. Jack for your efforts to post such a valuable information,especially for newcomers,. I am sure that this information will be benefiting them.
By the way, where is your restaurant located?. In case I happen to pass by. I will pop- in and say-hi, and, of course, enjoy a yummy Thai food?. I guess, it is a Thai restaurant, right???
#9NickApr 05, 2008
"อยู่นี่จะครบเดือน แล้ว เหมือนไม่ได้อะไรเล้ย หนาวก็หนาว นี่กะว่า ไม่ไหวก็กลับแล้วครับ"
คุณศรรามเพิ่งมาจะแปลงกายจากแลนเด็ดอิมมิแกร้นท์เป็นนักท่องเที่ยวแล้วหรือครับ ใจเย็นๆ หนทางยังมีอยู่ อย่างน้อยคุณก็ได้กำไรจากการที่ลูกสองคนได้รับสวัสดิการของรัฐเรื่องการเรียนและค่าเลี้ยงดู คนโสดไม่ได้รับสิทธินี้นะครับ คนที่มาใหม่ก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ไม่มียกเว้นหัวดำหัวแดง คงเป็นเพราะยังไม่ชินกับสถานที่และบรรยากาศ ตอนนี้สปริงก็เข้ามาแล้ว อากาศดีขึ้นเรื่อย พรุ่งนี้พยากรณ์อากาศบอก 12 องศา อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการพาลูกๆไปท่องเที่ยวโตรอนโต
#10JJ_JenApr 05, 2008
ติดตามอ่านการบอกเล่าเรื่องราวของประเทศแคนาดาและการดำรงอยู่ของครอบครัวคุณแจ๊คมาตลอด ไปแวะเยี่ยมเยียน hi5 หลายครั้งหลายหน....อยากบอกว่าคุณ แจ๊คเป็น google ที่ดีมากเลยค่ะ.....เจนได้เรียนรู้ทางลัดที่ช่วยย่นระยะเวลาของการหาข้อมูลและการตัดสินได้จากข้อมูลที่คุณแจ๊คให้ไว้อยู่หลายเรื่องเลยค่ะ....ขอชื่นชมจากใจ...และขอให้คุณแจ๊คและครอบครัวมีความสุขมากๆๆนะคะ
#11PennyApr 05, 2008
เราเองก็ชื่นชมคุณแจ็ค ตั้งแต่ได้เข้าไปอ่านในบล็อค เมื่อตอนแรกๆ ที่เพิ่งรู้จักเวปบอร์ดนี้ ยอมรับเลยว่า บล็อคคุณแจ๊คให้ข้อมูลเป็นกำลังใจให้เรามาก
ขอบคุณอีกครั้งค่ะสำหรับข้อมูลเรื่องใบขับขี่ กำลังว่าจะไปข้อใบรับรองที่ขนส่ง เผื่อเอาไปสมัครที่นู๊นอยู่พอดี
ขอบคุณค่ะ
#12JackApr 05, 2008
สวัสดีครับ
คุณกิ่งไม้ไทย-คนดี เป็นคนแรกๆ ที่ผมเจอใน Pantip ให้ข้อมูลและกำลังใจดีมาก ตั้งแต่ผมยังไม่มา landing ที่นี่ จนกระทั่งผมมา land ใหม่ๆ คุณกิ่งไม้ไทยกับคุณแม่ก็กรุณาอาสาพาไปขับรถชมเมืองโตรอนโต ได้เปิดหูเปิดตา ได้ข้อมูลที่เรายังไม่รู้หลายอย่าง นอกจากนี้ยังส่งข่าวสารเรื่องการสมัครงานให้อยู่เนืองๆ ตอนนี้ถึงแม้ตัวอยู่ถึง Calgory แต่ก็ยังแวะมาที่ webboard นี้อยู่เรื่อยๆ ยังไงผมก็ขออวยพรให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ
คุณ Dreamgirl ถึงแม้ยังไม่เคยเจอหน้ากัน แต่ผมอยากจะบอกว่าผมก็แอบเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษจากคุณเหมือนกัน หวังว่าคุณ Dreamgirl และครอบครัวคงจะชอบบรรยากาศเมืองเล็กๆ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ
ร้านอาหารไทย ที่อร่อยที่สุดในแคนาดา อยู่ที่เมือง Georgetown ครับ http://gthai.ca/
โลกทุกวันนี้ เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนอาจจะเจอและรู้จักกันที่ป้ายรถเมล์ ต่อไปรุ่นลูก อาจเจอกันใน hi5, แอดกันไปแอดกันมา login เข้าไปกด password จดทะเบียน online กันเลย ไม่แน่ต่อไปการขอ PR Visa แบบ spouse อาจใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็เป็นได้
คุณ Nick ก็แวะเวียนเข้ามาช่วยตอบคำถามใน webboard แห่งนี้ บ่อยเหมือนกัน จนกระทั่งได้สามดาวแล้ว ผมเองก็ชื่นชมในการที่คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดีของคุณเช่นกัน ทราบว่ามา land ได้ปีนึงแล้ว ก็หวังว่าคงจะชอบ และมีความสุขในการเป็นพลเมืองของประเทศนี้นะครับ
คุณ JJ_Jen คุณ Penny และตุณสอนราม ครับ หวังว่าคงจะชอบและมีความสุขกับการเป็นพลเมืองของประเทศนี้เช่นกัน
ผมติดตาม อ่านความเห็นของคุณ Mini Me มาตั้งแต่ใช้ login Afro Violet ต้องขอบอกว่าความคิดอ่านไม่ธรรมดาสำหรับคนที่อายุยังน้อยอย่างนี้ เป็นสมาชิกที่เข้ามาที่นี่อย่างสม่ำเสมอ มากกว่า 4 ปีแล้ว ผมเองก็ชื่นชมในความมีน้ำใจของเธอมาตลอด และยังจำคำพูดของเธอที่ว่ามี give ก็ต้องมี take หากเราได้ประโยชน์จาก webboard นี้ ก็ควรช่วยกันตอบคำถามสำหรับคนที่มาอยู่ใหม่บ้าง ผมเองก็พยายามที่จะตอบเท่าที่ตัวเองทำได้ครับ แต่อย่างที่บอก การ settlement ของแต่ละคนไม่มีสูตรสำเร็จ คงใช้ได้เป็นแนวทางเท่านั้น หาข้อมูลจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงจะแน่นอนกว่า
เช่นเดียวกันกับสมาชิกรุ่นเดอะ อย่างคุณ AST ซึ่งถ้าเป็นคนเดียวกันกับคุณ tiscofan ก็ต้องขอบอกว่าผมเป้นแฟนที่ติดตามอ่านมานานมากแล้ว ชื่นชมในความมีน้ำใจในหลายๆ เรื่อง และผมนับถือแกในฐานะ Guru คนนึงเลยทีเดียว
คุณ Thaigirl ก็เป็น web master ที่มีอารมณ์ขัน ที่ก่อตั้ง webboard นี้มาตั้งแต่เป็นยุคบุกเบิก เฝ้า webboard นี้มาตั้งแต่เหงาๆ ไม่ค่อยมีคนเข้ามา แกจะคอยตอบคำถามแทบทุกกระทู้เลยก็ว่าได้ ตอนผมมาใหม่ๆ ก็พาไปเลี้ยงข้าว แถมให้นมมากินขวดนึง ยี่ห้ออะไรไม่รู้จำไม่ได้แล้ว กินแล้วเมาใช้ได้เหมือนกัน ยังไงก็ขออวยพรให้สวยวันสวยคืนครับ
คุณ Di-ann ณ St.Clair ที่มีลีลาการตอบกระทู้แบบซาดิสต์ ไม่อ้อมค้อม จนกระทั่งคนอ่านโกรธไปหลายราย ก็เป็นคนแรกแรกที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมพยายามเล่าเรื่องชีวิตในแคนาดา คุณ Di-ann ก็เป็นอีกคนนึงที่มาที่นี่แบบดุ่ยๆ ไม่รู้จักใคร แต่เธอก็สู้ยิบตาเหมือนกัน เป็นตัวอย่างที่ดีของการไต้เต้าเริ่มใหม่ที่นี่จากผู้หญิงตัวเล็กๆ พนักงานธรรมดา จนกระทั่งเป็นผู้หญิงตัวไม่เล็ก ได้ทำงานในระดับผู้จัดการ คุณ Di-ann ให้ความช่วยเหลือผมอยู่เนืองๆ มาตลอดตั้งแต่ตอนมาใหม่ๆ
ยังมีอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จในการ Settlement ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความสุขดีกับการเป็นพลเมืองของที่นี่ เช่น คุณเซ็ง คุณบี คุณบอย พี่หมี พี่โอภา พี่ชื่น คุณบ๊อบ คุณผิง และอีกหลายคน ที่อาจต้องจิ้มดีด (เหมือนผม) เลยไม่ค่อยได้มาพิมพ์ให้เห็น แต่ไม่พูดพล่ามทำเพลงยกหูโทรศัพท์คุยกับผม หรือ e-mail ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาตลอด
ตอนมาใหม่ๆ ผบ.ทบ. ร้องไห้ทุกวัน และไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษติดต่อกับใครเลย จะพาลูกไปหา family doctor, ไปหาหมอฟัน, ไปติดต่อกับโรงเรียน ยังไม่กล้า ต้องให้ผมไปด้วยตลอด เวลาโทรติดต่อกับ Bank ต้องให้ผมแอบฟังด้วยแล้วบอกว่าเขาพูดว่าอะไร จะตอบยังไง
หลังจากเวลาผ่านไปปีนึง ผมก็ยังไม่มีแววว่าจะได้งานแบบที่เคยทำอยู่ที่เมืองไทย ผมท้อมาก เขียน e-mail ถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยเรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
Hello SC14,
One year after landing here, I still can not find IT jobs. Working as crew in resturant cause me too tried and I am going to give up.
Best wishes for all,
728068
เพื่อนๆ ก็ให้กำลังใจกันเยอะ บางคนบอกว่า “ลิง” เท่านั้น ที่ถือ “ลูกท้อ” มึงเป็นคนนะโว้ย! บางคนก็บอกว่า SUCCESS COMES IN A CAN, NOT CANNOT.
ผมไม่ใช่คนเก่ง IELTS ผมก็ได้เฉลี่ยแค่ 5 เท่านั้น Speaking กับ Listening ผมได้แค่ 4.5 เอง ผมเป็นคนธรรมดามีลูกฮึด และมีลูกท้อบ้างบางเวลา แต่ผมบ่นกับคนในครอบครัวไม่ได้ โดยเฉพาะผบ.ทบ. ไม่งั้นเดียวโดนชวนกลับเมืองไทย ผมคิดว่าการมา Settlement ก็เหมือนผมพาครอบครัว มาออกรบอยู่แนวหน้า ลำบากทั้งกาย-ใจ ผมเป็นแม่ทัพ ถ้าแสดงความอ่อนแอให้ทหารเห็น ก็จบเห่กันพอดี
สิบสามเดือนนับจากวัน landing ผมก็ได้งานแบบที่เคยทำอยู่ที่เมืองไทย ถึงแม้เงินเดือนที่ได้จะไม่มากนัก แต่ก็ไม่เหนื่อย เหมือนทำงานในครัว ผมและผบ.ทบ. เริ่มมี credit history จากการทำงานเสียภาษีมาตลอด ถึงแม้รายได้หลังจากหักภาษีแล้วจะไม่มาก แต่ก็มี credit ได้เงินกู้ซื้อบ้านโดยที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามาก่อน จากการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ กับพี่หมี http://wandee.ca/ อีกคนนึงที่ตอนมาใหม่ๆ ก็ทำงาน 2-3 jobs เพื่อหาเงินเข้าบ้านเหมือนกัน
สิบแปดเดือนนับจากวัน Landing: ผบ.ทบ. กับน้องที่ทำงานร้านอาหารที่เดียวกัน ก็จับพลัดจับผลู พากันมาเปิดร้านอาหารด้วยความจำเป็น เพราะเมืองที่ผมย้ายมาอยู่ไม่มีร้านอาหารไทยให้ทำงาน ร้านที่เปิดอยู่ทุกวันนี้เป็นร้านเล็กเล็กมีแค่ 9 โต๊ะ ... ก็ได้ข่าวมาว่าเขาจะขายจากการคุยแบบสัพเพเหระกับ “โอ๊ค” ตอนที่ไปทำงานอยู่ที่ร้าน Thai Chef ได้พี่โอภาที่ตกกระไดพลอยโจน มาเป็นผู้จัดการร้านจำเป็น ให้ความช่วยเหลือมาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ ผบ.ทบ. พูดภาษาอังกฤษ ติดต่อคนโน้นได้แล้ว มีพนักงานในร้านที่เป็นฝรั่งหลายคน ที่พอสื่อสารกันรู้เรื่อง ถึงวันนี้ผบ.ทบ.ช่วยผมได้หลายเรื่องมาก และเป็นกำลังหลักในครอบครัวไปแล้ว ผมคิดไม่ผิดที่กระเตงกันมาหมดตั้งแต่ต้น เพราะ Credit ของผมและผบ.ทบ.รวมกัน ทำให้มีสิทธิกู้ซื้อบ้านได้เร็วขึ้น
ขอให้กำลังใจกับคนที่มา land ใหม่ๆ ทุกคน ประสบความสำเร็จและโชคดีทุกคนครับ ;D
#13JackApr 05, 2008
คุณ Penny ครับ
ตอนผมมา ผมแปลใบขับขี่แล้วไปให้กรมการกงศุลรับรองคำแปล เหมือนเอกสารอื่นๆ ... เพิ่งรู้จากคุณ Penny นี่แหละว่าให้กรมการขนส่งออกใบรับรองให้ก็ได้ ;D
#14powerplayApr 05, 2008
You are the man P'Jack.
your EDM bros.
#15PennyApr 05, 2008
คุณ Jack
เพ็ญนับถือคุณในความเป็นคุณค่ะ ชอบเรื่องราวที่คุณนำมาแบ่งปัน มันเหมือน M150 หรือ กระทิงแดงของหลายๆ คนยังไงยังงั้น อ่านแล้วได้ใจดีค่ะ
เรื่องใบขับขี่ เพ็ญก็ปล่อยไก่ไปแล้ว เราก็เอาใบขับขี่ตลอดชีพแปลแล้วให้กงสุลรับรองมาแล้วเสร็จสรรพเรียบร้อย (เพราะอ่านเจอคำแนะนำจากในบอร์ด)
ปรากฏว่า สองสามวันถัดมาจากเสียเงินค่ารับรองไปเรียบร้อย ก็มาอ่านเจอในเวบบอร์ดนี้อีกแหละว่า ไปขอใบรับรองภาษาอังกฤษจากขนส่งได้เหมือนกัน เสียแค่ 25 บาท
เรายังแอบเซ็งตัวเองอยู่เลยจ่ายไปตั้งแปดร้อย แถมค่าน้ำมันรถอีก 555 ... ไม่เป็นไร ประสบการณ์ขำๆ ค่ะ
#16ThaigirlApr 05, 2008
แหมเราไม่ได้เข้ามาแป๊ปเดียว แฟน ๆ รุมคุณแจ็กใหญ่เลย เดี๋ยวเราไปฟ้อง ผบ คุณดีกว่า อิจฉาอ่ะ
#17somchai1748Apr 06, 2008
เข้ามาขอแจมด้วยคนครับ
อ่านกระทู้ของคุณ Jack แล้ว นำตาไหลเลยครับ ไหลด้วยความชื่นชมเหมือนได้ดูหนังดีๆครับ มันทำให้เกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ซาๆไปอยู่เกือบเดือน ด้วยเหตุผลส่วนตัว
อีกท่านหนึ่งที่ผมต้องขออนุญาตกล่าวชื่นชมก็คือคุณ mingest ครับท่านจะออกแนวสุภาพเรียบร้อยพูดน้อยแต่ต่อยหนักครับเป็นผู้ที่ให้ความกรุณาเรื่องข้อมูลกับพวกเราด้วยดีมาอย่างยาวนาน
สมชาย
#18DreamgirlApr 06, 2008
Thanks a lot K. Jack for the best wishes. Wow, your restaurant is in Georgetown, quite far, however, if I happen to go there, I will drop-by for sure.
I wish you and your ผบ ทบ good luck.
Bonne chance :D
#19wannabeApr 06, 2008
ขอชื่นชมทุก ๆ คนในนี้ด้วยค่ะ ใจดีกันทั้งนั้นเลย เราเองพึ่งรู้จักเวปนี้ไม่กี่เดือนแต่แอบขนความรู้ไว้ฃะหลายกระบุง หวังใจว่าจะได้ไปแลนด์สิ้นปีนี้(ถ้ามิมีอะไรผิดพลาด)
เอ..ไม่รู้ว่าจะมีวาสนาได้เจอใครในบอร์ดนี้รึเปล่า แต่อยากถือโอกาสขอบคุณทุกคนไว้ซะเลย เพราะเราแอบได้ความรู้ไปเยอะจริง ๆ
ขอบคุณเจ้าค่ะ ;D
#20JackApr 06, 2008
Let's discuss about "Amendments to Modernize the Immigration System"
http://www.cic.gc.ca/english/department/laws-policy/irpa.asp
#21Mini MeApr 07, 2008
― ―
แค่อร่อยที่สุดในแคนาดาเองเหรอคะ นึกว่าอร่อยที่สุดในโลกซะอีก ;D
#22JackApr 08, 2008
คูณ Mini Me ครับ ... บังเอิญผมเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้าบอกว่าเป็นร้านที่อร่อยที่สุดในโลกก็กลัวคนอื่นจะหมั่นไส้เอาน่ะครับ ... ;D
#23LittlegirlApr 08, 2008
ไม่ได้โพสอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก้อเข้ามาอัพเดทความรู้ในเวบบอร์ดเรื่อย ๆ ค่ะ
Information ที่พี่แจ๊คโพสมีประโยชน์มากๆ ติดตามตลอดเลยค่ะ
#24JBApr 08, 2008
เข้ามาชื่นชมคุณแจ๊คด้วยคนครับ ผมจำได้ว่าตั้งแต่เข้ามาเล่นเว็บนี้ตั้งแต่ยังใช้เว็บ Thaimisc และเห็นคุณแจ๊คโพสท์มาตั้งแต่ยังไม่ได้พีอาร์จนสมัครสัญชาติแคนาเดี้ยนแล้ว พร้อมทั้งเห็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและความเป็นอยู่ในแคนาดา เห็นแล้วก็อดจะชื่นชมไม่ได้ในความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีของ ผบ.ทบ ของคุณแจ๊ค ครับ อย่างไรผมก็ขอให้ เฮงๆๆๆๆ ตลอดไปครับ ;D :D
#25di_annApr 08, 2008
Khun Jack ;)
Just want to say " HI Jacky " ( it is not Hi taksin.. ;D)
All the best wishes to your family :D
cash you can get....talent you have to develop!!!!(Ray kroc :-*)
#26BoO_BOoApr 09, 2008
โห คุณพี่แจ็ค
ผมเคยอ่าน คุณ Post ที่ Pantip นานมาแล้ว(คุ้นๆเหมือนเคยอ่านเจอ) ...พี่ฮึด อึด ทน :D
ขอแสดงความยินดี กับความสำเร็จ และขอให้ก้าวหน้าต่อๆ ไปด้วยครับ
ข้อมูลที่ให้ เป็นประโยชย์แกน้องๆ รุ่นต่อๆ ไปอย่างมากมาย
ถ้าผมมีโอกาสจะแวะไป ชิม อาหารไทยขอรับ
BoO_BOo
#27esarnzingOct 03, 2009
K. Jack สุดยอดจริงๆ นับถือๆ
#28dakedakkyOct 04, 2009
― ―
เพิ่งรู้ว่ามีแบบนี้ด้วย ยังไงรบกวนแปะลิงค์ไม่ก็ขอรายละเอียดเพิ่ใเติมหน่อยได้มะคับ คุณอานิค ขอบคุณมากๆคับ
#29NickOct 04, 2009
― ―
Canada Child Tax Benefit จ่ายให้กับผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี สูงสุดเดือนละประมาณ C$280 (ปรับเปล่ียนตาม inflation) จำนวนลดลงตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น
http://www.servicecanada.gc.ca/eng/goc/cctb.shtml
Universal Child Care Benefit ให้กับผู้มีบุตร อายุต่ำกว่า 6 ปี จำนวน C$100 ต่อบุตรหนึ่งคน
http://www.cra-arc.gc.ca/bnfts/uccb-puge/menu-eng.html
คุณ dak ลองศึกษาดูครับ
#30dakedakkyOct 05, 2009
― ―
Canada Child Tax Benefit จ่ายให้กับผู้มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี สูงสุดเดือนละประมาณ C$280 (ปรับเปล่ียนตาม inflation) จำนวนลดลงตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น
http://www.servicecanada.gc.ca/eng/goc/cctb.shtml
Universal Child Care Benefit ให้กับผู้มีบุตร อายุต่ำกว่า 6 ปี จำนวน C$100 ต่อบุตรหนึ่งคน
http://www.cra-arc.gc.ca/bnfts/uccb-puge/menu-eng.html
คุณ dak ลองศึกษาดูครับ
ขอบคุณมากๆนะคับอา ;D
#31AhnYongOct 05, 2009
เป็นอีกคนที่ชื่นชมและได้ติดตามเรื่องราว Tripple Jack มาตลอด
Que sera, sera....What ever will be will be...
the future's not ours to see... Que sera, sera
#32VickyOct 06, 2009
:) เก๋เคยติดตามเรื่องราวของคุณ Jack ตั้งแต่สี่ปีก่อน ตอนเริ่มยื่นขอ PR ใหม่ ๆ ยังแอบช่วยลุ้นเอาใจช่วยคุณ Jack และครอบครัว คิดว่าสักวันหนึ่งเราก็คงเจอสถานการณ์อย่างนี้เช่นกัน แต่เรื่องเก๋มันเงียบมาก+นาน จนเลิกหวัง และเลิกติดตามเรื่องราวในเว็บบอร์ดมาเป็นปี จนเมื่อหลายเดือนก่อน ทางสิงคโปร์มาขอข้อมูล update และเดือนก่อนส่ง จม. แจ้งให้ไปตรวจร่างกาย เลยรู้สึกงง ๆ แบบอยู่ ๆ ฝันจะเป็นจริงหรือเนี่ย
ทำให้กลับมาเยี่ยมเยียนบอร์ดนี้อีกครั้ง เหมือนกลับมาเจอเพื่อนเก่า ขออนุญาตนับเป็นเพื่อนนะคะ ยังเจอคุณ Jack คุณ Thaigirl คุณ AST ทุกคนยังเข้ามาพูดคุยแนะนำสิ่งดีๆ มีประโยชน์กับผู้มาใหม่ รุ่นสู่รุ่น น่านับถือมากค่ะ เก๋ไม่เคยเข้ามาพูดคุยด้วย เพราะไม่มีข้อมูลมาแจมด้วย แต่ชอบอ่านมาก ๆค่ะ จนมาเจอหัวข้อนี้ของคุณ Jack อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ เรียกสามีให้อ่านด้วย เราต้องสู้แบบคุณ Jack นะ อดทน+Positive thinking นะ ครอบครัวเก๋ก็มี 5 คนเหมือนกันค่ะ ตั้งใจว่าจะไปแลนด์ประมาณต้นปีหน้าให้ทันเด็กเปิดเรียนเทอมใหม่ คุณ Jack กรุณาช่วยแนะนำเรื่องเตรียมตัวสำหรับการเอาลูกเข้าเรียนที่โน่น เอกสารที่ต้องเตรียมจากเมืองไทย การเลือก รร. และ ฯลฯ เกี่ยวกับเด็ก ๆ ด้วยค่ะ
ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปแลนด์ที่ไหนดี แต่ถ้ามีโอกาสจะแวะไปชิมอาหารที่ร้านนะคะ ยินดีด้วยค่ะ
#33SKYOct 10, 2009
::) ผมอ่านจนจบแล้วรู้สึกทึ่งในความพยายามของทุกคนที่ฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ นานา จนประสบความสำเร็จหรือมีชีวิตที่ดีขึ้น ณ ปัจจุบันนี้
ขอบอกว่าทุกคนเยี่ยมมากเลยครับ อ่านดูแล้วก็เหมือนกับเป็นการเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยนะครับ คือเริ่มต้นก้าวแรกแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพาะเป้าหมายข้างหน้ารออยู่ แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง
แฟนผมเค้าไปทำงานที่แคนาดาได้สักเดือนแล้วนะคับ เค้าจะชวนผมไปอยู่ที่โน่นด้วยหลังจากเขาได้ PR ผมจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างคับ เพื่อจะได้เตรียมการเนิ่น ๆ สำหรับการจะไปหางาน และใช้ชีวิตที่โน่น
ขอบคุณคับ
สักวันหนึ่งคงได้เจอทุกคนที่โน่นคับ
;D
#34JJ_JenOct 10, 2009
― ―
การถอดหัวโขนไม่ได้ เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของการอยู่ในแคนาดาค่ะ ;D
หากเรายึดติดกับหน้าที่การงาน หรือสิ่งที่เคยมี เคยเป็น ตอนที่อยู่เมืองไทย
แล้วเมื่อมาอยู่แคนาดา ต้องมี หรือต้องเป็นอย่างเมืองไทย คงจะยากที่จะหาได้อย่างนั้น
อย่าคิดว่างานเลเบอร์มันต่ำต้อยด้อยค่าเลยค่ะ มาถึงนี่แล้วยังไงก็ต้องปรับตัวปรับใจ
หลายๆคน ที่อยู่ที่นี่ ตอนอยู่ที่เมืองไทยมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีค่ะ มาอยู่นี่เริ่มต้นจากทำงานเลเบอร์
ไม่ว่าจะทำงานร้านอาหาร ทำโรงงานเฟอร์นิเจอร์ รับทำความสะอาด ฯลฯ
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ขอให้เป็นงานสุจริต ขยัน อดทน และพัฒนาตนเอง โอกาสและความก้าวหน้าก็อยู่ไม่ไกลค่ะ
ให้กำลังนะคะ จะได้มาอยู่ด้วยกันเร็วๆ ;D ;D
#35พยายามOct 11, 2009
ขอบคุณค่ะคุณแจ็คที่มาแชร์ประสบการณ์ มีประโยชน์จริงๆ
เฮ้อ เหนื่อยแค่ไหนก็จะสู้ค่ะ
#36playaiOct 12, 2009
ถึง คุณ whiterose ก็เข้าใจนะค่ะว่าลำบากและต้องปรับตัวอย่างมาก การมาอยู่ต่างแดนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ทุกคนจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เคยได้ฟังประสบการณ์จากหลายๆคนที่จบจากต่างประเทศ หลายๆคน เคยล้างจาน ขัดห้องน้ำ ถูพูื้น เก็บขยะ ฯลฯ ทุกคนได้ดีทั้งนั้น เพราะเค้าไม่ได้เกิดมาเป็นเลเบอร์ เป็นงานชั่วคราวที่ทำเพื่อวันข้างหน้า ทุกคนก็ดิ้นรน พัฒนา เพื่อไม่ต้องการอยู่กับที่ เพื่อต้องการประสบความสำเร็จในอนาคต กลุ่มนี้ใช้เวลาสั้นๆ ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จทั้งสองคนเลยนะค่ะ
#37JackOct 12, 2009
สวัสดีครับ ทุกๆ คน ...
ดีใจครับที่เรื่องราวของผมพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นอยู่บ้าง ครอบครัวผมมา land ที่นี่เมื่อเดือนตุลาคม 5 ปีที่แล้ว... ตอนมาใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เวลาหลังเลิกงานส่วนใหญ่อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ บวกกับไฟยังแรง ก็เลยเขียน blog ได้มากหน่อย ....ผมไม่ได้ update blog นานมากแล้ว เพราะหลังเลิกงานไม่ค่อยได้นั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเมื่อก่อนครับ ...
เอกสารที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการสมัครเรียนของลูก:
1) ใบแปลสูติบัตร: ที่ได้รับการรับรองจากสถานกงสุลไทย
2) Vaccinations and immunizations report: ผมไปติดต่อที่โรงพยาบาลที่ลูกไปฉีดวัคซีนเพื่อขอรายงานนี้ (ขอเป็นภาษาอังกฤษ หัวกระดาษเป็นชื่อโรงพยาบาล) อันนี้สำคัญมาก เพราะเขามีหน่วยงานที่จะ monitor ว่าลูกเราได้รับ vaccine ครบหรือเปล่า ถ้าไม่ครบตามเกณฑืที่กำหนดเขาจะมีจดหมายแจ้งมาให้ไปหา family doctor เพื่อฉีดให้ครบ ... ถ้าไม่ปฎิบัติตามเขาก็จะ suspend ไม่ให้ลูกไปโรงเรียน...
3) ใบรับรองการศึกษา: ปีการศึกษาของที่นี่เริ่มราวๆ เดือน September ดังนั้นตอนที่ผมมาเขาเปิดเรียนกันไปแล้วประมาณ 1 เดือน ... อย่างไรก็ดี เด็กที่ immigrant มา สามารถสมัครเข้าเรียนได้ทั้งปี แต่ถ้าอยากให้ลูกเริ่มเรียนปีการศึกษาใหม่ พร้อมคนอื่น ก็ควรมาก่อนเปิดเรียนในเดือนกันยา
เอกสารใบรับรองการศึกษา ให้ไปติดต่อที่โรงเรียนให้เขาออกเป็นภาษาอังกฤษให้ ... กรณีของผมก็ร่างใส่ Handy drive ไปให้ที่โรงเรียนพิมพ์เพิ่มเติม - ลายเซ็นต์ผู้อำนวยการโรงเรียน + พิมพ์บนกระดาษหัวจดหมายของโรงเรียน ที่มีที่อยู่และเบอร์ที่ติดต่อได้ + ประทับตราโรงเรียน (ผมไม่เห็นเขาติดต่อไปที่โรงเรียนเก่านะครับ)
สูติบัตรมี่ส่วนสำคัญมากว่าลูกเราจะได้เข้าเรียน Grade ไหน เขาดูตามปีที่เกิด เพราะฉะนั้นหากลูกเราเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ ก็ต้องเรียนซ้ำชั้น ...
4) เด็กเล็กค่อนข้างหา Daycare ยาก เพราะ Daycare ส่วนใหญ่รับเด็กที่มีอายุ 3 ขวบขึ้นไป ค่า Daycare –จะแพงกว่าเด็กโต ตอนนั้น (5 ปีที่แล้ว) ลูกคนกลางกับคนเล็ก เสียค่า daycare วันละ 30-40 Canadian Dollars (CAD) เด็กยิ่งเล็กค่า daycare ยิ่งแพงครับ
หากต้องการฝึกภาษาบางชุมชนจะมีหน่วยงานที่ เราสามารถนำเด็กไปร่วมกิจกรรมได้ แต่เราต้องอยู่ด้วย สังเกตได้ว่าหน่วยงานที่มีกิจกรรมแบบนี้จะมีรถเข็นเด็กจอดอยู่ข้างหน้าเยอะเลย ...
http://www.edu.gov.on.ca/eng/parents/pflc.html
+++ การจะขอ Subsidy daycare ได้ ทั้งพ่อทั้งแม่ต้องทำงานหรือเรียนเป็นจำนวนชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเขตที่เราพักอาศัย ยกตัวอย่างเช่น
Toronto
http://www.toronto.ca/children/subsidy.htm
Region of Peel
http://www.region.peel.on.ca/childcar/subsidize.htm
http://thehealthline.ca/listServices.aspx?id=1033
อย่างไรก็ดี หากพ่อแม่ทำงานทั้งคู่ ไม่ได้ขอ subsidy แต่ก็มีสิทธิขอ SUPPLEMENT
http://www.rev.gov.on.ca/english/guides/itrp/occs.html
http://www.edu.gov.on.ca/eng/parents/faq-parents.html
+++ ค่า Daycare สำหรับเด็กอายุ สามขวบขึ้นไป ประมาณ 30 กว่าเหรียญ ต่อคน ต่อวัน (สาม-สี่ปีที่แล้ว)
+++ ผมว่า Daycare ของ YMCA ดูดีกว่า Daycare เจ้าอื่น แต่ก็อีกนั่นแหละ คิวยาวมาก
5) โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีโรงอาหารเหมือนเมืองไทย เราจึงต้องเตรียม Lunch box ไปเอง ยกเว้นบางวันจะมีร้านที่ขาย hotdog, pizza มาติดต่อกับโรงเรียน และจะมี schedule ล่วงหน้าแจ้งมาใน calendar บางโรงเรียนเริ่มไม่รีบเงินสดหรือ เช็คแล้ว เราต้องจ่าย online ล่วงหน้ากับ web ที่เป็น partner กับโรงเรียนนั้นๆ ... เช่น https://www.cashlessschools.com/
ลูกๆ ผมไม่ยอมเอาอาหารไทยไปกินที่โรงเรียนเลย เพราะอายเพื่อน เพราะเพื่อนๆ ไม่ค่อยคุ้นเคยกับกลิ่นน้ำปลา
6) ตกลงกันก่อนภายในครอบครัวว่าจะไม่อารมณ์เสีย หรือทะเลาะกัน หากเกิดปัญหาที่เกิดจากการที่ต้องปรับตัว ... มองอนาคตให้ไกลๆ เข้าไว้ ... ไม่งั้นหอบกระเป๋ากลับบ้านกันมาเยอะแล้วครับ ... สมัคร PR Visa ที่ว่ายากและต้องอดทนกับการรอคอยกว่า 3-5 ปี (บางคนเร็วหรือช้ากว่านั้น)... การ settlement ยิ่งยากกว่า เพราะ skill worker ส่วนใหญ่ประสบความสำร็จในหน้าที่การงานตอนที่อยู่เมืองไทยมาแล้วทั้งนั้น... มาอยู่นี่ต้องถอดหัวโขนออกให้หมด + positive thinking สุดๆ + ไหนจะต้องอดทนกับการทำงานที่เราไม่เคยทำ ทั้งต้องหนื่อยกับการทำงาน+ต้องหาเวลาต้องอดทนพัฒนาตัวเอง+ปรับตัวให้เข้ากับตลาดงานของที่นี่+ที่สำคัญอย่าดูถูกตัวเอง และคิดเสมอว่ากูก็หนึ่งในตองอู... + พัฒนาการของลูกๆ จะทำให้เราหายเหนื่อยและไม่ยอมถือลูกท้อครับ...
คนที่มีลูกสามคนเล็กๆ อาจเหนื่อยหน่อยกับการดูแลหรือการซนของลูกๆ แต่เงินที่ได้จากรัฐบาลเดือนละกว่า 800 CAD จากลูกสามคนนั้น ทำให้พอมีเวลาหายใจหายคอบ้าง... ถ้าจะทำงานร้านอาหาร ไม่ว่าร้านอาหารไทยหรือฝรั่ง พยายามทำช่วงเย็น 3-4 โมงเย็นถึง 4-5 ทุ่ม แล้วกลางวันจะได้ใจจดจ่ออยู่กับการเรียนหรือการสมัครงาน... 1-3 ปีแรกต้อง speed สุดๆ หาไม่แล้ว หากปล่อยนานไปจะเบื่อหน่ายและพากันหอบกระเป๋ากลับเมืองไทยกันในที่สุด... มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถหางานแบบที่ตัวเองเคยทำอยู่ที่เมืองไทย ภายใน 3-4 ปีแรกของการ landing พอได้ citizen ปุ๊บก็กลับเมืองไทยเลย...
ในสายตาผม Canadian Life, quality of life ต่างหากที่ผมต้องการ candian citizenship เป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้นเอง... สังคมไทยเปราะบาง เจ้ายศเจ้าอย่าง ภยันตรรายรอบตัว... ผมเคยพูดกับพี่ที่คนข้างมีฐานะ ประสบความสำเร็จในเมืองไทยว่า... ต่อให้ผมร่ำรวย มีบ้านหลังใหญ่รั้วรอบขอบชิด มียามเฝ้าหน้าบ้าน... แต่พอออกมาข้างนอกบ้านก็มีความเสี่ยงต่อชิวิตและทรัพย์สินมากอยู่ดี (และผมเชื่อว่าอีกไม่นานประเทศไทยจะเกิดสงครามกลางเมือง)... ผมภูมิใจที่วันนี้ได้เป็นพลเมืองของที่นี่ ทำงานจ่ายภาษี เงินภาษีเอาไปจ่ายสารณูปโภคต่างๆ... ช่วยเหลือคนที่ยังมีรายได้น้อย... ไม่มีระบบเจ้าขุนมูลนาย... อยู่บ้านที่ไม่ต้องมีลูกกรง ไม่มีรั้ว เห็นลูกวิ่งเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน... สองข้างทางตามถนนต่างๆ มีต้นไม้เขียวขจีไปหมด (หน้าหนาวก็ขาวไปหมด)... ความสุขของคนเราต่างกัน ความทุกข์ของคนเราก็ต่างกัน... หาเป้าหมายให้เจอและยึดเป้าหมายนั้นให้มั่นคง... ผมรับรองอยู่ที่ Canada ประเทศ top ten ที่ได้ชื่อว่าประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างมีความสุขแน่ๆ...
7) ไม่เหมือนที่เมืองไทย ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ กับการเลือกโรงเรียน (ที่นี่) ให้ลูกนัก แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปอยู่ในชุมชนที่มี “แขก” เยอะ ... แล้วโรงเรียนไหนใกล้บ้านก็เข้าโรงเรียนนั้นแหละ... ผมไม่คิดว่ามาตรฐานโรงเรียนของที่นี่จะต่างกันมาก... ผมคิดว่าอยู่โรงเรียนธรรมดาๆ สบายใจกว่าเพราะเพื่อนร่วมมาจากครอบครัวที่รวย ก็มีปัญหา... เพื่อนๆ ที่ทำงานหรือที่ผมรู้จัก รวมทั้งจาการสังเกตบ้านใกล้เรือนเคียง ผมว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างหรือเห่อเหิน แห่แหน หาโรงเรียนที่มีชื่อเสียงให้ลูกเท่าไหร่... ไม่เหมือนพี่น้องผมที่ยังอยู่ที่เมืองไทยที่ต้องกระเสือกกระสนหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูก เพื่อหวังว่าจบออกมาจะได้มีหน้ามีตาในสังคม หรือหางานง่ายกว่าโรงเรียนวัด...
#38VickyNov 04, 2009
ขอบคุณมากค่ะ คุณแจ๊ค ที่อุตส่าห์สละเวลามาให้ข้อมูลที่ถามไป คุณภาพคับแก้วเหมือนเดิม
เก๋เพิ่งได้รับวีซ่ามาเดือนก่อนเองค่ะ ดีใจมาก ๆ เลย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหาย มองผู้คนรอบข้างและสิ่งต่าง ๆรอบตัวที่เคยคุ้นเคยแล้วรู้สึกใจหายบอกไม่ถูกเลยค่ะ รอคอยมาตั้งนาน 4 ปีกว่า พอจะได้ไปจริง ๆ กลับรู้สึกกลัว ๆ กล้า ๆ แต่ก็ตัดสินใจแล้วค่ะว่าต้องเดินหน้าลูกเดียว ถามแฟนแล้ว สู้ไม่สู้ เค้าว่าสู้ด้วยกันค่ะ เพื่อลูก!!
ก็เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมเจอกับงานทุกรูปแบบค่ะ ;D เก๋เคยไปทำงานในครัวที่บอสตันตอนไปหาเพื่อนที่โน่นเมื่อ 2 ปีก่อน วันแรก ๆ แทบแย่มือบวมไปหมด เพราะทำหน้าน้ำค่ะ (อาหารที่เป็นพวกน้ำทั้งหลาย แกง ก๋วยเตี๋ยว) จับกะทะล้างกะทะร้อน ๆ ตลอด ยิ่งตอน busy ทำไม่ทัน งง สูตรไปหมดค่ะ ??? แต่พอพ้นเดือนนึงก็ ok คิดแล้วก็ขำดีแฮะ! เราก็ทำได้เหมือนกันนี่นา ไม่เหนื่อยเหมือนวันแรก ๆ แล้ว ทำไปเที่ยวไปได้ 2 เดือนก็กลับบ้าน สนุกดีเหมือนกัน
เห็นด้วยกับคุณแจ็คเรื่องเมืองไทยค่ะ ที่คิดว่าแย่ที่สุดก็คือการเมือง / นักการเมืองไทย เปลี่ยนขั้วไปมา แก่งแย่งแบ่งเค็กกันไปมา สุดท้ายประเทศเราเลยไม่เดินหน้าไปไหนสักที แทนที่จะพัฒนาประเทศ กลับเอาแต่ทะเลาะกัน เศร้าจัง ยังรักเมืองไทยค่ะ แต่ก็อยากให้ลูกได้เติบโตในที่ที่มีคุณภาพชีวิตดีกว่านี้
ขอรบกวนถามผู้รู้ (ใครก็ได้นะคะ )อีกหลายข้อนะคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ
1.ตั้งใจจะไปแลนด์ต้นปีหน้าค่ะ คือรอให้ลูกเรียนจบปีนี้ก่อน ประมาณ มีค. น่าจะบินช่วง May 10 ค่ะ ลูกทั้ง 3 คน ตอนไปถึงก็จะอายุ 10 ปี, 11.5 ปี, 15 ปี คงไม่ได้ใช้บริการ daycare แล้วค่ะ แต่ไม่ทราบว่าต้องมีคนคอยดูแลอยู่ที่บ้านตอนเด็กกลับจากโรงเรียนถึงอายุเท่าไรคะ เพราะตั้งใจจะช่วยกันทำงานทั้ง 2 คนค่ะ ครอบครัวเราฐานะปานกลางเท่านั้น จึงคิดว่าอยากจะทำงานทั้งคู่
2. และก็เป็นห่วงว่าลูกไปตอนอายุเท่านี้จะเรียนตามเด็กที่โน่นทันไหม เพราะไม่ได้เรียนตั้งแต่เล็ก ๆ ก็ต้องพาไปเข้ากิจกรรมตามที่คุณแจ๊คแนะนำ มีที่แนะนำสำหรับเด็กโตๆ อย่างลูกเก๋มั้ยคะ ผู้หญิงทั้ง 3 คนเลยค่ะ :P
3. ถ้าเป็นเด็กประถม มัธยม ที่โน่น มีอะไรต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษมั้ยคะ ว่าจะทำ course outline ที่นี่ว่าเรียนอะไรมาแล้วบ้างสำหรับคนโต จะดีมั้ยคะ
4. ในใบ COPR ไม่ทราบว่าเค้าบังคับมั้ยคะ ว่าจะต้องไปแลนด์ที่ไหน เห็นในใบมีระบุว่า Toronto, ON แต่ไม่มีบอกรายละเอียดอฺธิบายว่าหมายถึงอะไร ให้ไปแลนด์ที่ Toronto เท่านั้นหรือเปล่าคะ ช่วยบอกหน่อยนะคะ แล้วถ้าต้องไปแลนด์ที่ Toronto จริง ๆ ช่วยแนะนำเรื่องที่พักให้หน่อยสิคะ เคยอ่านเรื่องคุณแจ๊คว่าที่คานาดาเค้าบังคับว่า หากครอบครัวหนึ่งเกิน 4 คน ครอบครัวเก๋ 5 คน ต้องเช่าอพาทเม้นต์ 2 ห้องนอนเลยรึคะ
เค้าซีเรียสมั้ยคะ มีการตรวจหรือไม่คะ แล้วถ้าเจอว่าผิด ต้องโทษร้ายแรงมั้ยคะ
ต้องขอโทษที่รบกวนนะคะ ไม่ทราบว่าจะขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เผื่อโทรไปคุยบ้างได้มั้ยคะ อีเมล์เก๋ : vilairatj@gmail.com ค่ะ
ขอให้คุณแจ๊คสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ
แลนด์ มือใหม่ ???
#39JackNov 08, 2009
1.ตั้งใจจะไปแลนด์ต้นปีหน้าค่ะ คือรอให้ลูกเรียนจบปีนี้ก่อน ประมาณ มีค. น่าจะบินช่วง May 10 ค่ะ ลูกทั้ง 3 คน ตอนไปถึงก็จะอายุ 10 ปี, 11.5 ปี, 15 ปี คงไม่ได้ใช้บริการ daycare แล้วค่ะ แต่ไม่ทราบว่าต้องมีคนคอยดูแลอยู่ที่บ้านตอนเด็กกลับจากโรงเรียนถึงอายุเท่าไรคะ เพราะตั้งใจจะช่วยกันทำงานทั้ง 2 คนค่ะ ครอบครัวเราฐานะปานกลางเท่านั้น จึงคิดว่าอยากจะทำงานทั้งคู่
+++ อย่าปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังเลยครับ ลูกลูกก็ต้องการอยู่ใกล้พ่อ-แม่เหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงมาใหม่ๆ พวกเขาก็ต้องปรับตัวเช่นกัน... ยิ่งวัย 11-15 เตลิด มันเตลิดเลย หรือถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา จะเสียใจไปตลอดชีวิต... ทำงานเยอะ ไม่ใช่ได้เงินเหลือถึงบ้านเยอะนะครับ... รายได้เยอะ เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ลดลงด้วย สรุปแล้วเหลือเงินเท่ากัน ... ทำแต่พอประมาณพอเปิดหูเปิดตาคนนึง... อีกคนนึงตลุยหางาน skill worker อย่างจริงจัง... อ้อ... แล้วอย่าคิดว่าทำรับเงินสดจะดีนะครับ ได้ไม่คุ้มเสีย... ทำงานแบบเสียภาษีเอาไว้ ปะเหมาะเคราะห์ดี คนนึงได้งานแบบ skill worker... credit history ดี + เงินเก็บ + เงินเดือน skill worker คนนึง + รายได้ survival job แบบถูกกฎหมายคนนึง = ซื้อบ้านได้ + เช่าซื้อรถได้...
ต้องถามว่าจะให้้ใครตั้งเป้าหางาน skill worker... ตัวผมเองลองผิดลองถูกอยู่ตั้งนานจนสุดท้ายมาลงตัวที่ ผบทบ.ทำงาน 10 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็น... ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วมารับรับลูกกลับบ้าน... งานร้านอาหารหลายที่ต้องการคนที่ทำงานช่วงนี้มาก... รายได้อาจไม่ได้มากเป็นกอบเป็นกำ แต่ถือว่าได้ทั้งงาน ได้ทั้งครอบครัว... ส่วนผม บ่ายไปเรียน เย็นทำงานช่วง 4-5 โมงเย็น เลิก 4-5 ทุ่ม กลับถึงบ้านประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง-เที่ยงคืน นั่งปั้น resume ส่งจดหมายสมัครงาน... เช้าถึงเที่ยงนอนอ่านหนังสือ ฝึกถาม-ตอบภาษาอังกฤษหน้ากระจก รอรับโทรศัพท์ สัมภาษณ์งาน (เวลาซื้อโทรศัพท์ ให้ซื้อแบบที่มีเครื่องตอบรับอัตโนมัติ)...
+++ เป็นไปได้ที่อาจต้องกลับมา Late หลังจากลูกเลิกเรียนแล้ว ก็ให้ลูกคนโตกับคนกลางไปอบรม course ประมาณนี้ เพื่อจะได้ดูน้องคนเล็กได้...
http://www.sja.ca/Ontario/Training/Pages/OakvilleBabysitting.aspx
2. และก็เป็นห่วงว่าลูกไปตอนอายุเท่านี้จะเรียนตามเด็กที่โน่นทันไหม เพราะไม่ได้เรียนตั้งแต่เล็ก ๆ ก็ต้องพาไปเข้ากิจกรรมตามที่คุณแจ๊คแนะนำ มีที่แนะนำสำหรับเด็กโตๆ อย่างลูกเก๋มั้ยคะ ผู้หญิงทั้ง 3 คนเลยค่ะ
+++ เด็กปรับตัวได้เร็วกว่าเราครับ เลิกเรียนกลับมา อยู่กับลูก ฝึกภาษาจากการสอนการบ้านลูก ฟังเทปภาษาอังกฤษที่ลูกยืมมาจากโรงเรียน... อ่านหนังสือลูก... ผบทบ. อยู่เมืองไทยไม่เคยพูดภาษาอังกฤษเลย... ตอนนี้พูดเก่งกว่าผมอีก ก็ฝึกจากลูกๆ นี่แหละ... เกาะลูกไว้ รับรองรุ่งครับ...
3. ถ้าเป็นเด็กประถม มัธยม ที่โน่น มีอะไรต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษมั้ยคะ ว่าจะทำ course outline ที่นี่ว่าเรียนอะไรมาแล้วบ้างสำหรับคนโต จะดีมั้ยคะ
+++ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าไม่จำเป็นครับ ผมว่าเด็กที่นี่ไม่ได้เรียน เป็นบ้าเป็นหลังเหมือนที่เมืองไทย อย่าเครียดมากเรื่องนี้ เดี๋ยวเด็กจะเครียดไปด้วยครับ... ส่วนเอกสารที่จะเอามาก็กลับไปอ่านที่ blog ของผมนะครับ course outline ผมว่าไม่จำเป็น...
4. ในใบ COPR ไม่ทราบว่าเค้าบังคับมั้ยคะ ว่าจะต้องไปแลนด์ที่ไหน เห็นในใบมีระบุว่า Toronto, ON แต่ไม่มีบอกรายละเอียดอฺธิบายว่าหมายถึงอะไร ให้ไปแลนด์ที่ Toronto เท่านั้นหรือเปล่าคะ ช่วยบอกหน่อยนะคะ แล้วถ้าต้องไปแลนด์ที่ Toronto จริง ๆ ช่วยแนะนำเรื่องที่พักให้หน่อยสิคะ เคยอ่านเรื่องคุณแจ๊คว่าที่คานาดาเค้าบังคับว่า หากครอบครัวหนึ่งเกิน 4 คน ครอบครัวเก๋ 5 คน ต้องเช่าอพาทเม้นต์ 2 ห้องนอนเลยรึคะ เค้าซีเรียสมั้ยคะ มีการตรวจหรือไม่คะ แล้วถ้าเจอว่าผิด ต้องโทษร้ายแรงมั้ยคะ
+++ Federal Skill Worker จะ Land ที่ไหนก็ได้ในประเทศ Canada... เรื่องที่พักใน Toronto คงแนะนำไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ใน Toronto นานมากแล้ว แต่เดี๋ยวผมจะลองถามคนรู้จักดูให้... ถ้าตกลงใจจะมา Land Toronto ก็ PM lส่ง e-mail มานะครับ... จะดูว่าพอช่วยอะไรได้หรือเปล่า...
+++ เด็กค่อนข้างโตแล้วนะครับ ผู้หญิงด้วย... สองห้องนอนก็ไม่ใหญ่มากหรอกครับ ราคาประมาณ 1,150-1,250 ผมว่าก็พอไหว... ลูกสามคนได้เงินช่วยจากรัฐบาลเดือนละ 1,000 แล้ว (เมือห้าปีที่แล้ว child tax benefit อย่างเดียวก็ประมาณ 740 CND) มี universal อะไรซักอย่างอีก 300 (จากลูกคนละนร้อย) แล้วก็มี GST/PST return 3 เดือนครั้งครั้งละประมาณ 200 กว่าๆ... คนอื่นที่เพิ่งมา confirm หน่อยนะครับ... เชื่อผมครับว่าอยู่ได้อย่างไม่อัตคัตมากนัก เผลอๆ เหลือเก็บอีก...
+++ หุหุ เขาไม่รับตั้งแต่ต้นแล้วครับ ถ้า 5 คนจะเช่าห้องนอนเดียว (ยกเว้นมีเส้น ถ้าอ่านเรื่องของผมจะรู้ว่าพี่คนที่อยู่ก่อนหน้าผม แกตีซี้ (super intendant ไว้ล่วงหน้าแล้ว)...
#40hopeNov 10, 2009
เป็นครอบครัวหนึ่งที่อยากจะย้ายไปอยู่ที่แคนาดา ตอนแรกคุณสามีไม่เห็นด้วยอาจจะเป็นเพราะเขาอายุมากแล้ว (50 ปี) คุณสามีจบวิศวไฟฟ้า การสื่อสารจากลาดกระบัง....
ด้วยความที่นึกถึงอนาคตของลูก (มีลูกตอนแก่) คนโต 10 ขวบ คนเล็ก 7 ขวบ .....เป็นแม่บ้านมีเวลาเยอะ ตอนแรกก็หาข้อมูลจาก อากู๋....เป็นโชคและวาสนาที่ได้มาเจอwibesite ของคุณJack.....พออ่านเรื่องราวของคุณก็ไปเล่าให้คุณสามีฟัง เขาก็เริ่มมีใจเอนเอียงมาเล็กน้อย มีอยู่วันหนึ่งก็เปิด wibesitesite ของคุณให้เขานั่งอ่าน...พอเขาอ่านเสร็จ :o :o รุ่งขึ้นก็มีการพูดถึงเรื่องเอกสารที่จะยื่นใบสมัคร
ถึงจะยังไม่รู้ผลของการขอ PR แต่ต้องขอขอบคุณ คุณ Jack มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ; ;D
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้เจอคุณ Jack ที่ แคนาดา
#41JackNov 10, 2009
สวัสดีครับ ตุณ Hope
เยี่ยมมากเลยครับ ขอให้สมหวังในการสมัคร PR Visa นะครับ... ฝากบอกสามีคุณ Hope ด้วยว่า ที่นี่เกษียณอายุ 65 ปี... immigrant ที่ทำงานที่เดียวกับผมตั้งหลายคนก็มาตอน 50 กว่าๆ...
โชคดีครับ
#42navigator_thNov 11, 2009
มีเรื่องรบกวนถามคุณแจ๊คครับ
1.เห็นพูดถึงเรื่อง GST benefit ผมเลยสงสัยว่า กรณีของผม ซึ่งเพิ่งมาแลนด์กับแฟน (ไม่มีลูก) เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ตอนนี้ยังหางานทำกันทั้งคู่ จะสามารถยื่นขอ benefit ตัวนี้ได้หรือเปล่าครับ และตกลงว่า benefit ตัวนี้ คือ อะไรกันแน่ ยังค่อนข้างงงๆอยู่น่ะครับ
2.ถ้าได้ จะยื่นขอได้เมื่อไหร่ ยื่นได้ทันทีเลยหรือต้องรอปีหน้า คือ ผมเคยได้ยินคนบอกว่า จะต้องรอ W2 (รู้สึกจะเหมือน T4 ของแคนาดา) จากที่ทำงานเดิมของเราทั้งคู่จากอเมริกา (ผมย้ายมาจากอเมริกา) มาใช้ประกอบการยื่น ซึ่งกว่าจะได้มา ก็ต้องเป็นหลังเดือนกุมภาของปีหน้าน่ะครับ
3.เห็นบอกว่า benefit นี้จะให้มาทุก 3 เดือน จึงอยากทราบว่า นานแค่ไหนกว่าจะได้รับงวดแรก หลังจากยื่นขอ และ เขาจะให้ไปอีกนานแค่ไหนครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
#43JackNov 12, 2009
สวัสดีครับ...
จำนวนเงินที่ได้จาก GST/HST credit ขึ้นอยู่กับขนาดของครอบครัวและรายได้ครับ... รายละเอียดตามนี้ครับ
http://www.cra-arc.gc.ca/bnfts/gsthst/fq_qlfyng-eng.html
#44navigator_thNov 12, 2009
ขอบคุณครับ :)
#45bhusaNov 26, 2009
คุณ Jack เก่งจังเลย
#46VickyNov 27, 2009
สงสัยเรื่องแลนด์น่ะค่ะ ขอถามอย่างคนไม่รู้ ว่าเป็นอย่างที่เข้าใจหรือเปล่า ช่วยชี้แนะให้ด้วยนะคะ กำลังเตรียมดูเรื่องตั๋วอยู่ค่ะ
เราต้องซื้อตั๋วไปลงที่ Toronto หรือ Vancouver เท่านั้นใช่มั้ยคะ แล้วสมมุติว่าเราคิดจะไปอยู่ที่ Calgary
เราค่อยไปซื้อตั๋วในประเทศที่โน่นหรือคะ หรือซื้อเต็ม route จากเมืองไทยเลย ?? เมื่อไปถึงก็ต่อตรงไปเมืองที่ต้องการอยู่แล้วค่อยทำ SIN Card และบัตรอื่นๆ ถูกต้องหรือเปล่าคะ หรือว่าต้องพักที่ Toronto/Vancouver จนกว่าจะทำบัตรต่าง ๆ เสร็จก่อน
มีสายการบินไหนแนะนำบ้างคะ
เอาใจช่วยคุณ Hope และคนอื่น ๆ ด้วยนะคะ ขอให้ประสบความสำเร็จเหมือนกัน :)
#47bhusaNov 27, 2009
ลองถามคุณ Jakc ดูนะคะ
#48KhingNov 27, 2009
K. Vicky,
All landed immigrants clear custom and immigration at first port of call (first city that the airline brings you into Canada), usually and most probably at Vancouver or Toronto. Ticket(s) for connecting flight(s) to your intended destination can be purchased from Thailand in advance bearing in mind you may need up to 3-5 hours for processing all those documents. It's hard to predict how many families or couples would do the landing on your flight so give yourself an extra time. You don't need to stay overnight at the first port of call to apply for any other card. You should do that when you arrive at your intended residency.
K. Jack may have more information.
#49JJ_JenNov 27, 2009
เพิ่เติมจากลุง Khing นะคะ หากคุณ Vicky จะไปอยู่ที่คัลการี สนามบินแรกที่คุณ Vicky ถึงแคนาดาก็น่าจะเป็นแวนคูเวอร์ เพราะใกล้คัลการีมากกว่าโทรอนโท เมื่อออกจากเครื่องที่มาถึงแวนคูเวอร์แล้ว ก็ให้รีบเดินเร็วๆ (หากเวลาที่ต่อเครื่องไปคัลการี มีน้อยกว่า 3 ชั่วโมง ก็ต้องรีบกันหน่อย) เดินมาตามทางเรื่อยๆ เมื่อลงบันไดเลื่อนงมาแล้ว ให้เดินเข้าห้องแรกขวามือของบันไดเลื่อน มีป้ายเขียนว่า PR , Student , working permit Visa บางทีก็จะมีคนคอยถามว่าคุณมาด้วย Visa ประเภทไหน แล้วบอกทางให้
เมื่อเข้าไปในห้องแล้ว หากเครื่องลงพร้อมกันหลายๆลำ แถวก็จะยาวมากหน่อย ต้องใช้เวลารอนาน ตรงนี้จะเป็นขั้นตอนการรายงานตัว ให้เตรียม COPR ที่ได้รับจากสิงคโปร์ และพาสปอร์ตของทุกคนในครอบครัวให้พร้อม เจ้าหน้าที่จะถามคำถามคุณ 3-5 คำถาม ในการรายงานตัว และเปรียบเทียบตัวจริงของคุณกับรูปในพาสปอร์ตและใน COPR หกาไม่มีปัญหาใดๆ เขาจะให้คุณกรอกที่อยู่ที่คุณจะอยู่ นับจากวันที่แลนด์นี้ เพื่อที่จะได้จัดส่ง PR card ไปให้ หากคุณอยู่ที่คัลการี และมีที่อยู่แล้ว ก็อย่าลืมจดใส่กระดาษเล็กๆติดกระเป๋าไว้ เพื่อกรอกเอกสารตอนแลนด์นี้นะคะ แล้วเขาจะบอกว่า Welcome to Canada ก็เป็นเสร็จพิธีการแลนด์ ออกมารับกระเป๋าและต่อเครื่องไปคัลการีได้ ไม่ต้องนอนค้างที่แวนคูเวอร์ แต่หากอยากอยู่เที่ยวแถวนี้ก่อน ก้ไม่ว่ากันค่ะ ;D
เวลาไปทำ Sin สามารถที่จะใช้พาสปอร์ตและใบ Copy of COPR ที่เจ้าหน้าที่ตม.เย็บติดในพาสปอร์ตได้ ไม่ต้องรอให้ได้ PR card แล้วถึงไปทำ เพราะว่ากว่า PR card จะส่งมา ก็ประมาณ 3-8 สัปดาห์หลังจากแลนด์ แต่ว่า sin จะได้ภายใน 10 วันทำการหลังจากไปทำ
เรื่องตั๋วก็อย่างที่ลุงว่าค่ะ คนส่วนมากซื้อมาจากเอเจนซี่ที่เมืองไทยเลย ง่ายและสะดวกกว่าค่ะ
#50JackNov 27, 2009
ลุงกิ่ง + คุณ JJ ตอบได้ละเอียดมากแล้วครับ... ตอนซื้อตั๋วมาต่อเครื่องถาม agent เลยว่าต้องใช้เวลาต่อเครื่องเท่าไหร่... ส่วนตัวผมแล้ว ชอบนานๆ ไว้หน่อย จะได้ไม่ฉุกละหุก ลืมโน่นลืมนี่... อย่าลืมจดที่อยู่ที่จะให้เขาส่ง PR Card มาให้ จะได้ยื่นให้เขาเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคอย spell อีก... พยายามทำหน้า+ตัดผมตัดเผ้าให้เหมือนในรูปใน COPR ... จะได้ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายรูปใหม่...
โชคดีครับ...
#51VickyNov 30, 2009
ข้อมูลละเอียดชัดเจนจนเห็นภาพเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ :) ลุง Khing คุณ JJ และ คุณ Jack ไม่ทราบอยู่ที่เมืองไหนกันเหรอคะ พอจะแนะนำเมืองเล็ก ๆ ที่น่าอยู่สำหรับเด็ก ๆ วัยรุ่น (ผู้หญิง) สัก2-3 แห่งได้มั้ยคะ เพราะทั้งคุณ Jack ลุง Khing คุณ JJ ก็อยู่ที่โน่นมาหลายปีแล้ว คงมีประสบการณ์มาแชร์ให้ฟังในด้านนี้บ้าง
แล้วเมืองเล็ก ๆ หางานยากมั้ยคะ ทั้ง surviver job & profressional work
#52bhusaNov 30, 2009
คุณ Jack มีเพื่อนอยากสมัคร pr แต่เค้าเป็นพนักงานทำเล็บ เค้าสมัครได้ไหม เพราะดูแล้วน่าจะเข้าข่าย 1 ใน 38 อาชีพ คือ เข้าที่ตำแหน่ง Therapist สมัครได้ไหม ข้อนี้เพื่อนฝากถามมา
#53JJ_JenDec 01, 2009
ไม่ได้สมัคร PR skilled worker นะคะ แต่เห็นว่าคำถามนี้น่าสนใจ ก็เลยมาช่วยตอบค่ะ :)
หากแปลความหมายตรงๆ • THERAPIST (noun) : a person skilled in a particular type of therapy
และ Therapy มีความหมายว่าการบำบัดโรค
ดังนั้นหากดูตามเนื้องานของการเป็นช่างทำเล็บ งานของเขาก็เน้นไปทางด้านการให้บริการในการทำเล็บของลูกค้าให้สวยงาม มากกว่าที่จะเป็นการบำบัดโรค เพราะหากคนที่มีโรคเกี่ยวกับเล็บ เช่น เชื้อราในเล็บ เล็บคุด เล็บผิดปกติจากโรคสะเก็ดเงิน ที่จะต้องรักษา เขาคงไปหา Dermatologist ไม่ใช่ไปหาช่างทำเล็บ เพราะช่างทำเล็บไม่ใช่ Therapist แต่ลูกค้าอาจจะไปหาช่างทำเล็บ เพื่อช่วยทำให้เล็บเขาดูดี ไม่ให้คนอื่นมองเห็นว่าเขาเป้นโรค ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้เรียกว่าการบำบัดโรค น่าจะเรียกการตกแต่ง
และคิดว่าคุณ bhusa ถามถึงอาชีพ Therapist นั้น เราคิดว่าคงจะถามถึง 3143 Occupational Therapists ก็เลยเข้าไปอ่านจากเว็บ cic มา
จากเว็บ http://www5.hrsdc.gc.ca/NOC/English/NOC/2006/Profile.aspx?val=3&val1=3143
3143 Occupational Therapists : Occupational therapists develop individual and group programs with people affected by illness, injury, developmental disorders, emotional or psychological problems and ageing to maintain, restore or increase their ability to care for themselves and to engage in work, school or leisure. They also develop and implement health promotion programs with individuals, community groups and employers. They are employed in health care facilities, in schools, and by private and social services agencies, or they may be self-employed.
Main duties
- Occupational therapists perform some or all of the following duties:
Analyse clients' capabilities and expectations related to life activities through observation, interviews and formal assessments
- Develop intervention programs to address clients' needs related to self-care, work and leisure activities
- Maintain clients' records
- Establish personalized care plans working as a member of an interdisciplinary team
- Consult and advise on health promotion programs to prevent disabilities and to maximize independent function in all activities of life
- May supervise support personnel and students and provide training.
- Occupational therapists may specialize in working with specific populations such as children or adults, or persons with distinct problems such as dementia, traumatic brain injury and chronic pain, or provide special interventions such as return-to-work programs.
- Employment requirements
ในโรงพยาบาล หรืองานทางด้าน Health care นั้น เรารู้กันโดยทั่วไปว่า Occupational Therapists หรือเรียกง่ายๆว่า OT เป็นคนที่เรียนจบในหลักสูตร Occupational therapy ระดับปริญญาตรี และมี License ของการประกอบวิชาชีพนี้ได้
หรือหากจะเป็นอาชีพในกลุ่มของ 3144 Other Professional Occupations in Therapy and Assessment http://www5.hrsdc.gc.ca/NOC/English/NOC/2006/Profile.aspx?val=3&val1=3144 เราคิดว่าช่างทำเล็บ ไม่ได้จัดอยู่ในอาชีพ Therapist ใดๆเลย (ยกเว้นช่างทำเล็บคนนั้นเรียนจบปริญญาตรี สาขาใดสาขาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ Therapy และมีงานอีกงานคือเป็นช่างทำเล็บ เช่นเขาจบ art therapy , movement therapy , Occupational Therapy เป็นต้น และมีประสบการณ์ทำงานในสาขาที่ตนเองเรียนจบ Therapy นั้นๆ มาก่อน ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตามที่ CIC กำหนด เขาก็จะสมัคร PR ได้ค่ะ ไม่รู้จะงง หรือเปล่า ;D )
#54JackDec 01, 2009
เห็นด้วยกับ คุณ JJ ครับ...
#55hopeDec 01, 2009
ขอบคุณ คุณ Vicky มากค่ะ ที่เอาใจช่วย และขอแสดงความยินดีด้วยที่ได้วีซ่าเรียบร้อยแล้ว
#56bhusaDec 02, 2009
ขอบคุณค่ะ คุณ JJ-Jen : ไม่งงค่ะ จะส่ง email ไปให้เพื่อนเลย ป่านนี้คงทาสีเล็บอยู่ รายละเอียดฟังแล้วโอเคค่ะ
#57bhusaDec 03, 2009
คุณ JJ-Jen ไม่ทราบว่าตอนนี้เวลายื่นขอสมัคร PR ใช้ระยะเวลา โดยประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ใช่ไหม ค่ะ เวลาสมัครให้สมัครไปก่อน หรือว่าต้องแนบผลสอบ IELTS ไปพร้อมด้วยเลย หรือว่าอาจจะแนบให้ได้ในภายหลัง
ขอบคุณค่ะ คุณ JJ-Jen.......
#58di_annDec 03, 2009
แฟ้มบุคคล ขอปรมมือให้ คุณ JJ_Jen ;)
― ―
สุดยอด ทั้งขำ และ คลียร์ ในความหมายที่อธิบาย "therapist" มีคำถามคะ คุณหมอเจน ยกให้เป็นหมอเลยงานนี้ คำถามคือ
ถ้า เล็บขบ เนี่ย ควรจะหา หมอ หรือ เดินเข้าร้าน Nail and Spa ดีคะ ??? ???
#59bhusaDec 03, 2009
ทำไมต้องขำกันด้วย ควรให้เกียรติผู้ตอบโพสต์ด้วยค่ะ ผู้อ่านเค้าจะทราบเองโดยมีวิจารณญาณของแต่ละบุคคลเป็นส่วนประกอบ
#60ASTDec 03, 2009
สุดยอด ทั้งขำ และ คลียร์ ในความหมายที่อธิบาย "therapist"
Not to be confused with "the rapist" (noun) : someone who forces another to have sexual intercourse
#61KhingDec 03, 2009
หนู di_anne,
อยู่ที่นี่หาคนช่วยตัดเล็บขบยาก หมอคงไม่เก่งเท่าช่างทำเล็บที่เมืองไทย ที่มีเป็น spa เขาก็ไม่ทำให้ลึกซึ้งเท่าไหร่ คงไม่กล้าด้วยหละเพราะกลัวไปทำแขกเจ็บแล้วถูกฟ้อง
หาคนทำเล็บขบเก่งๆที่นี่ได้เมื่อไหร่บอกกันบ้างนะ :)
#62JJ_JenDec 04, 2009
หากเล็บขบ ไปโรงพยาบาลค่ะ จริงอยู่ว่าช่างทำเล็บสามารถถอดเล็บได้ แต่หากไปโรงพยาบาล ระหว่างการถอดเล็บเราจะได้ยาชา ซึ่งช่วยทำให้ความเจ็บระหว่างถอดเล็บน้อยกว่าถอดสดๆ และอีกอย่างก็เป็นห่วงเรื่องการติดเชื้อหลังถอดเล็บ หากอุปกรณืที่ใช้ถอดเล็บ ไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างดี ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเข้าไปอีก ที่สำคัญคือ หากใครเป็นเบาหวานด้วยแล้ว จะรู้ว่าการมีแผลที่เท้านั้น ต้องดูแลอย่างดีมาก หากติดเชื้อเพิ่มและลุกลาม จะมีโอกาสถูกตัดเท้าสูงค่ะ
แต่อยู่แคนาดา ต้องดูแลเท้าอย่างดี หากเล็บขบ ต้องไปถอดเล็บที่โรงพยาบาล หมอและพยาบาลที่นี่มือหนัก คิดแล้วสยองอ่ะ ;D
#63JJ_JenDec 04, 2009
― ―
คุณ bhusa เจนออกตัวก่อนนะคะว่าเจนสมัครมาแบบ PR spouse ค่ะ เจนก็เลยไม่รู้ลึกมากในเรื่อง PR skilled นะคะ แต่มีเพื่อนสนิท และน้องสาวกำลังทำ PR skilled อยู่ ส่วนในเว็บนี้ หากมีคำถามที่เห็นว่าน่าสนใจ เจนก็จะพยายามหาอ่านจากเว็บ cic ได้ฝึกการอ่านและได้มีความรู้ไปช่วยคนอื่นไปในตัวค่ะ ;D
คำถามของคุณ bhusa เรื่องสอบ IELTS เจนอ่านเจอจากที่คนอื่นตอบไว้ เขาบอกว่าไม่ต้องส่งคะแนนไปพร้อมในครั้งแรกนะคะ เดี๋ยวรอพี่ๆน้องๆที่ขอ PR skilled มา confirm อีกทีค่ะ เพราะเห็นว่าต้องรอจนทางสิงคโปร์ขอเอกสารเพิ่ม ก็ถึงจะได้ส่งคะแนน IELTS และเอกสารอื่นๆไป
และคุณ bhusa สามารถเช็คเรื่องระยะเวลาได้จากเว็บ cic อันนี้ค่ะ http://www.cic.gc.ca/english/information/times/international/menu-perm.asp ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ
#64KhingDec 04, 2009
โอ๊ยย.......หนูเจน อ่านแล้วสยองงงง :o
ของลุงเป็นแค่ขบข้างๆเล็บยังไม่ถึงต้องถอดนา แหมพยาบาลเก่าจิงๆนาหนูนี่ :D ;D
#65JJ_JenDec 04, 2009
ลุงขิงขา.... หากลุงมาหาลูกชายสุดที่รักที่ BC ก็แวะมาหาหนูด้วย ก็ได้นะคะ ;D ;D หนูถอดเล็บได้ รับรองลุงเจ็บนิ๊ดดดดดดเดียว
แต่ตอนนี้ลุงอยู่ไกล หากเป็นไม่มาก ลองแช่เท้าด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ หรือน้ำเกลือ ทุกๆวัน วันละ 15-30 นาที แล้วล้างน้ำสะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง ใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดตามขอบเล็บให้แห้ง หากมีบวมแดง เป็นหนอง ก็ใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็นครีมทาบริเวณที่เล็บขบ แล้วหุ้มนิ้วเท้าด้วยผ้าก๊อซเพื่อปกป้องไม่ให้แผผลสัมผัสสิ่งสกปรกและปกป้องกันแผลกระแทกหรือเสียดสีกับรองเท้า ใส่รองเท้าที่เปิดนิ้วระหว่างรักษา ประมาณ 5-7 วันจะดีขึ้นค่ะ ลองดูนะคะ
#66KhingDec 04, 2009
― ―
Frost bite แน่เลยคราวนี้ ไอ้ขิง ;D ;D
#67bhusaDec 04, 2009
ขอบคุณค่ะคุณ JJ-Jen :D ที่ให้ข้อมูล แต่อย่างไรก้อตามยังติดตามต่อค่ะ เพราะตอนนี้ต้องหาข้อมูลให้มากที่สุดค่ะ คุณ JJ-Jen พึ่งจะทราบวันนี้เองว่า คุณ Khing เป็นลุง นึกว่าเป็นสาว อิอิ เพราะเพื่อนที่ชื่อนี้เป็นสาวค่ะ คุณ Khing ไม่ว่ากันนะคะ
คุณ JJ-Jen ตอนนี้ยังสับสนอีกหน่อยค่ะ คือใบรับรองการทำงาน ต้องมี job discribtion อยู่ในใบผ่านงานด้วยไหมค่ะ เพราะใบรับรองของคนไทยไม่มี job discribtion ใส่ไว้ ซึ่งจะแตกต่างจากใบรับรองการทำงานของฝรั่งที่เค้าจะทำให้โดยอัตโนมัติ
ขอบคุณค่ะ คุณ JJ-Jen
#68bhusaDec 14, 2009
การถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของคนต่างชาติในไทย
การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินของคนต่างชาติ ธุรกิจของคนต่างชาติ คนไทยที่สมรสกับคนต่างชาตินั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามกฎหมายแต่ละฉบับ โดยปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือสิทธิในที่ดินของต่างชาติ 4 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดและข้อปฏิบัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. คนต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้หรือไม่
คนต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิที่ดินได้ภายใต้กฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆหากมีบทบัญญัติไว้
2. คนต่างชาติมีสิทธิได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินภายใต้กฎหมายที่ดินอย่างไร
คนต่างชาติมีสิทธิในที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่ หากนำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท(พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2542) และดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ในธุรกิจประเภทใดประเภทหนึ่งได้แก่ ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยหรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยหรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในทุนเรือนหุ้นของนิติบุคคลที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน หรือลงทุนในกิจการประเภทที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้(กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติพ.ศ. 2545)
นอกจากนั้น คนต่างชาติอาจได้มาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุญาต แต่เมื่อรวมกับที่มีอยู่แล้วต้องไม่เกินจำนวนที่กำหนด กล่าวคือ ที่อยู่อาศัยครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่ ที่ใช้เพื่อพาณิชยกรรมไม่เกิน 1 ไร่ ที่ใช้เพื่ออุตสาหกรรมไม่เกิน 10 ไร่ ที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมไม่เกินครอบครัวละ 10 ไร่ ที่ใช้เพื่อการศาสนาไม่เกิน 1 ไร่ ที่ใช้เพื่อการกุศลสาธารณะ ไม่เกิน 5 ไร่ และที่ใช้เพื่อการสุสานไม่เกินตระกุลละ 0.5 ไร่(มาตร 93 และมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497)
3. ธุรกิจของคนต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้หรือไม่
กรณีนี้สามารถแยกพิจารณาได้ตามกฎหมายต่างๆ กล่าวคือ
3.1 กรณีกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ธุรกิจของคนต่างชาติก็สามารถเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมและถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ แม้จะเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น โดยผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน จำกัด สหกรณ์ หรือมูลนิธิ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย(มาตรา 27 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520)
3.2 กรณีกฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าเพื่อส่งออกสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม หรือในเขต อุตสาหกรรมส่งออกแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบกิจการได้ แม้จะเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น โดยผู้ประกอบอุตสาหกรรมหมายถึง ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ผู้ประกอบการค้าเพื่อส่งออก หมายถึงผู้ได้รับอนุญาตประกอบการค้า หรือการบริการเพื่อส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ธุรกิจของคนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตก็สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้(มาตรา 4 และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522)
3.3 กรณีกฎหมายที่ดิน นิติบุคคลมีสิทธิในที่ดินได้เสมือนเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิได้มาซึ่งที่ดินโดยอาศัยบทสนธิสัญญา ได้แก่บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่มีหุ้นอันเป็นทุนจดทะเบียนถือโดยคนต่างด้าวเกินกว่าร้อยละ49 ของทุนจดทะเบียน หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดนั้นเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้น หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนแล้วที่มีคนต่างด้าวลงหุ้นมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 49 ของทุนทั้งหมด หรือผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนของผู้เป็นหุ้นส่วน(มาตรา 97 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497)
ดังนั้นนิติบุคคลต่างด้าวตามนิยามและภายใต้กฎหมายที่ดินจึงไม่สามารถถือกรรมสิทธิที่ดินในประเทศไทย
เดิมนิติบุคคลต่างด้าวจะได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินในประเทศไทยโดยอาศัยสนธิสัญญากับประเทศไทยที่กำหนดให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎกระทรวงตามประมวลกฎหมายที่ดิน และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งประเทศไทยได้เคยทำสนธิสัญญากับประเทศต่างๆไว้รวม 16 ประเทศ คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย เบลเยี่ยม สวีเดน อิตาลี ญี่ปุ่น พม่า โปรตุเกสและปากีสถาน ต่อมาได้ยกเลิกสนธิสัญญากับประเทศต่างๆดังกล่าวแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2513 ปัจจุบันไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศใดที่ระบุให้นิติบุคคลต่างด้าวได้มาซึ่งกรรมสิทธ์ในที่ดินในประเทศไทยอีก
3.4 กรณีกฎหมายปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทานสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เท่าที่จำเป็น แม้ว่าจะเกินกำหนดที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่นโดยได้รับสัมปทาน อาจเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีสภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ(มาตรา 4 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514)
หากแหล่งน้ำมันอยู่ใต้ดิน ผู้รับสัมปทานอาจเพียงเช่าที่ดิน เพื่อขุดหาน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นก็ได้ โดยเมื่อหมดอายุสัมปทานจึงค่อยกลบดินที่ขุดไว้
4. คนไทยที่สมรสกับคนต่างชาติแล้วยังคงสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้หรือไม่
สินส่วนตัวของคู่สมรสคนไทยเท่านั้นที่สามารถนำมาซื้อที่ดินได้ ไม่ว่าการสมรสนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กล่าวคือ จดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม โดยหากเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ถ้าผู้ขอและคู่สมรสที่เป็นคนต่างชาติได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่ผู้ขอซึ่งเป็นคนไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวเพียงอย่างเดียวก็สามารถขอซื้อที่ดินหรือขอรับโอนที่ดินได้
กรณีคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างชาติ ไม่ว่าการสมรสนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม จะสามารถรับที่ดินได้หากเป็นการรับในฐานะที่เป็นสินส่วนตัวของคนไทยนั้น(ระเบียบคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ฉบับใหม่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542)
5. บุตรของคู่สมรสคนไทยกับคนต่างชาตินั้นจะสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้หรือไม่
บุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าวจะสามารถขอทำนิติกรรมให้ได้มาซึ่งที่ดินได้ หากบุตรผู้เยาว์นั้นเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย และไม่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย (ระเบียบคำสั่งกระทรวงมหาดไทยฉบับใหม่ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542)
ที่มา : วารสารส่งเสริมการลงทุน ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2545
กรกฎาคม 2546
นายสุวิทย์ สุทธิจิระพันธ์(suwits@mfa.go.th)
#69di_annDec 14, 2009
หนู di_anne,
อยู่ที่นี่หาคนช่วยตัดเล็บขบยาก หมอคงไม่เก่งเท่าช่างทำเล็บที่เมืองไทย ที่มีเป็น spa เขาก็ไม่ทำให้ลึกซึ้งเท่าไหร่ คงไม่กล้าด้วยหละเพราะกลัวไปทำแขกเจ็บแล้วถูกฟ้อง
― ―
ป๋า Khing จ๋า หนูไม่มีช่างทำเล็บขบอะ แต่ถ้าช่างทำเล็บมือนิ่มๆ ตัดแล้วไม่ระคายผิวมากนักเนี่ย
พอแนะนำได้ ถ้าต้องการ กระซิบมานะ
ส่วนตัวไม่เคยเล็บขบอะ อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องเดียวที่ ดูแลตัวเองดี ;D เกิดมาไม่เคยตัดเล็บเท้าอง(พุงโตก้มไม่ได้ :'( )
ตอนเด็กๆ มีพี่สาวตัดให้จน โตมา เริ่มเป็นสาว ก็เดินเข้าร้านทำเล็บ ทำเฉพาะเล็บเท้า เป็นคนรักษาสุขภาพเท้าคะ เพราะหนังเท้าหนามาก เลยต้องให้ Professional เค้าทำให้ดีกว่า
อะไรไม่เชี่ยวชาญก็หาคนเชี่ยวให้เป็นหน้าที่เค้า ซะ มาอยู่ที่นี่ก็เดินลองผิดลองถูกมาหลายร้าน กว่าจะมาเจอช่างถูกใจ เลยทำกันมาเรื่อยจนปัจจุบัน จนเป็นที่มา สูตรสำเร็จของการ Settlement กับช่างทำเล็บส่วนตัว ;D เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย กับชื่อ Topic ;D
เรื่องตัดเล็บเจ็บโดนโวย เคย 1 ครั้ง เป็นเวรกรรมของคนทำเล็บ วันนั้นรีบๆ ก็เดินเข้าร้านไม่รู้จัก ช่างตัดเจ็บมากเพราะมัวแต่คุยdon't focus on my feet เราร้องลั่นร้าน ทำเสร็จเราบอกว่า ถ้าแผลฉัน getting worse ฉันเอาเรื่องแน่ ;)
ช่างหน้าเสีย ขอโทษ ปุลกๆ แล้วบอกว่า วันนี้ไม่คิดตังค์ เราบอกไม่ต้องเอาเงินไป แล้วขอใบเสร็จด้วยสรุปว่า โชคดีแผลหาย รอดไป ไม่งั้นได้มีเรื่อง เล่า ซูช่างทำเล็บให้ฟัง ;)
ส่วนเรื่อง ป๋าฯ จะถอดเล็บ (ถอดเขี้ยว) คงต้อง ตีตั๋วไปหา คุณเจนที่ BC แหละ .ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญเค้า :D
― ―
hahaha...Khun Ast , you made me LOL.... ;D ;D
ไปหละ ขออภัยมานอก เรื่องไปไกล แค่มา แซวป๋าฯ ;) ;)
#70bhusaDec 18, 2009
มีใครไหมที่ยื่น skilled worker .....pr canada ปี 2009 บ้าง
#71bhusaDec 22, 2009
คุณ JJ-Jen ค่ะ สมัคร pr ของปี 2009 ระบุให้จ่ายค่าธรรมเนียม 3 แบบ คือ visa , master card & credit card ถ้าเราจ่ายแบบแบงค์ ดารฟ์ท จะได้ไหม เพราะสะดวกกว่าค่ะ
ขอบคุณค่ะ
#72JJ_JenDec 22, 2009
ในไกด์ไลนของ CIC เขียนไว้ว่า
Applicants who apply on or after September 08, 2009, are now able to pay with a credit card (Visa, MasterCard, American Express). All applicants need to complete the Fee Payment Form – Application for Permanent Residence – Federal Skilled Worker (IMM 5620), regardless of the chosen method of payment.
Incorrect fee payments may delay your application.
http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/skilled.asp
http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/guides/EG75.asp
ลองตัดสินใจดูค่ะ
#73bhusaDec 22, 2009
ขอบคุณค่ะ คุณ JJ-Jen