`r`n
Immigration

Life after landing: ปัญหาที่เจอ

by Thaigirl2008-04-2736,402 views77 posts
#1ThaigirlApr 27, 2008
ขออนุญาตตั้งกระทู้สำหรับปัญหาในการย้ายถิ่นมาตั้งรกรากที่แคนาดาสำหรับทุกท่านนะคะ
#2di_annApr 27, 2008
:'(  อ้วน ขึ้น เสื้อผ้า คับหมด
#3SornramApr 27, 2008
เอ้าครับ ไหนๆ ก็ตั้งประเด็นมาแล้ว แต่ผมตอบไม่ตรงนะครับ ปัญหา จริงๆ คือ มันไม่ใช่ปัญหาครับ เข้าใจไหมเนี่ย ต้องกลับไปตั้งต้นว่า ก่อนที่คุณจะมาเนี่ยต้องการอะไร แต่ถึงต้องการก็ต้องทำใจให้ได้ว่าจะไม่เป็นอย่างที่หวัง สมมติ หวังว่าจะพาลูกมาเรียนที่นี่ หางานดีๆ ทำ ถ้าไอ้เรื่องเรียนของลูกมันเป็นเรื่องใหญ่ๆ มากๆ ถึงคุณหางานดีๆไม่ได้ คุณก็ยังอยู่จริงไหม งานดีๆ กลับไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป หรือ สมมติว่า จะเรียนต่อที่นี่โปรแกรมนี้ เกิดมาเรียนแล้วไม่เป็นอย่างที่หวัง ถ้ายังตั้งใจว่าจะต้องกลับไปพร้อมกับปริญญา หรือ certificate เดี่ยวเราก็หาโปรแกรมเรียนใหม่ หรือ .... อยู่ที่ไหนก็มีปัญหาทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่เมืองไทยบ้านเกิด หรือ ที่แคนาดา คราวนี้ถ้าอยู่เมืองไทย ปัญหาที่มี หรือ เราก็หาทางออกอื่นๆ ไป เพราะกลับไปไหน ไม่ได้แล้วนี่นา หรือถ้าตัดสินใจมาแล้วว่ายังไงก็ไม่กลับ พอมีปัญหา เราก็แก้ทางอื่นไป ไม่สนใจที่จะมาเปรียบเทียบอะไร ผมว่าเรื่องตัดสินใจนี้สำคัญ ต่อให้ไม่รู้อะไรเลยก็ตาม คราวนี้ถ้ารู้ว่าระบบ อะไรต่างๆที่นี่ ก็จะดี เกิดป่วยขึ้นมาช่วงไม่มี OHIP ก็ลำบาก เพราะหมอไม่ค่อยรับ อาจต้องไป รพ ซึ่งอาจต้องรอนานสุดๆ 4-5 ชั่วมงก็เป็นไปได้ เมืองไทยมีเงินสี่ห้าพัน แทบไม่ต้องรอหมออะไร ที่นี่ถึงเสียสี่ห้าพัน รอกันแทบแย่ อีกอย่างคนที่เคยอยู่เมืองนอกมาบ้างน่าจะมีโอกาสปรับตัวได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เคยอยู่เลย ภาษาก็สำคัญ ภาษาไม่ได้บางครั้งก็แทบตาย เรื่องพื้นๆ ควรได้ก่อน เรื่อง special ก็จะตามมา ความกระตือลือร้น ก็สำคัญ ถ้ามาก๊อกๆ แก๊ก ไม่ขนขวายอะไรก็ไม่รู้จะมาทำไม ยกเว้นอยากจะเผาเงินเล่นๆ ไปวันๆ
#4ThaigirlApr 27, 2008
ก่อนอื่นต้องขออภัยนิดหนึ่งคุ่ะคุณศรราม ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะละลาบละล้วงอะไรทั้งสิ้น และไม่ได้พุ่งประเด็นไปที่ชีวิตของคุณเพียงคนเดียว เพียงแต่ว่าอ่านข้อความของคุณแล้วพอจะมองเห็นอะไรที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน และมันก็เป็นจริงอย่างคุณว่าเพราะพวกเราหลายคนแต่งงานกับคนที่อยู่ที่นี่มานานแล้ว เรียนรู้อะไรง่ายกว่าคนไทยที่มาที่นี่โดยไม่รู้จักใคร ปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเรามองไม่เห็น เช่น 1. ง่าย ๆ เลย การหาที่อยู่ มาถึงแล้วจะไปอยู่ที่ไหน 2. การเดินทางจากจุดเอไปจุดบี คนมาใหม่ไปไม่ถูกจะทำอย่างไง 3. เอกสารต่าง ๆ ต้องทำอย่างไง เริ่มตรงไหน 4. การหางานทำ 5. อะไรแปลก ๆ ในประเทศนี้ที่คุณไม่เข้าใจ เป็นต้น เราตั้งใจจะเขียนช่วยด้วยแหละ แต่ต้องขอไปนึกก่อนเพราะมันนานมาแล้ว รายละเอียดหลายเรื่องจำไม่ได้ แต่ของคุณประสบการณ์ยังใหม่ซิง ๆ ได้อารมณ์สะใจกว่าเยอะเลยค่ะ ขอเิชิญทุกท่านที่พอจะเล่าประสบการณ์ตอนย้ายมาที่นี่ใหม่ ๆ มาช่วยกันเขียนหน่อยนะคะ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการระลึกถึงความหลังกันก็แล้วกันค่ะ
#5PennyApr 27, 2008
It's actually a good idea indeed ka K. Thaigirl.. I would be very appreciated if friends here can share experiences as i might not know the pro and con in some point that i never think about it. I think it is good for a future new comer like me  ;) Cheers,
#6KhingApr 28, 2008
แพ้อากาศ โชคดีหน่อยเป็นแค่ฤดูใบไม้ผลิ บางคนเป็นทั้งผลิทั้งร่วง แทบตายเลย ทีแรกไม่รู้ ก็ว่าทำมั๊ย ทำไมลูกกะตามันถึงได้คันจนแทบจะควักออกมาเกา ทั้งจามทั้งคันจมูก เช็ดจนแดงเหมือนร้องไห้มาสามวัน ก็นึกว่าอีกสองวันก็คงหาย ที่ไหนได้บางวันขยี้จนตาจะถลนออกมานอกเบ้า ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่านั่นเรามันแพ้เกสรดอกไม้ และก็ดื้อไม่ไปหาหมอ (ที่จริงหมอก็ไม่นึกว่าเราจะโง่จนไม่รู้จักไปซื้อยาพวก Claritin หรือ Reactin มากินเอง) แต่ก็ขอยอมรับ ว่าเพิ่งมาใหม่ๆ ไม่รู้จริงๆว่าตัวเองเป็นอะไรและควรจะทำอะไรบ้าง ถึงพอจะรู้บ้างก็ไม่อยากยอมรับว่าเรามันจะซวยอะไรขนาดนั้น                          พวกที่มาเรือลำเดียวกันก็ไม่เห็นมีใครเขาเป็นอย่างเรา  ตอนหลังถึงมาได้รู้ว่าเขาเป็นกันตั้งสองล้านกว่าคน บางคนใช้ยากินยังเอา ไม่อยู่ต้องใช้ยาฉีด มันก็น่ารำคาญนิดๆ ต้องอดทนเอาหน่อย พอทำใจได้แล้วยอมไปซื้อยามากินเอง (ซึ่งยาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า) ซักสอง สามอาทิตย์ ไอ้พวกดอกเฉพาะชนิดของต้นไม้ใหญ่ที่เราแพ้มันบานหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง ปีหน้าเจอกันใหม่
#7alitaApr 28, 2008
สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกคน เอเห็นกระทู้หน้าสนใจเลยเข้ามาแชร์ประสบการด้วยคนค่ะ เอพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณครึ่งปีค่ะ ตอนนแรกที่มาถึง คือตอนต้นหน้าหนาวเลยค่ะ (คัย ๆ ก็ กลัวทั้งนั้นถ้ามาแลนด์หน้านี้) ส่วนของเอ คือเอแพ้อากาศเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ได้เป็นหวัด เป็นไข้อะไรนะค๊ะ แพ้แบบเป็นผื่นแดง ขึ้นที่หน้าค่ะ หน้าบวม ตาบวม ปากบวม หมดเลย เวลาออกไปข้างนอก สัมผัสอากาศหนาว ๆ ข้างนอกนานๆ ตื่นเช้ามาเห็นผลทันทีเลยค่ะ ทรมาณมาก เพราะมันคันมาก เสร็จแล้วมันก็บวม บวมเสร็จแล้ว ผิวมันก็ลอกค่ะ เป็นอยู่อย่างนี้ตั้งแต่มา 5-6 รอบแล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่บางครั้ง ไม่เข้าใจเลยจิง จิง ไม่รู้มันจะหนาวอะไรกันนานนักหนาเน๊อะ มีอยู่วันนึงอากาศไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ เลยออกไปกวาดหิมะ ทําเป็นกองกะจะทําสไลน์เล่นเหมือนเด็ก  ;) กวาดเล่นไป เล่นมา อยู่ 1-2 ชั่วโมง กลับเข้ามาในบ้าน รู้สึกหน้าแดง หูแดงและ ร้อนไปทั้งหน้าเลยค่ะ รู้เลยว่ามันผิดปรกติแล้วกับผิวเรา พอตื่นเช้ามา เห็นหน้าตัวเองอย่างตกใจ เพราะมันบวมแดงไปหมด และก็ต้องลงเอยด้วยการไปหาหมอ กว่าจะหายได้ก็เกือบสองอาทิตย์ในแต่ละครั้งที่แพ้ พูดมาแล้วก็เซง ๆ จังเยยค่ะ เอคิดว่าเหมือนกับผิวเราปรับกับสภาพอากาศยังไม่ได้เท่าไหร่ ข้างนอกหนาวจัด เข้ามาในบ้านอากาศก็เปลี่ยนเป็นอุ่นเพราะฮีทเตอร์ ระบบผิวคงสับสน และแสดงออกมาให้รู้เลยว่า มันปรับตัวไม่ทัน แต่ตอนนี้เอก็กินยาประจําค่ะ เพื่อป้องกันเอาใว้ และจิง ๆ โดยส่วนตัวแล้ว ผิวเอแพ้อากาศง่ายอยู่แล้ว ตอนอยู่ที่เมืองไทยก็แพ้ ง่าย แต่ก็ไม่บ่อยเหมือนตอนที่อยู่ที่นี่ ค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ รู้ตัวว่าตัวเองแพ้อะไร หรือกลัวว่าตัวเองจะแพ้อากาศ ก็เตรียมยาติวตัวมาด้วย เพื่อความสะดวก กันใว้เผื่อเราเกิดแพ้ขึ้นมาค่ะ      ส่วนเรื่องปรับตัว เอเห็นด้วยที่ว่า ถ้าเรามีแฟนเป็นคนที่นี่ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ ความกดดันต่าง ๆ ก็อาจจะไม่มากเท่าที่เพื่อน ๆ คนไทยที่มาลุยเดี่ยวกัน เพราะเวลาไปไหนมาใหน แฟนก็พาไป  แนะนําเรื่อง ๆ เจ็บป่วยเค้าก็รู้ว่าจะต้องพาไปที่ไหน ไม่เข้าใจอะไร เค้าก็แปลให้เราเข้าใจ คือถ้าเทียบแล้วก็ปรับตัวง่ายขึ้นกว่าเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องให้เค้าช่วยทุกอยู่นะคะ เราก็ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ขวานไขวเรียนรู้ด้วยค่ะ       เรื่องเสื่อผ้าเหมือนกันค่ะ อย่างที่คุณ di_ann ว่า มาอยู่ที่นี่อ้วนขึ้น อันนี้เรื่องจิง เพราะมันเกิดขึ้นกับตัวเองตอนนี้เลย เสื้อผ้าที่เคยใส่ได้ ตอนนี้กลับคับไปหมด เอจําได้ว่าก่อนเอมา เอซื้อยีนส์ตัวนึงและ ตอนลองมันหลวม แต่ก็เลือกตัวนี้ เพราะคิดว่า หลวมนิดหน่อยไม่เป็นไร มานี่เผื่ออ้วนขึ้นนิดนึง แต่ที่ไหนได้ จากหลวม ๆ กลายเป็นจะใส่ไม่ได้แล้ว แถมเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากบ้านเรา พอเอามาซักเครื่อง และเข้าเครื่องอบที่นี่กลับหดลงหมด ไซด์เล็กลงกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ        เรื่องวัฒธรรมการเป็นอยู่และสังคม อันนี้ก็สําคัญอีกเรื่องค่ะ เราเคยอยู่เมืองไทย ใช้ชีวิต การแต่งตัวแบบง่าย ๆ ไปไหนมาไหน ไปเจอคัย ไม่ต้องซีเรียสอะไรมากมาย แต่พอมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องปรับตัวเรื่องสังคมบ้าง เช่น เวลาไปงานแต่ละงาน มารยาทสังคมที่นี่เค้าเป็นยังงัย การแต่งกาย ควรใส่เสื้อผ้าอะไรที่จะเหมอะกับกาลเทศะ โทนเข้ม โทนอ่อน เหมอะกับฤดูไหน อย่างถ้าหน้าหนาว ดันใส่ กางเกงสีขาว คนที่นี่เค้าก็จะมองเราแปลก ๆ นิดนึง จิง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมทีเราอยู่ด้วย เหมือนที่สุภาษิตบ้านเรา ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ( ด้วยบางครั้ง) เพื่อจะได้ไม่เป็นคนแปลกในกลุ่ม  ;D     ส่วนเรื่องภาษาอันนี้ก็สําคัญเป็นอันต้น ๆ เอว่าทุกคนที่มาที่นี่ ก็พอจะพูดภาษากันได้บ้างอยู่แล้ว จะพูดได้พอไปวัด ไปวา หรือเก่งแบบไฟแลบ อันนี้ก็แล้วแต่ความสามรถของแต่ละคนค่ะ  แต่ที่แน่ ๆ พอมาเจอคนแคนาเดี่ยนพูดอยู่ในลําคอ แถวเร็วอีกต่างหาก บางครั้งจะให้เก่งแค่ใหน ก็ยากที่จะเข้าใจ และต้องถาม ว่าเค้าพูดอะไรอีก ครั้ง เอก็เคยมีประสบการออกบ่อยเลยค่ะ เวลาไปซื้อของคนเดียว เค้าถามเราบางคําถาม เราก็ไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เป็นคําถามง่าย ๆ แต่ด้วยความไม่เคยชินกับที่คนทั่วใปพูดจาเร็ว  ก็เลยทําให้เราเบลอไปหมด ตัวอย่างขํา ๆ ตอนเอมาแรก ๆ  เอไปซื้อของที่วอลมาร์ท พอเวลาจ่ายตังค์ เค้าถาเราว่ารหัสไปรษณีย์ที่เราอยู่คืออะไร ( ตอนนั้นไม่รู้ว่าเค้าถามอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง  :-\) แล้วเอก็ตอบไปว่า " โน " แคชเชียร์ได้ยินทําหน้างง ๆ แล้วทอนตังค์ให้เรา พอเดินออกมาถามแฟน ว่าเค้าถามว่าอะไร พอรู้ว่าเค้าถามว่าอะไร ฮ่ะ ๆ ๆ ขําแตก แกมอายๆ ด้วย  ;D  อย่างที่เพื่อน ๆ หลายคนบอกนะคะ ทุกอย่างมันใหม่หมด ต้องอาศัยเวลาปรับตัวทั้งนั้นค่ะ  ;)
#8SornramApr 28, 2008
เริ่มมีคนมาตอน แล้ว ผมว่าปัญหาขาดวิตะมินก็สำคัญ 1) วิตะมิน M (Money) 2) วิตะมิน E (Enthusiasm & English skill)
#9TeeApr 28, 2008
จริงอย่างทีคุณศรรามว่า แต่สำหรับผม มีความคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะหาเงินทีนีแล้วใช้ทีนี และใช้เงินจากไทยน้อยที่สุด  คำตอบ คือ ต้องทำงานทุกอย่าง หรือ พยายามอัพเกรดความรู้ตัวเองหันหน้าเข้าหาโปรมแกรมต่างๆฝึกฝนความรู้เพิ่มเติม  สังเกตว่าคานาเดียลหรือชนชาติอื่นๆทีมาอยู่ก่อนเรา เขาทำอะไร ทำอย่างไร จนเขาอยู่กันได้  เช่นไม่ซื้อของตามห้างดังๆ  ซื้อของจากร้านขายส่งของคนจีนย่านไชน่าทาวน์ ศึกษาจากคนจีน คนณวน ว่า เขาทำกันอย่างไรจึงอยู่ได้  เพราะว่าพื้นฐานคนเหล่านี้จะใกล้เคียงกับคนไทยมากที่สุด  ก็เท่านีครับ
#10ThaigirlApr 28, 2008
ข้อความต่อไปนี้บางส่วนนั่งเทียนเขียน บางส่วนเอาเท่าที่จำได้จากประสบการณ์ของตนเอง บางส่วนจากเวบบอร์ดนี้ เพราะนั่งเฝ้ามันมาแต่ปี 2002 กอปรกับข้อสังเกตเวลาคุยกับคนไทยด้วยกัน หรือเวลาได้ีมีโอกาสไปสังสรรค์ในบ้านคนไทย ตอนที่ 1 1. ภาษาอังกฤษ  - 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาโลกที่คุณอยู่พูดภาษาไทย ใครจะบ่น จะด่า จะพูดดี ๆ กับคุณ คุณเข้าใจ ก้าวลงจากเครื่องบิน คนแปลกหน้าพูดภาษาอังกฤษกับคุณ บางทีเขาพูดกับคุณดี ๆ คุณยังไม่เข้าใจ จะไปรอดหรือเปล่า เดี๋ยวรู้กัน 2. แท็กซี่จากสนามบินไปยังที่พักที่คุณจองไว้อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ 30 เหรียญล่ะ นั่นน่ะ 1000 บาทไทย ช้อกล่ะสิ ที่เมืองไทยไม่จ่ายค่าแท๊กซี่มากขนาดนั้น 3. ถึงที่พักจัดเข้าของเข้าที่ เคยมีบ้านเป็นของตัวทั้งหลังเหลือแค่ห้องนอนเดียว อีกกี่ปีถึงจะมีบ้านเป็นของตัวเองเหมือนเมืองไทย 4. ถึงที่พักหิวจัด หากินข้าวรอบดึกได้เหมือนเมืองไทยมั้ย ถ้าไม่ีมีคนให้ถาม จะอดข้าวมั้ยมื้อนั้น 5. เคยเป็นใหญ่เป็นโต ผู้คนยกมือไหว้ ยิ้มแย้มแจ่มใส มาอยู่นี่ไม่มีใครรู้จัก รู้สึกตัวเองตัวเล็กกระจ้อยร้อยลงมั้ย 6. วันรุ่งขึ้นต้องไปทำเรื่องทำเอกสารสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ไปเป็นมั้ย รถเมล์สายไหนผ่าน ใช้เวลานานแค่ไหน จะคุยกับเจ้าหน้าที่รู้เรื่องหรือไม่ 7. ต้องไปเปิดบัญชี่ที่แบงค์ ธนาคารไหนดี เปิดบัญชีแบบไหน เขาต้องการเอกสารอะไร 8. หิวแล้ว จะหาอะไรกิน เขาสั่งอาหารกันยังไง ต้องทิปมั้ย ทิปเท่าไหร่ 9. สิ่งที่เคยทำในเมืองไทยเช่น ไปจ่ายตลาด ที่นี่มันไม่ค่อยมีแบบนั้น ต้องไปซื้ออาหารที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านมันอยู่ตรงไหนล่ะ มีของที่เราต้องการขายหรือเปล่า 10. คืนนี้จะทำอาหารกินเองได้หรือไม่ ครกอยู่ไหน เครื่องครัวยังไม่ได้แกะกล่อง ลำบาก ลำบน เตาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเตาไฟฟ้า หัวเตาเป็นพื้นเีรียบ หม้อหรือกะทะที่ก้นไม่แบนใช้ไม่ได้ 11. ครัวที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านหรือคอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ ไม่ใช่เป็นครัวแบบ Open Air เหมือนเมืองไทย เวลาทำอาหารที่มีกลิ่นฉุนจะคลุ้งตลบอบอวล พัดลมดูดควันก็เอาไม่อยู่ ถ้าต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น เขาทนได้หรือเปล่า เมื่อทำอาหารเสร็จก็ต้องเช็ดเตาและพื้นที่ใกล้เคียงให้สะอาด ยิ่งผัดทอดอะไรยิ่งแย่ ไม่งั้นมันสะสมหมักหมมเอาไม่อยู่ 12. อาหารส่วนใหญ่ขายเป็นแพ็ก ไม่ว่าจะเป็น ผักชี เนื้อ หมู เมื่อซื้อมาต้องรู้จักวิธีถนอมอาหาร กรณีที่ใช้ไม่หมด จะได้ไม่เน่าเสียไปเปล่า ๆ 13. เพราะที่อยู่เป็นแบบปิด มีระบบทำความร้อน และหรือเครื่องทำความเย็น การทำความสะอาดที่ดีที่สุดคือการดูดฝุ่นไ่ม่ใช่การกวาดบ้านด้วยไม้กวาดเหมือนเมืองไทย ดังนั้นก็ต้องไปซื้อเครื่องดูดฝุ่นมา 14. เึีครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยเอามาใช้ที่นี่ไม่ได้ ต้องมาหาซื้อเอาใหม่หมด ตังค์มีพอมั้ย 15. ทีวีถ้าจะดูต้องติดเคเบิ้ล หรือสัญญานดาวเทียม ไม่งั้นดูได้นิดเดียว แล้วจะตั้งต้นอย่างไรล่ะ
#11ThaigirlApr 28, 2008
16. Jet lag กลางคืนเป็นกลางวัน กลางวันเป็นกลางคืน อีกกี่วันถึงจะปรับตัวได้ 17. จะหางานทำหรือเรียนก่อนดี 18. ถ้าจะเรียนภาษาจะไปเรียนที่ไหน มีที่เรียนฟรีมั้ย ตั้งต้นที่ไหนล่ะ 19. ถ้่าหางานทำ ทำงานอะไร งานทำกันตาย หรืองานอาชีพ แล้วเขาหางานกันทำอย่างไรล่ะ ส่วนรับสมัครงานตามหน้าหนังสือพิมพ์ ประกาศตามป้ายรถเมล์ หรือคนรู้จัก 20. ประวัติการทำงานทำอย่างไร กลัวเขียนประวัติได้ไม่ดี ให้ใครเช็กให้ล่ะ หน่วยงานของรัฐช่วยสอนการเขียนประวัติการทำงานสำหรับผู้มาใหม่หรือเปล่า แล้วจะไปเริ่มต้นตรงไหน 21. เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ใช้ที่ไหน หาเบอร์มือถือมาใช้ดีกว่า แล้วจะเริ่มต้นอย่างไร 22. ชื่อไทยมันยาวไป เปลี่ยนเป็นชื่ออังกฤษได้ดีหรือไม่ แล้วต้องเปลี่ยนจริง ๆ ตาม เอกสารทุกอย่างหรือเปล่า เอ้า..ถ้าเอกสารทำไปแล้วทำไงดีล่ะ 23. ทิ้งบ้าน ทิ้งญาติ ทิ้งเพือนฝูงมาตั้งต้นที่นี่ ไม่มีเพื่อนคุย อยากถามอะไรก็ไม่มีใครรู้จักที่นี่ พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยจะคล่อง จะำทำอย่างไรดีล่ะ 24. ถ้าจะออกไปหางานทำ แล้วใครจะดูลูก เดย์แคร์ใกล้บ้านที่สุดอยู่ที่ไหน ค่าใช้จ่ายเ่ท่าไหร่ เขาจะรับลูกเราเข้ามั้ย หรือต้องรอคิวนานสามเดือน 25. ลูกคนโตต้องเข้าโรงเรียน โรงเรียนใกล้บ้านสุดอยู่ไหน จะไปคุยกับใคร เริ่มต้นตรงไหน 26. ว่างงานอยู่ไปเตรียมตัวสอบใบขับขี่ดีมั้ย หรือรอให้ได้งาน มีเงินซื้อรถมาัขับก่อนค่อยไป ใบขับขี่ที่แปลมาจากเืมืองไทยใ้ช้ได้มั้ย ต้องไปทำอะไรบ้างให้ไ้ด้ใบขับขี่ 27. แล้วจะฝึกภาษาอังกฤษได้ยังไง ไปเรียนภาษาก็เจอแต่ผู้มาใหม่ ภาษาอังกฤษอ่อนแอเหมือนกัน จะพัฒนาได้อย่างไร หาเพื่อนที่เขาพูดภาษาอังกฤษเก่ง ๆ อย่างไร ใีครเขาจะคบ 28. ถ้าหางานทำจริง ๆ ไม่ได้ เิปิดร้านอาหารดีมั้ย แล้วจะไปปรึกษาใครล่ะ
#12ThaigirlApr 28, 2008
สามเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก 1. ภรรยานอนร้องไห้เกือบทุกคืน เหงา ว้าเหว่ เพื่อนฝูงยังไม่มี งานที่หาได้ก็แค่งานเลเบอร์ ภาษาอังกฤษก็เหมือนเดิม ไม่มีเวลาไปเรียน เพราะทำงานเหนื่อย ห้องที่อยู่ก็เหมือนเดิม เล็กเท่ารูหนู เงินที่ขนมาจากเมืองไทยเริ่มร่อยหรอ แต่ิเริ่มรู้จักการเดินทางคล่องขึ้นมาแล้ว กลับเมืองไทยดีมั้ยหรือสู้ต่อดีหว่า.. 2. เสื้อผ้า รองเท้า ที่เอามาจากเมืองไทย เป็นเสื้อผ้าหน้าร้อน เอามาใช้กับสภาพภูิมิอากาศที่นี่ไม่ได้ (นอกจากหน้าร้อน) ต้องหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ การซักผ้าและอบให้แห้งด้วยเครื่องเป็นกิจนิสัยของคนที่นี่ การซักผ้าด้วยมือและตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้งทำลำบากเนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย รวมทั้งไม่มีพื้นที่ที่ตากผ้่าด้วย นอกจากหน้าร้อนและคุณมีพื้นที่สนามหลังบ้าน 3. เมื่อซื้อเสื้อผ้าที่นี่ ต้องสังเกตให้ดีว่าเขาให้ซักแห้งเท่านั้นหรือเปล่า ค่าส่งซักรวม ๆ แล้วอาจแพงกว่าค่าเสื้อผ้าเสียอีก ถ้าคุณโชคดีคุณจะหาเสื้อผ้าที่คุณใส่ได้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะตัวเล็กเิกินไป 4. บัตร OHIP เพิ่งได้มา ตอนนี้ต้องไปหาหมอประจำครอบครัว แล้วจะไปหาที่ไหน คลีนิกหลายที่ไม่รับคนไข้ใหม่ เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาทำไง 5. ส่งประวัติการทำงานไปสมัครงานตามที่เห็นในหน้าโฆษณา ส่งไปแล้วก็หายเงียบ ตลอดสามเดือนส่งไปเป็นร้อย เหมือนโยนหินลงน้ำเลย มันอะไรของมันกันแน่ 6. เขาว่ากันว่ารัฐบาลมีเงินให้กู้เพื่อเรียนต่อ เรียนจบแล้วค่อยผ่อนคืน กลับไปเรียนดีมั้ยหว่า แล้วจะเริ่มต้นตรงไหนล่ะ ใครรู้บ้าง 7. เหงา ๆ คิดถึงบ้าน จะทำอย่างไรได้ล่ะ อาหารก็ทำเป็นแต่อาหารไทย วัตถุดิบต้องนำเข้า แพงก็แพง แต่มันทำให้คิดถึงบ้าน มังคุดโลละสามร้อยกว่าบาทก็ซื้อมากิน 8. ผมเริ่มยาว ต้องไปตัด แหมร้านมันจะเอาค่าตัด 30 – 40 เหรียญ บวกทิปอีกต่างหาก ไปหาตามแหล่งคนเอเซียดูซิเผื่อมันจะถูกกว่านี้ เงินยิ่งหาไ้้ด้ยาก ๆ อยู่ 9. ทำงานร้านอาหารไทย กินฟรี แต่งานหนัก ไม่ค่อยมีเวลาพัก รับเงินสดบ้าง เช็คบ้าง เหนื่อยสุด ไม่มีเวลาไปหางานโปรเฟสชั่นอลทำ อย่างนี้อยู่เมืองไทยดีกว่ามั้ยนี่ 10. ทำงานโรงงาน พอได้คุยกับคนชาิติอื่นมั่งถู ๆ ไถ ๆ พวกนั้นก็เหมือนเรามาอยู่ใหม่หางานไม่ได้ เงินเดือนรับตามเวลา ภาษีหายไปเหนอะ ๆ 25 เปอร์เซ็นต์ จะพอกินมั้ยหว่า
#13mingestApr 28, 2008
ปรบมือดังๆนานๆให้เลย คุณ Thaigirl ยอดเยี่มกระเทียมดองจริงๆ ยู้วิ้ว  ;D
#14Mini MeApr 29, 2008
ที่เคยเจอกับตัวคือ พยาบาลมือหนักมากกกก ตอนย้ายมาอยู่ได้แค่สองสัปดาห์ ดันป่วยซะ ต้องไปโรงพยาบาล ไข้ขึ้นสูง หมอหาว่าเป็น SARS เอาหน้ากากมาให้ใส่แล้วให้ย้ายไปอยู่ห้องกักกันโรคมี ventilation system เป็นของตัวเอง ไปเอกซเรย์ผลเป็นลบ หมอหาว่าเป็นมาเลเรียอีก คือบอกว่ามาจากเมืองไทย มันดูกันดารในความคิดหมอมั้ง พยาบาลมาเจาะเลือดให้น้ำเกลือ มือหนักมากๆ แถมหาเส้นเลือดเราไม่เจอ เจาะอยู่หลายทีกว่าจะได้ เจ็บมากๆ ตอนนั้นนึกในใจว่า ยังไงก็ไม่ตายที่นี่เด็ดขาด พยาบาลมือหนักงี้คงตายคามือพยาบาลแน่ๆ  อีกทีคือไปติดต่อราชการแล้วคนจัดคิวพูดไม่รู้เรื่อง เราว่าเราก็ศึกษารายละเอียดมาดีแล้ว ดันไล่เรากลับไปเอาเอกสารมาให้ครบ เราก็ว่าเรามีครบแล้ว เลยหน้าด้านไปกดบัตรคิว ก็ทำเรื่องได้เรียบร้อยดี ไปไหนมาไหนก็ใช้ google map กับ TTC route ทีทีซีนี่ดูทางเน็ตหรือโทรถามก็ได้ เห็นว่ามีโอเปอเรเตอร์ภาษาไทยด้วย แต่ไม่เคยลองนะคะ มาใหม่ๆ หาของกินยาก เพราะแถบที่อยู่คนขาวเยอะ ก็เลยกินแต่แกงเขียวแกงแดงไปตามเรื่อง ตอนที่ไปโรงพยาบาล หมอบอกให้ไปไชน่าทาวน์ จากนั้นก็เป็นเพื่อนรักกับไชน่าทาวน์ ตอนหลังมีปันใจให้ทีเอ็นทีบ้าง แล้วแต่โอกาส อยู่เมืองไทย ทำกับข้าวเป็นงานอดิเรก อยู่นี่ทำกับข้าวเป็นงานหลัก แต่ก่อนทำอยู่ไม่กี่อย่าง เดี๋ยวนี้ทำได้เยอะแล้ว ข้าวมันไก่ ผัดซีอิ๊วที่เคยแต่ซื้อเค้าทาน เดี๋ยวนี้ทำเป็นแล้ว อาหารฝรั่งแต่ก่อนทำเป็นอยู่ไม่กี่อย่าง เดี๋ยวนี้ขาแกะ สเต๊ก พาสต้า ซีฟู้ด(ฝรั่ง) พิซซ่า ลาซานญ่า ฯลฯ ทำได้หมด จะบอกว่าไม่ใช่ว่าแต่งงานกับเคเนเดี่ยนแล้วจะรู้ไปหมด เคเนเดี่ยนนี่แหละที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไร (หรือจะเป็นแค่แฟนเรา?) เรื่องเดินเอกสารและอื่นๆ เราอ่านเองทำเองเกือบหมด แฟนเซ็นต์อย่างเดียว งานเค้าก็ทำบริษัทเดิมมาเป็นสิบปีไม่ได้ย้ายไปไหน เรื่องสัมภาษณ์เรื่องเขียนเรซูเม่ไม่ต้องพูดถึงช่วยไม่ได้เท่าไหร่ เราก็ไปศูนย์หางานแถวบ้าน แต่มาได้จริงๆ เพราะพี่คนไทยมาโพสไว้ที่นี่ งานแรกชั่วโมงละสิบกว่าเหรียญ คิดแล้วได้เงินน้อยกว่างานสุดท้ายที่เมืองไทย แถมเป็นงานที่ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเลย ทำไปก็มีแอบคิดว่าชีวิตไหงมาเป็นงี้ได้ แต่ก็พยายามมองว่ามันชั่วคราวแล้วก็คิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ต้องคิดมาก ทำเสร็จก็กลับบ้านไม่เครียด เรียนหนังสือไปด้วยได้ ก็ลงซะเทอมละสองตัว ไปเรียนสองคืนต่อสัปดาห์ อ่านหนังสือเยอะหน่อย การบ้านเพียบ แต่ก็ช่วยให้ไม่คิดมาก (ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ลงแค่เทอมละตัวยังเหนื่อยเลย) รายได้ตอนนี้ดีกว่าเดิมเยอะ แต่งานก็ความรับผิดชอบมากขึ้น เรื่องอากาศ หนาวแรกปีนั้นหนาวใช้ได้ แต่อยู่ๆ ไปเราว่าก็ชินนะ ถ้าใช้บริการรถใต้ดินหรือรถประจำทาง หรือต้องเดิน ก็ควรจะแต่งตัวให้อบอุ่น ควรจะมีรองเท้าบู้ทไว้ลุยหิมะ กะเสื้อขนเป็ดขนห่านไว้กันหนาว แต่ถ้าขับรถตลอด แล้วไม่ได้ต้องเดินหรือรอรถ ไม่ต้องอุ่นมากก็ได้ เรื่องไลฟสไตล์เปลี่ยนไปเยอะมาก แต่ก่อน กินเยอะ (นอกบ้านตลอดแทบทุกมื้อ) เที่ยวเยอะ (ทั้งเที่ยวกลางวัน เที่ยวกลางคืน) ย้ายมาแล้ว ทำทานเองเยอะ เที่ยวกลางวันน้อยลง งานเก่าเดินทางบ่อย ทำงานสายการบินมีตั๋วราคาพนักงาน งานใหม่ มีวันลาน้อยลง ก็เที่ยวไกลๆ ได้แค่ปีละหน เที่ยวกลางคืนลืมไปเลย เลิกหมด แต่ก่อนอยู่บ้านดูทีวีอย่างเดียว ไม่ค่อยทำอะไร ย้ายมาไม่มีเคเบิ้ลก็เลยไม่ดู แรกๆ ก็จะลงแดง หลังๆ ก็ชิน หันมาอ่านหนังสือ ฟังเพลง ออกกำลังกาย ออกไปเดินเล่น หากิจกรรมอื่นทำ ก็ดีไปอย่าง ไม่งั้นก็นั่งอ้วนอย่างเดียว เสาร์อาทิตย์ว่างก็ยืมดีวีดีห้องสมุด (จ่ายภาษีแล้วใช้ให้คุ้ม) ไม่ก็เช่าจากร้านมาดู ออกไปดูหนังบ้าง (ส่วนใหญ่เอา airmiles มาแลกคูปองได้ตั๋วสองใบเครื่องดื่มและป๊อบคอร์น) ตัดผมนี่อยู่หลายปีกว่าจะหาร้านเจอ ไปได้ร้านคนเกาหลีที่ Korean Town สระ ตัด ไดร์ $25 ตัดเสร็จออกมากินซุปกระดูกหมูเกาหลีที่ร้านนกดำได้อีก เรื่องเพื่อนนี่ แรกๆ ก็เซ็งอยู่นาน เพราะแต่ก่อน เพื่อนเยอะ แล้วก็เที่ยวเยอะด้วย เพื่อนสนิทก็เจอกันบ่อย มาอยู่นี่หายหมด แต่อยู่ๆ ไปก็ชินนะ เจอกันออนไลน์ก็มีคุยกันบ้าง แต่ไม่บ่อยเหมือนแต่ก่อน แต่กลับไทยก็ยังนัดเจอกัน ที่สนิทก็ยังรู้สึกสนิทเหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกว่าห่างไป ถึงแม้จะไม่ค่อยได้คุยกัน เรื่อง jetlag ไม่ค่อยจะเคยเปลี่ยน เคล็ดลับง่ายๆ คือ ดื่มน้ำเยอะๆ เวลาเดินทางถึงที่หมายแล้ว ต้องพยายามถ่างตาไว้ก่อน เข้านอนตามเวลาท้องถิ่น (ไม่ใช่เวลาประเทศที่จากมา) นอนไม่หลับก็ต้องพยายามนอน อาจจะตื่นเช้าหน่อยวันแรก ไม่ควรนอนกลางวัน ถ่างตาไว้แล้วเข้านอนตามเวลาท้องถิ่นอีก ทำอย่างนี้พอวันที่สามก็จะเป็นปกติแล้วค่ะ รายละเอียดอื่นๆ ในเว็บนี้มีคำตอบเกือบหมดนะเราว่า เสียดายก่อนเรามาเว็บนี้ยังไม่ดัง ไม่งั้นคงได้ใช้บริการบ้าง  ;) จริงๆ มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ แก่และตายในแคนาดาด้วยไม่รู้เรียกว่าเป็น Life after landing ได้รึเปล่า พินัยกรรม เงินเกษียณ บ้านพักคนชรา ภาษี(คนตาย) งานศพ ซ่อมบ้าน ฯลฯ แต่มันยาวมากไว้ว่างๆ จะมาเขียนเป็นเรื่องๆ ไปนะ
#15ThaigirlApr 29, 2008
Now, may I have a drum roll, please. LLLRRRLLLRRRLLLRRRLLL ‘Lost’ ‘หลงทาง’ ไม่ต้องห่วง เป็นกันทุกคน อาการหาตัวเองไม่เจอ เราจะเป็นใครกันแน่ เราเป็นคนไทยในแคนาดา เราจะมาอยู่ในแคนาดาทำไมถ้าเรายังคบอยู่แต่คนไทย แต่ทำไมเราหาเพื่อนเป็นฝรั่งไม่ได้เลยล่ะ เราจะไม่คบคนไทยเลยได้มั้ย อาการนี้บางคนเป็นมาก พาลเกลียดคนไทยไปทุกหย่อมหญ้า ไม่มองหน้า แกล้งไม่รู้จัก ถูกทักเป็นภาษาไทยแล้วเมิน ไม่สนใจ กลัวถูกดึงลงมาต่ำมั้ง ข้านี้แน่ ข้าไม่คบเอ็งหรอก เขาคิด ส่วนใหญ่เป็นน้อย อาการกำเริบเป็นพัก ๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย วันนี้เป็นไทยจ๋า พรุ่งนี้ลืม วันไหนข่าวเมืองไทยดี เป็นไทย วันไหนข่าวร้ายออกมา ทำเมิน บางคนเป็นแบบเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ใจหนึ่งยังแสดงออกว่าเป็นคนไทย ใจที่เหลือไม่อยากคิดถึงมัน Do you have this symptom? I will let YOU decide.
#16LekkyApr 29, 2008
เราเจอปัญหาคล้ายๆกับหลายท่านข้างบน แต่มีอันหนึ่งที่คิดว่า ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนที่ย้ายมาที่นี่แน่นอน คือเรื่องการขับรถ  เราเจอปัญหาการปรับนิสัยของตัวเราเข้ากับการขับรถของที่นี่ค่ะ เพราะอยู่เมืองไทย ไม่มีการเข้มงวดในเรื่อง Speed Limit, Shoulder Check, Right of Way, School Zone, Playground Zone, Cul da sac  และอื่นๆอีกมากมาย เลยกลายเป็นว่า เครียดมาก  เราไม่มีปัญหาเรื่องการขับรถ แต่มีปัญหาตรงทำยังไงที่จะปรับนิสัยการขับรถของเราให้เข้ากับกฎระเบียบที่นี่ อันนี้ยากมากค่ะ  และเวลาออกไปสอบขับรถ ต้องออกไปสอบขับจริงๆ หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ เจ้าหน้าจะมีกระจกติดตัวมาด้วยสองอัน เรียกว่า พี่ท่านเล่นจ้องดูเลยว่า เราใช้สายตาในการมองกระจกข้างและกระจกหลังยังไง เรียกว่าขับไปเหงื่อแตกไป เพราะความประหม่า เล่นเอาเราเหงื่อตกเลย  :D ;D
#17richeApr 29, 2008
กระทู้น่าสนใจมาก ...อ่านตอนแรกนึกว่าคุณ Thaigirl รับแก้ไขปัญหาให้กับผู้มาอยู่ใหม่ พอย้อนกลับไปอ่านกระทู้แรก ก็เข้าใจว่ากระทู้นี้ต้องการbrainstorm ปัญหาของคนไทยย้ายแผ่นดิน ...ถ้าจะให้ดีน่าจะมีผู้ชำนาญ (ผู้รู้จริง) เกี่ยวกับปัญหาแต่ละเรื่องให้คำแนะนำมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ... ผู้รู้จริงฉพาะเรื่องอาจมีการเสนอตัวให้คำแนะนำ....ในเว็ปบอรด์นี้ น่าเพิ่มเติมหน้า ให้คำแนะนำ/ถาม-ตอบ ปัญหาแต่ละเรื่อง List ของคุณ Thaigirl น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
#18JBApr 29, 2008
― ― เห็นด้วยกับคุณ mini me ข้อนี้อย่างแรงครับ เพราะว่าตอนขอพีอาร์จัดการเอกสารด้วยตัวเองเกือบหมด รอให้เจ้านาย (แฟน)เซ็นต์อย่างเดียว แต่ที่ยังจำได้เกี่ยวกับการติดต่อราชการตอนขอพีอาร์ เคยโทรไปถาม CIC call centre เกี่ยวกับอะไรสักอย่างจำไม่ค่อยได้แล้ว ได้รับคำตอบไม่เหมือนกันเลยสักครั้งเดียว  :o
#19PennyApr 29, 2008
― ― เห็นด้วยกับคุณ mini me ข้อนี้อย่างแรงครับ เพราะว่าตอนขอพีอาร์จัดการเอกสารด้วยตัวเองเกือบหมด รอให้เจ้านาย (แฟน)เซ็นต์อย่างเดียว เข้ามาคอนเฟริม์ ว่าทั้งสองคนพูดถูกใจค่ะ คิดว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็ต้องทำให้เขาหมด เพราะด้วยความที่เราเป็นโรคขี้รำคาญ บอกให้ทำ ไม่ทำสักที inert จนน่ารำคาญ จนสุดท้าย ตรูทำเองก็ได้ ขี้เกียจรอ ทำไปทำมา กลายเป็น ทำให้เขาเคยตัว เราก็เหมือนกัน สมัคร PR CARD ทำเองหมดทุกอย่าง พ่อมีหน้าที่อ่าน และ proof ความถูกต้อง แล้วก็เซ็นต์ แค่นั้น คิดว่าไปอยู่แคนาดา ก็คงต้องทำเองหมด แต่เขาอาจจะเป็นที่ปรึกษาให้ได้นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น เราคงต้องบู๊เองหมดเหมือนอยู่เมืองไทย เคยถามเขาเหมือนกันว่า ทำไมถึง inert นัก ไม่รู้จักจะทำเองบ้าง เขาว่า อ้าวก็เห็นเมีย organize เก่ง เขาก็เลยปล่อยให้ทำ ถ้าเขามีเมียโง่ๆ ไม่รู้ประสีประสา เขาก็คงจะทำเอง ... เป็นงั้นไป
#20sarinyaApr 29, 2008
เอ เรื่องเอกสารพีอาร์นี่เป็นเหมือนกันหมดเลยหรือเปล่าคะ ไม่เข้าใจว่าทำไมสามีเราเค้าต้องมาถามเราเวลาไม่เข้าใจ ไอ้ที่อ่านๆ กันอยู่นั่นมันภาษาอังกฤษไม่ใช่เหรอ มาถามเราว่าเค้าเขียนอย่างนี้หมายความว่าอย่างนี้หรือเปล่า เธอคิดว่าไง เอ้า คุณไม่รู้แล้วชั้นจะรู้เรอะ ???
#21Have a nice dayApr 29, 2008
― ― เห็นด้วยกับคุณ mini me ข้อนี้อย่างแรงครับ เพราะว่าตอนขอพีอาร์จัดการเอกสารด้วยตัวเองเกือบหมด รอให้เจ้านาย (แฟน)เซ็นต์อย่างเดียว แต่ที่ยังจำได้เกี่ยวกับการติดต่อราชการตอนขอพีอาร์ เคยโทรไปถาม CIC call centre เกี่ยวกับอะไรสักอย่างจำไม่ค่อยได้แล้ว ได้รับคำตอบไม่เหมือนกันเลยสักครั้งเดียว  :o ขอลงความเห็นด้วยคนค่ะ เห็นด้วยกับทุกท่าน แต่อย่าไปโทษสามีหรือภรรยาที่เป็นแคนาเดี้ยนเลยนะคะว่าไม่รู้เรื่อง บางครั้งโทรศัพท์ไปถามเจ้าหน้าที่ที่ควรจะรู้เรื่อง เค้ายังตอบคำถามเราไม่ได้เลยค่ะ  ???
#22sarinyaApr 29, 2008
เห็นด้วยกับคุณ have a nice day ค่ะ เจ้าหน้าที่แต่ละคนที่โทรไปถามตอบไม่เหมือนกันเลย เลยไม่รู้ว่าตกลงเป็นยังไงกันแน่ ???
#23SornramApr 29, 2008
1) มือถือที่นี่มีกี่ค่าย ระบบเติมเงิน เรียก pre paid หรือเปล่า ใช้ของอะไร และ rate ในการโทรของ pre paid เป็นอย่างไรทั้งโทรเข้าและโทรออก 2) การฝากเงิน มีบัญชีออมทรัพย์ไหม เท่าที่รู้ จะเรียกว่า everyday checking  ซึ่งต้องมีเงินทิ้งไว้ $1000 ไม่มีดอกเบี้ยให้ และ กรณีมีเงินต่ำกว่า $1000 จะตัดไปเดือนละ 3 เหรียญกว่าๆ จนเงินหมด ซึ่งผมว่าเป็นระบบเงินฝากที่แย่ที่สุด โคตรเอาเปรียบผู้บริโภค ไม่เหมือนบ้านเรา ฝาก 500 บาท ก็ไม่ต้องเสียอะไรถ้ามีการฝาก ถอนบ้างภายใน 1 ปี แถมฝาก 500 บาทบ้านเรายังได้ดอกเบี้ย     กรณีนี้ จะโทรไปที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคที่แคนาดาได้ไหม (555 ล้อเล่นน่า คุยกันมันไม่รู้เรื่อง)
#24mingestApr 29, 2008
ปัญหาที่เจอหนักๆ ก็คือ จิตใจที่ไม่สงบ จิตที่ฟุ้งซ่าน ครับ มักจะยึดเอา ถือเอา กับสิ่งที่เคยมีมาก่อน กับสิ่งที่มีในวันนี้ และสิ่งที่คาดหวังในอนาคต หากได้มีโอกาสปล่อยวาง ทำจิตใจให้สงบบ้าง ก็จะเข้าใจวิถึชีวิต และการดำเนินชีวิต หลังการแลนด์ และการดำรงอยู่ต่อไปเองครับ ไม่มีอะไรที่แน่นอน มีเกิดก็ต้องมีดับ มีอาชีพที่ดีก็ต้องมีวันที่ตกงาน มีวันที่ได้เงินก็มีวันที่ไม่มีเงิน เป็นแบบนี้อยู่เสมอๆ หากเราปล่อยวางกับสิ่งรอบข้าง เราก็จะทำให้จิตใจสบาย สามารถดำรงชีพอยู่ได้ อย่างมีความสุขครับ
#25zuApr 29, 2008
ขอร่วมแชร์ด้วยคนนะคะ ปัญหาที่เจอสำหรับคนมาใหม่ ได้ หนึ่งเดือนเต็ม  มันยังดู งงๆ ค่ะ เช่น  1. เดินเข้าไปทักมั่นใจว่า R U Thai? ชี ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษสำนวนไทย ว่า "ไอ แอม คัม ฟรอม เวียดนาม  เรายังนึกแย้งในใจ เวียดนามตรงไหนฟะ  สำเนียงเวียดนามที่คุ้นหูทุกเช้าที่สระว่ายน้ำ ไม่ได้คล้ายไทยตรงไหนเลย สำเนียงเจ๊ แกไทยชัด ๆ เพราะฟังง่ายมาก 2. พอไปทำความรู้จัก พี่ ๆเพื่อนๆร่วมโลกคนไทยที่อยู่มาก่อน พี่ๆ บางท่านแนะนำว่า ไม่จำเป็นอย่าริอาจไปสนิทกะใคร (ยัง สงสัยอยู่ ทำไม ) 3. ตอนนี้เรียนภาษาฟรี for New commer  ปัญหาอื่นจึงยังไม่เจอ  รออ่านปัญหาของท่านอื่นที่อยู่มาก่อนเพื่อเตรียมใจยอมรับ และเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไปในอนาคตค่ะ
#26Mini MeApr 29, 2008
― ― 1. มีหลายค่าย หลักๆ ก็ Rogers http://www.rogers.com/ Fido http://www.fido.ca/ Bell http://www.bell.ca/shopping/PrsShpWls_Landing.page Telus http://www.telus.ca/ Virgin http://www.virginmobile.ca/ prepaid ถูกต้องค่ะ อยู่โตรอนโตเอาที่ไม่แพงก็ลองดู Virgin กะ Fido ที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทย ไม่ว่าสายเข้าก็โทรออกเสียเงินหมด เค้าคิด airtime ไม่ได้คิดว่าใครโทร แต่จะมีแพ็คเกจแบบรับสายฟรี หรือโทรฟรีบางเวลาแล้วแต่ว่าเลือกแบบไหน แต่จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมยุบยิบเยอะเหมือนกัน ถ้าแผนประมาณ 25 เหรียญจ่ายจริงก็สามสิบกว่าเหรียญอ่ะค่ะ 2. chequing account ก็เปรียบได้กับบัญชีกระแสรายวัน savings account ก็เปรียบได้กับบัญชีออมทรัพย์ แบงค์ใหญ่ๆ ก็มี TD, RBC, CIBC, BMO, Scotia ถือเป็น big five ถ้าจะเอาบัญชีออมทรัพย์ดอกเยอะกว่าที่อื่นหน่อย ก็ดู ING Direct, PC Financial จริงแล้วก็คือ CIBC direct bankingปลอมตัวมา ไม่ก็ ICICI เป็นแบงค์ใหญ่ของอินเดีย HSBC ก็พอไหว แต่สามอันข้างต้นรู้สึกจะดอกสูงกว่า ถ้าจะเอาแบบไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือน ดอกสูง สั่งเช็คฟรี ก็ PC Financial ไปเลย แต่ไม่มีแบงค์สาขานะคะ ออนไลน์กับเอทีเอ็มอย่างเดียว  ใช้เอทีเอ็มCIBC ได้ฟรี เรื่องเอาเปรียบไม่เอาเปรียบเราว่าพูดยาก เอาเป็นว่าค่าธรรมเนียมคิดกันคนละระบบแล้วกันค่ะ ที่นี่ถ้าคุณใส่เงินขั้นต่ำไว้คุณไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มแล้ว แล้วแต่แผนที่คุณเลือก ทำรายการได้ฟรี(กี่ครั้งแล้วแต่แผน) เมืองไทยเสียค่ารักษาบัญชีปีละหนึ่งร้อย ค่าบัตรเอทีเอ็มอีกหนึ่งร้อย จ่ายค่าบัตรเครดิตก็ยี่สิบสามสิบต่อรายการ โอนเงินก็โดนอีก ฯลฯ คุณสอนราม ถ้ามีคำถามอีกก็ถามมาเลยนะคะ จะถามที่บอร์ดหรือส่งเมสเสจมาก็ได้ เดี๋ยวให้เบอร์ไว้ จะให้ช่วยอะไรก็บอก ช่วยได้ยินดีจะช่วยค่ะ
#27LASAApr 30, 2008
เขียนเท่าที่นึกออก อยู่เมืองไทยไม่เคยทำกับข้าวทานเองเลย  ไม่แม่ก็พี่สาวทำให้ หรือก็ไปกินนอกบ้าน แต่อยู่ที่นี่ทำเป็นหลายอย่าง แม้กระทั่งเส้นก๋วยเตี๋ยว สารพัดเส้น เพราะอยากกินเส้นสด เส้นแข็งที่ต้องแช่น้ำก่อน ไม่เหนียว นุ่ม เข้าร้านทำผม ปีละหนึ่งครั้ง เข้าครั้งนึง ไม่ต่ำ กว่าหกสิบเหรียญ ได้รับโบชัวร์ รายการลดแลก แจก แถม ตามชุปเปอร์สโตร์ต่างๆ ที่ไหนถูก ก็ตะเวณซื้อตุนเอาไว้ เพราะเวลาลดแล้วมันลดเยอะมาก ประหยัด  อยู่เมืองไทยไม่เคยสนจ (เมืองไทยไม่ได้ลดเยอะแบบนี้มั๊ง) แถมสินค้าบางตัวมีลิมิตให้ซื้อได้คนละสอง หรือสาม ก็จะลากสามีไปซื้อด้วย จะได้หลายๆแพค หลังจากแลนด์ได้หนึ่งอาทิตย์ ก็สมัครและก็ทำงานเลย เอาละซิ ตอนไปทำงานสามีไปส่ง แต่ตอนกลับ สามีไปรับกลับไม่ได้ เพราะเค้าก็ต้องทำงาน  ขึ้นรถเมล์ครั้งแรก  หลง ขึ้นถูก แต่ลงไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต่อรถที่จะกลับบ้านตรงไหน  หลงเดินอยู่ดาวน์ทาวน์ประมาณหนึ่งชั่วโมง หนาวก็หนาว  ถามคนแถวนั้น ก็น้อยคนที่จะรู้เรื่องรถเมล์ สุดท้ายก็มีอัศวินมาขาว ขึ้นรถสายเดียวกัน ยังคิดอยู่ถ้าดิฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้จะทำยังไง  จะเรียกแท๊กซี่ก็พูดไม่ถูก แถมไม่ได้เขียนที่อยู่ติดกระเป๋าไว้ด้วย มีแต่เบอร์โทรศัพท์  อันนี้เป็นบทเรียน พอครั้งต่อไป เขียนที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ติดกระเป๋า และแผนที่เดินรถประจำทาง รับรองไม่หลง เพราะถนนหนทางไม่ได้ซับซ้อนเหมือนบ้านเรา ดิฉันผิดกับหลายๆท่านข้างบน  สามีดิฉันรู้หมด ว่าต้องทำอะไรบ้าง สามีจัดการพาไปหมด นักหาข้อมูล ทำให้ทุกอย่าง เช็ค และตรวจเรซูเม่ให้ แค่นี้ก่อน เดี๋ยวนึกออกแล้วจะมาต่อ
#28minimousApr 30, 2008
ขอโทษด้วยนะค่ะ ขอยืมใช้พื้นที่เจ้าของกะทู้หน่อยนะค่ะ  สวัสดีค่ะ คุณ JB ไม่ทราบว่า คุณ JB อยู่ส่วนไหนของมณฑล บริติชโคลัมเบีย.. ดิฉันชื่อ น้อย กำลังดำเนินเรื่องขอ PR Visa ไปแลนด์ที่โน้นนะค่ะ  แฟนอยู่ วิคตอเรีย นะค่ะ
#29chawalkornApr 30, 2008
จากที่อ่านมาโดยยังไม่เคยเห็นและสัมผัสประเทศเค้านะคะ คิดว่าการศึกษามันไม่เป็นไปในทางเดียวกันรึเปล่าคะ คือเรื่องทำงานหาเงินเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ๆ เรียนแค่คอร์สสั้น ๆ ก็ทำงานได้  แต่บ้านเราระบบราชการถึงจะช้านะแต่ก็ได้รับคำตอบในทางเดียวกันนะ ขนาดเจ้าหน้าที่และประชากรของเค้ายังสับสน แล้วคนนอกอย่างเราจะไปรอดไหม๊เนี่ย.... แต่ก็ยังใจชื้นนะที่มีรุ่นพี่ทุกคนในนี้ชี้แนะเบิกทางให้น้อง ๆ รุ่นหลัง แถมยังชัดเจนกว่าเจ้าหน้าที่เค้าอีก...เฮ่อ!
#30PennyApr 30, 2008
― ― จริงเหรอค่ะ  เราไม่ยักเจอแฮะ
#31SornramApr 30, 2008
ถามต่อ เรื่องบัญชีเงินฝาก สามารถเช็คทางอินเตอร์เน็ต ได้ไหมครับ ?
#32ThaigirlApr 30, 2008
เช็คได้ค่ะ
#33SornramApr 30, 2008
โอโห กระทู้นี้เริ่ม Hot ดีๆ จะได้ช่วยลดความหนาวเย็น แถวๆ นี้ได้หน่อย
#34SornramApr 30, 2008
อืม พึ่งนึกได้ใครที่มาอยู่ที่นี่ เช่น downtown Toronto ช่วงหนาว ถ้ามีน้ำมูก ลองสั่งแรงๆ ดูครับ ยิ่งตอนหลังจากเดินมาเหนื่อยๆ  เลือด สดๆ ครับ จะออก มา อย่าเพิ่งตกใจ (ใช่ไหมครับ) เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ผมก็คิดว่าอย่างนั้น นะ เพราะ ขนาดตื่นนอน บางวันนี่ เวลาล้างรูจมูก นี่ เลือด ครับ เต็มๆ   ผิวก็จะแห้ง และการเดินไปเดินมาข้างนอก แค่ไม่นาน ท่านจะหิวน้ำ เพราะเนื่องจากความชื้นในอากาศน้อย เลยทำให้ระบบภายนอกร่างกาย พยายามดูดน้ำออกจากร่างกาย นี่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆครับ ลองสังเกตุคนที่นี่จะพก moisturiser และน้ำไว้เกือบทุกคน
#35JBApr 30, 2008
― ― Sawasdee krab Khun Noy, I currently live in the small town named " Agassiz ", which is easternly located about 120 kilometres from Vancouver krab. But I used to live in Victoria for a year when I first came to Canada due to my partner and I found ourselves some difficulties living on the island, therefore we decided to move to the Mainland. However, I really wish you luck on PR na krab.
#36SornramMay 01, 2008
กำลังคิดๆ ว่าจะเขียนดีไหม สำหรับท่านมีมาแล้ว  มาใหม่ หรือกำลังจะมา ถ้าท่านทำงาน survival ท่านต้องมีประสบการณ์มาบ้าง คราวนี้ผมมาคิดดูการทำงานเพื่ออยู่รอดนี่คงไม่พ้นร้านอาหารไทย สำหรับคนไม่มีประสบการณ์ ถ้าทำหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำทุกวัน เหมือนงานประจำ ท่านอาจมีรายได้ประมาญ $1,000 กว่าๆ แต่เรื่องกินอาจช่วยได้เพราะไปทำงานส่วนใหญ่จะได้ข้าวกลับไปกิน   เอ้าเข้าประเด็น โดยปกติถ้ามีรายได้ประมาณนี้โดนหักค่าโน่นนี่บ้าง ถ้าอยู่คนเดียว ค่าเช่าก็ประมาณ $700 เข้าไปแล้ว  เงินที่เหลือต้องเดินทาง + อาหาร มันจะอยู่ได้มั๋ยอย่างนี้ ถ้าไม่มีเงินมาตั้งตัวเลย   ถ้าทำร้านอาหารสองที่ อาจพอมีเงินเหลือ   สามที่คงพอไหว   สี่ที่ คงหมดลมหายใจไปแล้ว   เท่าที่ผมรู้ก็พอมีที่ทำ 3-4 ที่โดยยังมีลมหายใจอยู่ แต่ไม่รู้จะได้ใช้เงินตอนไหน?
#37TeeMay 01, 2008
คุณศรราม  ถ้าเป้นเมื่อสี่ หรือ ห้าปีที่แล้ว  ที่ราคาน้ำมันและค่าครองชีพยังไม่สูง ขอบอกว่าอยู่ได้ครับ  เคยทำมาแล้วประหยัดสุดๆ เดินทางด้วยเท้า ยกเว้นซื้อของหลายอย่าง หรือ ยืมตั๋วรถเมล์เพื่อนๆ  มีหลายวิธีที่จะเอาตัวรอดได้ อะไรที่ไม่เคยทำต้องลอง  ไม่ลองไม่รู้
#38NoniMay 01, 2008
:)สวัสดีค่ะ ทุกท่าน ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่จะต้องไปใช้ชีวิตกับสามีที่โน้น ขอบคุณสำหรับปัญหาที่ทุกท่านเจอและนำมาแชร์ประสบการณ์ให้ท่านอื่นได้รับรู้ เป็นความรู้มากที่สุด สำหรับการเตรียมตัวเตรียมใจที่จะเจอกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้ อย่างไรก็จะพยายามสู้ เหมือนกับทุนท่านที่สู้ค่ะ  :o
#39collyMay 01, 2008
ชอบกระทู้นี้มากเลยคะ มีประโยชน์มากๆเลย ส่วนตัวเรามา ปัญหาคือตอนข้ามถนนคะ เพราะว่าเวลาข้ามรถจะจอดให้เลยใช่ปะคะ เราไม่คุ้นนั่นเอง เพราะปกติอยู่ไทยจะต้องวิ่งอย่างรวดเร็ว ตอนข้ามกับแฟน แฟนบอกว่าไม่ต้องรีบวิ่งก็ได้ แถมตอนเราข้ามคนเดียว มองรถผิดเลนอีกซะงั้น อีกอย่างคืออยากทานอาหารไทยคะ อยู่วิคตอเรียหาซื้ออุปกรณ์ทำอาหารได้น้อยคะ ส่วนปัญหาอื่นๆยังไม่มีเพราะอยู่ได้แค่เดือนนึงเองค่า ปล.ขอสวัสดีคุณน้อยด้วยคะ มีเพื่อนจะมาอยู่วิคตอเรียเหมือนกันแล้ว ดีใจๆ ทักทายคุณ จัมโบ้ กับพี่เล็กกี้ด้วยนะคะ  ;D
#40LASAMay 01, 2008
ดิฉันเคยทำงานเป็น House Keeping ที่โรงแรม ตอนมาใหม่ๆ โรงแรมค่อนข้างใหญ่พอสมควร ทดลองงานได้ 11$ ผ่านทดลองงานได้ 12$ อาหารมีให้ตลอด 24 ชั่วโมง ขนม นม เนย ชา กาแฟ อาหารเช้า กลาง เย็น บางคนเอากลับบ้านอีกต่างหาก แต่ทางโรงแรมจะหัก 25 เซ็น ต่อชั่วโมงการทำงาน พักสิบนาทีช่วงเช้า พักทานอาหารกลางสามสิบนาที และพักอีกสิบนาทีช่วงบ่าย ผ่านทดลองงานก็จะได้สวัสดิการต่างกับทางโรงแรม และ ประกันสุขภาพ จริงๆแล้วงานแบบนี้ เค้าไม่ค่อยสนใจเรื่องภาษามากนัก ถ้าใครคิดว่าภาษาไม่เก่ง แล้วจะได้งานเหรอ ไม่ต้องกลัว แต่ขอให้สื่อสารให้รู้เรื่อง คนมาใหม่ๆ น่าจะลอง เพราะสวัสดิการดีกว่าร้านอาหารไทย แถมได้ฝึกภาษาอีกต่าง แล้วมีโอกาสย้ายตัวเองไปทำตำแหน่งต่างๆในโรงแรม เช่นงานแอดมิน ออฟฟิต หรือฟร้อนเดส คนที่มาใหม่ๆ อย่าไปคิดว่าเป็นงานต่ำ หัวโขนที่เมืองไทยก็ถอดออกเอาไว้ที่เมืองไทย ไม่ต้องเอามา มาแล้วก็ต้องมาลุย  รายได้ดีพอสมควร  เลี้ยงครอบครัวได้
#41MayaMay 01, 2008
เท่าที่นึกออกนะคะ การรักษาพยาบาล  ปัญหาเรื่องขาดแคลนหมอ-พยาบาลที่นี่เห็นมีมานาน พยายามที่จะไม่ให้ตัวเองและคนในครอบครัวเจ็บป่วยค่ะ เคยพาลูกไปหาหมอกว่าจะได้ตรวจใช้เวลาแปดชั่วโมง คงไม่ได้ Emergency น่ะค่ะเลยใช้เวลานาน  การจราจร   - ขับรถ มาใหม่ๆยังไม่ชิน ไปงานเลี้ยงและสามีดื่มก็เลยให้ดิฉันขับกลับ พอออกรถได้ก็บึ่งเข้าด้านซ้ายเลยค่ะ พอดีมันดึกแล้ว ไม่มีรถบนถนน งั้นป่านนี้คงเดี้ยงไป   - ข้ามถนน ชินกับเดินถนนบ้านเรา ก่อนข้ามจะมองด้านขวาเป็นหลัก เกือบโดนชนเหมือนกัน  แต่ที่นี่ดีมากคือ Pedestrians have the right of way บ้านเราเนี่ยต้องวิ่งแบบไม่คิดชีวิต        แต่ที่นี่ก็ต้องระวังนะคะ เพราะได้ข่าว Pedestrians เด้ดและเดี้ยงไปหลายรายเหมือนกัน  ล่าสุดก็นี่เลยค่ะ http://www.citynews.ca/news/news_22231.aspx
#42Mini MeMay 01, 2008
― ― เขียนเถอะค่ะ จะได้เห็นมุมมอง ส่วนข้างล่างนี่เป็นมุมมองของเรา ถ้าอยู่เมืองไทยมีงานการทำเป็นหลักเป็นฐานมีรายได้มีหน้ามีตา คงไม่มีใครทิ้งมาเพื่อที่จะทำงานในร้านอาหารไปตลอดชีวิตหรอกค่ะ แต่ส่วนใหญ่พอมาแล้วต้องกินต้องใช้ งานอะไรมีก็คงทำไปก่อน งานเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นงานร้านอาหารไทยเสมอไป รื้อกระทู้เก่าๆ ดูมีคนเขียนไว้หลากหลายมากมาย ตัวเราก็ไม่เคยทำร้านอาหาร แต่งานแรกที่ทำรายได้ถือว่าไม่มากนัก แต่เราก็ทำ เพราะดีกว่าอยู่เฉยๆ แต่ทำแล้วต้องไม่ลืมจุดประสงค์ ไม่ลืมว่าอยากได้อะไร อยากทำอะไร ต้องเผื่อเวลาและพลังงานไปทำในส่วนนั้นด้วย ส่วนตัวขอยืนยันว่างานบริษัทไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ แต่จะให้ได้ตำแหน่งเหมือนที่เคยทำตอนอยู่เมืองไทยเลยก็คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะไหนจะภาษา รูปแบบและสไตล์การทำงาน ไหนจะวัฒนธรรมในที่ทำงาน ฯลฯ มันต้องใช้เวลาปรับตัว งานเริ่มต้นถ้าเป็นไปได้ควรจะเลือกงานที่ช่วยในการปรับตัวตรงส่วนนี้  เครดิตที่คุณเคยมีที่เมืองไทยส่วนใหญ่มันใช้ไม่ได้ที่นี่ ถ้าจะมาก็ต้องรับสภาพตรงนี้ให้ได้ เรื่องเงินตั้งตัวมีควรจะมีมาบ้างอยู่แล้ว ถ้าจะจับเสือมือเปล่าก็คงต้องเสี่ยงมากหน่อยแหละค่ะ แต่ก็ทำได้ มีคนทำมาแล้ว เสื่อผืนหมอนใบ แต่อาจจะลำบากกายใจช่วงแรกบ้าง ขอพูดตรงๆ ว่าอยู่เมืองไทยทำงานเป็นหลายปีก็ควรจะมีเงินเก็บบ้าง คนไทยที่เรารู้จักส่วนใหญ่ไม่ค่อยเก็บเงิน ไม่รู้เป็นอะไร เพื่อนที่ทำงานเก่าก็เป็น มีเท่าไหร่ใช้หมด หนี้ก็เยอะ ผ่อนบ้านผ่อนรถ ฯลฯ เงินที่นี่ไม่ได้หายากแต่ก็ไม่ได้ง่าย ถ้าจะพูดเรื่องเงินอย่างเดียว เทียบงานตำแหน่งเดียวกันแล้ว ยังไงที่นี่ก็รายได้เยอะกว่าค่ะถ้าเทียบเป็นเงินไทย เพราะค่าครองชีพสูงกว่า แต่ถ้าเทียบค่าครองชีพแล้ว มันก็พอๆ กันนั่นแหละ เพราะงานมันเหมือนกัน แต่ถ้าอยากจะคิดเทียบเป็นเงินไทยแล้ว ยังไงซะอยู่ที่นี่ถ้าอยู่ไปเรื่อยๆ งานตำแหน่งสูงขึ้น เงินมันก็ต้องเยอะขึ้นอีก
#43di_annMay 01, 2008
― ― ;)  I agree with you Khun Mini me  :-*
#44PennyMay 02, 2008
― ― ;)  I agree with you Khun Mini me  :-* more income tax too isn't it?  ;)
#45NickMay 02, 2008
Life after landing: ปัญหาที่เจอ Big problem "No money in but out"
#46SornramMay 02, 2008
ผมว่าได้เงินเดือนถ้าเกิน $2500 ขึ้นไป เสียแน่ ๆ 20 % ครับ เฉพาะ tax นะ ยังไม่รวมอื่นๆ อีก ถ้าเงินเดือนสูง ภาษีรายได้น่าจะเป็น 30 % กว่าๆ สมมติเงินเดือน $8000 น่าจะเหลือถึงมือประมาณ $5000 เต็มที่ ค่าเช่าบ้าน หรือ ผ่อนบ้านเดือนละ $1000 กว่าๆ เหลือ $3000-4000 พออยู่ได้แล้วครับ แต่กว่าจะได้เดือนละ $8000 ไม่รู้จะต้องทำไงบ้าง Canadian ที่นี่ ร้อยละ 50% ยังไม่ได้เลยนะครับเดือนละ $8000 ( สำรวจสำมโน โดยการนั่งเทียน โดยนายหนุ่ม ศรราม)
#47Mini MeMay 02, 2008
ถ้าเดือนละ $8,000 annual income (base income) น่าจะอยู่ที่ 100K  net income อยู่ที่ประมาณ $5,700 จริงๆ ต้องมีโบนัสด้วย แต่เอาเป็นว่าโบนัสหักลบกลบหนี้ไปกับ RRSP ก็แล้วกันค่ะ จริงที่คนส่วนใหญ่รายได้ไม่ถึงนี้หรอกค่ะ แล้วที่นี่ชนชั้นกลางเยอะ ถ้าเป็นคนรวยอยู่เมืองไทยดีกว่าในแง่ภาษีเพราะจ่ายน้อยกว่าและเลี่ยงได้ง่ายกว่า ถ้ารายได้น้อยอยู่ที่นี่ดีกว่า รัฐมีเงินสนับสนุนเยอะ คุณภาพชีวิตดีกว่า
#48di_annMay 03, 2008
:o Quote ยังไงซะอยู่ที่นี่ถ้าอยู่ไปเรื่อยๆ งานตำแหน่งสูงขึ้น เงินมันก็ต้องเยอะขึ้นอีก    I agree with you Khun Mini me    ― ― The more you Earn The more you give, it is a deal Yes, it is คือมัน ก็ มี rate ในการ เสีย tax หละคะ คุณ penny ไม่ว่า อยู่ ไหนๆ จะ อยู่ ไทย หรือ แคนาดา ก็ ต้องเสีย income tax ทั้งน้าน  ของอย่าง่นี้ มัน ต้องใจกว้างคะ ประเทศนี้ เสีย tax แล้ว มันมองเห็น เป็นรูปธรรมมาก ว่า จ่ายไป แล้ว มีอะไร กลับมาบ้าง กับ สังคม แม้ตัวเอง อาจจะไม่ได้ใช้ในบางอย่าง แต่ส่วนรวมได้ ก็ โอ หละคะ เอาง่ายๆ ภาษีที่จ่ายไป ในขณะที่ ยังมีรายได้อยู่ ก็ถือว่า ช่วยสังคม ไม่ได้ ออกมาบอก เพื่อให้ตัวเองดูดีนะคะ ดิฉัน มักบอกเสนมอว่า การทำงานแล้วเสียภาษี  เพื่อให้นำเงินส่วนนี้ ไปทำให้ สังคมที่เราอยู่ บำรุงสังคมให้ อยู่ไปด้วยกัน ได้ ก็ พอแล้วหละ อย่าไปคิดมากว่า ทำมาก จ่ายมาก ก็ นะ ของ ดีแล้ว ถูก ไม่มีในโลก ถ้ารายได้มาก จ่าย tax มาก ไม่เห็นต้องกังวลเลย  ควรจะดีใจ เป็นการบอกว่า เรายังมีงานทำ ควรน่าจะกังวลมากกว่า ถ้าไม่มี รายได้ ให้จ่ายtax ดิฉัน มักต่อต้านเสมอ สำหรับ  การอยู่ในสังคมเดียวกัน แต่ มักเอาตัวรอด มีรายได้ ไม่จ่าย tax  มันเป็นความฉลาด แบบ เห็นแก่ตัว ต่อสังคมในทางตรง และต่อตนเองในทางอ้อม      ชอบที่จะ take  but don't wanna give anything at all. Well.......
#49Mini MeMay 04, 2008
อ้อลืมบอกไปว่าปกติแล้วครอบครัวที่นี่เป็น dual incomes คือช่วยกันทำงาน ถ้าคิดง่ายๆ แต่ละคนได้ $50K ต่อปี สองคนก็ได้แสนนึงแล้วคุณสอนราม แถมเหลือเงินเยอะกว่าคนเดียวแสนนึงด้วย เพราะเสียภาษีน้อยกว่า ถ้าคนละแสนก็อยู่ได้สบายๆ เรื่องภาษีไม่รู้จะพูดยังไง เพราะมันก็แพงจริงๆ แหละ นานาจิตตัง ถ้าเลือกจะมาอยู่ก็ต้องทำใจ ส่วนตัวเราอยู่เมืองไทยหรืออยู่แคนาดาเราก็ว่าเราจ่ายเยอะอ่ะ แต่ก็ไม่เคยเลี่ยงมันเลี่ยงไม่ได้ด้วยแหละ เพราะทำงานบริษัท ไม่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยู่เมืองไทยไม่เคยได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ อยู่นี่เราไม่มีลูกไม่ใช่รายได้น้อยอีก สุขภาพก็แข็งแรงดี ไม่มีเงินช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น ก็ได้แต่ใช้ห้องสมุด ยืมหนังสือ ยืมซีดี ดีวีดี ไปสวนสาธารณะบ่อยๆ ตรวจร่างกายประจำปีทุกปี เรียนหนังสือเพราะได้ภาษีคืน ฯลฯ ก็ใช้ให้คุ้มที่สุดเท่าที่จะคุ้มได้
#50LekkyMay 04, 2008
ปัญหาอีกอย่างที่เจอและคิดว่าทุกคนน่าจะเจอเหมือนๆกัน คือหน้าหนาวผิวจะแตกง่ายมากๆ โดยเฉพาะที่นิ้วมือ เรียกว่า พอหนาวทีไร ต้องเตรียมซื้อโลชั่นทามือมาเตรียมรอเอาไว้เลย เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทย ไม่เคยใส่ใจกับโลชั่นทามือเท่าไหร่ แต่พอมาอยู่นี่ ไม่ใส่ใจไม่ได้อ่ะ เพราะมันเจ็บอ่ะ  :'( :'( ขอทักทายน้อง Colly  ;D นะคะ เป็นไงบ้าง เมืองไทยร้อนไหมน้อง ที่บีซีฝนตกเกือบทุกวันเลย  >:( เที่ยวเมืองไทยเผื่อพี่ด้วยนะ  ;D
#51KhingMay 07, 2008
คุณ Lekky....ถ้าผิวมือแตกระแหงใช้ครีมซื้อจาก Walmart ชื่อ Glysomed ใช้ดีมาก                   แต่ถ้าผิวที่นิ้วแตกเหมือนมีดบาดเล็กๆเห็นเนื้อแดงๆ         ต้องใช้พวกครีมที่มี steroid ทาเอา ใช้ครีมธรรมดาเอาไม่อยู่ บางที                     อาจต้องวานให้คนซื้อมาจากเมืองไทยและจะต้อง                     สรวมถุงมือทำงานบ้านจ้ะ คุณ alita.........ครีมทาตัวที่ช่วยพวกผิวภูมแพ้ได้ขมังที่สุด ค์อครีมชื่อ Aveeno ที่มี Oatmeal ผสมอยู่ด้วย ขายถูกที่สุดที่ Walmart
#52LekkyMay 07, 2008
ขอบคุณคุณลุงกิ่งมากค่ะ ที่แนะนำของดี  ;D อย่างนี้ต้องลองไปหาซื้อดูบ้างแล้ว หากใช้แล้วได้ผล เดี๋ยวหนูจะมารายงานให้คุณลุงทราบอีกทีนะคะ  ;D ;) ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
#53Mini MeMay 07, 2008
― ― คอนเฟิร์มว่าเวิร์คจริงๆ ค่ะ
#54minimousMay 09, 2008
สวัสดีค่ะ คุณ JB และ คุณ Colly และ พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนในที่นี่         ขอบคุณ JB มากนะค่ะ ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยว จะแวะไปเยี่ยมเยือนนะค่ะ, ยินดีที่ได้รู้จักคุณ Colly นะค่ะ คราวนี้เราก็ได้มีเพื่อนที่อยู่ วิคตอเรีย เหมือนกันแล้ว  ตอนนี้เรากำลังจะส่งเอกสารไปให้แฟนที่นั้น เพราะเพิ่งจะได้เอกสารจากตำรวจมานะค่ะ วันหยุดก็เยอะ ทุกอย่างก็เลยดูชักช้าไปหมด ...ถ้าเราโชคดดี คงได้เจอกันที่นั้นนะค่ะ คุณ Colly ...
#55wansuraidaMay 09, 2008
สวัสดีค่ะ วรรณเป็นคนหนึ่งค่ะที่สนใจกะกู้นี้ นั่งอ่านมาทั้งวันแล้ว (อิอิ)คือวรรณเป็นคนหนึ่งที่จะตัดสินใจไปอยู่ประเทศนี้แล้ววรรณเองอยากทราบว่าถ้าไปอยู่ที่โน้นแล้ว จะหางานยากเหรอป่าวค่ะ แล้วถ้าไปเรียนวดแผนโบราณติดตัวก่อนจะบินไปทำที่นั้นดีหรือป่าวค่ะ เห็นเพือนเตือนว่าถ้าคิดจะไปควรจะมีวิชาติดตัวไปบ้าง เพราะวรรณไม่มีวิชาชีพติดตัวเลยค่ะ เมืองที่วรรณจะไปอยู่คือ toronto ค่ะ หวังว่าพี่ๆ ที่อยู่มาก่อนคงให้คำแนะนำที่ดีนะค่ะ
#56KingmaithaiMay 10, 2008
คุณ Thai girl เขียนเอาไว้ เกือบครบหมดแล้ว ขอลอกคำตอบด้วยคนละกันคะ ของกิ่งไม้ไทย ก็เขียนไว้ ใน blog ตามเข้าไปอ่านได้คะ ที่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kingmaithai&group=1&page=2 จุดใหญ่ๆ ก็คือ หาที่อยู่ หางาน หาที่เรียน หายังไงทำยังไง ของที่ควรเอามา แล้วลืมเอามา เช่น ปลั๊กไฟที่เสียบขาไฟ แบบ กลมๆ แบบของไทย เพราะกล้องถ่ายรูป เอามาจากไทย ไปเที่ยวไหน ลืมเอาปลั๊กแบบนี้ไป แล้วถ่านหมด ก็อดถ่ายรูปเลย การเดินทางไปไหนมาไหน ยังไง มีแผนที่มั้ย ดูเป็นมั้ย ถ้าหลงทางทำยังไงดี ข้อมูลต่างๆ หาได้จากที่ไหน เดี๋ยวนี้ ยังดีนะคะ มีเว๊ปช่วยตอบปัญหาต่างๆ มากขึ้่น การจับจ่ายซื้อของต่างๆ ไปที่ไหนดี จึงจะได้ของดี ราคาไม่แพงนัก เอกสารอะไรที่จำเป็นต้องทำเมื่อมาถึงแคนาดา ก็ควรรีบทำ เช่น SIN เปิดปัญชีธนาคาร etc
#57SornramMay 12, 2008
อยากทราบว่าท่านที่ได้งานดีๆ ทำ เนี่ย ทำไงครับ ใช้เวลากี่ปี กี่เดือนหา ต้องไปเรียนอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า ได้งานได้ ไง ตอนสัมภาษณ์ สมัครครบร้อยที่ แล้วสัมภาษณ์กี่ที่กว่าจะได้ ผมว่ามีคนอยากรู้ (อยากเห็น) รวมทั้งผมด้วยที่อยากรู้ ถ้าเป็น ตัวอย่างใหม่ๆ ก็จะดีมากๆ ครับ ถ้าเป็นเรื่องงี้ คงไม่น่าสนใจ เช่น หวัดดีครับผมเป็นวิศว(กรรม)กร ที่เมืองไทยมา สิบปี คิดถึงอนาคตลูกเลยสมัคร พีอาร์ มาพอมาอยู่ ทำงานเป็นกุ๊ก อยู่ร้านอาหารอาหารสองที่ ทำไปๆ รายได้ก็ ok เหลือมากกว่าที่เมืองไทยเพราะไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงชวนกินเหล้า  ทำร้านอาหารมาห้าปี เลยคิดจะเปิดร้นอาหารเอง กิจการดีมากเหลือเดือนละหมื่นห้า เหรียญทุกเดือน คิดไป เลยขยายไปเป็นสิบสาขา เลยเหลือ เดือนละแสนห้า ทำไปทำมา เงินเหลือ ท่วมหัว ไม่รู้จะเอาเงินไปไว้ที่ไหน เลยมา post ที่ web เผื่อใครลำบาก อยากแบ่งเงินไปช่วยใช้บ้าง ( EiEi เรื่อง make up เอามันส์ นะจ๊ะ อย่าคิดมาก !!!!)   ลองดูนะครับ จุดประสงค์ไม่ได้ จะก้าวก่าย หรือ พาดพิงใคร แค่อยากได้ตัวอย่าง แจ๋วๆ และทำอย่างไร หลายๆ ตัวอย่างนะครับ
#58TeeMay 13, 2008
งานกรรมกร ตามหน่วยงานก่อสร้างต่างๆ ซิครับ แต่คุณต้องร่างการแข็งแรง ยกแบก, หามของหนัก (ราวๆ สามสิบ กกได้)    เช่น เข็มขัดเครื่องมือช่าง,  บันไดยาว 6,10,22,24 FTs  ,ปีนบ่ายขึ้นที่สูงๆได้  ทุกวันนี้ผมทำอยู่ ชม.ละ $22 ทำงานวันละ 10 ชม  สัปดาห์ละ  5 วัน
#59somchai1748May 13, 2008
ขอเข้ามาสนับสนุนข้อเสนอความคิดคุณศรรามด้วยคนครับ อดขำชีวิตที่คุณศรรามแต่งขึ้นมาไม่ได้ สมชาย
#60SornramMay 13, 2008
โอวแม่เจ้าชีวิตกรรมกรที่นีช่างต่างจากจับกังเมืองไทยสุดกู่ เมืองไทยวันละ 200 บาท เต็มที่ ทำ 26 วัน = 5200 บาท  กินอยู่ เดินทางไม่ต้อง เพราะไปสร้างบ้านพักชั่วคราวใกล้ที่ทำงาน Labour Canada ทำชมละ 22 x 10 x 20 วัน = $4400  ถือว่าสุดยอดนะถ้าเทียบกับเมืองไทย ทำไม่ไหว ทำมันครึ่งๆ ก็ได้(วะ) เหลือ $2200 ก็พออยู่ได้ละ หักภาษี EI เหลือสัก $1800 ก็เอาแล้วนะ เขาจำกัดอายุไหมเนี่ย ส่วนใหญ่ทำได้ถึงอายุเท่าไรครับคุณ Tee ผมว่าสัก สี่ ห้า สิบ ก็เริ่มไม่ไหวแล้วนะครับ 30 kgs นี่สบายครับ แต่ยกได้แป๊ป เดียวนะ ยกบ่อยๆ ก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ
#61TeeMay 14, 2008
อ้าว  พูดไปไม่น่าเชื่อ  คานาเดียลที่ทำงานกับผม อายุ ห้าสิบ หกสิบ เจ็ดสิบก้มี  งานเช่นนี้ไม่ต้องคิดมาก ร่างกายแข้งแรง สมองปลอดดโปร่ง
#62di_annMay 14, 2008
;) ― ― ดิฉัน ยกตัวอย่าง เก่าๆ ที่หลานคน ที่เป็นแฟน สมาชิก เวปบอร์ดนี้คง ได้เคย ผ่านตา อ่านบ้างไปแล้ว  ใครเคยอ่านเรือ่ง first of landing ของ Diann ก็ อย่างเพิ่งเบื่อ เอา หนังเก่า มาฉาย ซ้ำ นะคะ  แต่ เนื่องจาก ดิฉัน ขอ คิดเอาเองว่า คุณศรรามคงไม่เคยอ่าน ตัวอย่าง นี้ เลยขอ เขียนให้อ่าน แบบ คราวๆ คะ ขออนุญาติ ยกตัวอย่างตัวเอง ดิฉัน ไม่แน่ใจว่า ความหมายของคุณศรราม ที่ว่า ได้งานดีๆ ทำ เนี่ย ทำไง ครับ ใช้เวลากี่ปี คือ ต้องเป็นงาน เคยทำ หรือ เคย ประสบความสำเร็จใน มุ้ง หรือในเมืองไทยรึป่าว ถ้า ไม่ใช่ และแค่หมายถึง งานดีๆ ที่ทำแล้ว ภาคภูมิใจ ในงานที่ทำ มีรายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ได้ นั้น ในความหมายเดียวกัน    เพราะด้วยความตั้งใจแรกตั้งแต่ มา land เลย รู้ว่า ต้องฝึก และพัฒนา ภาษาอังกฤษ อีกเยอะ แม้จะ เรียน และและทำงาน กับบริษัท ที่นายเป็นต่างชาติ ใช้ภาษาอังกฤษ ที่เมืองไทยมา แต่พอต้องมาใช้จริงแล้ว ช่วงเดือนแรก ที่มา รู้เลยว่า ภาษาอังกฤษ ที่คิดว่า ตัวเองแน่ๆ มันยังใช้ไม่ได้    มีโอกาส ได้ interview ในสายงานเดิม หลังจากส่ง resume ไป ได้ สองอาทิตย์เ ที่มาถึงตั้งแต่ มา land ก็ยังรู้สึก ประหม่า และคิดว่า ถ้า ผ่านได้ไปทำในสายเดิม คงอาจไม่ใช่ งานที่อยากทำ  เพราะจุดประสงค์ ของการมาของดิฉัน คือ อยากมาหาอะไรใหม่ๆ ให้ชีวิต เริ่ม งานแรกดิฉัน เริ่มทำงาน ร้านอาหาร(ไม่ใช่ร้านอาหารไทย) เพราะ คิดว่า ถ้าตั้งใจ อยากฝึกภาษาอังกฤษ ก็ควร ทำงาน ที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย ตอนนั้น คิดเพียงแค่นั้น  พอ งานที่สอง ก็เป็นงานร้านอาหารอีก  และงานที่สาม part time ก็เป็นงานร้านอาหาร ทั้งสามร้านที่ทำ ล้วนไม่ใช่ร้านอาหารไทย ไม่ใช่ ดูถูก นะคะ    แต่เนื่องจาก ดิฉัน มีเป้า ที่มุ่งมั่นคือ ต้องทำงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อ พัฒนาตัวเอง รวมทั้ง  โอกาส และจังหวะ ที่ เดินเข้าไป  จนปัจจุบันก็ยังทำ อยู่ คะ ดิฉัน ขอใช้คำว่า อาชีพ ดีๆ อาชีพหนึ่ง ที่ภูมิใจคะ ในขณะที่ทำงาน ไม่ได้ เรียนอะไรเพิ่มเติม เพื่อหางาน อื่นเลย    ซึ่งทำงานไปได้ซักพัก คงเข้าตากรรมการ ร้านอาหาร ส่งดิฉันไป เข้า panel interview กับ management team และส่งเรียน จ่ายค่าเล่าเรียน และจ่ายค่าแรง ขณะเข้าไปนั่งเรียน ร้านอาหาร ส่งเรียนตามหลักสุตร  ทำงานไปเรียน ไปเรือยๆ  จนปัจจุบัน  ก็ยังมี หลายๆ คอร์ส ที่บริษัท ต้องส่ง ดิฉันไปเรียน มาอีกเป็น หางว่าว ที่ต้องไป เรี่ยน ให้ครบ    ถ้าจะถามว่า อาชีพ พนักงงานร้านอาหาร เป็นอาชีพ ที่ดีๆ มั้ย ถ้าถามดิฉันส่วนตัว ที่ บังเอิญเป็นมนุษย์ ที่โชคร้าย ยังต้องค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ ว่า อยาก ทำอะไร เป็นอะไร  ใช้ชีวิต ค่อนข้างประมาท ในสายตาผู้ใหญ่ บางท่าน   พนักงงานร้านอาหาร  เป็นอาชีพ ที่ท้าทาย สนุก มันส์ ดี ต้อง เรียน จิตวิทยา ในการบริหารคนร้อย ชาติ เผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะในแคนาดา Multiculture.   ยิ่งถ้าเคย ทำอาชีพ ที่คนละขั้ว มาก่อนในอตีต คิดว่า จะยาก แต่มันกลับทำให้ง่ายขึ้น ในการทำอาชีพ ที่ต่างไป เอา งานในอดีต มา ประยุกต์ กับงานปัจจุบัน ทำให้ทำงานได้ ง่ายและคล่องขึ้น เข้าใจ ธรรมชาติ ของงาน ธรรมชาติของมนุษย์  ได้ง่ายขึ้น และโอกาส อันหนึ่ง ที่ ทำอยู่ทีเมืองไทย ไม่เคยได้รับมาก่อน เพียงแต่เคย เห็นและได้ยิน คือ การซื้อตัว ไปทำงาน ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ตัวเองจะมีวันที่ มีนายจ้าง สองสามรายมายื่นโอกาสให้ ในขณะที่ตัวเอง นั่งอยู่กับที่  มีคำนี้ด้วย ก็บังเอิญ อีกแหละ ได้มีโอกาส รับโทรศัพท์จากทั้งภายในบริษัท และ บริษัทคู่แข่ง ทาบทาม ให้ไปทำ กับร้านอื่น ด้วยข้อเสนอ ที่เราใช้คำว่า โก่ง ค่าตัวได้ เล่นตัวได้ :o  ซึ่ง ก็ไม่รู้ว่า ถ้า ยังคงเป็นวิศวกร อยู่ที่เมืองไทย จะมีวันนี้มาถึง กับเค้าเมื่อไหร่   ไม่ใช่ จะออกมาบอกว่า ตัวเอง เก่ง หรือ แน่ อะไร แต่ แค่อยาก จะ เป็นกำลังใจให้ กับ ทุกคน ที่ ไม่ว่า กำลังทำอะไรอยู่ จะเรียน จะ ทำงาน ไม่ว่า งานอะไร จงภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ แต่ ถ้า ดูถูกงาน ไม่ รักในงานที่ทำ ไม่ว่า จะ part time หรือ full time ก็ อย่า ฝืน ทำเลยคะ เนื่อย ทั้ง ตัวเอง และ นายจ้าง และเพื่อนร่วมงาน ในทุกวันที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมัน มีประสบการณ์ แปลกใหม่ ให้เข้ามาสัมผัส ทุกวัน  อยู่ที่ คุณจะคิด จะ มองให้ สนุก กับ วันของคุณ มากน้อยแค่ไหน เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าจะถาม ณ วันนี้ ดิฉัน ยังสนุก กับอาชีพ พนักงงานร้านอาหาร  แต่ ถ้ามาถาม อีกที พร่งนี้ หรือ อีก สองอาทิตย์ อาจ มีอะไร ใหม่ ๆ ท้าทายให้ไปลอง อีก อนาตตคนเราไม่แน่นอน  อยุ่ที่วันนนี้ คุณสนุกกับการ ใช้ชีวิตของคุณแบบ ไหน เท่านั้นเอง ;) ความสำเร็จ ไม่ได้วัด ที่คุณมี ตำแหน่ง ใหญ่โต มีเงินเดือนเอยะ แค่เพียงอย่างเดียว  แต่วัดที่ คุณ มีความสุข กับสิ่งที่คุณ กำลังทำ มากน้อยแค่ไหน Have a good luck
#63SornramMay 14, 2008
อืม ต้องโทษทีที่ทำให้คำถาม คลุมเคลือ คือ ที่ผม หมายถึง งานนั่งโต๊ะ ทั่วไปเมืองไทย นะครับ งานสบายหน่อย รายได้พออยู่ได้ หรืองาน ที่ละม้าย คล้าย ที่ เคยทำที่เมืองไทย นั่นหล่ะ     แต่ไม่ใช่หมายความว่างานร้านอาหารไม่ดีนะ ที่อยากทราบ คือ อยากรู้ และ อยากให้ใครที่หวังงาน สบาย ๆ อย่างที่เคยทำที่เมืองไทย เข้าใจครับ ยก ตย มาได้เลยครับ ยินดีรับฟังทุกอาชีพครับ และยินดีกับความสำเร็จทุกคนครับ   อย่างผมทำเป็น unix admin / support ที่ไทยเงินเดือน สี่ห้า หมื่น อยู่ได้แล้ว ครับ ส่วนที่โม้ว่าเป็นแสน ๆเป็นเพราะ ตอนนี้ได้มาทำกิจการส่วนตัว แล้วเนื่องจากคุ้นเคยลูกค้าที่เมืองไทย และเขายังไว้ใจให้เรารับใช้ ทุกวันนี้ก็ต้อง ครับ สวัสดีครับ (และ อื่นๆ) เพื่อให้ได้กะตังค์ มานะครับ   นี่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจนะ ว่าถ้าผมจะเอาจริงๆ มันต้องได้ เด้ งาน unix admin มีเป็นกระตั๊ก แต่ต้องเพิ่ม skill ให้มัน match กับ Canadian Standard แต่คงต้องใช้เวลาเรียนและปรับ อีกพอสมควร คาดว่าเป็นปีหรือถ้าดวงเฮง ก็หกเดือน แต่คิดไปคิดมาไม่เอาแล้วดีกว่า เป็น chicken กลับไทยก็ได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย เสียดายเงินกะเวลา เกิดฟลุ๊กๆ ได้ 7000-8000 $ ที่นี่ ยังไม่ happy เลยครับ .... บ้าจริงๆ ผมเนี่ยตั้ง 8000 ยังไม่เอา     ส่วนแฟนผมเป็นตายร้ายดี อย่างไร ไม่มีทางทำแน่ครับ งานร้านอาหาร หรือ อะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ตรงกับที่ตัวเองเคยทำ เพราะเธอชอบงานปัจจุบัน ของเธอมาก แต่ปัญหาคือ Canada ไม่สนใจเรื่องจะเทียบวุฒ หรอก ต้องเรียนใหม่ อีกสาม สี่ ปี ใครจะเอา ( วะ )
#64di_annMay 14, 2008
― ― :) ก็อย่างที่เคยบอกหละคะ คุณศรราม ถ้า ยังถอดหัวโขนที่เมืองไทยออกไม่ได้ ก็ อย่ามาเลย ที่นี่ เหนื่อยตัวเองปล่าวๆ และดีใจด้วยคะ ที่ค้นพบ ตัวเองเร็ว ภายใน เวลาอันสั้น  เพิ่งมา land เมื่อ April  2008 นี้ใช่มั้ยคะ คิดซะว่ามาเที่ยว ก็แล้วกันคะ จะได้ รู้สึกไม่เครียด ในการ หาอาชีพ และ หารายได้ ตาม ที่ต้องการ ไม่ได้ ซักที และยิ่ง ยิ่งบวกกับ มีคอรบครัว ที่มาลูกเล็กด้วย ความเครียด และการเร่งรีบในการหาอาขีพหา งาน คง เพิ่ม ทวีคูณ สังคมในแคนาดา ต่างกับ เมืองไทย ในเรื่อง ของ การแบ่งชั้น ประเภทของงานที่ทำ น้อยกว่าเมืองไทย มาก แต่ใช่ว่าไม่มีเลย เด็กในแคนาดา ไปโรงเรียน สามารถ พูดได้เต็มปากว่า พ่อฉันทำ อาชีพ cleaning ในขณะ ที่ ถ้าเป็นในเมืองไทย เด็กอาจไม่กล้า พูดว่า พ่อทำงานอะไร เพราะ ถูกสั่ง สม และสังสอนมาว่า ต้องเรียนสูงๆ สอบเข้ามหาลัย รัฐ คณะ ดีๆ ทำงาน ดีๆ (เพิ่งรู้ว่า งานดีๆ ต้องนั่งโต๊ะ อย่างเดียว ;D แหม ตอนเป็นวิศวกร ต้องเขียนแบบ และไปยืน ตะโกน คุมงานกลางไซด์งาน กับคนงานผู้ชาย บึกๆ เป็นร้อยๆคน ไม่ใช่ ทำงานดีๆ มาแต่แรก นี่เองเรา  :D  +++) ด้วยการ ถูกสั่งสอน การฝังหัว วัฒธรรม แตกต่าง ก็เลยอาจทำให้ ไม่เข้าใจ สถานที่ เป็นเรื่องปกติ คะ Enjoy a little things in life ....for one day You'll look back and realize.. They were the Big things...
#65SornramMay 14, 2008
แหะๆ อย่าลืมนะครับว่าวันนึงถ้าทำงานเมืองไทยเป็น วิศวกร ก็ต้องมาบริหารครับ ไม่ใช่ทำแต่งาน field อย่างเดียว จริงๆ ผมเอง ก็จบมาทางด้าน วิศวกรรม(กร) สาขาไฟฟ้า Low voltage แต่บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบงานประเภทคุมก่อสร้าง งานโรงงาน หรือ อะไรที่มันต้องลุยๆ ครับ  นี่คือสิ่งที่ผมค้นพบของผม และทุกวันนี้ ถ้าเลือกได้ ไม่ทำครับ งานประเภทนั้น     ไม่ได้บอกว่างานนั่งโต๊ะ คืองาน ดีๆ ครับ แต่มัน คือ งาน บายๆ (ถ้าเทียบกันแล้ว จริงไหม)     ************* อย่าลืมมา เม้นต์ กันแยะๆ นะครับ  ******************* เรื่องหางาน
#66ThaigirlMay 14, 2008
มิถุนายน 1995 - ปริญญาตรีเืมืองไทย ประสบการณ์ทำงาน 2 ปี 2 เดือน ภาษาอังกฤษแย่ถึงแย่ที่สุด เงินในธนาคารรวมทุกบัญชี 2 พันเหรียญ จำนวนเพื่อนศูนย์ ความรู้สึก..ตื่นเต้น ระยะเวลาที่ได้สัมภาษณ์งานออฟฟิสครั้งแรก2 เดือน (งงเหมือนปลาช่อนถูกทุบหัว)ระยะเวลาที่ได้ทำงานครั้งแรก3 เดือน (เจนเนอรัลเบ๊ํ – ทำแค่ 1 สัปดาห์) ระยะเวลาที่ได้งานประจำครั้งแรก 1 ปี 3 เดือน (จัดเอกสาร คีย์ข้อมูล)ระยะเวลาที่ได้ทำงานเฉพาะทางครั้งแรก2 ปี 3 เดือน (คอมพิวเตอร์โอเปอเรเตอร์)ระยะเวลาที่ถูกเลย์ออฟครั้งแรก 6 ปี 11 เดือน (AS/400 admin)ระยะเวลาที่ได้งานอีกที 7 ปี 2 เดือน (AS/400 admin)ระยะเวลาที่ตกลงใจไม่กลับไปอยู่เมืองไทย8 ปี 9 เดือน (Desktop support)ระยะเวลาที่อยู่ในแคนาดา12 ปี 11 เดือน(Trading support)             พฤษภาคม 2008 – ความรู้ปริญญาตรีเมืองไทยเหมือนเดิม ประสบการณ์ทำงาน 13 ปี 7 เดือน ภาษาอังกฤษพอเอาตัวรอดได้ เงินในธนาคารบัญชีกระแสรายวัน 3 พันเหรียญ จำนวนเพื่อนหลายคน ความรู้สึก..เติมเต็ม
#67PennyMay 14, 2008
^ โห ท่าน อ่านแล้วรู้เลยว่าเราวัยใกล้เคียงกัน  ตอนที่เข้าบอร์ดนี้ใหม่ๆ คิดว่าอาวุโสกว่าเราเสียอีก อย่าว่ากันเลยนะที่คิดว่า อาวุโสว่าเรา คือเรามักจะให้เกียรติและแอบชื่นชมคนที่กล้าตัดสินใจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่อายุน้อยๆ (ไปอยู่แคนาดา)  เพราเราเชื่อว่า อย่างน้อยท่านทั้งหลายก็มีอาวุโสทางด้านความคิด และการตัดสินใจมากกว่าเรา เพราะฉะนั้นที่นึกว่า อาวุโสกว่าเรา ก็ด้วยประการละฉะนี้แล อย่าโกรธกันน้า  ;)
#68Mini MeMay 14, 2008
จบตรีปี 2000 จากสถาบันที่มีรถไฟผ่านกลางคณะ ก่อนหน้าจะย้ายมาแคนาดา ทำงานตำแหน่ง Training Manager สายการบินแห่งสามชาติขั้วโลกยุโรป เดินทางบ่อย งานดี บริษัทดูแลพนักงานดีมาก ได้ท่องเที่ยวพบปะผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ฯลฯ ต้นปี '04 มาถึงแคนาดา แต่งงานและขอพีอาร์ที่นี่ รออยู่ปีกว่ากว่าจะได้ work permit อยู่บ้านว่างๆ ก็เลยไปเรียนภาษาอังกฤษแถวบ้านแต่สอบผ่านเกินระดับเลยเรียน Academic Writing แล้วก็เรียนภาษาฝรั่งเศสกับเรียนภาคค่ำ เพราะยังไม่มีเอกสารเลยเรียนแบบมีเครดิตไม่ได้ ปลายปี '05 หลังจากได้ work permit ได้งาน contract จากพี่คนไทยมาโพสในนี้ ทำ data entry / translation ให้บริษัทข้ามชาติแถวบ้าน งานสบายไม่เครียด ยังคงเรียนภาคค่ำอยู่ ต้นปี '06 ได้พีอาร์ เสร็จงานและเรียนจบ certificate นึง ก็เลยกลับไทยเพราะไม่ได้กลับมาสองปีแล้ว ก็เลยติดต่อนายเก่าเพื่อทำ project จบ ของ certificate ที่สอง (งานนี้ได้เงินด้วย งานออกแนว consultant เอามาใส่ใน resume ภายหลังเป็นผลให้ได้เรียกสัมภาษณ์งานที่แบงค์สีแดง) ปลายปี '06 ได้งาน contract ที่บริษัทข้ามชาติแห่งเดิม แต่ตำแหน่งใหม่ดีกว่าเดิมหน่อย ไม่ต้องทำเองแล้ว แค่ดูแลคนอื่นให้ทำงานให้เสร็จตามที่โปรเจคกำหนดไว้ เริ่มเรียน certificate ที่สาม ต้นปี '07 ได้งานสายตรงกับที่เคยทำที่เมืองไทย ตำแหน่งเล็กกว่าเดิม ไปทำได้ไม่เท่าไหร่บริษัทข้ามชาติแห่งเดิม เรียกกลับไปทำงานประจำ เลยตอบรับแล้วมาเริ่มงานประจำด้าน HR scope กว้างกว่า Learning Development ที่เคยทำ สังกัด corporate office ดูแลแต่งานตัวเองเป็นโปรเจคไป งานเป็น strategy มากกว่า operations ช่วงหางานส่งใบสมัครเป็นพันๆ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ให้ส่งใบสมัครทางเว็บ สัมภาษณ์งานเป็นสิบๆ ที่ เกือบได้อยู่หลายหน ถอดใจไปก็หลายที
#69SornramMay 14, 2008
ต้องขอโทษที่อยากออกความเห็น หน่อยนะครับ อันนี้ไม่ได้ว่าใคร หรือ ระบบ แต่อยากถามว่า ที่แคนาดา การทำงานอะไร แล้วภูมิใจ กล้าเปิดเผย ก็เป็น สิ่งดี แต่ผมกำลังคิดว่า ถ้างานใช้แรงงานทั้งหลาย ทำไป มีรายได้ดี งี้ก็ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ ร่ำเรียนให้จบสูงๆ ไปก็ไม่มีประโยชน์ รายได้ก็ใกล้เคียงกัน ต่างกันแค่งานนั่งโต๊ะ หรือ professinal job สบายกว่าเท่านั้น ส่วนงานอื่นๆ อาจต้องเหนื่อยไปเรื่อยๆ (ซึ่งถ้าทำไปสักพัก คงอยู่ตัว เริ่มไม่เหนื่อย ) อนาคต ลูกหลาน เหลน โหลน ที่นี่จะเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ แน่นอนครับ ก็ระบบมันเป็นอย่างงี้นี่หว่า
#70ChinookMay 14, 2008
คุณศรรามถูกต้องนะคร้าบ ถ้าผมเกิดที่นี่ โตที่นี่ ผมคงไม่เรียนสูงเป็นสุนัขหรอกครับ จบเกรดเก้า ต่อ technical college ออกมาทำมาหากิน สี่ห้าปี มีเมีย มีลูก มีบ้านหลังใหญ่ๆ อยู่เมืองเล็กๆเงียบๆ มีกระท่อมในป่า มีรถ RV ออกตกปลาตีก๊อฟ Life style อย่างเนี้ยทำได้ตั้งแต่อายุ 25 แล้วครับ
#71SornramMay 15, 2008
อืม แล้ว ตอนสมัคร PR เอาคุณวุฒิสูงสูง มาตำน้ำพริก หรือไงครับ ถ้าจะให้ดี ตอนสมัคร PR คนที่จบไม่สูง (ลุยๆ ซึ่งน่าจะสำเร็จมากกว่า) น่าจะได้คะแนนมากกว่านะ หรือเขา กลัวอพยพกันมาทั้งเมืองจีน เลยก็ไม่รู้ เลย screen ซะคุณวุฒิดีๆ แต่มาทำงานที่ไม้ต้องใช้ความรู้ก็ได้ (คืองานที่คนแคนาดาจบ มัธยม ก็ทำได้ นั่นหล่ะ) เอ้าสงสัย ประเทศนี้ขาดแรงงาน แต่อยากได้ คนจบ ตรี โท เอก มาเป็น เลเบอร์ บ้า...........อย่างงี้เรียกลวงโลกหรือเปล่า
#72Mini MeMay 15, 2008
เราว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินน่ะค่ะ อยู่ที่ว่าอยากทำอะไร ชอบทำอะไรมากกว่า ที่นี่ไม่ใช่สังคมปากกัดตีนถีบแบบเมืองไทย คนรายได้น้อยที่นี่ไม่ได้รายได้น้อยจริงๆ เพียงแต่รายได้น้อยกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง จริงๆ อยู่เมืองไทยเรียนจบม.สามแล้วต่อเทคนิคแล้วก็ทำงานเป็นช่างก็อยู่ได้เรื่อยๆ คนรู้จักเราก็เป็นแบบนี้ ทำอยู่ NPC ตอนนี้เป็นของปตทไปแล้ว ก็อยู่ได้เรื่อยๆ เงินเดือนหลายหมื่น ไม่ได้จบตรีโทอะไรกับใครเค้า บ้านอยู่ระยอง บริษัทมีรถรับส่ง ฯลฯ เรื่องพีอาร์ไม่รู้จะตอบยังไง จริงๆ แล้วดีมานด์สำหรับงานออฟฟิศก็มีเยอะ (อาจจะไม่ได้เยอะเท่าที่รับคนมา) คนที่มาใหม่ๆ บางที พูดภาษาไม่คล่อง วัฒนธรรมก็ต่างกัน แล้วที่นี่รับแล้วจะให้ออกก็ลำบาก บริษัทส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอยากจะเสี่ยง แล้วบริษัทที่นี่ไม่ค่อยเทรนคน นอกจากจะเป็น entry-level ที่เห็นจะเทรนกัน ตำแหน่งอื่นๆ รับมาก็อยากให้ทำงานได้เลย ถ้าพูดรวมๆ ก็อยากจะตอบคล้ายๆ ที่คุณ AST เคยตอบไว้ว่างาน professinal job มีเพดานเงินเดือนสูงกว่างานใช้แรงงานถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นรายได้ใกล้เคียงกัน แต่พอนานไปหากไม่เปลี่ยนไปทำกิจการของตัวเองก็ตัน เช่นเป็นเด็กเสิร์ฟหรือทำงานบาร์ เดือนละสี่ห้าพันเหรียญ take home มีจริง แต่นั่นก็คือแทบจะสุดเพดานแล้ว ไม่โตไปกว่านี้แล้ว นอกจากจะไปลงทุนเปิดร้านอาหารหรือเปิดบาร์ของตัวเอง เป็นช่างไฟหรือช่างอะไรก็เหมือนกัน แต่ถ้าทำงานประจำ สมมุติว่าได้เป็นผู้บริหาร รายรับปีละหลายแสนก็เป็นไปได้ ถ้าไปเปิดบริษัทตัวเอง ก็มีสิทธิ์ได้เป็นล้าน เรื่องนี้จริงๆ เราว่าประเทศไหนๆ ก็เป็นเหมือนกัน เพียงแต่ที่นี่ค่าครองชีพสูง อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าพอคิดเป็นเงินไทยก็เหมือนจะเยอะ ก็เท่านั้นเอง
#73di_annMay 15, 2008
:)  ― ― ก็เห็นด้วยนะคะ เรื่องทำไปเรื่อยๆ อายุถึง คุณวุฒิ ประสพการณ์ได้ ความสามารถได้รึป่าวไม่รุ้ ด้วยการเวลาพาไป ก็ อาจได้ มาทำงานในส่วนบริหาร ดิฉันเริ่ม เป็นวิศวกร ตอนอายุยี่สิบสอง  เด็กสุดในแผนก ถอนหงอกผู้ใหญ่ ไปเยอะ เพราะความปากกล้าไปหน่อย เอาเหตุผลเป็นที่ตั้ง  มากไป    ทำงานตรงไปตรงมา ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด  แต่กลับโดนมองว่า ดื้อแพ่ง  หัว แข็ง ไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่   เป็นงั้นไป มันน่าเบื่อ  ไม่ได้มองที่ผลงานเลยว่า แต่ละโปรเจค ทำกำไรให้บริษัท เท่าไหร่    อีกอย่าง ความที่เป็นผู้หญิง ทำงานคุมคนงาน กว่า จะ ทำให้ ผู้ชายทั้ง ไซด์ งาน ที่มี ทั้งรุ่น พ่อ รุ่น ลุง รุ่น น้า ยอมรับมานั่งฟังคำสั่ง ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย   แต่พอทำให้ เค้ายอมรับได้แล้ว ทำงานมันส์ และสนุกขึ้น   แต่บอกได้ว่า เป็นงานที่ สนุกมาก ไฝ่ฝัน อยากทำ และได้ ทำแล้ว  :D  ที่ต้อง อิ่ม กับอาชีพ ตรงนั้น เพราะเริ่มไม่สนุก กับการที่ต้องให้ คุณแม่ มานั่งคอยโทรเช็ค ทุก สองชั่วโมงเวลาไปคุมไซด์ งานตามต่างจังหวัด หรือไปนั่ง เมากับคนงานในไซด์งาน :-X ไม่ได้ อิ่ม เพราะรู้สึกว่า งานมันลำบาก อะไร เพราะเป็นคนที่เต็มที่ และสนุกกับงานทุก ชิ้น ทุก อาชีพ ที่มีโอกาสได้ทำ :-* แต่ถ้า หมด สนุกแล้ว จะ หยุด ทันที เพราะรู้ว่า ถ้าหมด ความสนุกแล้ว จะทำ ด้วย เหตุผล เพราะเงิน ไม่ใช่ เพราะ ความสุข กับการได้ทำ อย่างที่คุณ Mini me บอกหละคะ คนบางคนไม่ได้ ทำงานเพื่อ เงินอย่างเดียว ดิฉัน ก็ เป็น หนึ่งในนั้น ใช่ว่า ไม่สำคัญ ใช่ว่า รวยแล้ว เพียงแต่ ดิฉันเลือกเอา ความมันส์ เป็นที่ตั้งมากกว่า บอกตามตรงคะ ทำงานเมืองไทย ระบบ อาวุโสมันเยอะ กว่าจะไต่ ไปได้ ไม่รู้ มองกันที่ ความสามารถ หรือ คนของใคร  กว่าจะ ขึ้นไปถึง ตรงนั้น สิ่งที่เป็นพื้นฐานการคัดเลือก คือ วุฒิการศึกษา (ปริญญาอะไร นอกหรือในประเทศ ) ดูดิ นามสกุลอะไร  อายุ อาวุโสขนาดไหน  ก่อน ที่จะมานั่งมอง กัน ที่ความสามารถ  ว่า มีโปรเจคอะไร ทำสำเร็จมาแล้วบ้าง ส่วนคนที่ ทำงานเป็น ก็ นั่งทำงานกันต่อไป ทำตามคำสั่ง จะออกความเห็น อะไรไป ไม่รู้ จะมีใคร มานั่งสนใจฟังป่าว  ??? แต่ก็ ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ได้อยู่เมืองไทย  คงไม่ได้ ไปเจออะไรแบบนั้นอีก ยกเว้นว่า อาจฟลุค บริษัท อาจส่งไป ประจำที่ประเทศไทย อันนั้น อาจเป็นอีกเรื่อง :D ที่ชอบ ระบบที่นี่ ทำงานสบายใจ พูดกันตรงไปตรงมา  ชอบไม่ชอบ ก็ ซัด กันในที่ประชุมให้จบ หัวหงอก หัวทำ หัว โล้น  ไม่ต้องมานั่ง ดูว่าควร เกรง ใจ เพราะตำแหน่ง ใหญ่กว่า อาวุโส ทำงานมานานกว่า หรือ อายุ มากกว่า     อย่างหนึ่ง ที่เห็นๆ คือ เอาเหตุเอาผล เป็นที่ตั้ง ไม่ได้ ใช้ระบบ อาวุโส หรือ คนของใครหรือ ทำงานมานานแค่ไหน    :( ทำงานที่นี่สบายใจในเรื่อง อายุ มาก อายุน้อย ไม่สนใจ อาวุโส ไม่เกี่ยว มามองกันที่ ผลของงาน มันชัดกว่า ดิฉันใช้เวลา ก้าว กระโดด มายืนตรงตำแหน่งปัจจุบันด้วยเวลาทำงาน 4 ปี  เริ่มต้นจาก การเป็น cashier  อยู่ 5 เดือน ― ― ของอย่างนี้ แล้วแต่ มุมมองคะ เพราะ หลายประเทส โดยเฉพาะแถบเอเชีย จะเป็นซะเยอะ  แบบ เรียนเก่ง คะแนนดี เก่งวิชาการ ชอบส่งเสริมให้เรียน แบบ ความรุ้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ซะเยอะ ประเทศแถบตะวันตก ประชากร ส่วนใหญ่ ความรู้ทางวิชาการไม่ค่อยมี  สู้ คนเอเชีย ฉลาดๆ ไม่ได้  คนที่นี่ตั้งแต่ สม้ยอดีต จนปัจจุบัน มัก ทำงานกันตั้งแต่เด็กๆ ทำไปเรียนไป สะสม ประสบการณ์ ทำงานควบคู่กับการหาความรู้ทางด้านวิชาการไปด้วย ดิฉันเลย ขอ คิดเอาเอง ว่า การที่ canada รับ immigrant สมองดีๆ เข้ามา ใช้แรงงาน คงเป็นการ ทำแบบ กฎหารคัดเลือกเมล็ดพันธุ์    เลือก เมล็ดพืชที่ดี นำ มา ปลูกรวมกัน    แล้วทำการคัดแยกพันธู ด้วยวิธีง่ายๆ คือ   เมล็ดไหน ปรับสภาพได้ ก็ อยุ่ได้ เติบโตได้  เมล็ด ไหน จะงอกได้ไม่ได้  แข็งแรงไม่แข็งแรง จะเติมโต อยุ่รอด ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน  ที่จัดให้ได้แค่ไหน นั้น เป็นอีกเรื่อง แต่ที่สำคัญ เลือก เอาสิ่ง ดีๆ เข้ามาก่อน พื้นที่มันเยอะ คิดในแง่ดี ช่วย แชร์ ประชากร จาก ประเทศที่แออัด ใส่ความเห็นส่วนตัวไปซะเยอะเกือบลืม ตบท้าย ด้วย life after landing ปัญหาที่เจอ ก็มี คือ ด้วยความที่ เราเป็นคนไทย จะมีคำว่า ขี้เกรงใจ  และ ความมีน้ำใจ ติดมาในสายเลือดคนไทย ทำให้ ต้องทำงานหนัก กว่า ชาวบ้านเค้าหน่อย ตรง เกรงใจ ทำมันเอง ซะก็แล้วกัน  หรือ ใคร ฝากทำงานอะไร ก็ ทำๆ ช่วยๆ นิดหน่อยไม่เห็นเป็น ไร ก็เลย ต้องทำงานเยอะหน่อยเท่านั้นเองคะ ถ้าตัดนิสัย ขี้เกรงใจ ออกได้ มากขึ้น ชีวิตจะทำงานสบายขึ้น อย่างที่ฝรั่งชอบใช้คำว่า It is not my business  ไม่ใช่ งาน ตู ไม่ทำให้หรอก อะไรประมาณนั้น
#74PennyMay 15, 2008
― ― เห็นด้วยกับคุณไดแอนอย่างมาก  ตัวเองก็เจอลักษณะคล้ายๆ กัน ก็ไปไม่ถึงไหนซะที เพราะความเป็นคนตรง ขวานผ่าซาก แล้วก็ลุยๆ มองเห็นผลประโยชน์ส่วนรวม (ของบริษัท) มากกว่าส่วนตัว ทำให้ไปปัดขาปัดแข้งคนอื่น หรือเป็นที่อิจฉาโดยไม่รู้ตัวเพราะเจ้านายค่อนข้างเอ็นดู เนื่องจากเราเป็นคนทำงานจริงจัง ไม่ชอบทำไรเล่นๆ ไปวันๆ หลายครั้งโดนแกงค์มาเฟียในที่ทำงาน (พวกที่ชอบเกาะกลุ่มเป็นเพื่อนซี้ เพื่อนกินกัน เพื่อหวังเอาอำนาจกลุ่ม หรือการเมืองในบริษัท มาต่อรองกับผู้บริหาร) แกล้งต่างๆ นาๆ ให้ทนไม่ได้จนอยากลาออกหลายหน เพราะดันไปเขี่ย เจอปมคอรัปชั่นของใครบางคน บางแผนกในบริษัทก็มี  เราจึงเบื่องานออฟฟิศที่เมืองไทยมาก หลังจากทำมา 15 ปี จึงตัดสินใจลาออก มาทำธุรกิจส่วนตัว  ถ้าอยากมาอยู่แคนาดาแล้วจะให้กลับไปทำงานออฟฟิศอีก บอกตรงๆ เลยว่า คิดหนัก เพราะมันอิ่มกับลักษณะงานแบบนั้นแล้ว นอกเสียจากว่า ลองไปทำดูแล้วชอบ style การทำงานแบบแคนาเดียน ก็อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จริงๆ เราเห็นด้วยกับหลายๆ คนในนี้ การทำมาหาเลี้ยงชีพที่สอดคล้องกับ self ของคุณ มักจะทำให้คุณแฮปปี้ แต่ถ้าทุกวันตื่นเช้ามาแล้วไม่อยากไปทำงาน จนถึงจุดหนึ่งก็ต้องลาออก เหมือนที่เราและหลายๆ คนเป็น นอกจากเสียว่า คุณจะยอมขมขื่นกับชีวิตในที่ทำงานต่อไป เพราะ คุณมีครอบครัวที่ต้องแบกบนบ่า แล้วไม่กล้าพอจะตัดสินใจทิ้งรายได้เยอะๆ ไปเริ่มต้นใหม่ เกรงว่าครอบครัวจะลำบาก ซึ่งคุณก็มีเหตุผลของคุณ ไม่ใช่เรื่องผิด.. ขงแบบนี้มันแล้วแต่จริตของแต่ละคนค่ะ โดยส่วนตัว เรากลับชอบการบิรหารจัดการแบบแคเนเดียนมากกว่า ตรงที่เราไม่ต้องเรียนจบสูงมากๆ เพื่อเอาวุฒิไปหางานทำ เอาประสบการณ์การทำงาน มาเป็นตัวตัดสินกีกว่าว่า ใครน่าจะมีรายได้ และโอกาสในชีวิตมากน้อยต่างกัน... วัดกันที่ฝีมือไปเลย ไม่ใช่เส้นสาย หรือประเภทพวกมากลากไป ฝีมือฉันไม่มี แต่บังเอิญฉันเกาะอยู่ในกลุ่มนี้ ก็เลยได้อนิสงค์ไปด้วย....น่าเบื่อออออออออ.............
#75di_annMay 15, 2008
― ― ;)  Aha !!  นานๆ จะ เจอ พวก ขวาน (ผ่าซาก) เหมือนกัน  แบบ นี้ต้องบอกว่า welcome to the club....คะคุณ penny อ่านหลายข้อความที่คุณ post แล้วชื่นชม ใน attitude คะ  ขอให้รักษา ตรงนี้ไว้นะคะ ไม่ว่า วันไหน จะย้ายมาแคนาดา จะเจอกับอุปสรรค ในรูปแบบไหนก็ตาม  ??? จะยากจะง่าย แค่ไหน  ถ้าคุณ คงสภาพ attitude ที่มีอยู่ในตัวคุณในปัจจุบันนี้  ไม่เปลี่ยน ความเป็นคุณ จะพาคุณพบกับสิ่งที่คุณ ตั้งเป้าไว้คะ All the best wishes, าก คุณ พี่ nickle อิอิ จะปีนเกลียวไปมั้ยเนี่ยเรา  เห็นมายกให้ ใครมาแคนาดาก่อนเป็นอาวุโส  :D
#76PennyMay 15, 2008
จะพยายามค่ะคุณไดแอน .. แต่บางที ถ้าเกิดทนไม่ไหว เพราะรู้สึกมันมากเกินไป ก็มีหลุดลูกบ้า ลูกโหด จนอาจโดนตบปากโดยไม่รู้ตัวได้ขึ้นมาเหมือนกัน  ;D...
#77daJul 11, 2008
― ― Uncle Khing kha, At Walmart, I saw an Equate brand right beside Aveeno, but at half the price kha. You think it would work the same way? I read the ingredients, and they are almost identical. They just don't say how many per cent of each ingredient they use kha...