#1domechulaJun 18, 2010
สวัสดีคะ
ยังไม่ค่อยชินกับหน้าตาเว็บบอร์ดใหม่ แต่ดูออฟชั่นสำหรับโพสเยอะดีคะ ;D เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ไม่แน่ใจว่าโพสถูกห้องหรือเปล่า :-\ ดิฉันอยากทราบเรื่องการตั้งครรภ์ที่แคนาดา เข้าใจว่าที่ไทยจะแตกต่างจากแคนาดาอยู่หลายเรื่อง ดิฉันขอถามดังนี้คะ
1) ปกติคนแคนาดา/ immigrants อย่างเรา เค้ามีการเตรียมตัวปรึกษา GP ในเรื่องของ Pre-pregnancy เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตรหรือเปล่าคะ (อย่างที่ไทยไม่ค่อยมีเตรียมกัน พอตั้งครรภ์สัก 2-3 เดือนก็ไปฝากครรภ์กับหมอ โดยไม่ต้องนัดหรือมี referral from GP ได้เลย) เลยอยากทราบขั้นตอนนะคะ ว่าที่แคนาดาเค้าทำกันอย่างไร แล้วถ้ากรณีเพิ่งแลนด์ยังไม่ได้ healthcare card แต่จะมีการทำประกันครอบคลุมไว้จนกว่าจะได้รับ healthcare card (คาดว่าสัก3-4 เดือน) อย่างนี้ต้องไปที่ Walk-in Clinic ธรรมดาไปก่อนใช่ไหมคะ
2) ถ้ารู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้วสัก 1-3 เดือน ดิฉันควรยังต้องไปพบ GP ก่อนเพื่อขอ Referral หรือไม่ หรือสามารถไปพบกับ Obstetrician/ Gynaecologist ได้เลยโดยตรงโดยที่ไม่ต้องรอขอ Referral กับทาง GP คะ
3) Obstetrician ที่แคนาดามีหน้าที่ให้คำปรึกษา ในเรื่องของ Pre-pregnancy หรือเปล่าคะ หรือเป็นหน้าที่ของ GP เท่านั้น จนถ้าเราได้รู้ว่าเราตั้งครรภ์ GP จะรีเฟอร์เราให้ไปพบกับ Obstetrician/ Gynaecologist เอง (ได้ยินมาว่าบางประเทศ Obstetrician จะรับปรึกษา Pre-pregnancy สำหรับคนยังไม่ตั้งครรภ์ด้วย หรือบางประเทศจะรับแต่คนที่ตั้งครรภ์ก่อนแล้ว Obstetrician จะให้ไป Test สารในตัวแม่ว่ามีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือต้องเสริมทาน Supplements ตัวไหนในช่องตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ก็เลยอยากทราบว่าของแคนาดาเป็นขึ้นตอนแบบไหนนะคะ)
4) กรณีถ้าไม่มีคนแนะนำหมอประจำให้ในเมือง/จังหวัดที่อยู่ ดิฉัีนควรเสริทหาข้อมูลจากอากู๋ แล้วโทรไปถามทั้ง GP และ Obstetrician/ Gynaecologist อย่างเดียวว่าเค้ายังรับคนไข้(ฝากครรภ์) เพิ่ม ใช่หรือเปล่าคะ (คือได้ยินมาว่าหมอขาดแคลนที่แคนาดา) แล้วถ้าโทรไปแล้วเต็ม แบบไม่มีรับเพิ่ม เราควรติดต่อใคร ที่ไหนคะ
5) คนแคนาดา/ immigrants ส่วนใหญ่ฝากครรภ์กับ Obstetrician/ Gynaecologist หรือ Midwifery คะ อันไหนดูปลอดภัยกว่า(ได้ยินมาว่าส่วนใหญ่ฝากครรภ์กับ Obstetrician กัีนเพราะตอนใกล้คลอด Obstetrician จะรู้เทคนิคการคลอดดีกว่า Midwifery ถ้ากรณีถ้าแม่ไม่สามารถคลอดเองได้ Obstetrician เค้าจะทำได้ดีกว่า) ใช่หรือเปล่าคะ
6) ไม่ทราบว่า คนแคนาดา/ immigrants เข้าคอรส์เตรียมเป็นแม่พ่อกันหรือเปล่าคะ ได้ยินมาว่าควรที่จะเรียนตอนช่วงเริ่มตั้งครรภ์จนถึงเกือบคลอดกันเลย ทั้งแม่และพ่อ พอจะมีใครเคยเรียนหรือเปล่า แพงไหม ถ้าพ่อไม่ได้เรียนด้วย แต่แ่ม่อุ้มครรภ์ไปเรียนเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า เพราะพ่ออาจจะไม่ได้รับความรู้ในจุดนี้ถ้าไม่ได้เข้าเรียนด้วย เนื่องจากติดงาน แล้วมีใครที่ไม่ได้เข้าเรียนคอร์สนี้กันบ้าง แล้วสถานที่แบบนี้เค้าเรียนกันที่ไหน มีชื่ออะไรบ้างคะ หรือมีใครหาอ่านหนังสือเอาเองโดยไม่เข้าคอรส์นี้บ้างคะ
ถ้าคำถามยาวไปหน่อยหรือกำกวน ขออภัยด้วยนะคะ พอดีอยากทราบจากผู้รู้หรือผู้มีประสบการณ์นะคะ :)
ขอบคุณคะ
#2JJ_JenJun 18, 2010
เรื่องระบบบริการทางด้านสุขภาพ อ่านได้จากเว็บนี้ค่ะ http://www.hc-sc.gc.ca/index-eng.php
นอกจากการตั้งครรภ์ ยังมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจที่ประชาชนของประเทศแคนาดาควรจะรู้ด้วย...ลองอ่านดูนะคะ
ลองอ่านดูนะคะ เราว่าคำตอบที่คุณถาม มีอยู่ในนี้ค่ะ
#3domechulaJun 18, 2010
ขอบคุณคะคุณเจน :)
#5jeenaJun 20, 2010
การเตรียมตัวเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ มันก็ดีเหมือนกันนะค่ะ แต่จริงๆแล้ว สัญชาติญาณความเป็นมือใหม่ เรียนรู้เองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ผลดีอย่างหนึ่งคือ หากคุณไปฝึกอบรมกับศูนย์ก็คือ คุณจะได้มีมิตรใหม่ซึ่งทุกคนก็เตรียมพร้อมกับเด็กน้อยที่จะออกมาดูโลกเหมือนกัน คุณจะได้เรียนรู้การปฏิบัติที่ถูกต้อง คุณจะได้เพื่อนบ้าน หากสถานที่อยู่ไม่ไกลบ้าน และตัวคุณเองสะดวกนับว่าเป็นสิ่งที่ดีนะค่ะ
ส่วนตัวคุณพ่อนะ หากเขาทำงาน ก็ปล่อยให้เขาทำงานไปเถอะค่ะ จริงๆ การเลี้ยงลูกไม่ได้ยากอย่างที่คิด ;) ;) คุณสามีเราเอง มือใหม่หัดเลี้ยงเหมือนกัน เห็นเขาทำได้ดี แถมดีกว่าเราด้วยซ้ำ :D :D
และอีกอย่าง หากลูกมีอาการอะไรก็แล้วแต่ คุณสามารถเข้าไปหาคำตอบได้จากกูเกิ้ลเวปไซด์ และอีกอย่างคุณก็สามารถโทร. CLSC หรืออนามัยใกล้บ้านได้ตลอดเวลา หากคุณเจอว่าลูกน้อยมีอาการไข้ หรือเป็นผื่น ฯลฯ
#6domechulaJun 22, 2010
ขอบคุณมากสำหรับคำตอบจาก K. Penny & K. jeena ka :) จริงๆ ดิฉันก็ดูอ่านข้อมูลในกู้กเกิลเหมือนกัน เยอะแยะไปหมด แ่ต่สามีไม่ค่อยมีเวลา ทำงานเยอะ จะคุยจะถามก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วเรื่อง ระบบอนามัยแคนาดาสำหรับคนท้อง ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ บอกแต่ว่าให้เข้าคอร์สเลี้ยงลูก (ซึ่งเราคิดว่าไม่จำเป็น อย่างที่คุณเพนนีว่า ข้อมูลในกู้กเกิลเยอะมากจริง ๆ ) ก็เลยอยากทราบจากผู้มีประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วว่าเริ่มต้นทำไง อย่างไรนะคะ
#7jeenaJun 23, 2010
คุณ domechula
เอางี้ ตอนนี้ตั้งครรภ์ได้กี่เดือนแล้วล่ะค่ะ เพราะจะได้เริ่มแนะนำถูกว่าควรจะทำอย่างไร เตรียมอย่างไร
เอาคร่าวๆ ก่อนแล้วกันนะ
ช่วงท้องก็ทานจำพวกผักและโปรตีน ดื่มนมทุกวันอย่างต่ำวันละ ๑ แก้ว พยายามออกกำลังกายเบาๆ หรือการเดิน เพื่อช่วยให้เราไม่อ้วน และตอนคลอดลูกอาจจะทำให้เราคลอดเองแบบธรรมชาติได้ง่ายขึ้น โยเกิร์ต และชีเรียล ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีควรทานทุกวัน เพราะที่เราเคยเจอคือคนท้องส่วนมากระบบขับถ่ายไม่ค่อยจะสู้ดีถ่ายยาก ควรอ่านหนังสือจำพวกบรรเทิง การ์ตูน และตลก เช่นเดียวกับการดูทีวี เพราะจำทำให้ลูกในท้องได้รับไปด้วย พร้อมกับทำให้ตัวคุณแม่ได้รับการผ่อนคลาย
ส่วนการเตรียมในการซื้อข้าวของให้ลูกน้อยได้ใช้ตอนคลอด ก็คงพวกขวดนม ผ้าขนหนูนิ่มๆ บางๆ พวกหมวกสำหรับหน้าหนาว เสื้อผ้าคงไม่ต้องซื้อเยอะหรอก เพราะเด็กโตเร็วมาก ต้องซื้อใหม่เกือบทุกเดือน ส่วนเตียงเด็กถ้าซื้อก็ควรแบบเตียงกว้างๆหน่อย เพราะตอนของเราซื้อเตียงสองรอบ ขนาดเล็กสำหรับแรกเกิด และพอได้สี่เดือนต้องซื้อแบบใหม่ เพราะเด็กเริ่มหมุนรอบ เลยต้องหาแบบกว้างให้เด็ก และเตียงต้องปรับขึ้นลงได้ สามารถเลื่อนต่ำได้ เพราะเวลาเด็กเริ่มเรียนรู้การเกาะยืน เราสามารถปรับระดับเตียงได้ ส่วนพวกของเล่น จำเป็นต้องมีสักชิ้นหนึ่งที่ให้เสียงเหมือนดนตรีกับเด็ก เพราะเด็กชอบเสียงเพลงเบาๆ เวลาหลับ
ส่วนยา หรือครีมที่จำเป็น ก็มีจำพวกครีมที่ใช้ทาเวลาเด็กก้นแดง หรือเป็นผื่น ส่วนยาพวกทารีนอลสำหรับเด็กแรกเกิดอาจมีติดบ้านไว้เพราะบางครั้งเด็กอาจตัวร้อน อ้อจำเป็นอย่างมากต้องมีเทอร์โมมิเตอร์ติดบ้านค่ะ เพราะจะได้วัดอุณภูมิของเด็ก หรือแม้แต่ตัวผู้ใหญ่เอง
วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ จะเข้านอนแล้วไว้ ว่างแล้วจะเล่าสู่กันฟังเพื่อการเตรียมตัวเป็นแม่คนจ๊ะ
#8domechulaJun 23, 2010
ขอบคุณคะคุณจีน่า ตอนนี้ยังไม่ท้องคะ แต่ก็อ่าน ๆ ข้อมูล อยู่คะว่าเตรียมยังไงบ้าง แค่กินยาโฟเลตก่อนตั้งครรภ์ ก็ถ่ายไม่ออกแล้ว พูดถึงการเป็นแม่นี่ก็ทรมานตั้งแต่เริ่มทานเลยนะคะ พูดถึงเรื่องทาน เรื่องปลากับเมอคิวรี่ พอรู้บ้าง รู้มาว่าปลาแซลมอน มีหลายอย่าง แล้วสรุปกินแบบไหนดีคะ เพราะข้อมูลของปลาแต่ละประเทศก็ีมีแตกต่างกันไป ที่แคนาดากินปลาหรืออาหารทะเลอะไรกันคะ แล้วเราเป็นคนติดพริก ส้มตำ กับใบกระเพรา กินตอนท้องได้หรือเปล่า จะมีผลอะไรบ้างคะ
ยินดีคุณแม่ผู้มีประสบการณ์มาเล่าเรืองราวใ้ห้ฟังบ้างนะคะ จะได้เป็นวิทยาทานให้ดิฉันกับคนรุ่นหลังๆ ด้วยนะคะ
ขอบคุณมากคะ :)
#9jeenaJun 23, 2010
ยินดีค่ะ ว้านึกว่ากำลังท้องกำลังไส้ คิดว่าคงจะได้คุณแม่เพิ่มอีกหนึ่ง ;D ;D
งั้นเอาไว้ท้องเมื่อไหร่ ส่งข่าวด้วยนะจ๊ะ
#10domechulaJun 23, 2010
จร้า ก็คงใกล้ ๆ เร้ว ๆ นี้ละมั้ง ;D ถ้าโชคดี ติดปุ๊บ ทันใจ ตามแพลน ก็ดีไป ;D ช่วงนี้ก็ต้องเตรียมเรืองอาหารการกิน ออกกำลังกาย ต้องระวังไว้ก่อน เพราะกลัวอ้วนนะคะ คุณจีน่า ;D ;)
#11pennyJun 24, 2010
มาขอยืมพื้นที่คุณ Domechula นิดส์นุงค่ะ ขี้เกียจตั้งกระทู้ใหม่อ่ะ อยากถามคุณจีน่าว่า ตอนไปคลอดต้องเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง
เท่าที่นึกออกว่า น่าจะต้องเผื่อไปก็มี Hospital card, Health card, SIN, PR, ใบสูจิบัตรของเรา (ด้วยป่าว), แล้วของพ่อเค้าเราต้องเอา birth cert. ไปด้วยป่าว
ของใช้ที่ต้องเตรียมไปโรงพยาบาลคงคล้ายๆ กัน ไม่ต่างไรมากกับคลอดที่ไทยเนอะ (เดาเอา)
หลังเกิดแล้ว เราค่อยไปขอ SIN กะแจ้งเอาชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้านไทย กะขอสัญชาติไทย ที่สถานฑูต ใช่บ่
ส่วนเรื่อง Child tax benefits ของทางเคเบค ไม่ต้องกรอกเอกสารยื่นเรื่อง แต่ของทาง Canada ต้องยืนเรื่อง แม่นบ่
มีอะไรอีกทีตกหล่นป่าวไม่รู้ ตอนนี้นึกออกแค่นี้อ่ะ รบกวนมาไขข้อสงสัยให้ข้าพเจ้าหน่อยว่า มีอะไรที่ต้องติดต่อบ้างหลังคลอด ถามสามี สามีก็ไม่รู้ไรเลย เค้าบอกแต่ว่า เค้าก็ไม่เคยคลอดลูกในแคนาดาเหมือนกัน :o เอะอะก็บอกเราให้เช็คตามเวปไซด์ของรัฐเอา แหม พึ่งได้จริงๆ เลยสามีคนนี้ ::)
นี่เรากำลังกังวลว่า ตกลงจะผ่าคลอดหรือให้คลอดเอง เพราะล่าสุดที่เจอหมอ หมอบอกว่า ต้องคอนเซิร์นแล้วนะ เพราะดูท่าว่า เด็กจะตัวใหญ่มาก (ทั้งๆ ที่ท้องนี้บอกตรงๆ แทบจะไม่ได้บำรุงอะไรเพิ่มเติมเลย กินปกติมาก เหมือนไม่ได้ท้อง เพียงแต่เลือกอาหารที่มีประโยชน์หน่อยเท่านั้นเอง น้ำหนักเพิ่งขึ้นมา 8-9 โลเอง ผิดกับท้องแรกมากกก) :o
ส่วนเรื่องผ่าคลอด เราเจอเหมือนคุณจีน่าเลย หมอขอ operation report จากรพ. ที่ไทยเหมือนกัน แต่หมอก็ยังไม่สรุปว่าจะผ่าคลอดให้หรือเปล่า บอกแต่ว่า ต้องรอดูอาการใกล้ๆ อีกที นี่ก็ใกล้แล้วนะ 32 วีคแล้วอ่ะ ไม่อยากคลอดเองเลยอ่ะ กลัวมั่กๆ
วันก่อนไปซื้อคาร์ซีทเด็กอ่อนมือสองมา แบบคอมบิเนชั่น ที่เป็นตระกร้าคาร์ซีท + รถเข็น แบบนั้นอ่ะ ใหม่กิ๊ก แทบไม่มีรอยเลย แค่ 140 $ เอง ราคามือหนึ่ง 390 $ ถูกใจมั่กๆ ได้ของดีราคาถูก ;D ;D
พ่อเด็กที่ขายคาร์ซีทเล่าให้ฟังว่า ตอนที่แฟนเค้าคลอด มีคนคลอดอยู่ 30 กว่าคน รพ. มีห้องพักไม่พอ เลยต้อง improvise เอาม่านมากั้นตามทางเดิน ให้นอนพักฟื้นหลังคลอด วันรุ่งขึ้นก็ให้กลับบ้าน เพราะแฟนเค้าคลอดธรรมชาติ :o :o เค้าบอกว่า เป็นอะไรที่รันทดมากๆ เลย สงสารแฟนจับใจ แต่ทำไรไม่ได้ เพราะตอนนี้ แคนาดากำลัง เบบี้ บูม ไม่รู้ตอนคุณจีน่าคลอด เจอเหตุการ์ณแบบนี้ป่าว .....
เราไม่รู้ว่า ถ้าเราจะขอเปลี่ยนโรงพยาบาล เปลี่ยนหมอจะทำได้เหมือนที่ไทยมั้ย จะให้จ่ายค่าห้องเองก็เอานะ ฟังแล้วปอดอ่ะ
ทำให้นึกอยากกลับไปคลอดที่ สมิติเวช เหมือนตอนคลอดเจ้าคนโตสุดๆ .. ถ้าต้องผ่าคลอด แล้วพวกไล่ให้กลับบ้านวันรุ่งขึ้น จะทำไงฟ่ะเนี่ย ฮือๆๆๆๆ...
#12domechulaJun 24, 2010
ยินดีคะคุณเพนนี :) ดีใจด้วยนะคะที่จะได้ลูกคนที่สองแล้ว คนนี้ไปซาวนด์ว่าเป็น ญ หรือ ช คะ แล้วคนแรกเป็น ญ หรือเปล่า พูดถึง นน ของคุณเพนนีไม่มากเลยนะ แปลกจังทำไมเด้กถึงตัวใหญ่ได้ คุณเพนนีมีประสบการณ์มาก่อน ไม่น่าจะกลัวกับคนที่สองนะ
คำถามที่คุณถาม ดิฉันก็อยากรู้เหมือนกัน กรณีสามีน่าจะเข้าข่ายเดียวกัน เราก็หาเอง ทำเอง หมด แต่เราก็คิดดี ไว้เถอะคะ ถ้าวันนึงเราต้องอยู่คนเดียว กับลูก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็เข้มแข็งอยู่ได้เป็นทั้งพ่อและแม่ให้สำหรับลูกนะคะ :) (ดิฉันพูดยังกะเป็นแม่คนแล้วเลยเนอะ เพื่อน ๆ บอกว่า สปิริตความเป็นแม่เริ่มเข้าสิง) ;D :D
#13jeenaJun 24, 2010
มาขอยืมพื้นที่คุณ Domechula นิดส์นุงค่ะ ขี้เกียจตั้งกระทู้ใหม่อ่ะ อยากถามคุณจีน่าว่า ตอนไปคลอดต้องเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง
เท่าที่นึกออกว่า น่าจะต้องเผื่อไปก็มี Hospital card, Health card, SIN, PR, ใบสูจิบัตรของเรา (ด้วยป่าว), แล้วของพ่อเค้าเราต้องเอา birth cert. ไปด้วยป่าว
_ เจ้าใบเกิด คงไม่ต้องเอาไปหรอกค่ะของคุณพ่อคุณแม่นะ ;)
ของใช้ที่ต้องเตรียมไปโรงพยาบาลคงคล้ายๆ กัน ไม่ต่างไรมากกับคลอดที่ไทยเนอะ (เดาเอา)
นั่นแหละค่ะเตรียมเหมือนกัน เจ้าผ้าอนามัยด้วยนะเยอะๆ เพราะผ่านะ มันหยุดช้า :o :o
หลังเกิดแล้ว เราค่อยไปขอ SIN กะแจ้งเอาชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้านไทย กะขอสัญชาติไทย ที่สถานฑูต ใช่บ่
ใช่ค่ะ เพราะหลังคลอดเขาจะส่งเจ้าใบเกิดให้ทีหลัง นะ เห็นของเราที่นี่เป็นแบบนี้ค่ะ
ส่วนเรื่อง Child tax benefits ของทางเคเบค ไม่ต้องกรอกเอกสารยื่นเรื่อง แต่ของทาง Canada ต้องยืนเรื่อง แม่นบ่
มีอะไรอีกทีตกหล่นป่าวไม่รู้ ตอนนี้นึกออกแค่นี้อ่ะ รบกวนมาไขข้อสงสัยให้ข้าพเจ้าหน่อยว่า มีอะไรที่ต้องติดต่อบ้างหลังคลอด ถามสามี สามีก็ไม่รู้ไรเลย เค้าบอกแต่ว่า เค้าก็ไม่เคยคลอดลูกในแคนาดาเหมือนกัน เอะอะก็บอกเราให้เช็คตามเวปไซด์ของรัฐเอา แหม พึ่งได้จริงๆ เลยสามีคนนี้
นี่เรากำลังกังวลว่า ตกลงจะผ่าคลอดหรือให้คลอดเอง เพราะล่าสุดที่เจอหมอ หมอบอกว่า ต้องคอนเซิร์นแล้วนะ เพราะดูท่าว่า เด็กจะตัวใหญ่มาก (ทั้งๆ ที่ท้องนี้บอกตรงๆ แทบจะไม่ได้บำรุงอะไรเพิ่มเติมเลย กินปกติมาก เหมือนไม่ได้ท้อง เพียงแต่เลือกอาหารที่มีประโยชน์หน่อยเท่านั้นเอง น้ำหนักเพิ่งขึ้นมา 8-9 โลเอง ผิดกับท้องแรกมากกก)
ส่วนเรื่องผ่าคลอด เราเจอเหมือนคุณจีน่าเลย หมอขอ operation report จากรพ. ที่ไทยเหมือนกัน แต่หมอก็ยังไม่สรุปว่าจะผ่าคลอดให้หรือเปล่า บอกแต่ว่า ต้องรอดูอาการใกล้ๆ อีกที นี่ก็ใกล้แล้วนะ 32 วีคแล้วอ่ะ ไม่อยากคลอดเองเลยอ่ะ กลัวมั่กๆ
ใช่ค่ะ หมอจะรอดูจนกว่าเราชัวร์คลอดเองไม่ได้แล้ว และหมอจะนัดก่อนคลอดประมาณอาตย์หนึ่ง เพื่อไปเช็คดูอีกทีว่าคลอดเองได้มั๊ย หากต้องผ่าจริง หมอจะนัดวันให้เราเตรียมตัวไปรอผ่าที่โรงพยาบาลค่ะ เตรียมขึ้นเขียงรอบสองอิอิอิ ;D ;D เจ็บตัวทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะผู้หญิงเรา :D :D
วันก่อนไปซื้อคาร์ซีทเด็กอ่อนมือสองมา แบบคอมบิเนชั่น ที่เป็นตระกร้าคาร์ซีท + รถเข็น แบบนั้นอ่ะ ใหม่กิ๊ก แทบไม่มีรอยเลย แค่ 140 $ เอง ราคามือหนึ่ง 390 $ ถูกใจมั่กๆ ได้ของดีราคาถูก
พ่อเด็กที่ขายคาร์ซีทเล่าให้ฟังว่า ตอนที่แฟนเค้าคลอด มีคนคลอดอยู่ 30 กว่าคน รพ. มีห้องพักไม่พอ เลยต้อง improvise เอาม่านมากั้นตามทางเดิน ให้นอนพักฟื้นหลังคลอด วันรุ่งขึ้นก็ให้กลับบ้าน เพราะแฟนเค้าคลอดธรรมชาติ เค้าบอกว่า เป็นอะไรที่รันทดมากๆ เลย สงสารแฟนจับใจ แต่ทำไรไม่ได้ เพราะตอนนี้ แคนาดากำลัง เบบี้ บูม ไม่รู้ตอนคุณจีน่าคลอด เจอเหตุการ์ณแบบนี้ป่าว
.อันนี้ก็ขึ้นอยู่แต่ล่ะช่วง และแต่ละโรงพยาบาลล่ะค่ะ ว่าคลอดพร้อมกันมาก ที่พอหรือเปล่า แต่ของจีคลอดที่ โรงพบาบาลลาสาล จองห้องพิเศษนะค่ะ อยู่โรงพยาบาล สามคืน กับสี่วัน เพราะผ่าอาการจะเจ็บเยอะ เดินไม่ค่อยสะดวกค่ะ
เราไม่รู้ว่า ถ้าเราจะขอเปลี่ยนโรงพยาบาล เปลี่ยนหมอจะทำได้เหมือนที่ไทยมั้ย จะให้จ่ายค่าห้องเองก็เอานะ ฟังแล้วปอดอ่ะ
#14jeenaJun 24, 2010
ต่อค่ะ คุณเพนนี่
โรงพยาบาลที่นี่นะ หากลูกแข็งแรงดี คุณแม่เดินไหว เขาไล่กลับบ้านทันทีเลยล่ะ เพราะรัฐประหยัดงบประมาณ :D :D :D ก็คิดดูซิที่นี่ไม่มีโรงพยาบาลเอกชน เพราะรัฐเขาจะไม่เคลมให้ มันก็ได้อย่างเสียอย่างนะ แคนาดา ;) ;)
แคนาดา เลี้ยงดูให้มีชีวิตที่อยู่แบบไม่ลำบาก แต่ไม่ให้อยู่แบบฟู่ฟ่า หากไม่รวยจริง อิอิอิอิ ;D ;D ;D
คุณdomechula ของแบบนี้นะ อยากได้ลูกก็ต้องขยันทำ ต้องให้ครบสามมื้อ แต่หากเดือนละครั้ง อาทิตย์รอบนะ ไม่ติดแน่ อิอิอิอิ แซวค่ะ ;) ;) ;)
#15pennyJun 24, 2010
― ―
เราได้ลูกชายทั้ง 2 หน่อเลยค่ะ ส่วนเรื่องน้ำหนัก เราพอจะทราบอยู่ว่า เพราะท้องนี้เรากินโปรตีน กินไข่เยอะ น้ำหนักที่เพิ่ิ่มมาเดือนละ 1 กก. ลงที่ลูกหมด ไม่เหลือที่แม่เลย ซึ่งเราตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เพราะจากประสบการ์ณท้องแรกเลยรู้ว่า บำรุงมากไป กินเยอะไป ก็เหลือที่แม่ให้อ้วนป่าวๆ ไม่มีประโยชน์ (คนแรกเราขึ้นตั้ง 23 โล) ท้องนี้จัดว่าน้ำหนักขึ้นอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสุดๆ คือ 9 -13 โล ..
ส่วนเรื่องกลัว พอได้ยินเค้าเล่่าให้ฟัง ก็กลัวดิ เพราะที่แกตนูนี่ เค้าให้ทุกคนไปคลอดที่รพ. แกตนู ที่เดียวเลย รพ. อื่นไม่รับ นอกจากจะวิ่งไปออตตาวา มันถึงได้มากระจุกคลอดกันที่นี่ที่เดียว ไงๆ คงหนีเหตุการ์ณนี้ไม่พ้น ฟังเค้าเล่าแล้วทำให้รู้สึกเหมือนคนไข้อนาถาเลยอ่ะ
#16pennyJun 24, 2010
― ―
จะรบกวนถามว่า ตอนจองห้องพิเศษ ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ค่ะ พอจะบอกตัวเลขกลมๆ ได้ป่าว ถ้าเราพอรับไหว เดี๋ยวนัดหมอคราวหน้า เราจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่ใหม่ เรื่องจองห้องพิเศษ เพราะตอนแรกที่เค้าให้กรอกเอกสารเรื่องห้อง เราถามใครก็ไม่มีใครตอบได้ว่าเท่าไหร่ เราก็เลยกรอกแบบไม่ได้จองห้องพิเศษไปอ่ะ เพราะไม่คิดว่า มันจะอนาถาขนาดต้องออกมานอนพักฟื้นตามทางเดินขนาดนี้ นึกว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้พักฟื้นสัก 3 วันเหมือนตอนคลอดที่ไทย พอฟังเค้าเล่า ตอนนี้เลยฟ่อเลยอ่ะ บอกตรงๆ .. ??? ???
#17pennyJun 24, 2010
― ―
:D :D :D
ทำบ่อยๆ ก็ไม่ติดนะ ใช้งานบ่อยๆ ของดีเหลือน้อย ;) ;)
เคยอ่านเจอมา เค้าว่า ถ้าอยากติด ให้กุ๊กกิ๊กกันช่วงวันที่ 14-15-16 หลังจากวันแรกที่ประจำเดือนรอบสุดท้ายมา เพราะเป็นช่วงที่ไข่สุกพอดี สมมติ ประจำเดือนรอบล่าสุดมาวันที่ 1 ของเดือน พอวันที่ 14-15-16 ให้กระหน่ำไปเลย 3 วันติดๆ เพราะเป็นช่วงที่ไข่สุกที่สุด หลังจากวันที่ 16 ไป ไข่จะเริ่มฝ่อและลอกตัวกลายเป็นประจำเดือนสำหรับเดือนถัดไปแล้ว
ลองดูนะคะคุณ Domechula เผื่อจะติดเนาะ ;) ;)
ของเราที่ติดท้องหลังนี้ ก็เพราะมีไรกันช่วงนี้แหละ เราพยายามเลี่ยงสุดๆ แล้ว แต่หนีไม่รอด แหะๆ
#18JJ_JenJun 24, 2010
แคนาดา เวลาจะไปคลอดนี่โหดกว่าคลอดที่เมืองไทยนะคะ ;D ;D
คนไข้ต้อง Shave และสวนถ่ายอุจจาระก่อนไปแคนาดาด้วยตนเอง
อยู่เมืองไทย มีพยาบาลทำให้หมด ไม่ต้องเป็นห่วงเลย
แถมคลอดเอง ไม่มีการเย็บแผลฝีเย็บให้ด้วย อยู่เมืองไทย หากพยาบาลทำคลอดให้ เจอคนเย็บผ้าเก่งๆ เย็บฝีเย็บให้เนี๊ยบๆนี่
เหมือนว่าคอดลูกแล้วได้ทำ Repair ไปด้วยเลย บอกได้ว่าจะเอากระชับขนาดไหน
แต่ว่าคลอดที่แคนาดา หากคอดเองก็ต้องทำใจล่ะนะ
วิธีที่ช่วยได้ คือให้ส่องไฟที่แผลคลอด เช้าเย็น เจ็ดวัน ทำครั้งละ 15 นาที แผลฝีเย็บจะได้ติดเร็ว และแห้ง
― ―
ช่วงตรงนี้ สามีไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ ;D ;D
#19domechulaJun 24, 2010
― ―
คุณจีน่า มีแซวนะ เราว่าเรื่องดวงเด็กจะมาเกิดก็มีส่วนนะ บางคนพยายามไป ไม่มีก็มีนะ บางคนไม่สนใจ ติดปุ๊บก็มี ;D เห็นคุณจีน่าคุยกับคุณเพนนีเรื่องผ่าคลอดกับแบบธรรมชาติ ได้ยินว่าถ้าเราเลือกผ่าคลอด หมอตปท ก็จะทำ Episiotomy ตรงนี้จริงเท็จยังไง แล้วหมอไทยทำหรือเปล่า (ขอใช้ภาษาอังกฤษนะคะ เพราะถ้าให้ใช้คำไทยอธิบายจะเป็นการไม่เหมาะสมนะคะ) แล้วอย่างงี้หลังคลอดเสร็จเราจะแน่ใจมือหมอได้อย่างไรว่าเย็บให้เราดี หรือว่าส่วนใหญ่ เค้าขอหมอ ไม่เอา Episiotomy คะ อยากถามความเห็นนะคะ
ส่วนการคลอดแบบธรรมชาติ หรือ C-section แม่บางคนสามารถเลือก C-section ได้เพราะกลัวว่าถ้าคลอดธรรมชาติ หมอจะคีบหัวเด็กทำให้หัวเด็กเบี้ยว ถ้าเจอหมอดีก็ดีไป อันนี้เป็นอย่างไรคะ อย่างที่อังกฤษ/ออสเตรเลีย หมอเค้าให้เลือกได้ว่าจะทำแบบไหนนะคะ รวมทั้งหมอบางคนก็เหมือนจะยัดเยียดให้ทำ C-section ด้วย แม้กระทั่งตัวแม่อยากคลอดธรรมชาติ (เพื่อนเล่าให้ฟัง) ไม่รู้ที่แคนาดา คนส่วนใหญ่เค้าทำยังไง
แล้วตอนก่อนคลอด หมอจะใช้ Epidural สำหรับคลอดธรรมชาติ อันนี้จริงหรือเปล่า คุณจีน่าใช้หรือเปล่าคะ เพราะได้ยินมาว่าแม่บางคนไม่เลือกเลย ทนเจ็บ เพราะกลัวสารเคมีเข้าถึงลูก ตรงนี้อยากขอความเห็นนะคะ
#20domechulaJun 24, 2010
― ―
เราได้ลูกชายทั้ง 2 หน่อเลยค่ะ ส่วนเรื่องน้ำหนัก เราพอจะทราบอยู่ว่า เพราะท้องนี้เรากินโปรตีน กินไข่เยอะ น้ำหนักที่เพิ่ิ่มมาเดือนละ 1 กก. ลงที่ลูกหมด ไม่เหลือที่แม่เลย ซึ่งเราตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เพราะจากประสบการ์ณท้องแรกเลยรู้ว่า บำรุงมากไป กินเยอะไป ก็เหลือที่แม่ให้อ้วนป่าวๆ ไม่มีประโยชน์ (คนแรกเราขึ้นตั้ง 23 โล) ท้องนี้จัดว่าน้ำหนักขึ้นอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสุดๆ คือ 9 -13 โล ..
ส่วนเรื่องกลัว พอได้ยินเค้าเล่่าให้ฟัง ก็กลัวดิ เพราะที่แกตนูนี่ เค้าให้ทุกคนไปคลอดที่รพ. แกตนู ที่เดียวเลย รพ. อื่นไม่รับ นอกจากจะวิ่งไปออตตาวา มันถึงได้มากระจุกคลอดกันที่นี่ที่เดียว ไงๆ คงหนีเหตุการ์ณนี้ไม่พ้น ฟังเค้าเล่าแล้วทำให้รู้สึกเหมือนคนไข้อนาถาเลยอ่ะ
เข้าใจคุณเพนนีเลยคะ สงสัยต้องยึดหลักคุณเพนนีแล้วจะได้ไม่อ้วนมากเกินไป อยากจะถามว่า พวก herbs อย่างเช่นใบกระเพราะ สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย หรือ กระชาย ทานช่วงท้องได้ไหม มีกำหนดหรือเปล่า เพราะ หาข้อมูล บอกแค่ว่ากินได้เฉพาะบางแบบ ส่วนชา ก็กินได้ แบบ คาร์โมไมล์ หรือ ชามะลิ อย่างอื่นกินไม่ได้ เพราะจะไปทำลาย ตัวอ่อนช่วง 1-3 เดือนแรก ถ้าหลังจากนั้นกินอะไรก็ได้ใช่ไหมคะ (ไม่อยากลองผิดถูก ถามผู้มี ประสบการณ์หวังว่าไม่ว่ากันนะคะ)
#21domechulaJun 24, 2010
― ―
สงสัยจะเป็นแบบที่คุณเจนว่าจริง ๆ เพราะญาติคลอดที่ไทย เย็บเหมือนทำรีแพร์เลย คลอดถูกด้วย แต่ที่เมืองนอก สงสัยต้องทำใจว่าเค้าจะไม่เย็บเหมือนทำรีแพร์ หรือ เราควรบอกหมอฝรั่งว่าทำรีแพร์ดีคะ เค้าจะเข้าใจความหมายของเราหรือเปล่าคะ แต่ค่าใช้จ่าย เค้าน่าจะบวกเพิ่มละมั้งงานนี้
#22pennyJun 25, 2010
น้องเจนจ๋า พูดให้ใจฝ่อ จนอยากกลับไปคลอดที่บ้านอีกแล้ว... ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า ทำไมเพื่อนที่มอนทรีอัล มานยอมซื้อตั๋ว กลับไปคลอดที่บ้านเรา :'( :'(
#23domechulaJun 25, 2010
คุณเพนนี ก็มีข้อดีอย่างเสียอย่างนะ แต่ถ้าลูกเกิด ตปท ก็ไม่ต้องมาแจ้งเรื่องวิ่งไปวิ่งมา ถ้าเปรียบเทียบกับคลอดที่ไทย เพราะ ถ้าคลอดที่ไทย ก็ต้องไปเดินเรื่อง2 อย่าง ถ้าคลอดเมืองนอก ลูกก็ได้สัญชาติโดยการเกิดเลย แต่ถ้าคลอด ตปท ลูกก็ได้ สัญชาติตามพ่อ แต่เค้าจะมีกฎเกณฑ์อะไรเนี่ยแหละคะ เหมือนเคยอ่านผ่าน ๆ ต้องเช็คดี ๆ ว่ามีข้อดี/เสียอย่างไร เพราะถ้าลูกโต เกิดอยากสปอนเซอร์แฟนสาวเข้าแคนาดาบ้าง จะได้ไม่มีปัญหา จากพ่อแม่สร้างไว้ (เราคิดไปไกล ขนาดยังไม่ได้ตั้งครรภ์) ;D :D
#24ARRAYAJun 25, 2010
โอโห ได้ความรู้เยอะแยะมากมายจากกระทู้นี้ ไม่เคยคิดเลยว่าการท้องเนี่ยมันจะมากมายขนาดนี้
ยังงัยก็อวยพรคุณแม่และคุณลูกสุขภาพแข็งแรงทุกๆคนนะคะ
#25pennyJun 25, 2010
เท่าที่ทราบ การทำ Episiotomy เค้าจะกรีดปากช่องคลอดเพิ่ม กรณีคลอดเองตามธรรมชาติ ที่ปากมดลูกเปิดไม่สุด หรือหัวเด็กไม่สามารถผ่านได้ ไม่ใช่เหรอ หมอไทยจะเย็บเก็บให้เรียบร้อยเหมือนรีแพร์ยังไงยังงั้น ตามที่น้องเจนว่านั้นแหละ แต่หมอที่แคนาดาไม่รู้ เพราะยังไม่เคยเจออ่ะ
ส่วน C-section คือการผ่าคลอดตามแนวบิกินี่ ถ้าอยู่ไทย เราเลือกได้ว่าจะขอผ่าคลอด แต่ที่นี่เลือกไม่ได้ว่าจะขอผ่าเลย (คลอดฟรีนี่เนาะ) ต้องทนเจ็บคลอด จนหมอเห็นว่า คลอดเองไม่ได้แล้วนั้นแหละ หมอถึงจะผ่าให้ อย่างที่คุณจีน่าเคยบอกไว้ว่า คลอดที่นี่ เจ็บสองต่อ ..
เรื่องใช้ครีมคีบหัวเด็ก หมอจะใช้เครื่องมือช่วยก็ต่อเมื่อ เด็กไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้จริงๆ ส่วนหัวจะเบี้ยว ไม่เบี้ยว อันนี้แล้วแต่ฟลุคอะนะ เพื่อนบ้านที่ไทย เจอหมอที่ขนาดว่า ชื่อดังๆ ทำคลอดเก่งๆ ใช้เครื่องดูดหัวเด็กช่วยคลอด ออกมา ลูกหัวปูดไปข้าง ตอนเรามาแคนาดา เด็ก 9 เดือนแล้ว หัวก็ยังเบี้ยว ปูดไปขางแบบนั้นแหละ อันนี้แล้วแต่ดวง ไม่เกี่ยวกับมือหมอหรอก..
เรื่องให้ยาเร่งคลอด เท่าที่อ่านเจอ หมอจะให้ก็ต่อเมื่อน้ำเดินจนแห้งหมดแล้ว และปากมดลูกเปิดไม่ถึง 10 ซม. จนอยู่ในภาวะเสี่ยง ซึ่งเราว่า อัตราเสี่ยงจากการใช้ยาที่จะอันตรายกับตัวเด็ก ยังจัดว่าไม่น่ากลัว .. ที่แคนาดาเป็นไงไม่รู้เหมือนกัน ชักเริ่มปอดๆ เหมือนกันอ่ะ
ส่วนเรื่องกินพวก กระเพรา สาระแหน่ กินเข้าไปเถอะ ไม่อันตรายหรอก แต่ไม่ใช่ว่า กินทุกวัน หรือทุกมื้อ นั่นก็เกินไป
ส่วนชา กาแฟ กินได้ไม่มีผลข้างเคียงกับเด็ก แต่ถ้ากินเกินวันละ 3 แก้ว จากงานวิจัยที่อ่านเจอ แค่ทำให้เด็กตัวเล็ก แค่นั้นเอง ส่วนตัวเรากินกาแฟทุกวัน วันละ 1-2 แก้ว บางวันมีเป๊ปซี่ตามอีก แต่แค่กินให้หายอยาก ไม่ได้กินทุกวัน แถมก่อนท้องสูบบุหรี่วันละ 2 ซองอีกต่างหาก พอรู้ว่าตัวเองท้องก็โยนบุหรี่ทิ้งเช้าวันนั้นเลยเหมือนกัน ลูกคนแรกออกมา 3.6 โล ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น แข็งแรงมาก ไม่เคยเจ็บป่วยกะใครเค้า ตั้งแต่เกิด เป็นส่าไข้ ตอน 4 เดือน อยู่ 3 คืน หนหนึ่ง กะตอน 2 ขวบเศษๆ เป็นหวัดอยู่ 3-4 วัน เพราะเอาไปเดย์แคร์แล้วติดมาจากไปเล่น ดิน เล่นทรายที่นั้น..
เรื่องอาหารการกิน ช่วง 3 เดือนแรกให้กินผักใบสีเขียวเข้มเยอะๆ พวกบล็อคเคอรี่ ผักคะน้า ผักโขม ตำลึง ประมาณนั้น เพราะมีส่วนช่วยให้หลอดประสาทส่วนกลาง กับระบบประสาทสร้างได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เป็นปากแหว่ง เพดานโหว่ หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบประสาท แต่จริงๆ ก็ควรกินมันจนคลอดนั้นแหละ
น้ำผลไม้ให้เยอะๆ จะดีกับระบบภูมิคุ้มกันของลูก ลูกจะไม่เป็นหวัดบ่อย หรือติดเชื้อง่าย
นมกินแค่วันละ 2-3 แก้วโตๆ ก็พอ ไม่จำเป็นต้องกินเป็นลิตรๆ อย่างที่เค้าพูดกัน นมวัวกินมากไม่ดีอีก ทำให้ลูกคลอดมาแล้วมีสิทธิแพ้นมวัวอีก ถ้าจะกินให้กินนมถั่วเหลืองแทน ตอนเราท้องแรก เรากินนมถั่วเหลืองของแอนมัมวันละ 3 กล่องเอง (750 ซซ.)
ถ้าไม่อยากให้น้ำหนักหลังคลอดเหลือที่แม่มาก ให้เน้นกินเนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว มากกว่าของหวาน ของมัน เพราะ โปรตีน และไข่ จะทำให้เด็กตัวใหญ่ สมบูรณ์และแข็งแรง
ควรเลี่ยงพวกเครื่องใน โดยเฉพาะตับ กินได้ สักอาทิตย์ละครั้ง อย่ากินมาก เพราะมีผลกับระบบประสาทตาของตัวอ่อน กินมาก (ทุกวัน) อาจทำให้ตาบอดได้
ควรเลี่ยงของหวาน น้ำตาล อย่างกินมาก เพราะจะมีปัญหาเบาหวาน และเด็กอาจติดหวาน ออกมาจะกลายเป็นเด็กไฮเปอร์ ให้เราต้องปวดหัว ตามวิ่งไล่จับอีก
เอาแค่นี้ก่อนนะ ไว้มีไรมาเม้าให้ฟังอีก
#26domechulaJun 25, 2010
ขอบคุณ ๆ อารยานะคะ เห็นว่ายังไม่มีกระทู้นี้ ก็เลยตั้งขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมของตัวเองนะคะ แล้วอีกอย่างถือว่าเป็นความรู้ที่ดีกับคนรุ่นหลังๆที่ได้เข้ามาอ่าน/แชร์ จากประสบการณ์รุ่นพี่ที่อยู่แคนาดามาแชร์กันนะคะ (ไม่อยู่แคนาดาแต่มาแชร์กันได้เหมือนกัน) จะได้ปักหมุดนี้ไปเลย ขอบคุณสำหรับคำตอบดี ๆ และมีความรู้จากคุณเจน คุณจีน่า และคุณเพนนีนะคะ ไว้มีข้อสงสัยจะมาถามอีกนะคะ
#27domechulaJun 25, 2010
― ―
ขอบคุณคุณเพนนีที่มาแชร์ให้ฟังนะคะ ใช่คะ แต่ดิฉันได้ยินมาว่าที่เมืองนอกบางประเทศ หมอบางคนจะไม่ถามเลยเรื่อง Episiotomy หมอตัดสินใจโดยไม่ถามแม่เลยคือกรีดลูกเดียว เพราะจะทำให้การทำคลอดของหมอไวแล้วไม่ต้องรอนะคะ แล้วหมอทำงานง่ายขึ้นนะคะ ไม่รู้ว่าแคนาดาเป็นยังไง เช่น ออสเตรเลีย หมอน้อยคนมากจะถามเรื่อง Episiotomy แล้วแม่บางคนพอหลังคลอดแล้ว ช่องคลอดไม่ดีเพราะหมอทำไม่ดีก็มีนะคะ (เพื่อนหลายคนที่คลอดที่นั่น เล่าให้ฟัง)
ส่วนเรื่องยาเร่งคลอด ดิฉันเข้าใจเหมือนคุณเพนนี แต่มีเพื่อนอยู่ที่ฝรั่งเศส ทุกคนต้องทำบล็อกหลัง เค้าว่างั้น เราก็ถามว่าใช่เหรอ ไม่ได้ดูอาการเหรอ เค้าบอกว่า ทุกคนก็โดนแบบนี้ ก็เลยว่าอ้าว กฎแต่ละประเทศหรือการทำงานการคลอดของหมอ ทำไมไม่คำนึงถืงคนคลอดว่ายังไง ไหวไหม หรือจะทนได้ไหม หรือชอบแบบไหน หนะคะ ก้เลยอยากรู้ว่าแคนาดาเป็นแบบไหน จะไ้ด้ เตรียมใจ ;D :D
ส่วนเรื่องกินนม ถ้าอยู่ไทยน่าจะหาง่าย ไม่รู้ที่แคนาดา มีแอนมัมขายหรือเปล่า หรือ เป็น แบรนด์โลคอล ยี่ห้อไหนดีคะ
เคยได้ยินมาว่าหลังคลอด ควรให้นมบุตรจากแม่หลัง 6 เดือน แล้วอยากให้นมผง ต้องดูดี ๆ เพราะประเทศ แถบอเมริกาเหนือจะไม่มีสารหรือมีสาร Alpha-Lactalbumin น้อย ในนมผงธรรมดาทั่วไป เมื่อเทียบกับนมแม่และนมผงต่าง ๆ ในไทย (เหมือนเคยอ่านผ่านๆ นานมากแล้ว ว่า เด็กแถบอเมริกาเหนือจะมีปัญหาเรื่องลำไส้มากกว่า เด็กเอเชีย/ไทย นะคะ ก็เลยอยากทราบว่าถ้ากรณีนี้ควรทำอย่างไร คนแคนาเดียนเลี้ยงลูกด้วยนมผงแบบไหนดี หรือหมอแนะนำอีกทีตอนหลังคลอดว่าเลือกอย่างไร อย่างงี้แม่มือใหม่ก็ต้องลองผิดถูกเองเอง ว่าลูกแพ้ไม่แพ้ หรือ ท้องเสียหรือเปล่าใช่ไหมคะ ดูน่าสงสารเหมือนทรมานลูกยังไงไม่รู้ (กลัวทำใจไม่ได้)
#28pennyJun 25, 2010
― ―
เท่าที่ทราบ เมืองไทยก็ไม่ถามนะ แต่กรีดเสร็จแล้ว หมอจะเย็บคืนให้ เหมือนทำรีแพร์อย่างที่น้องเจนว่าแหละ เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องถาม เพราะกรีดไม่กรีด หมอไทยก็เย็บคืนให้สวยงาม (กว่าเดิมด้วยซ้ำ) อยู่ดี หมอไทยน่ารักค่ะ แต่ที่แคนาดา ไม่ทราบ ไว้วันไหนมีเวลาจะลองถามญาติสามีที่เพิ่งคลอดดูว่า หมอเย็บให้ป่าว แล้วจะมาเม้าให้ฟังนะ
ส่วนเรื่องยาเร่งคลอด กับการบล็อคหลัง ไม่แน่ใจว่า เราเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือว่า ขั้นตอนการทำคลอดของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
เท่าที่เจอมากับตัว หมอจะบล็อคหลัง สำหรับกรณีผ่าคลอดเท่านั้น ส่วนการให้ยาเร่งคลอด ใช้กับกรณีคลอดธรรมชาติที่มีปัญหาน้ำคร่ำเดินจนแห้งหมดแล้ว และปากมดลูกไม่เปิด คิดว่า ถ้าจำเป็นต้องผ่า ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาเร่งคลอดอีกแล้ว เพราะจริงๆ ผ่าคลอดใช้เวลาอย่างมากแค่ 15 นาที ก็เอาเด็กออกมาดูโลกได้แล้ว ซึ่งผิดกับคลอดธรรมชาติ ท้องแรกใช้เวลาประมาณ 12 ชม. ท้องหลังใช้เวลาประมาณ 6 ชม. ในกรณีที่สามารถคลอดเองได้ปกติ
นอกเสียจากว่า จะเป็นกรณีที่หมอจะรอให้คลอดเองตามธรรมชาติจนถึงที่สุด ถ้าไม่ออกจริงๆ หมอบางคน อาจตัดสินใจใช้ยาเร่งคลอดช่วยให้ออก แล้วค่อยจบที่ผ่าคลอดท้ายสุด ถ้าให้ยาเร่งแล้วไม่ออกจริงๆ แต่หมอบางคนอาจตัดสินใจผ่าให้เลย โดยไม่ใช้ยาเร่งคลอดก็ได้ อันนี้คิดว่าแล้วแต่ดุลพินิจของหมอ (เข้าใจว่า แคนาดาอาจเป็นแบบนี้ อย่างที่คุณจีน่าเม้าให้ฟัง จะเจ็บ สองต่อ หรือสามต่อ อันนี้คิดว่าแล้วแต่ดุลยพินิจของหมอ)
ส่วนเรื่องกินนม แอนมัมที่แคนาดาไม่มีขาย เรื่องนมเด็กที่นี่ เราก็ไม่ค่อยมีความรู้ แต่เท่าที่ดูๆ ไม่หลากหลายเหมือนที่บ้านเรา ท้องนี้เราก็กินนมทั่วไป แต่ไม่กินเยอะ วันละประมาณไม่เกิน 500 ซีซีเท่านั้น เราว่า นมที่นีไม่อร่อยเหมือนนมบ้านเรา มันไม่เข้มข้นเอาซะเลย เราใช้กิน เนื้อสัตว์ ไข่ ขนมปังโฮลวีทแบบ 14 เกรน และสาหร่ายทะเลแทน
ส่วนหลังคลอด ควรให้กินนมแม่ "อย่างน้อย" 6 เดือน (ลูกคนก็ควรจะกินนมคน ไม่ใช่นมวัว ถึงจะดีที่สุด เราเชื่อว่างั้นนะ) แต่ถ้าสามารถทำได้ อยากให้กินไปยัน 2 ขวบเลย จะเยี่ยมมาก นมแม่ดีที่สุดทั้งในเรื่องของภูมิต้านทาน ไอคิว อีคิว และความมั่นคงทางอารมย์ของลูกในระยะยาว อันนี้แล้วแต่สภาวะของคุณแม่แต่ละคนว่า มีข้อจำกัดเรื่องหน้าที่การงาน และมีแรงฮึดปั้มนมมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าทำไหว ก็น่าจะทำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนเป็นแม่นั้นแหละจะได้รับผลกระทบ และเหนื่อยกว่าใครเพื่อน ที่ต้องมาคอยนั่งประคบประหงมเลี้ยงลูก เวลาลูกป่วยบ่อยๆ ไม่ใช่ใครอื่น.. เรื่องเลี้ยงนมผงลูกหลังคลอดที่แคนาดาไม่มีความรู้จริงๆ เพราะคนแรก เราให้กินนมแม่ยัน 2 ขวบ คนนี้ก็ตั้งใจว่าจะให้กินยัน 2 ขวบเหมือนกัน หรืออย่างน้อยก็ 1 ขวบ ถ้าหากจำเป็นจริงๆ ..
เรื่องยี่ห้อนม ที่เมืองไทย รพ. ก็หยัดเยียดยี่ห้อนมให้แม่เด็กเอากลับบ้านไปทดลองเหมือนกันแหละ แล้วแต่ว่า สนิทกับเซลล์ขายนมบริษัทไหน ตอนเราคลอดที่เมืองไทย เราก็ได้นมกระป๋องจากรพ. มา 1 กระป๋อง ให้ลูกลองกิน ถ้ากินแล้วไม่ถูก ก็ต้องค่อยๆ เปลี่ยนยี่ห้อเองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกกับลูกเหมือนกัน แต่ลูกเรา พอเจอนมแม่ ก็ไม่ยอมกินนมกระป๋องแล้ว โดยส่วนตัว เราว่า กินนมแม่สะดวกและมีประโยชน์หลายอย่าง ประโยชน์ทั้งกับแม่ และเด็ฏ ไหนจะไม่ต้องมานั่งล้าง นั่งนึ่งขวดนม (วันๆ รวมขวดน้ำด้วยเป็น 10 ใบ ที่ต้องล้าง ต้องนึ่งทุกวัน เด็กกินนมแม่ ไม่จำเป็นต้องให้กินน้ำ แต่ถ้ากินนมผง จำเป็นต้องให้กินน้ำ) ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องเตรียมขวดน้ำ ขวดนม ขวดหนึ่งผสมน้ำแล้ว อีก 2 ขวดเป็นนมผงที่ยังไม่ผสม ไหนจะเตรียมขวดปล่าอีก วุ่นวาย ปวดหัว ในขณะที่ให้นมแม่ ลูกหิวก็ไม่ต้องอะไรเลย ควักอย่างเดียว เรื่องไม่สะอาดไม่ต้องกลัว เพราะมันพาสเจอไรซ์มาจากอกอุ่นๆ ของเราแล้ว แค่ทำความสะอาดตรงนั้น ก่อนให้ลูกกินนิดหน่อยเท่านั้นเอง เผลอๆ ก็ไม่ต้องด้วยซ้ำ เพราะมันไม่ได้สัมผัสเชื้อโรคอะไรในอากาศเหมือนตามแขนขา หน้าตาของเรา ;) ;) ส่วนวิธีการให้นมในที่พับบลิคแล้วไม่มีใครเห็นแตงไทยให้น่าอาย หาดูได้จากยูทูป ง่ายมั่กๆ ไม่จำเห็นต้องใส่บราสำหรับให้นมลูกให้วุ่นวาย (เราไม่มีสักตัว เราว่ามันไร้สาระอ่ะ)
แต่เอาเข้าจริงๆ คนเป็นแม่ เวลาลูกร้องหิวนม มันไม่สนใจหน้าไหนแล้วนะ ใครอยากมองก็มองไป เดินออกจากห้างร้าน ก็จำหน้ากันไม่ได้แล้ว จะไปแคร์อะไร ภูมิใจเสียอีก ที่เราเอาชนะตัวเองได้ เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเรา :D :D
#29domechulaJun 25, 2010
ขอบคุณคะคุณเพนนี จะรอฟังนะคะ รายละเอียดถี่ยิบดีคะ พูดถึงเมืองนอก บางสถานที่อย่างร้านอาหาร ถ้าจะให้นมลูก เค้าไม่อนุญาติก็มี อย่างบางประเทศเท่าที่ได้ยิน ไม่รู้แคนาดา ร้านอาหารส่วนใหญ่ หรือ สวนสาธารณะ หรือที่ราชการต่าง ๆ เค้าอนุญาติให้แม่ให้นมลูกที่พับลิคอย่างถูกกฎหมายหรือเปล่าคะ อย่างที่ยุโรป บางประเทศเค้าจะห้าม หรืออาจจะมีห้องให้นมลูกโดยเฉพาะก็ดีไป เท่าที่ทราบนะคะ :)
#30pennyJun 25, 2010
นอนไม่หลับ เลยมาเม้าต่อ อิอิ
เรื่องให้นมในที่พับบลิค ก็พอได้ยินมาเหมือนกันนะ แต่ที่แคนาดานี่ เราก็ควักเรี่ยราดตั้งแต่มาแลนด์ ตอนลูก 8 เดือน ยันขวบเศษๆ นั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นตามห้างร้าน เวลาไปช็อปปิ้ง เรสเตอรอง สถานที่ราชการ หรือที่ไหนๆ สาวมั่นไม่แคร์ใคร นอกจากลูกอย่างเรา ควักตลอดค่ะ ;) ;)
แต่ไม่เห็นมีใครว่าไรนะ ที่เจอๆ มีแต่คนมองแล้วยิ้มๆ แบบเอ็นดูซะมากกว่า คงนึกในใจ อีนี่กระเหรี่ยงหลงดอยมาจากไหน :D :D
แต่จริงๆ ตั้งแต่มาอยู่แคนาดา แทบไม่ค่อยเห็นคนให้นมลูกจากเต้าเลยอ่ะ เท่าที่ได้ยินมา คนที่นี่นิยมให้ลูกกินนมผงมากกว่า นมแม่ คนที่ให้นมแม่ ก็เห็นเค้าปั้มใส่ขวดนมให้กินกัน เราไม่อยากปั้มใส่ขวดนมพลาสติก เพราะมันมีสารอะไรสักอย่างที่ส่งผลระยะยาวกับฮอร์โมนเพศในเด็ก แล้วอีกอย่าง ความรัก ความผูกผัน ใกล้ชิด มันไม่เหมือนดูดนมแม่ไป มองหน้าแม่ไปนะ อันนี้พูดตามงานวิจัยที่เคยอ่านผ่านตามา คือให้ลูกกินนมแม่จากขวด มันไม่ค่อยได้คุณค่าทางจิตใจอ่ะ ไหนจะต้องมานั่งปั๊ม นั่งอะไรอีกวุ่นวาย
เรื่องประเทศที่ห้ามไม่ให้ให้นมลูกในที่พับบลิค อันนี้ไม่มีประสบการ์ณแถบยุโรปนะ แต่ที่เคยๆ ไปมาอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง อะไรพวกนี้ เราเปิดเผยตลอด ไม่ว่าจะที่สนามบิน ที่ร้านอาหาร โรงแรม หรือเวลาไปช็อปปิ้ง ก็ไม่เห็นโดนจับ หรือโดนใครเดินมาเตือน มาบอกนะ เรามันประเภท เพื่อลูก หน้าแม่ไม่มียาง แม่ทำได้ทั้งนั้น 555..
เคยมีอยู่ที ไปมาเลเซีย ตอนนั้นรู้สึกลูกจะเพิ่ง 6 เดือน ลูกร้องดังมากเพราะหิว เราเข้าแถวยืนรอสแตมป์วีซ่าอยู่กะสามีนานมากกก แบบคนก็มองมาที่เรากันหมดว่า ทำไมปล่อยให้ลูกร้องเสียงดัง เราก็เลยบอกสามีว่า ลูกหิวนะ ได้เวลาให้นมแล้ว เราจะให้นมลูกตรงนี้แหละ ไม่รอแล้ว จะทิ้งคิวไปแอบให้ตามซอกตึกก็ไม่ได้ เพราะคิวยาวมากกก คนเป็นร้อยไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวเรา สามีก็เตือนว่า มาเลเซียมันประเทสอิสลามนะ เธอให้นมประเจิดประเจ๋อไม่ได้ เค้าห้ามป่าวก็ไม่รู้ เดี๋ยวโดนตำรวจจับคนยิ่งมองๆ กันอยู่..
เราก็บอก ไม่สนแล้ว ใครจะมอง ใครจะจับตรูก็มา ถ้าจะจับตรูเข้าคุก เพราะตรูให้นมลูกก็มา ดูดิว่าจะกล้าจับตรูตอนกำลังให้นมลูกมั้ย ตรูจะได้ถามว่า ที่โตมาจนทุกวันนี้เนี่ย เพราะแม่ต้องเสียสละให้นมลูกเวลาหิวในที่สาธารณะ แบบที่ตรูกำลังทำเหมือนกันหรือเปล่า (ทำปากกล้าอีกนะเรา 555) แต่ก็ไม่เห็นมีจนท. หรือตำรวจที่ไหนมาว่า มาเตือนนะ แต่เห็นสายตาคนที่มองมา เหมือนเราทำอะไรน่าอาย น่ารังเกียจ หนักหนา ก็ขำๆ ดีกับความบ้า และเลือดเข้าตาของตัวเอง เพื่อลูกน้อย :D :D
#31domechulaJun 26, 2010
― ―
สาร BPA คะเป็นสารก่อมะเร็ง ส่วนเรื่องแม่ที่เป็นฝรั่งเค้าเลิกนมแม่กันไวมาก 2 เดือนก็เลิกกันแล้ว ที่ยุโรปเพื่อนอยู่ก็โดนแม่สามีให้เลิกเร็วเหมือนกัน แล้วก็บอกว่าต้องกินอาหารเสริมนะ นมผงมีคุณภาพมากกว่านมแม่ (เราก็อ่านว่านมแม่มีมากกว่า แล้วก็ความผูกพันธ์ระหว่างแม่กับลูกด้วย) เป็นไปได้หรือเปล่าเพราะฝรั่งเค้าเลิกนมกันไว ความรักแม่กับลูกไม่ค่อยเหนียวแน่นเหมือนแม่ไทยเท่าไหร่ เวลาพูดอะไรไม่่ค่อยฟังพ่อแม่ หรือก้าวร้าว แต่มันก็ไม่เสมอไป เพราะมันคงมีปัจจัยรอบข้าง และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
― ―
อย่าคิดไปทำแถวอาหรับนะคะ คุณเพนนี เอาเป็นว่า ดูไบ ถ้าคิสกันในที่สาธารณะ ใครเห็นโดนจับแล้วโดนปรับอีก จับมือก็ไม่ได้
#32JJ_JenJun 27, 2010
― ―
อยู่เมืองไทย ทำคลอดให้ชาวบ้านมาเยอะเหมือนกันค่ะ ปกติเราไม่ได้ถามความเห็นจากคนไข้ว่าจะให้ Episiotomy หรือไม่
เพราะหลักสูตรที่เรียนมา บอกไว้ว่า หากเป็นคุณแม่ท้องแรก คลอดครั้งแรกให้ตัดทุกราย ไม่ใช่ควรตัดหรือไม่ตัด ต้องตัดเท่านั้น
เพื่อเป็นการช่วยไม่ให้ปากมดลูกของคุณแม่ฉีกขาดระเบิดระเบ้อ การตัดจะตัดฝีเย็บเฉียงออกไปด้านข้างประมาณ 3 เซนติเมตร
จากประสบการณ์ตอนที่ตัดฝีเย็บนี่ คุณแม่มีแรงเบ่งมหาศาลและปากมดลูกจะบางเฉียบ เพราะหัวลูกลงมากดเต็มที่แล้ว ต้องรอจนถึงจังหวะนี้ล่ะคะ
เป็นวินาทีสำคัญก่อนการคลอดแค่ไม่กี่วินาทีเอง เราก็แค่สอดนิ้วเข้าไป แล้วบอกคุณแม่ว่า จะตัดฝีเย็บช่วยนะคะ :) แบบว่าแจ้งให้คุณแม่รู้ตัว คุณแม่บางคนก็รู้สึก บางคนก็ไม่รู้สึกอะไรเลย
คุณแม่บางคนนะ...ตะโกนออกมาอย่างดัง จะทำอะไรก็ทำเหอะ...อยากเบ่งจะแย่แล้วววว เราได้จังหวะก็ตัดเลย คุณแม่ไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด เพราะอารมณ์อยากเบ่ง มีมากกว่าจะสนใจฝีเย็บตนเอง :)
หากไม่ตัด...บางคนลูกตัวใหญ่มาก พอคลอดเสร็จ โอ้ววว!! แม่เจ้า ฝีเย็บฉีก stage 3 ฉีกขาดไปจนถึงรูทวารหนัก พยาบาลเย็บแผลเป็นชั่วโมงกว่าจะซ่อมแซมเสร็จ
เพราะมันขาดวิ่น ต้องควานหาเศษชิ้นเนื้อที่ขาดๆมาเย็บปะติดปะต่อกัน เหงื่อตกเลยทีเดียว เย็บไม่ดี คุณแม่หลังคลอด ฉีก็ไม่ได้ อึก็ไม่ได้ ก็ต้องมาเลาะทำให้ให้แม่เจ็บตัวอีก
หมอสูติที่เมืองไทยหลายท่าน เขาไม่ค่อยถนัดเย็บหรอกค่ะ หรือเย็บมา ก็เย็บไม่สวย เป็นปมด้อยให้คนไข้ไปจนตายอย่างนี้ก็มี
เราชอบเย็บผ้าอ่ะ...ตอนอยู่ห้องคลอด ก็โดนเรียกให้มาเย็บตลอด ใครเป็นพยาบาลห้องคลอด ก็หลังสู้เพดาน หน้าสู้ perineum กันค่ะ :) :)
แต่คุณแม่บางคนที่ผิวหนังเป็น Keloid ได้ง่าย เวลาเย็บแผลไป พอหายแล้วก็อาจจะคลำเจอคีลอยด์นี้นะคะ ก็เป็นความรู้สึกแย่ไปอีกแบบ
แต่หากเป็นคุณแม่ที่เคยคลอดเองมาก่อน พอท้องหลัง จะไม่ต้องตัดฝีเย็บแล้วค่ะ เพราะว่าปากมดลูกจะยืดหยุ่นและฉีกตามรอยเดิม และก็ขาดสวย เย็บง่าย หรือไม่ต้องเย็บเลย เพราะจะติดเองได้ตามธรรมชาติ
ที่แคนาดา ก็ยึด Concept นี้เหมือนกันนะคะ เขาเลยไม่ตัดปากมดลูก แม้ท้องแรกก็ไม่ตัด แต่คุยกับ Midwife ที่นี่
ก็เคยสนทนากันเรื่องการ save หัวลูกและรูดปากมดลูกตอนช่วงวินาทีที่หัวลูกคลอด ว่าที่นี่ทำอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้ปากมดลูกฉีกขาดระเบิดระเบ้อ ถล่มทลาย
การคลอดปกติไม่น่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ เพราะกลไกการคลอด มี 10 ขั้น เป็นไปตามธรรมชาติที่จะต้องเป็น
เช่นในขั้นที่คลอดหัว แม่เกิดแรงเบ่งสุดๆ เหมือนคนไม่ได้ถ่ายมาเจ็ดวัน แล้วต้องเข้าไปเบ่งให้ออกในห้องน้ำเดี๋ยวนี้ เมื่อนั้นล่ะ ลมเบ่งจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลยค่ะ
ที่สำคัญคือ ตอนเบ่งให้ปิดปากให้สนิท อย่าตะโกนหรือร้องเสียงดังนะคะ เดี๋ยวลมเบ่งออกไปทางปากหมด ให้เบ่งลมลงก้น ปิดปากให้แน่นเท่านั้น
เบ่งยาวๆๆ อู๊ดดดดดดดดเดียว ก็ออกแล้วค่ะ แล้วคนทำคลอดจะบอกว่าให้หยุดเบ่งตอนที่หัวลูกคลอดออกมาแล้ว เพราะต้องรอกลไกต่อไปที่จะเกิดแล้วทำคลอดใหล่ให้ ก็ดึงตัวลูกออกมา
การใช้ forceps และ Vacuum ไม่ถือเป็นการคลอดปกตินะคะ เพราะเป็นการใช้เครื่องมือช่วยคลอด หมอบางคนอย่างเร่งทำให้เสร็จเร็วๆ ก็ใช้เครื่องมือช่วย
บางคนก็ใช้เครื่องมือ เพราะว่าแม่ไม่มีแรงเบ่งๆ จริงๆ ก็หลากความเห็นแตกต่างกันไปค่ะ
#33pennyJun 27, 2010
― ―
สงสัยท้องนี้ จะได้เคล็ดลับจากน้องเจนไปใช้ซะแล้ว เพราะกำลังกลัวว่า หมออาจไม่ผ่าคลอดให้ แม้จะผ่าคลอดท้องแรกมาก่อนก็เถอะ พี่คงต้องถอนหายใจลึกๆ เลยละน้องเจน แค่ฟังเค้าเล่าว่า คลอดเองแล้วโดนไล่ให้กลับบ้านวันรุ่งขึ้นก็ใจแป๋วแล้ว :-\
#34KhingJun 27, 2010
[quote author=JJ_Jen link=topic=5479.msg40091#msg40091 date=1277599309]
เราชอบเย็บผ้าอ่ะ...ตอนอยู่ห้องคลอด ก็โดนเรียกให้มาเย็บตลอด ใครเป็นพยาบาลห้องคลอด ก็หลังสู้เพดาน หน้าสู้ perineum กันค่ะ :) :)
อืมม์..............อาหมวยเย็บเก่ง............อ่านแล้ว นึกภาพเนื้อเปื่อยต้ม....... yum ;D
#35domechulaJun 27, 2010
ได้ความรู้ีดี ๆ จากคุณเจนอีกแล้ว ไม่รู้ว่าพยาบาลที่เมืองไทยสามารถช่วยหมอเย็บในห้องคลอดได้ด้วย นึกว่าต้องเป็นพยาบาลพิเศษเฉพาะด้านการทำครรภ์ เพราะเท่าที่เข้าใจพยาบาลเมืองนอก ถ้าอยู่ในห้องคลอดต้องเรียนเฉพาะด้าน หลังจากเรียนจบพยาบาล 4ปีแล้ว ใช่หรือเปล่าคะคุณเจน ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า หวังว่าท้องแรกจะไม่ขาดหลุดลุ่ย ภาวนาเจอหมอเย็บ/หมอทำคลอดดี ๆ ถ้าคุณเพนนีคลอดแล้ว หวังว่ามาแชร์ประสบการณ์ใ้ห้ฟังนะคะ :)
ุคุณเพนนี คนท้อง กินส้มตำไทยได้ไหมคะ แต่คิดว่าถั่วหรือผักไม่ได้ต้ม น่าจะกินไม่ได้ใช่หรือเปล่า ลองเสิรท ๆ ดูบางคนว่ากินได้ บางคนกินไม่ได้ เลยอยากถามผู้มีประสบการณ์คะ
แล้วพวกผักสดอย่างเช่น ผักกาดหอม แครอทสด กินกับพวกยำทั้งหลาย หรือกินแกล้มเคียงกับอาหารอื่น ๆ เราสามารถกินสด ๆ ได้ไหมคะ หรือควรทำผักทุกอย่างต้ม/ผัด/แกง โดยผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะดีกว่าคะ
#36pennyJun 27, 2010
― ―
ข้าพเจ้ากินทุกอย่างเลย ส้มตำก็กิน แต่ไม่กินตำปลาร้า ตำปู หรือของดิบๆ ช่วงท้อง วานซืนก็เพิ่งตำแครอทเปิปกะข้าวเหนียว หมูย่าง กับเจ้าลูกชายคนโตไป นัวจริงๆ อิอิ
เราว่า กินผักสด ได้คุณค่าทางอาหารมากกว่าผักต้มอีก แต่ที่สังเกต คือ กระหล่ำปลี กินมากๆ แล้วจะแน่นท้อง หายใจไม่ออก ไม่ว่าจะสุก หรือดิบ เราเลยไม่ค่อยกิน เจอไป 2-3 ครั้งเลยเลิกกินเลย เพราะมันทรมานตอนหายใจ เหมือนหายใจไม่สุด นอนก็ไม่หลับ พอบ่นให้แฟนฟัง แฟนก็บอกว่า คนท้องที่นี่ เค้าไม่กินกระหล่ำปลีกันเยอะ เพราะมันทำให้แน่น แล้วกินเยอะๆ ไม่ดีด้วยนะ มันจะไปฟอกเลือกหรือไงเนี่ยแหละ ถ้าจำไม่ผิด...
#37domechulaJun 27, 2010
ขอบคุณนะคร้า คุณเพนนี ไว้จะรอความรู้ใหม่ ๆ จากคุณเพนนีและท่านอื่นๆ ถ้ามีอะไรแชร์ให้ฟังกัน ;D
#38JJ_JenJun 27, 2010
พี่เพ็ญ เจนว่ากลับบ้านเร็วนี่ดีนะคะ เพราะว่านอนอยู่บ้าน สบายกว่านอนอยู่โรงพยาบาลอ่ะคะ หากพี่เพ็ญคลอดเอง หลังคลอดเสร็จ พี่เพ็ญก็เดินได้เลยค่ะ หลังคลอด..เวลานั่งให้นมลูก จะเจ็บแผลที่ฝีเย็บ ต้องนั่งเอียงๆเอานะคะ แต่หากได้ส่องไฟวันละสองครั้ง ทำเช้า-เย็น ครั้งละ 15 นาที 7 วันแผลก็ติด และแห้งค่ะ ไม่รู้พี่เพ็ญมีแผนจะอาบน้ำสมุนไพร หรือเตรียมสมุนไพรต้มอาบหลังคลอดหรือเปล่าคะ :)
― ―
พยาบาลวิชาชีพที่เมืองไทย สอบใบประกอบวิชาชีพของการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ค่ะ
สามารถทำคลอดและเย็บแผลฝีเย็บได้ และสามารถใช้คีมช่วยในการทำคลอดได้ด้วย มีกฏหมายรองรับ
หากใครคลอดที่เมืองไทย แล้วบอกว่าอยากจะคลอดเเอง เราจะบอกเลยว่าให้พยาบาลทำคลอดให้ แต่หากอยากจะผ่า ก็ให้หมอผ่าคลอดไป พยาบาลที่อยู่ห้องคลอดมานานเป็นสิบปี มีประสบการณ์ทำคลอดปกติมาเยอะนะคะ อันนี้บอกได้จากประสบการณ์เลย หมอนิยมผ่ามากกว่าทำคลอดปกติให้คนไข้เพราะหมอเดินเข้าห้องผ่าตัดไปผ่านี่ ใช้เวลาน้อยกว่า รอให้ปากมดลูกคนไข้เปิดครบ 10 cms และยังต้องรอกลไกการคอดตามธรรมชาติอีก เราจะเห็นได้บ่อยเลยค่ะ ที่หมอไม่รอให้กลไกการคลอดเกิดเอง หมอเร่งให้เด็กคลอด ด้วยการใช้ Vac และดึงรกเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วไม่รอให้รกลอกตัวตามธรรมชาติ แสทำคลอดรกอย่างที่ควรจะทำ ผลเสียคือ คุณแม่ตกเลือดหลังคลอดตามมาเป็นแถวๆ เรื่องนี้ไปค้นหางานวิจัย หรือสถิติจากโรงพยาบาลต่างๆของเมืองไทยได้เลย ดังนั้นหมอที่ทำธุรกิจกับคนไข้มาคลอด เขาจึงไม่ส่งเสริมให้คนไข้คลอดเอง เพราะเวลาของหมอเป็นเงินเป็นทอง
คนท้อง....มักจะมีอาหารหนึ่งหรือสองอย่างที่อยากทานเป็นประจำ ทานได้ทุกวันไม่เคยเบื่อเลย พี่เพ็ญมีเมนูพิเศษหรือเปล่าคะ แบบว่าอยากทานมากๆๆ ตอนนี้ก็มีเพื่อนที่ท้อง อยากทานส้มโอ กับเกาเหลาลูกชิ้นเนื้อเปื่อย แล้วส้มโอในแคนาดาก็ไม่ใช่หาได้ง่ายๆเน๊าะ แต่สามีก็ดี ช่วยหาสุดความสามารถ :) วันไหนหากสามีหาส้มโอไม่ได้ เธอได้เศร้าจนน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วงเลยอ่ะ
เรื่องผักสด เราก็เห็นด้วยว่า ผักสด ดีกว่าผักต้มนะคะ เพราะวิตามินหลายอย่างละลายไปกับความร้อน เพียงแค่อย่าทานผักที่มีแคลเซียมอ๊อกวาเลตในปริมาณเยอะๆก็พอ เพราะเดี๋ยวพอคลอดเสร็จจะมีปัญหานิ่วตามมาอีก ทานผักให้สมดุล ควรทานผักทั้งเจ็ดสีเป็นประจำ จำได้ว่าเคยอ่านจากหนังสือหมอชาวบ้านนานมาแระ บอกว่าทานผักผลไม้ให้ได้เจ็ดสีอย่างสม่ำเสมอ ป้องกัน 49 โรค และลูกออกมาแข็งแรง ลองดูนะคะ ข้างล่างนี้ได้มาจาก ทานผัก 7 สี เคล็ดไม่ลับฉบับ “ครูเล็ก ภัทราวดี”
ผักสีแดง ได้แก่ มะเขือเทศ ส้มโอสีชมพู แตงโม ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบำรุงปอด โรคมะเร็งที่หัวใจและปอด ผักผลไม้สีแดงช่วยป้องกันได้
ผักผลไม้สีแดง-ม่วง ได้แก่ องุ่น ลูกพรุน แครนเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ลแดง สำหรับคนที่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดควรต้องรับประทานผัก- ผลไม้ในกลุ่มนี้ เพราะผลไม้สีแดง-ม่วง จะเข้าไปช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง
สีส้ม ได้แก่ แครอท มะม่วง แอปริคอต แคนตาลูป ฟักทอง มันฝรั่งหวาน ผลไม้จำพวกแตง พิเศษสุดสำหรับสาวๆ ที่อยากเป็นสาวสุขภาพดีและมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง นวลเนียนแล้วล่ะก็ ผักผลไม้สีส้มสามารถช่วยได้ แถมยังช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย
ผักผลไม้ในประเภทสีส้ม-เหลือง ได้แก่ ส้ม ส้มเขียวหวาน พีช มะละกอ เนคทารีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงหัวใจ และกระเพาะอาหาร และสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือท้องผูก สีส้ม-เหลืองก็พอช่วยได้ และในสีส้ม-เหลืองนี้ยังมีวิตามินซีจำนวนมาก ผักผลไม้สีส้ม-เหลืองยังบำรุงระบบเซลล์ในร่างกาย และมีความสารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ได้อีกด้วย
สีเหลือง-เขียว ผักผลไม้ประเภทนี้ ได้แก่ ผักขม อโวคาโด แตงโมฮันนีดิว กะหล่ำเขียว ผักกาดเทอร์นิพ ข้าวโพดเหลือง ถั่วลันเตา ผักผลไม้สีนี้มีประโยชน์ช่วยบำรุงตับของเราให้แข็งแรง และยังกระตุ้นระบบการฟอกของเสียต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย
ผักผลไม้ประเภทสีเขียวได้แก่ บร็อกโคลี่ หัวกะหล่ำปลี กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีจีน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักบุ้ง แน่นอนว่าที่เราเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันเสมอๆ ว่ากินผักบุ้งจะทำให้ตาหวาน เพราะว่าพืชผักผลไม้สีเขียวนี้จะมีวิตามินเอเยอะ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการบำรุงสายตาของเราให้มีสุขภาพดีค่ะ
ผักที่มีสีขาว-เขียว ผักผลไม้ในประเภทสุดท้ายนี้ ได้แก่ กระเทียม ใบกระเทียม หัวหอม ขึ้นฉ่าย ลูกแพร์ ใบเอนไดฟ์ ประโยชน์ของผักผลไม้สีนี้ก็คือ ช่วยในการทำงานของระบบหมุนเวียนต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจ ใครไม่อยากเป็นโรคหัวใจก็ต้องบริโภคผักผลไม้สีขาว-เขียวกันเยอะๆคะ
#39JJ_JenJun 27, 2010
เอารูปหมอนรองให้นมลูกมาฝากค่ะ เผื่อพี่เพ็ญมีเวลาว่างๆ เย็บเองก็ได้นะคะ :) :)
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=goodies&month=08-04-2010&group=5&gblog=1
#40domechulaJun 28, 2010
คุณเจนพยาบาลใจดี ข้อมูลแน่นเพียบมาบอกกันอีกแล้ว :) หมอนน่ารักมากคะ แต่เหมือนหมอนนอนบนเครื่องบินเลย ใช้ด้วยกันได้ด้วยหรือคะ
พูดถึงผักที่คุณเจนให้มา กลุ่ม สีแดง-ม่วง ได้ยินว่ากินมากอาจทำให้สารเคมีตกค้าง เห็นแม่บางคนจะกินทีก็จะไปเลือกกินแบบออร์แกนิกแทน ไม่ทราบเท็จจริงอย่างไรคะ ถ้าเราหาซื้อกินตามตลาดธรรมดา จะมีผลอะไรถึงตัวเด็กในครรภ์ไหม
เรื่องวิตามินเอ อ่านมาว่ากินมากก็ไม่ดี โดยส่วนตัวเป็นคนชอบทานผักสีเขียวมาก กลัว ๆ อยู่เหมือนกัน
วันก่อนคุณเพนนีบอกว่ากินน้ำนมถั่วเหลือง(เมืองไทยซื้อกินร้อน ๆ หาง่าย) ดิฉันอยากถามว่าถ้าเรากินซีเรียลตอนเช้า แล้วใช้นมโคที่แทนประจำเหมือนปกติทานทุกวัน จะเป็นอะไรไหม เพราะอ่านๆ บางคนไม่ใช้เลยเพราะกลัวลูกแพ้นมโค หรือควรกิน soy milk แบบพาสเจอร์ไรซ์ดี แต่เห็นน้ำตาลเยอะ นี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ??? อันนี้จริงเท็จอย่างไรจากผู้มีประสบการณ์คะ
ส่วน peanut butter ได้ยินมาว่ากินแล้วดี บางคนก็ว่าไม่ดี เพราะเด็กเกิดมาอาจแพ้ได้ อันนี้เท็จจริงอย่างไรคะ
ขอวกไปเรื่องปลานิดนึงนะคะ ที่ว่าปลาเนี่ย คนแคนาดาทานปลาอะไรกันบ้าง (รบกวนบอกชื่อปลาด้วยจะดีมากเลยคะ) :) ถ้าบ้านเราทานกันปลาดุก ปลาน้ำจืด งดปลาทะเล ดิฉันไม่ถนัดปลาเมืองนอกเท่าไหร่ ยกเว้นแซลมอล แล้วปลา snapper นี่กินได้หรือเปล่าคะ
ขอบคุณคะ
#41elleJun 28, 2010
แวะมาบอกว่าหมอที่นี้ก็เย็บให้ค่ะ
ตอนที่คลอด เบ่งไม่ออกค่ะ นานมาก หมอเลยตัดสินใจทำ Episiotomy
จากนั้นก็เย็บให้เหมือนเดิม.....
อ้อ เฉาะไม่พอ ลูกเนี่ยเอาคีมหนีบออกมาด้วย หัวยาวเชียว ฮ่าๆๆๆ
แต่หลังจากนั้นหัวเค้าก็เข้ารูปค่ะ ตอนนี้ก็ปกติไม่เห็นหัวเบี้ยวหรือยาวอ่ะไร
#42JJ_JenJun 28, 2010
ชีวิตกับการรับประทาน เราว่าทำให้มันสมดุลนะคะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ;D ;D ;D
สารเคมีอ่ะ มันหลีกเลี่ยง หนีไม่ค่อยพ้นอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อย่างสมมติว่า จะทำสเต๊ก ทานกับสลัด เนื้อวัว ที่เลือกมามีสารเร่งการเจริญเติบโตหรือหรือเปล่า ซ๊อสที่เอามาหมักสเต๊ก มีสารกันบูดหรือไม่ ผักที่เอามาทำสลัดแต่ละชนิด มีสารเคมีหรือเปล่า เป็น GM Food มั้ย อีกหลากหลายคำถามตามมา หากเลือกซื้อผักและเนื้อแบบออร์แกนนิค แล้วพวกซ๊อสต่างๆล่ะคะ เป็นออร์แกนนิคด้วยหรือเปล่า เรื่องอาหารนี้ยากเหมือนกันนะคะ เราว่าเดินทางสายกลาง สมดุล ไม่มากไป ไม่น้อยไป ดีกว่าค่ะ ซื้อผัก ผลไม้มา ล้างให้สะอาด ล้างหลายๆน้ำ แช่ด่างทับทิมซักนิด ก็จะช่วยให้เราบริโภคสารเคมีลดลงค่ะ
แคนาดา รับผัก ผลไม้ มาจากอเมริกา ซึ่งอเมริกา ได้ชื่อว่าใช้สารเคมีในการกสิกรรมเยอะที่สุดในโลกเลยมั้ง ซื้อผัก ผลไม้ เลยต้องล้างให้ดีดี หลายๆครั้ง :) :)
ผักและผลไม้ ที่มีวิตะมินเอ หากสกัดเอาวิตะมินเอออกมา ปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พบว่าต้องทานเป็นตัน หรือหลักพันกิโลกรัมขึ้นไปถึงจะไม่ปลอดภัย
ดังนั้นวันนึงทานผักผลไม้ (ที่มีวิตะมินเอ) อย่างสลัดหนึ่งจาน หรือว่าน้ำพริกกับผักสดหนึ่งจาน ก็คงอิ่มแล้วค่ะ คงทานมากกว่านี้ไม่ไหว อิอิ :) :)
หากชอบทานผักและผลไม้ที่มีสีเข้ม จะได้แคโรทีน ซึ่งแคโรทีนเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นวิตะมินเอ ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพของผิวหนังและการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายและสายตา ช่วยทำให้ผิวหนังไม่แห้ง และสดชื่นเปล่งปลั่งอยู่เสมอ ผักผลไม้ที่มีแคโรทีน อย่างเช่น ผักใบเขียวเข้ม คะน้า ตำลึง ผลไม้ที่มีสีส้มเข้ม มะเขือเทศ แครอท มะละกอสุก กล้วย มะม่วงสุก ฟักทอง เราว่าทานปริมาณพอเหมาะ ไม่ได้ทานมากก้ไม่เป็นไรค่ะ เพราะว่าหากขาดวิตะมินเอ สาวๆคงดูไม่สวยเป็นแน่ เพราะขาดวิตะมินเอ ผิวหนังจะแข็งเป็นเกล็ดฝอย แล้วเข้าไปอุดต่อมน้ำมันและต่อมเหงื่อ ทำให้ดูผิวแห้ง ไม่มีน้ำมันให้ผิวหนังชุ่มชื้นนะคะ
เรื่องนมวัว หรือนมถั่วเหลือง แคนาดามีนมถั่วเหลืองจืดขายนะคะ ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาล :) :) แต่เวลาคุณท้องขึ้นมา...นมอะไรที่คุณแม่อยากทาน ก็ทานไปเลยค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะแพ้หรอก เพราะหากแม่ทานได้ ลูกสุขภาพดี ถือว่าดีแล้วค่ะ คุณแม่บางคน แพ้ไปหมด ทานไม่ได้ไปจนคลอด ลูกออกมาแย่ คลอดก่อนกำหนดก็เยอะนะคะ หากคุณแม่ทานได้ เราคิดว่าทานไปเลยค่ะ ...แต่ทานไปเลยนี่ ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นะคะ อิอิ เอาแค่ทานครบห้าหมู่ มีคุณภาพ และนอนหลับฝันดี ก็ดีแล้วค่ะ
เรื่องหมอน หมอนให้นมลูกจะมีขนาดใหญ่กว่าหมอนรองคอที่ใช้เวลาเดินทางประมาณสามเท่ามั้ง เพราะว่าจะเอาส่วนโดนัทด้านในใส่ตรงเอวคุณแม่ เวลานั่งให้นม และส่วนที่เป็นหมอน ก็จะรองตัวลูกได้อ่ะคะ เวลานั่งให้นม คุณแม่จะได้ไม่เมื่อย เกือบลืม ให้ลูกดูดนมจากเต้าคุณแม่ไม่น้อยกว่าหกเดือน ช่วยคุณแม่ป้องกันมะเร็งเต้านมได้ด้วยนะคะ :) :)
peanut butter ทานประจำ ดีค่ะ มีวิตะมินอีจากถั่วด้วยค่ะ และได้โปรตีนสูงด้วย
เรื่องปลา บ้านเราทาน Salmon Trout และ Cod นะคะ อยู่ BC แซลมอนหาง่าย ราคาไม่แพงค่ะ ได้ทานปลาสดด้วย ซื้อมาตัวใหญ่ๆหนึ่งตัว เราตัดไว้ประมาณ 8-10 ชิ้น
ปลาทั้งสามอย่างที่ชอบทานนี้ สามีชอบทำสเต๊ก ส่วนเราชอบเอาไปนึ่ง แบบนึ่งปลาค่ะ ใส่ผักกาดขาว ต้นหอม คื่นช่าย บล๊อกโคลี่ และแครอท ทานกับแจ่ว เท่านี้ก็ได้คุณค่าอาหารครบค่ะ
snapper ก็ทานนะคะ ชอบ Red snapper เหมือนกัน
#43JJ_JenJun 28, 2010
คุณ elle เจ็บท้องนานมั้ยคะ เราอยากรู้ว่า ระหว่างรอคลอด และคนไข้เจ็บท้องมากๆนี่ มีพยาบาลมานวดหลังและสอนเทคนิคการหายใจให้หรือเปล่า :)
เพราะที่ BC โรงพยาบาลใกล้ๆบ้านเราเองล่ะ เขาไม่ได้ทำอะไรให้คนไข้เลยอ่ะ เห็นคนบ่นๆ เยอะเหมือนกัน และไม่เย็บฝีเย็บให้ด้วยค่ะ :) :)
#44domechulaJun 28, 2010
― ―
ที่แคนาดามีด่างทับทิมขายด้วยเหรอคะ ภาษาอังกฤษแปลว่าอะไรคะคุณเจน นึกว่าต้องซื้อน้ำยาล้างผักโดยเฉพาะ แต่ได้ยินมาว่า ถ้าตั้งครรภ์ไม่ควรใช้เพราะอาจไปทำลายเด็ก แล้วอย่างนี้ เราควรล้างน้ำแช่หลาย ๆ ครั้งอย่างเดียว กรณีตั้งครรภ์ใช่หรือเปล่าคะ
― ―
ที่ว่านมถั่วเหลืองจืดมีขาย มีขายทุกจังหวัดหรือเปล่าคะ แล้วขายกันที่ร้านไหน ทำกินเองแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นแช่แข็งสักวีค แล้วเอาออกมาเวฟอุ่นๆ จะมีปัญหาอะไรกับเด็กในครรภ์หรือเปล่า เพราะอ่าน ๆ ดูเค้าว่าห้ามกินของ leftover เพราะจะมีสารอะไรสักอย่างจะทำปฏิกิริยากับครรภ์
― ―
พูดถึงการให้นมลูกจากอกแม่ อย่างต่ำ 6เดือน คุณเพนนีพยายามมากเลยให้ถึงตั้ง 2 ขวบแหนะ เค้าว่าช่วยลดน้ำหนักไวด้วย แล้วก็คุณค่าทางจิตใจระหว่างแม่และลูก คุณเจนพอจะหาลิ้งค์หรือวิจัยที่เป็นภาษาอังกฤษว่าการให้นมแม่กับลูกเกิน 6 เดือน ไม่มีอันตรายต่อตัวแม่และลูกได้ไหมคะ (คุยกับคนที่บ้านว่าจะให้ถึง 1 ปี แต่เค้าไม่เชื่อ เค้าว่าอาจจะทำให้มีปัญหาไม่เราก็เด็ก) พอดีหาแล้วหาไม่เจอ สงสัยคำจำกัดความไม่ครอบคลุมในการเสิรทพอ :-\
― ―
แล้ว snapper ที่ขายที่แคนาดา เค้ามีแยกหรือเปล่าว่าเป็นน้ำเค็มหรือน้ำจืด แล้วส่วนใหญ่ตามร้านเค้าขายติดป้ายบอกว่าเป็นน้ำเค็มน้ำจืดหรือเปล่าคะ เคยซื้อปลากิน ก็แซลมอลตลอด เลยไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย ไม่มีความรู้เรื่องปลาฝรั่งเลยคะ ???
#45domechulaJun 28, 2010
― ―
อยากทราบเหมือนคุณเจนอยู่พอดี เพิ่งจะได้ยินจากคูณแอลครั้งแรกว่าหมอแคนาดาเย็บแผลให้ ไม่ทราบว่าอยู่เมืองไหนคะ ถ้าเมืองใหญ่ ๆ คุณหมอไม่ค่อยจะทำให้นะคะ โชคดีจัง
#46elleJun 29, 2010
แอ๋วคลอดที่เคดิตเเวเล่ย์ค่ะ ก็เห็นเค้าเย็บให้นะคะ แต่กรณีแอ๋วมันค่อนข้างไม่ธรรมดาเพราะปากมดลูกเปิดสามเซ็นต์ แล้วก็ไม่เปิดอีกเลย...
ไม่มีอาการเจ็บท้องอะไรเลย....จนต้องโดนเร่งคลอด..บล็อกหลัง.....แถมยังเบ่งไม่ออกอีก...อิอิ...หมอเลยต้องกรีดค่ะ แล้วเอาคีบเอาเด็กออกมาก...เพราะปล่อยไว้นานมากแล้ว
หลังจากนั้นเค้าก็เย็บให้นะคะ....แต่แอ๋วโชคร้าย ตอนกรีด หมอดันไปกรีดโดนเส้นเลือดอะไรไม่รุ้...แอ๋วเลือดตกในค่ะ เลยต้องโดนเข็นเข้า ER
ไปโดนเฉาะอีกรอบ ขูดมดลูก แล้วก็เย็บอีกรอบ......นอนโรงบาลสองวัน กลับบ้านโลด อิอิ
#47pennyJun 29, 2010
― ―
ไม่ได้เอาอะไรมาเลยน้องเจน ตอนที่ขนของใส่ตู้มา ใจอยากเอาตู้อบสมุนไพรมาด้วย แต่สามีไม่ให้เอามา ดูดิ จะทำไงละทีนี่ ไม่มีตู้อบแผลเลย ส่งสัยต้องทำกระโจมเอง เหมือนที่แม่เคยทำให้ตอนท้องแรกซะแล้ว พูดถึงส่องไฟ ทำยังไงอ่ะน้องเจน ทำไม่เป็น ใช้ไฟนีออนธรรมดา แล้วเราไปยืนคร่อมง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ อีกอย่างว่าจะถามน้องเจน คลอดเองเสร็จ แล้วตอนฉิ่งฉ่อง ไม่แสบแผลตายเหรอ กว่าแผลจะแห้งตั้งอาทิตย์หนึ่งอ่ะ นึกแล้วไอหย๋า..
คนท้อง....มักจะมีอาหารหนึ่งหรือสองอย่างที่อยากทานเป็นประจำ ทานได้ทุกวันไม่เคยเบื่อเลย พี่เพ็ญมีเมนูพิเศษหรือเปล่าคะ
พี่ซัดทุกอย่างเลย ไม่มีจานพิเศษ เอาแค่ขอให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อเป็นพอ แล้วตามด้วยน้ำผัก หรือน้ำผลไม้
แต่ที่กินบ่อยกว่าเพื่อนคือ สุกี้จ๊ะ ใส่ผักได้หลายสีเลย แล้วแต่ว่าในตู้มีผักอะไรเหลือ ก็โยนๆ ใส่ไป ใส่ไข่ ใส่เนื้อ ใส่สาหร่ายทะเล (แทนปลาทะเล) ใส่ข้าว หรือวุ้นส้น ครบห้าหมู่ ใน 1 ชามพอดี ลูกน้อยรับไปเต็มๆ .. :) :)
― ―
หมอนมีแล้วจ๊ะ ลูกพี่ลูกน้องสามีขนของใช้เด็กอ่อนมาให้เพียบเลย ทั้งเปลไกว เปลโยก โจลี่ จั้มเปอร์ ม้าโยก สารพัดอย่างเลย แต่ไม่มีของที่เราเห็นว่ามันจำเป็นจริงๆ สำหรับเราเลย ใจเรานึกถึงแต่คาร์ซีทอย่างเดียวที่อยากได้ และคิดว่าจำเป็นต้องหาซื้อเพิ่มอีกอันหนึ่ง เพราะเจ้าคนโตเพิ่ง 2 ขวบครึ่ง ยังต้องใช้อยู่ แต่พอเห็นเค้าเอาของมาให้ มึนเลย ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะกลุ้มว่า เอามา ตรูจะได้ใช้เหรอป่าวฟ่ะเนี่ย แถมบ้านตรูก็เล็กนิดเดียว ไม่มีที่จะวางจะเก็บอ่ะ แหะๆ
จริงๆ นะ ขอนินทาหน่อยเถอะ พอเห็นของที่เค้าเอามาให้แล้วได้แต่นึกในใจ เค้าใช้เงินกันแบบนี้เหรอเนี่ย ถ้าเป็นเศรษฐีจะไม่ว่าเลย (เห็นแล้วกลัวใจว่า ลูกเค้าจะกลายเป็น สปอย ไชลด์ ในอนาคต) ของพวกนี้มันของใช้ประเดี๋ยวประด๋าว 6-12 เดือนก็ต้องทิ้ง ต้องเปลี่นแล้ว รกบ้านป่าวๆ แถมเป็นการปลูกฝังนิสัย แมททีเรียลลิซึ่มให้ลูกเคยชินแต่เล็กแต่น้อยด้วย (คิดไกลไปป่าวไม่รู้นะ แต่ไม่ชอบหว่านเงินกะอะไรที่มันฉาบฉวย ไม่มีประโยชน์แบบนี้อ่ะ อย่างพวกเปลโยก เปลไกวนี่ย จริงๆ ให้ลูกนอนมากไม่ดีกะโครงสร้างกระดูกสันหลัง เพราะเค้านอนขดในท้องเรามาตั้ง 9 เดือนแล้ว ควรให้นอนเปลพื้นราบมากกว่า เพื่อให้โครงสร้างกระดูกมันพัฒนาไปตามที่ควรจะเป็น ใช่ม่ะ)
ตอนพี่คลอดคนแรก หมอนพี่ก็ไม่ซื้อ เราว่า ไม่จำเป็น เราเคยลองใช้ที่รพ. ตอนคลอดลูก เพราะพยาบาลเอามาให้ใช้ ตอนให้นมลูก เราไม่ถนัดอ่ะ หมอนมันชอบลื่นออกจากตัว แล้วดูเหมือนจะสูงกว่าระดับอกเราด้วย ลูกนอนไม่สบาย สู้อุ้มแนบอกให้นมไม่ได้ ลูกดูจะแฮปปี้มากกว่า ส่วนเปลเราก็มีเพลย์เพน พื้นราบ แบบแกว่งได้ อันเดียว ใช้ยันเจ้าคนโตเกือบๆ ขวบครึ่งได้ เพราะหัวกับปลายเท้า มันยาวจนแตะขอบเปลได้แล้ว เลยเปลี่ยนเป็นเตียงเดี่ยวให้เค้า กะว่า ให้ใช้ยาวจนเป็นหนุ่มมีแฟนโน้นเลย (อีแม่ขี้งก อิอิ)
นี่เจ้าคนเล็กคลอดก็ว่าจะให้นอนเพลย์เพนชของพี่เค้าไปก่อน โตแล้ว ค่อยหาซื้อบัคเบด มือสองเอา เพราะที่บ้านคับแคบ มีห้องนอนแค่ 3 ห้อง ไม่มีที่จะให้วางเตียงลูก 2 คนจริงๆ
ส่วนตอนนี้ พี่กำลังเมามันเตรียมของคลอด กะการเย็บผ้าอยู่ เมื่อวานเพิ่งเย็บ pouch sling เสร็จ วันนี้เย็บ baby carrier อยู่จ๊ะ พอดีเมื่อคืนเจอแพทเทริน์ของยี่ห้อ Baby Bjorn (ราคาขายตั้งเกือบ 200 แหนะ) ในบล็อคของฝรั่งคนหนึ่ง เราเลยจัดการปริ้นต์ แพทเทริน เอามาขยายซะเลย ตอนนี้กำลังใส่ใยสังเคราะห์อยู่ คาดว่าพรุ่งนี้จะเย็บเสร็จ จริงๆ ถ้าไม่มีลูก มีสามีมากวนตัว พี่ว่าเย็บเต็มที่ ครึ่งวันเสร็จ งานนี้ลงทุนแค่ 3$ เอง เป็นค่าสายรัดบ่า ที่ซื้อมาจากดอลล่าร์ สโตร์ :D :D เค้าเอาไว้รัดกระเป๋าเดินทาง แต่พี่เอามาประยุกต์เป็นสายรัดบ่า เพราะไปหาซื้อที่วอลมาร์ท มันมีแต่ขนาด 1 นิ้ว หัวเข็มขัด กะสายเส้นใหญ่ๆ แข็งแรง แบบนี้ไม่มีขาย เดี๋ยวเสร็จแล้วจะเอาผลงานเน่าๆ มาโชว์น้า ;) ;)
#48JJ_JenJun 29, 2010
พี่เพ็ญ เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขยันมากเลยค่ะ ลูกออกมาคงขยันน่าดู ;D ;D ;D
เรื่องอบสมุนไพรนะคะ ปกติอยู่เมืองไทย มีขายตามร้านขายยา เป้นชุดๆ ห่อละ 30 บาท เน๊อะ แต่อยู่นี่ก็ประยุกต์เอา
เจนว่า...วิธีง่ายๆ ทำได้อยู่สองวิธี
1. พี่เพ็ญเอาสมุนไพรเท่าที่จะหาได้มาต้มน้ำแล้วเอาไปผสมกับน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำได้เลยค่ะ เช่น ใบเตย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้นเหลือง (ไพลแห้ง มีขายที่ร้านขายยาจีน) บางร้านมีใบมะขามด้วยนะคะ พอเอาน้ำสมุนไพรที่ต้มไปผสมกับน้ำในอ่างแล้ว พี่เพ็ญก็นอนแช่น้ำประมาณ 15-20 นาทีค่ะ ช่วยขับน้ำคาวปลาได้เป็นอย่างดี และเปิดรูขุมขนให้ระบายเหงื่อ รู้สึกมีแรง
2. เอาสมุนไพรทั้งหลายต้มในหม้อหุงข้าว แล้วทำกระโจม เอาร่มมาแขวนไว้แล้วก็เอาผ้าไปคลุมร่ม แล้วเอาหม้หุงข้าวที่สมุนไพรกำลังเดือด วางไว้ตรงกลางกระโจม หาเก้าอี้ที่เป็รูๆมานั่งนะคะ ให้ไอของสมุนไพรที่กำลังเดือด ผ่านระหว่างขาของเราขึ้นมาด้วย เลือดจะได้ไหลเวียนมาที่แผล ทำให้แผลติดเร็วขึ้นค่ะ
ส่วนเรื่องอบแผล ให้เอาโคมไฟที่อ่านหนังสือมาใช้ในการอบ ที่เมืองไทยเราก็ทำอย่างนี้ล่ะคะ ดูว่า 40-60 วัตต์ ก็พอนะคะ เดี๋ยวจะร้อนเกิน
แล้วพี่เพ็ญก็นอนหงายราบ ชันเข่าทั้งสองข้าง เอาผ้าห่มปิดขาไว้ แล้วเอาไฟที่ส่องวางตรงกลางระหว่างขา ให้แสงไฟถูกบริเวณแผลฝีเย็บนะคะ พี่เพ็ญจะรู้สึกอุ่นๆ
หากรู้สึกร้อนมากเกินไป ก็ต้องเลื่อนไฟให้ห่างออกไป อบแผลเช้าเย็น ครั้งละ 15 นาทีค่ะ คุณแม่หลังคลอด(คลอดปกติ)ที่เมืองไทยจะได้รับการอบแผลแบบนี้ล่ะคะ
เรื่องฉิ๊งฉ่อง ประสบการณ์ตรง...จะแสบสองวันแรกค่ะ อิอิ ก็อดทนเอา แต่ว่าเจนถูกเย็บแผลซะตึงมากๆ และตกเลือดหลังคลอด เพราะว่าหมอดึงรก ไม่รอให้รกลอกตัวตามกลไกของมัน
ก็เลยมีเศษรกค้างในโพรงมดลูก ตกเลือด เกือบตายอ่ะ แถมถูกขูดมดลูกและเย็บแผลใหม่รอบสองด้วย เลยนั่งเต็มก้นไม่ได้สามเดือน เวลาให้นมลูกต้องตะแคงๆให้ เพราะเจ็บแผลอ่ะ :) :) :)
#49pennyJun 29, 2010
― ―
อู๊ยยยยยยยย ได้เคล็ดเพียบเลย ขอบคุณมั่กๆ น้องเจน เดี๋ยวจัดไปเลยทั้งอาบสมุนไพร ทั้งอยู่ไฟ ถ้าชีวิตไม่วุ่นวายมากกับลูก กับสามี อิอิ
ฟังเจนเล่า แล้วขนลุก หมอเล่นซะจนตกเลือดเลยเหรอ บรือสสส์ :o :o
ว่าแต่ว่า พี่เพิ่งรู้นะเนี่ยว่า น้องเจน มีลูกแล้วเหมือนกัน ไอ้เราก็นึกว่า น้องเจนยังเด็ก ยังไม่อยากมีลูกซะอีก ;) ;)
#50pennyJun 30, 2010
เอา baby carrier ที่เย็บมาให้ชมความเน่าจ๊ะ ฝีมือพี่ไม่ค่อยปราณีต ตามประสาคนใจร้อน ลูกผัวพันขาพันแข้งวุ่นวาย :D :D
ใช้ได้ตั้งแต่ เดือน - 1 ขวบโดยประมาณ
รูปนี้ใช้ตอนที่คอยังไม่แข็ง เอาลูกจับหันหน้าเข้าหาแม่ จริงๆ พี่ต้องเจาะรังดุมตรงส่วนโค้ง กับติดกระดุมที่สายพาดบ่าอีก แต่ตอนนี้ยังใช้ที่เจาะรังดุมไม่เป็น ขอเปิดแมนนวนก่อนนะ ;) ;)
ส่วนรูปนี้ ตอนที่เด็กคอแข็งแล้ว เราแค่พับส่วนที่โค้งลงมา แล้วจับลูกใส่โดยหันหน้าออก ได้ สบายๆ
ง่ายๆ แค่นี้ มีจักร 1 ตัว ประหยัดเงินไปได้ตั้ง ร้อยกว่าเหรียญ ;) ;)
#51domechulaJun 30, 2010
สวยมากคุณเพนนี ลายผ้าซื้อที่แคนาดาเหรอคะ เหมือนลายออกไทย ๆ นิดๆ นะ เป็นเอกลักษณ์ดีคะ :)
#52pennyJun 30, 2010
― ―
ผ้าซื้อที่วอลมาร์ทค่ะ ลดราคา เหลือเมตรละ ไม่ถึง 3 เหรียญ แต่เราซื้อมาเย็บ diaper bag สำหรับใส่ของลูก 2 คน แล้วมันเหลือ เลยลองเอามาเย็บดู เผื่อออกมาเน่าไม่ถูกใจ จะได้ไม่เสียดายค่ะ ลายผ้ามันดูเหมือนผ้าม่านนะเราว่า เอิ๊กๆ
ใครสนใจจะเย็บ ลองตามลิงค์ไปดูเลยค่ะ
http://jennygarland.typepad.com/jenny_garland/2008/12/baby-carrier-cover-tutorial.html
นี่กะว่า จะทำใหม่อีกอัน สำหรับเด็กโต แต่จะไม่เจาะช่องแขนแล้ว เอาแบบโค้งๆ ธรรมดา ไว้เผื่อลากลูกๆ ไป hiking เดินไกลๆ เป็นกิโลๆ จะได้ให้พ่อเค้าเอาเจ้าคนโตขี่หลัง 1 อัน เราเอาเจ้าตัวเล็กขี่หลังอีก 1 อัน ;) ;)
#53JJ_JenJun 30, 2010
เริ่ดมากเลยจ้าพี่เพ็ญ เก่งจริงๆ คุณแม่ลูกสองคนนี้
อย่างนี้คุณสามีคงภาคภูมิใจสุดฤทธิ์ ภรรยาช่วยประหยัดได้มากมาย ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างแม่บ้านผมสีทอง ;D ;D
#54domechulaJun 30, 2010
― ―
ยังไม่เคยลองทำเลย ไอเดียเก๋ดีคะ ขอคำแนะนำเรื่องจักรเย็บผ้าหน่อยคะ ที่แคนาดาที่เค้าใช้กัน ดี ๆ ใช้งานง่ายแล้วทุกงานเค้าใช้ยี่ห้อไหน รุ่นไหนคะ จักรที่คุณเพนนีใช้อยู่เป็นไงบ้างคะ แพงหรือเปล่า หรือย้ายสะดวกไหม ว่าถ้าถึงแคนาดาก็ึคงจะซื้อมาหัดเย็บกะเค้าบ้าง จะได้ประหยัดเงินนะคะ :)
#55JJ_JenJun 30, 2010
พี่เพ็ญค่ะ กระทู้นี้ของพี่บี๋ อาจจะเกี่ยวกันอยู่นะคะ อยากให้พี่เพ็ญได้โกยมดลูกให้เข้าอู่หลังคลอด เจนเขียนวิธีการโกยเอาไว้ ในกระทู้นี้ค่ะ
http://www.thaiontario.com/index.php?topic=3034.0
#56EtobicokianJun 30, 2010
"แคนาดา เวลาจะไปคลอดนี่โหดกว่าคลอดที่เมืองไทยนะคะ Grin Grin
คนไข้ต้อง Shave และสวนถ่ายอุจจาระก่อนไปแคนาดาด้วยตนเอง
อยู่ เมืองไทย มีพยาบาลทำให้หมด ไม่ต้องเป็นห่วงเลย
แถมคลอดเอง ไม่มีการเย็บแผลฝีเย็บให้ด้วย อยู่เมืองไทย หากพยาบาลทำคลอดให้ เจอคนเย็บผ้าเก่งๆ เย็บฝีเย็บให้เนี๊ยบๆนี่
เหมือนว่าคอดลูกแล้วได้ทำ Repair ไปด้วยเลย บอกได้ว่าจะเอากระชับขนาดไหน
แต่ว่าคลอดที่แคนาดา หากคอดเองก็ต้องทำใจล่ะนะ"
ดิฉันคลอดที่ออนตาริโอ ไม่ต้องมีกาีีรโกนหรือสวนอุจจาระก่อนคลอดใดๆทั้งสิ้นค่ะ
ที่นี่ไม่มีโกนและไม่มีสวนค่ะ ส่วนการกรีด หมอจะกรีดให้เมื่อเห็นว่าเบ่งไม่ออกจริงๆ กรีดเสร็จหมอก็เย็บให้เรียบร้อยดีนะคะ
#57patipanJun 30, 2010
ขอแชร์ประสบการณ์ด้วยคนค่ะ เราเองก็เพิ่งคลอดลูกได้เดือนกว่าเองค่ะ คลอดที่วินนิเพก คลอดเองธรรมชาติไม่ได้กรีด โกนและไม่ได้สวนเช่นกัน ตอนที่ไปถึงโรงพยายบาลเค้าก็ถามว่าจะเอาห้องธรรมดาหรือห้องพิเศษ เราเลือกห้องพิเศษเค้าก็พาเราไปที่ห้องพิเศษเลย ห้องสวยมากเราก็คลอดลูกในห้องนั้นเลย คลอดเสร็จก็ไม่ได้ย้ายห้องไปไหนก็นอนที่เตียงนั้นห้องนั้นเลยเรารู้สึกชอบการคลอดลูกที่แคนาดามาก บรรยากาศเหมือนคลอดลูกที่บ้านเลย เพราะเรามีสามีและลูกชายอายุ5ขวบอยู่กะเราขณะคลอดลูกด้วยเพราะเราปวดท้องแค่สามชั่วโมงก็คลอดแล้วเลยเอาลูกไปฝากไว้กะเพื่อนไม่ทัน พี่ชายพอเห็นน้องคลอดออกมาเค้าตกใจมากและก็มีอีกหลายๆคำถามตามมาเลยทีนี้ ตอนคลอดก็มีแค่หมอหนึ่งคนกะพยาบาลอีกหนึ่งคนเท่านั้นเองและก็สามีเราและลูกชายเท่านั้นพอคลอดเสร็จเราก็นอนด้วยกันในห้องนั้นเลยเพราะเค้ามีเตียงเสริมให้ หลังจากคลอดแล้วเค้าก็ฉีดยาให้เราที่ต้นขาหนึ่งเข็มกันตกเลือด และก็ให้ยาแก้ปวดกินสองเม็ด พอตื่นเช้ามาเราเดินปร๋อเลยเพราะเราไม่ได้กรีดเราเลี้ยงลูกได้สบายมากเลยเพราะไม่เจ็บแผลมากเหมือนตอนที่คลอดลูกคนโต(คลอดที่เมืองไทย) เราจ่ายค่าห้องพิเศษคืนละ 80$ เหรียญ ส่วนเอกสารเราใช้แค่ health card อย่างเดียวค่ะ :)
#58pennyJul 01, 2010
― ―
อ๊ายยยยย.... ถูกดีจังเลย ถ้าคืนละแค่ 80 $ เดี๋ยวจะลองเช็คดูมั่ง ขอบคุณนะคะ
#59pennyJul 01, 2010
― ―
เราเองก็เพิ่งมาลงมือเย็บผ้าจริงๆ จังๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ก็ตอนมาอยู่แคนาดาแหละค่ะ เมื่อก่อนทำก็แค่ช่วยลูกน้องที่โรงงานเย็บชิ้นส่วน พวกพ้งแขน พ้งชายเสื้อ เล็กๆ น้อยๆ ตอนงานเร่งๆ ทำไม่ทันเท่านั้นเอง แล้วจักรอุตสาหกรรมที่ใช้กับงานเสื้อยืด มันไม่เหมือนจักรบ้านด้วย มันซับซ้อนกว่า ...
ส่วนเรื่องจักรบ้าน เท่าที่เราซื้อ บราเธอร์ XL 3750 ตัวนี้มา ราคา 170$ ที่วอลมาร์ท เราชอบมาก เพราะยูเซอร์ เฟรนด์ลี่สุดๆ (ก่อนซื้อ เราก็ทำการบ้าน หาข้อมูล เปรียบเทียบรุ่น อ่านรีวิว อยู่เป็นเดือนๆ เหมือนกันนะ) ที่ชอบใจมากๆ คือ มีตัวร้อยด้ายอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งเพ่งเวลาร้อยด้ายใส่เข็ม, ใส่กระสวยก็ง่าย, เย็บผ้าหนาๆ ขากางเกงยีนส์ หรือตะเข็บตามขอบกระเป๋าใหญ่ๆ หนาประมาณ 1 ซม.ได้ , เมื่อคืนลองเจาะรังดุม กะเย็บกระดุมดู ยิ่งชอบใจใหญ่เลย, เย็บผ้ายืด พวกกางเกงเต้นอาราบิค หรือกางเกงแนบเนื้อที่ใช้ใส่ขี่จักรยาน ก็ได้ แล้วรุ่นนี้มีอะไหล่พวกตีนผีมาให้เพียบ มีประมาณ 10-12 ตีนผีได้ มีตีนผีทำควิลให้ด้วย ส่วนลายปัก มีประมาณ 50 กว่าลายมั่ง แต่เราใช้จริงๆ มีแค่ ไม่เกิน 5 ลายคือ ซิกแซกเก็บขอบผ้ากันหลุ่ย , เย็บตะเข็บแบบ 3 เส้น, เย็บยางยืด, ชุนผ้า แค่นี้เองเท่าที่นึกได้ตอนนี้นะคะ ส่วนเรื่องที่วางเกะกะ ไม่มีปัญหา เรายกมาวางบนโต๊ะกินข้าวเวลาเย็บ ใช้เสร็จก็ยกไปเก็บในห้องเก็บของ เอาผ้าคลุม ไม่ต้องซื้อโต๊ะเพิ่มหรอก เราว่าเกะกะ ต้องมานั่งหาที่เก็บอีกเป็นเรื่องเป็นราวอีก จักรไม่หนักด้วย ยกมือเดียวสบายๆ รุ่นนี้มีช่องหูจับให้ด้วย เวลายกเก็บก็สะดวก ไม่ต้องอุ้ม แต่สอดมือยกข้างเดียว ลืมไป รุ่นนี้มีหน้าโต๊ะ เป็นชิ้นส่วนประกอบให้เราด้วย กรณีที่เราต้องเย็บงานชิ้นใหญ่ๆ อย่างพวกผ้าห่ม ที่ต้องใช้พื้นที่วางผ้ากว้างๆ เวลาไม่ใช่ก็ถอดออก เวลาจะใช้ก็แค่เสียบโต๊ะประกอบเข้าไป เริ่ดดดดดดค่ะ โดยส่วนตัวซ์อมาแล้วไม่ผิดหวัง หลังจากอ่านรีวิวมาเยอะพอควร เราชอบมากนะ..
โดยรวมๆ เราซื้อมาใช้ได้ 3 เดือน ใช้งานเยอะนะ เราเย็บ pouch sling 3 อัน, เป้อุ้มเด็ก 2 อัน, กระเป๋าแม่ลูกอ่อน 2 ใบ, เย็บเสื้อ 2 ตัว, แล้วก็ซ่อมเสื้อผ้า กะกางเกงเยอะมาก สรุป เราชอบจักรตัวนี้มากๆๆๆๆ
#60domechulaJul 02, 2010
― ―
ขอบคุณๆ เพนนีมากเลยคะ สงสัยจะทุ่นเวลาการรีวิวเราไปเยอะเลย ;D :) ดู ๆ ที่เมืองไทยมา ไม่ค่อยมีคนซื้อยี่ห้อนี่เท่าไหร่ เห็นว่ามีสอนฟรี workshop ด้วย แต่ถ้าซื้อจากไทยไปใช้เพราะจะเรียน workshop ฟรีคงไม่ไหว เพราะกำลังไฟก็ต่างกัน ไหนจะแพงกว่าอีก สงสัยต้องหัดเรียนเองแล้ว :D ทุกวันนี้จะซ่อมทีก็มือตลอด ไม่ไหวเหมือนกันถ้าเจอผ้าหนา ๆ เดี่ยวรอไปแคนาดาก่อน ว่าจะลองซื้อมาหัดทำบ้าง ขอบคุณอีกครั้งคะ คุณเพนนี :)
#61jeenaJul 02, 2010
ยอมรับเลยค่ะคุณเพนนี่ ทำได้เนียบจริงๆ งี้ซิแม่บ้านยุคใหม่ ใส่ใจเรื่องกระเป๋าตังค์ ไม่ต้องควักมากงัย
ยุคไอเทคค่ะ ;) ;)
พูดถึงเรื่องจักรเย็บผ้านะ จีเองก็ใช้อยู่ ประหยัดไปเยอะมากเลยล่ะ นำผ้ามาแปลงโฉมบ่อยค่ะ ทั้งของลูก และของเอง;D คือแบบว่าเป็นแม่บ้านเต็มรูปแบบ ;) ;)
#62domechulaJul 02, 2010
― ―
นึกว่าคุณจีน่าหายไปเที่ยวไหนมาซะอีก ;D ของคุณจีน่าใช้จักรเย็บผ้ารุ่นไหนอยู่คะ ออฟชั่นเป็นไงบ้าง ซื้อที่ไหน ราคาแพงหรือเปล่า อันนี้เห็นด้วยกับคุณจีน่าว่าพอมีลูก คนเป็นแม่ก็จะเป็นแม่บ้านเต็มรูปแบบ ;) ;D
#63jeenaJul 02, 2010
ไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะ ก็ไปทัวร์กันมา คิงสตัน โตรอนโต้ และก็ไนแกร่า ค่ะกลับมาแล้วก็เหนื่อยมาก เลยพักผ่อนต่อที่บ้าน
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะถ่ายรูปมาไว้ให้ดูนะค่ะ เรื่องจักร ต้องถามคุณสามีค่ะราคา เพราะเขาซื้อมาให้ตอนวันเกิด รู้จักซื้อนะค่ะคุณสามี เพิ่มงานให้คุณแม่บ้าน แถมประหยัดมันนี่ไว้เที่ยวอีกตะหาก :D :D :D แต่เราก็ชอบเพราะทำให้ไม่เหงาค่ะ
#64domechulaJul 02, 2010
555 ได้คะคุณจีน่า ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
#65pennyJul 02, 2010
มาเม้าเรื่องนมแม่กัน อันนี้ตามที่เราคิดนะ ใครคิดต่าง เห็นต่าง ก็แล้วแต่บุคคล นานาจิตตังเนาะ..
เราเองก็เจอคนรอบๆ ตัวที่นี่ ทั้งญาติๆ สามี ทั้งเพื่อนๆ ถามบ่อยๆ ว่า ทำไมให้ลูกกินนมตัวเองนานจัง นานเกินไปป่าว ไม่ดีกับเด็กนะ นมแม่ไม่มีประโยชน์ บลาๆๆๆ (เพราะคนที่นี่ ไม่นิยมให้ลูกกินนมแม่กัน กลัวลูกติดเต้า แล้วจะเป็นภาระตอนกลับไปทำงาน) เราก็ได้แต่ยิ้มรับว่า ที่เราให้ลูกกินนมเรายัน 2 ขวบ เพราะร่างกายเด็กเล็กจะเริ่มสร้างภูมิต้านทานโรคได้ด้วยตนเอง หลังอายุ 2 ขวบ ในนมแม่มีภูมิต้านทานเยอะแยะมากมาย ที่จะช่วยให้ลูกแข็งแรง ไม่เจ็บออดๆ แอดๆ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว ไปยันกระทั่งโตเป็นหนุ่ม เป็นสาว ยันแก่โน้นเลย พวกยูไม่รู้กันเลยเหรอ งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มีให้อ่านเยอะแยะ (แอบเหน็บ ให้รู้ซะมั่งว่า หัดอ่าน หัดค้นคว้า หาความรู้กันซะมั่งนะ ไม่ใช่เอาแต่เชื่อ คนเค้าพูดกันว่าอย่างเดียว อิอิ) ..
แต่คนใกล้ๆ ตัวที่นี่ (แคนาดา) กลับคิดว่า เดี๋ยวลูกก็ติดแม่ จนไม่ต้องทำอะไรกันพอดี แต่เรามองว่า การที่ลูกมีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคที่ดี เป็นต้นทุนชีวิตอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถให้ลูกได้ ไปจนตาย
คนเรา ถ้าไม่สบาย หรือเจ็บป่วยบ่อยๆ เพราะร่างกายมีภูมิต้านทานน้อย กินอาหารตามใจปากมากไป มันทำให้ความมั่นคง และก้าวหน้าในชีวิตสะดุดจริงๆ นะ (ดูอย่างแฟนเราเป็นต้น) อย่างที่คนไทยสั่งสอนกันมาว่า การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ นั้นล่ะ
อย่างลูกเรา มาอยู่แคนาดาตอนอายุ 8 เดือน มาถึงก็เจออากาศเย็นๆ ใกล้เข้าหน้าหนาวของที่นี่ แต่ลูกไม่เคยเป็นหวัด หรือกระทั่งน้ำมูกไหลเลย จนมีแต่คนเซอร์ไพรส์ ออกปากว่า ไม่น่าเชื่อ จะแข็งรงขนาดนี้ ตอนมาใหม่ๆ ทุกคนที่นี่กลัวกันไปหมดว่าลูกเราจะปรับตัวไม่ได้ ที่มาถึงก็เจออากาศหนาวขนาดนี้ทันที จากเคยเจอ 39-40 องศา มาเจอ -37 องศา (โดยเฉพาะแม่สามีจอมจุ้น หุหุ) ลูกเรากลับไม่เคยเป็นไรเลย พ่อเค้าพาไปลากเสลทกลางหิมะ เป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่เห็นเป็นไร มีแต่แก้มแดงเท่านั้น ไม่เหมือนเด็กๆ คนอื่นที่นี่ ที่เราเห็นส่วนใหญ่ หน้าหนาว น้ำมูกไหล ไอโขกๆ เป็นหวัดกันให้เพียบ...
ง่ายๆ ที่เราสังเกตจากในครอบครัวตัวเอง เรามีพี่น้อง 9 คน แม่ให้นมลูกแต่ละคน ยัน 2.5 – 3 ขวบโน้น บางคนยาวไป 5 ขวบก็มี ส่วนหลานๆ และลูกเราทั้งหมด 10 คน ก็กินนมแม่กันยันอย่างน้อย 2 -3 ขวบ แต่ละคนก็แข็งแรงดี ไม่เห็นค่อยเป็นไรกัน เราก็เลยคิดว่า ไอ้สิ่งที่เราอ่านเจอมา มันน่าจะจริง เพราะดูจากพี่ๆ น้อง และหลานๆ ในครอบครัวของเรานี่แหละ ไม่ต้องไปหาดูที่ไหน เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีอีก
แม่เรากำชับหนักกำชับหนาว่า เพ็ญ พยายามให้ลูกกินนมไปยันอย่างน้อย 2 ขวบนะ ลูกจะได้แข็งแรง รักเรา ผูกพันกับเรา และเป็นเด็กดีว่านอน สอนง่าย ไปโน้นกันเลยแม่เรา อิอิ..
ส่วนเรื่องให้นมแม่ตลอดยัน 2 ขวบเนี่ย ไม่ใช่ว่า เราให้กินแต่นมแม่อย่างเดียว ไม่ให้อย่างอื่นเสริมนะ อย่างเข้าใจผิด จริงๆ เราก็ให้ตามหลักวิชาการที่เค้าว่ากันนั้นแหละ
0 - 6 เดือน นมแม่อย่างเดียว
6 – 9 เดือน ให้นมแม่ + ผักนึ่ง ผสมไข่แดงบด 3 มื้อ
9 - 12 เดือน ให้นมแม่ + อาหารหยาบ ชิ้นเล็กๆ 3 มื้อ
12 -18 เดือน ให้นมแม่ 2 มื้อ ตอนตื่นนอน + ก่อนเข้านอน + แน็บตอนกลางวัน เสริมด้วยอาหารที่เค้าเริ่มเคี้ยวได้ 3 มื้อ + นมกล่อง UHT
หลัง 18 เดือน เราจะลดนมแม่เหลือแค่ 2 มื้อ คือ ตื่นเช้ากะก่อนเข้านอนกลางคืน แล้วก็ให้อาหาร 3 มื้อ + นม UHT กะ ผลไม้เป็นของว่าง ระหว่างมื้อ ช่วงสายๆ กะ ช่วงบ่าย
เรียนมาเพื่อทราบค่ะว่า ที่เค้าพูดกันว่า ให้นมแม่ยัน 2 ขวบ มันเป็นเช่นนี้ บ่ใช่ให้กินแต่นมแม่อย่างเดียวจน 2 ขวบ
#66pennyJul 02, 2010
― ―
ขอบคุณค๊าบบบ
#67pennyJul 02, 2010
― ―
ไม่รู้คุณจีน่าเป็นเหมือนกันป่าว ตั้งแต่มีลูก เป็นแม่บ้านเต็มตัว สามีให้ถือเงิน คอยทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเนี่ย ทำให้นิสัยการใช้เงิน เปลี่ยนไปเยอะ จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตั้งแต่มีลูก เวลาจะใช้เงิน ใจมันชอบนึกไปว่า ไม่เอาดีกว่า เก็บไว้ เผื่อลูก-สามี มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน มันควักไม่ค่อยออกอ่ะ นึกเสียดาย ไม่เหมือนตอนเป็นยังไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ใช้แหลกเลย ไม่เคยสนใจจะเก็บเงิน ;) ;)
#68pennyJul 02, 2010
คุณจีน่า เราอยากรู้ราคาห้องไพรเวท ที่รพ. อ่ะ ประมาณเท่าไหร่เอ่ย เราหาเจอว่า รพ. Ottawa hospital คืนละ 220$ แหนะ :o :o
แล้วตอนที่คุณจีน่าคลอดใช้ประกันป่าว หรือควักเองจากกระเป๋า เพราะเท่าที่ทราบ ราคามันต่างกันนะ
คนใกล้คลอดอยากรู้ จะได้ตัดสินใจถูก เดี๋ยววันที่ 9 ไปหาหมอ จะได้ถาม จนท. อีกที จริงๆ เคยถามมาทีแหละ แต่ไม่ได้คำตอบแบบชัดเจนอ่ะ
#69domechulaJul 02, 2010
― ―
โหดีมากเลยคะคุณเพนนี อันนี้เห็นด้วย ฝรั่งกับคนไทยคิดไม่เหมือนกัน เพื่อลูกเราคนเป็นแม่ต้องทำเพื่อเค้าในระยะยาว แต่ฝรั่งจะคิดยังไงก็ช่างเค้าเถอะคะ ลูกใคร ๆ เลี้ยงเองเค้าก็ว่าเค้าเลี้ยงดีที่สุด ถูกมั้ยคะ แต่ถ้าเราคิดว่าเรามีเวลาเต็มที่ให้นมลูกถึง 2ปี (ลูกติดนม) ก็ไม่เป็นไร ถ้าเรายอมสละเวลาตรงนี้ โดยที่ว่าไม่ต้องห่วงว่าจะช้าเกินไปไหมเวลากลับไปทำงาน ไหนจะอายุเราที่เพิ่มมากขึ้น ดิฉันคิดว่าแบบคุณเพนนี ดีแล้วคะ ชื่นชมจริง ๆ :)
#70jeenaJul 02, 2010
คุณจีน่า เราอยากรู้ราคาห้องไพรเวท ที่รพ. อ่ะ ประมาณเท่าไหร่เอ่ย เราหาเจอว่า รพ. Ottawa hospital คืนละ 220$ แหนะ
แล้วตอนที่คุณจีน่าคลอดใช้ประกันป่าว หรือควักเองจากกระเป๋า เพราะเท่าที่ทราบ ราคามันต่างกันนะ
คนใกล้คลอดอยากรู้ จะได้ตัดสินใจถูก เดี๋ยววันที่ 9 ไปหาหมอ จะได้ถาม จนท. อีกที จริงๆ เคยถามมาทีแหละ แต่ไม่ได้คำตอบแบบชัดเจนอ่ะ
คุณเพนนี่ เดี๋ยวจีไว้ถามคุณสามีให้นะเรื่องค่าห้องว่าเท่าไหร่ แต่ของจีคุณสามีเบิกได้ค่ะทหารหารค่ะ และก็มีประกันด้วย เอาเป็นว่ารายละเอียดพรุ่งนี้ค่ะ
ใช่ค่ะคุณเพนนี่ ก่อนมานะไม่เคยสนใจจ่ายอย่างเดียว เที่ยว กิน สนุก เอ็นเตอร์เทนเต็มที่ แต่พอมาอยู่ที่นี่ ส่วนจ่ายของเราเองนั้นไม่ค่อยจะฟุ่มเฟือย อีกอย่างส่วนมากของลูกสาวสองคน ทั้งที่ติดมาจากไทย และคลอดใหม่ที่นี่ ก็ได้คุณพ่อตาแม่ยายใจดี ซื้อให้ตลอดเกือบทุกเรื่องค่ะ คือเขาไม่มีใครนะ มีลูกชายคนเดียวก็เราพรากเขามาซะ ก็เลยหาหลานให้สองคน ได้ทีเลยล่ะ ;) ;) ;)
แต่ถึงงัยก็ยังประหยัดค่ะ อะไรไม่จำเป็นเราก็ไม่ซื้อ อะไรจำเป็นหากแพงไป หาที่ถูกกว่าแทนได้ก็เอาแบบประหยัดไว้ก่อนค่ะ
#71JJ_JenJul 02, 2010
พี่เพ็ญ ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์การเยงลูกด้วยนมแม่ได้เลยค่ะ ;D ;D
แต่ตอนที่ลูกฟันขึ้น ระวังลูกมันเขี้ยว เคี้ยวฟัน แล้วไปเคี้ยวหัวนมแม่ด้วยนะคะ คงเจ็บน่าดู :D :D
นมแม่ คือวัคซีนหยดแรกของลูก เมืองไทยเน้นเรื่องนี้ แต่แคนาดาไม่ค่อยจะเน้นเน๊อะ
เพื่อนแคเนเดี้ยนเพิ่งคลอดได้หนึ่งเดือน ก็หยุดให้นมลูกซะแล้ว บอกว่าเดี๋ยวเต้าเธอจะเสียทรง และอีกอย่างสามีไม่ปลื้มที่เวลาใช้เต้าของภรรยาแล้วมีน้ำนมไหลออกมา
ก็เลยบอกให้ภรรยาหยุดให้นมลูก เพราะพ่อจะได้ใช้งานได้ ;D ;D ฟังแล้วก็ขำดี
ถามเพื่อนแคเนเดี้ยนว่า รู้มั้ยว่า ในน้ำนมแม่มีอะไรบ้าง เอาที่สำคัญๆๆ เขาก็ตอบไม่ได้ ตอบได้แค่ว่ามีสารอาหาร แถมเน้นด้วยว่า ไม่พอสำหรับการเจริญเติบโตของลูกหรอก ต้องให้กินนมผง ถึงจะเพียงพอ แต่ที่เสียดายที่สุด คือตอนที่เขาคอดลูกใหม่ สองสามวันแรกที่น้ำนมเพิ่งไหล เขาบีบทิ้งนี่สิ เสียดายสุดๆๆ เลยบอกเขาไปว่า โลอสตรัมที่เขาบีบทิ้งนี่ล่ะ มีภูมิต้านทานสูงที่สุด และยังช่วยให้ลูกขับขี้เทาให้ลูกหายตัวเหลืองได้เร็วอีกด้วย เขาก็บอกว่ามันเป็น้ำใสๆ ไม่ใช่น้ำนม เออ!! ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร บ้านเราเรียกหัวน้ำนม แต่ก็เหนือ่ยที่จะอธิบาย เพราะเขาคิดของเขาอย่างนั้น ;D ;D
เลยเอาประโยชน์ของนมแม่มาฝากกันนะคะ
http://www.breastfeedingthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=353794&Ntype=1 เว็บนี้มีหลายเรื่องน่าสนใจสำหรับคุณแม่ค่ะ
มหัศจรรย์ น้ำนมแม่
แหล่งของโปรตีนสำคัญ
ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว โปรตีนในนมแม่จะมีปริมาณต่ำกว่านมผสม (นมกระป๋อง) ค่ะ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป นั่นก็เพราะสำหรับนมแม่แล้วจะมีโปรตีนที่ลูกต้องการอยู่ครบถ้วน และสามารถย่อยง่ายทั้งดูดซึมได้ดี ต่างจากนมกระป๋องซึ่งต้องมีปริมาณของโปรตีน (และสารอาหารอื่นๆ) เยอะเพราะย่อยได้ยากกว่า และลูกดูดซึมไปใช้ได้ไม่ดีเท่านมแม่ ก็เลยต้องมีโปรตีนอยู่เยอะๆ เผื่อเอาไว้ไงคะ
ทีนี้เรามาดูโปรตีนตัวสำคัญที่มีในน้ำนมแม่กันค่ะ
อัลฟ่า-แลคตัลบูมิน เป็นโปรตีนที่พบมากเลยในน้ำนมแม่ช่วยให้ลูกน้อยเจริญเติบโตได้ดีและไม่ทำให้ลูกรักเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยค่ะ ต่างจากโปรตีนในนมผสม (นมวัว) ชื่อ เบต้า-แลคตัลบูมิน ที่หากลูกรับประทานเข้าไป อาจไปกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย
taurine (ทอรีน) ที่มีอยู่แล้วในน้ำนมแม่ช่วยบำรุงสมองลูกและยังช่วยพัฒนาเรื่องการมองเห็นได้ดีอีกด้วยค่ะ
lactoferrin (แลคโตเฟอร์ริน) โปรตีนที่ย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนในนมผม ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร และยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถจับกับธาตุเหล็กในลำไส้ได้ ทำให้แบคทีเรียซึ่งต้องใช้โมเลกุลของธาตุเหล็กอิสระช่วยในการเจริญเติบโตไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้ จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อในลูกได้ค่ะ
วัคซีนหยดแรก ลูกเกิดมาใหม่ๆ ยังสร้างภูมิคุ้มกันเองได้ไม่ดีค่ะ เลยยังไม่ค่อยมีภูมิต้านทานเชื้อโรคมากเท่าผู้ใหญ่ แต่ลูกยังสามารถรับภูมิต้านทานโรคได้จากนมแม่ ถ้าแม่เคยไม่สบายเป็นโรคใดมาก่อนละก็ ร่างกายของคุณแม่ก็จะสร้างภูมิป้องกันเชื้อโรคชนิดนั้นๆ ไว้ด้วย และภูมิคุ้มกันนั้นก็สามารถส่งผ่านให้ลูกรักได้ทางนมแม่ค่ะ
โคลอสตรัม
โคลอสตรัมคือน้ำนมใสสีเหลืองซึ่งอยู่ในน้ำนมแม่ในระยะแรกๆ หรือจะเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าหัวน้ำนมนั่นเองค่ะ โคลอสตรัมจะมีภูมิคุ้มกันสูง และยังช่วยระบายขี้เทา ทำให้ลูกหายตัวเหลืองเร็วด้วยค่ะ
DHA หรือ Docosahexaenoic Acid
ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ส่วนประกอบชิ้นสำคัญเลยค่ะของไขมันในสมอง ซึ่งลูกรักจะได้รับโดยตรงจากนมแม่นั่นเอง แถม DHA ในน้ำนมแม่นั้นจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปด้วยค่ะ
ไลโซไซม์ (Lysozyme)
ในน้ำนมแม่จะมีไลโซไซม์ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีฤทธิ์ย่อยสลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อตายค่ะ และไลโซไซม์นี้มีในน้ำนมแม่มากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่าเชียว แถมบังไม่สามารถเติมลงในนมกระป๋องได้ เพราะเอนไซม์ต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อนในขั้นตอนที่นำนมผสมไปฆ่าเชื้อก่อนบรรจุกระป๋องค่ะ
สารช่วยป้องกันแบคทีเรีย
ในน้ำนมแม่มี Bifidus Growth Factor หรือสารที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแล็กโตบาซิลลัส (ซึ่งไม่มีในน้ำนมวัว) และเจ้าเชื้อแล็กโตบาซิลลัสนี้จะช่วยให้เกิดกรดอินทรีย์ในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียอื่นๆ ทั้งหลายอยู่ไม่ได้ (นั่นเพราะแบคทีเรียที่เป็นอันตรายกับร่างกายเราหลายขนิดแพ้สภาพความเป็นกรดค่ะ)
นอกจากนี้แล็กโตสในน้ำนมแม่เองก็ยังเปลี่ยนเป็นกรดแล็กติกไปช่วยให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรดจนแบคทีเรียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกแรงหนึ่งด้วยค่ะ
แต่หากลูกน้อยเรารับประทานนมผสมแทนละก็ จะทำให้ในลำไส้มีสภาพเป็นด่าง ซึ่งเป็นตัวกลางอย่างดีในการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอุจจาระร่วง ทำให้ลูกมีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร อย่างเช่น ท้องอืด ท้องเสีย แถมอุจจาระของลูกยังมีกลิ่นรุนแรงกว่าได้นมแม่อีกค่ะ
#72pennyJul 02, 2010
― ―
ตอนให้นมเจ้าคนโต พี่แขวนพระรอด อะน้องเจน เลยรอดฟันเหยี่ยว ฟันกามาได้ :D :D
แต่ท้องนี้ ต้องรอลุ้น ว่าจะรอดมั้ย 55
สาวๆ เจอข้อมูลแน่นๆ เกี่ยวกับนมแม่จากน้องเจนเข้าไป อ่านกันมึนเลย :D :D
พี่จำได้ว่า ตอนคลอดลูกคนแรก คลอดเสร็จ วันรุ่งขึ้นน้ำนมยังไม่มา พี่เลยกินน้ำอุ่น แล้วก็ปั้มๆๆๆๆๆๆ เป็นชั่วโมงได้ไม่ถึง 2 ออนซ์เลย แต่ก็เอาเป็นเอาตาย มุ่งมั่นมาก เพราะอ่านมาว่า ห้ามให้ลูกพลาดนาทีทองของหัวน้ำนมเด็ดขาด สีมันจะเหมือนน้ำเหลืองมากกว่าน้ำนมนะ เท่าที่จำได้ แล้วก็เอาไปให้พยาบาลเอาให้ลูกกินจากขวดในช่วง 2-3 วันแรก ที่แผลผ่าที่หน้าท้องยังเจ็บอยู่ พอเข้าวันที่สาม พี่ก็บอกพยาบาลว่า พี่ขอให้นมจากเต้าเลยละกัน ทนไม่ไหวแล้ว อยากรู้ว่า มันจะรู้สึกยังไงเวลาให้นมลูก 555
จำได้ เอาเข้าปากปุ๊ป พ่องับปั้บเลย เป็นงานจริงๆ ลูกแม่ ไม่ต้องสอนเลย 555
#73yingfillionJul 04, 2010
เคล็ดลับและความรู้เพียบเลยค่ะ มาแอบเก็บข้อมูลไว้ อิอิ ;D ;D
#74jeenaJul 04, 2010
คุณdomechula ไม่ได้ลืมนะเรื่องจักร เลยถ่ายรูปมาให้ดู ใช้คุ้มรับรอง แต่ฟังดูของคุณเพนนี่ ลูกเล่นเยอะกว่านะ ของจีไม่ได้ไปซื้อมาเอง อยู่ๆ เขาก็ซื้อมาให้ น่าจะพาเราไปนะ จะได้เลือก :D :D
คุณเพนนี่ จีถามคุณสามีให้แล้ว แต่เขาบอกว่า ตอนนี้ที่จีคลอดนะไม่ได้อยู่ห้องพิเศษแบบต้องจ่าย แต่อยู่ห้องพิเศษของโรงพยาบาล ที่เขาเรียกว่าห้องพิเศษเหมือนกัน แต่ต้องจ่ายค่าทีวี วันละประมาณไม่กี่เหรียญนะ จีจำไม่ได้ แต่น่าอยู่ ห้องกว้าง มีโซฟาสำหรับคุณสามีดึงออกมานอนได้เลยแหละ เห็นคุณสามีบอกว่าหากห้องพิเศษ แบบเบิกกับประกัน น่าจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยกว่าเหรียญนะ ถึงเป็นห้องแยกของโรงพยาบาลนะ ก็ดีมากๆ เหมือนอยู่ห้องพิเศษ โรงพยาบาลดีดีบ้านเราเลยแหละ อาหารการกินเขาทำให้สามมื้อ อร่อยอร่อยทั้งน้าน
ส่วนพูดถึงเรื่องนมนะ ของจีนมต้องพยายามอยู่นานน้ำนมไม่ค่อยมี ต้องให้นมผงเสริม แต่ก็พยายามให้นมเราด้วยถึงค่อยจะออกก็พยายามให้ดูด เหมือนคุณเจนว่าแหละ สำหรับลูกแล้ว นมแม่ดีที่สุด มีสารอาหารครบถ้วน
ตอนก่อนคลอดนะคุณเพนนี่ หมอเขานัดพบก่อนหนึ่งสัปดาห์อยู่แล้ว เขาก็จะเช็คดูว่าเราคลอดเองได้หรือไม่ และเขาก็จะนัดวันที่เราไปโรงพยาบาล และก็นัดหาห้องพิเศษแยกให้เรา พูดถึงนะบริการดีโรงพยาบาลที่จีคลอด
แต่หลังจากผ่ามาก็เกิดอาการแผลติดเชื้อ ต้องไปพบหมอถึงสองครั้ง แต่ดีนะที่บ้านจีมียาว่านหางจระเข้ เลยทาที่แผล หลังจากนั้นประมาณสามวันแผนแห้งค่ะ
การเย็บแผลอันนี้เห็นด้วยกับเมืองไทยเรานะ ที่เคยเจอมา หากผ่าแบบบิกินี่ หมอเย็บแผลสวยค่ะ ละเอียด เวลาหายแทบมองไม่ค่อยเห็น แต่หมอที่นี่นะ เล่นเย็บแบบหยาบนิดหน่อย แผลเลยออกมาไม่ค่อยจะสวย แต่เอานะ ปลอดภัยดีแล้วจะเอาอะไรมากมายเนอะ :D :D :D
#75pennyJul 04, 2010
ขอบคุณจ๊ะ คุณจีน่า เรื่องราคาเราได้คำตอบจากลูกพี่ลูกน้องสามีมาแล้ว เค้าว่า ห้องไพรเวทประมาณ 100-120 แต่เราไม่จำเป็นต้องจองหรอก เพราะกรณีที่จะเกิดขึ้นแบบมาทีเดียว 30 คนคลอดพร้อมกัน จนต้องเอาม่านมากั้นนะ มันยากมากที่จะเกิดขึ้น เค้าบอกว่า เท่าๆ ที่เค้าคุยกับเพื่อนๆ ที่คลอดที่รพ. ที่เราจะคลอด เพื่อนๆ ก็บอกว่า ดูแลดี ไม่มีปัญหา แล้วเรื่องแผลเย็บเนี่ย ที่นี่หมอจะเป็นคนเย็บให้ ไม่ใช่พยาบาล ยิ่งถ้าผ่าคลอด เค้าจะให้อยู่อย่างน้อย 3 วันขึ้นไป เพื่อดูแผล บลาๆๆ เค้าบอกว่า แต่ละจังหวัด แต่ละรพ. เฮลท์ แคร์ โพรซีเยอร์ ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของรพ. ด้วย ซึ่งเรากว่า ก็คล้ายๆ กับที่เราเจอที่เมืองไทยนะน่ะ ตอนนี้เราเลยโล่งไปนิดส์หนึ่งเรื่องเย็บแผล ..
แต่ใจเรา อีกใจก็ยังอยากอยู่ห้องไพรเวท เพราะกลางคืนสามีกับลูกชายจะได้มานอนค้างด้วยได้ (ถ้าทางรพ. อนุญาต ซึ่งเดี๋ยวเราจะถามให้แน่ๆ เหมือนกัน เรื่องเวลาเยี่ยมไข้ กะการนอนค้างอะรไพวกนี้ ถ้าอยู่วอร์ด แล้วสามีกะลูกค้างได้ ก็ดีไม่ต้องเสียตังค์) แต่ที่ยอมควักเงินจ่าย ไม่ใช่เพราะเรากลัวหรือติดหรูหรานะ เพราะจริงๆ เป็นคนติดดินมาก แต่เราอยากให้เจ้าลูกชายมาเห็นน้องตอนคลอด จะได้มีความทรงจำที่ดีๆ และรู้ว่าน้องที่เค้าหอมแก้มที่พุงเราก่อนนอนทุกวัน ตอนนี้ออกมาจากพุงแล้ว หน้าตาเป็นแบบนี้ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราอยากให้ลูกชายคนโตมาเห็นตอนแม่ป่วย นอนบนเตียง มีสายน้ำเกลือ หน้าตาซูบเซียว ไม่มีแรงดูแลเค้าเหมือนอย่างที่เคย เค้าจะได้เรียนรู้และจำได้ว่า แม่ไม่สามารถจะเข้มแข็ง ให้ความช่วยเหลือเค้าได้ตลอดไป แม่ก็มีวันที่อ่อนแอและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เหมือนกัน เมื่อเค้าแข็งแรงมากกว่าแม่ เค้าต้องช่วยดูแลแม่ เพราะแม่อ่อนแอกว่า แม่ต้องการความช่วยเหลือ อะไรประมาณนั้นอ่ะ...
ตอนแรก ที่บอกสามีว่า อยากอยู่ห้องพิเศษ เพราะเค้ากะลูกจะได้มาค้างได้ สามีก็บอก ไม่จำเป็นหรอก เก็บเงินไว้เผื่อเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นดีกว่า บริการ และการดูแลไม่ได้ต่างกัน จะอยู่วอร์ดหรืออยู่ห้องพิเศษ เค้าดูแลลูกเองได้ไม่ต้องห่วง บลาๆๆ
แต่พอเราบอกเค้า พอยท์ของเรา ไม่ได้อยู่ที่การดูแล หรือติดความสะดวกสบาย หรูหรา หรือกลัวผี เพราะตรูเป็นคนไม่กลัวผีอะนะ อิอิ แต่เรายินดีจ่าย ถ้าไม่เกิน 500 แลกกับการได้ปลูกฝัง แวลู่ ตรงนี้ให้ลูกคนโต เราว่า มันคุ้ม กับโอกาสที่จะสอนเค้าให้เข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วโอกาสแบบนี้มันไม่ได้มีมาบ่อยๆ มันเป็นอะไรที่ครั้งหนึ่งจะเกิดในชีวิต เราอยากให้ลูกได้สัมผัสประสบการ์ณตรง ให้เห็นด้วยตา ได้สัมผัส เค้าจะเกทและจดจำได้มากกว่า ได้ยินจากการบอกเล่าจากปากพ่อแม่ หรือคนอื่นๆ ซึ่งเราว่า ประสบการ์ณตรงนี้สำหรับลูก มันมีค่ามากกว่าเงิน 500 นะ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม..
สามีเลยบอก งั้นเดี๋ยววันที่ 9 เราไปขอดูห้อง และคุยกับเจ้าหน้าที่กัน :D :D
#76JJ_JenJul 04, 2010
― ―
ต้องให้สามีถ่ายรูปเอาไว้ค่ะพี่เพ็ญ ให้สามีเก็บภาพอย่างที่พี่เพ็ญอยากจะให้ลูกเห็นและจำได้
เพราะว่าเด็กอายุต่ำกว่าหกปี จะไม่สามารถจำเรื่องราวเหล่านี้ได้นาน การปะติดปะต่อเรื่องราวและเชื่อมโยงทางความคิดของเขายังเล็กนัก แม้ว่าเขาได้เห็น ได้สัมผัส แต่เขาจะลืมในเวลาอันสั้นค่ะ เนื่องมาจากวัยของเขาเอง แต่หากเป็นเด็กวัย 6-12 ปี เขาจะจำได้ และ Recall ขึ้นมาได้ดีกว่าเด็กอายุต่ำกว่าหกปี
ดังนั้นหากพี่เพ็ญมีรูปมาเตือนความทรงจำเขาในวันที่เขาโตขึ้น เช่น วันดีคืนดี พ่อแม่ลูกทานข้าวเสร็จก็มานั่งคุยกัน เอารูปเก่าๆมาเล่าเรื่องระลึกถึงความหลัง
ลูกชายคนโตพี่เพ็ญ จะจดจำเรื่องราวจากรูปที่พ่อแม่เล่าให้ฟังนี้ และแค่คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยยืนเกาะที่เตียงแม่ในโรงพยาบาล ตอนที่แม่คลอดน้อง
แต่รายละเอียดลึกๆที่เพ็ญต้องการในเรื่อง อารมณ์และความรู้สึก เห็นใจแม่ สงสารแม่ เขาต้องดูแลแม่เมื่อแม่ไม่สบาย เขาจะจำไม่ได้จากเหตุการณ์ตรงนี้ เพราะเขายังเล็กเกินไป
และตัวเล็กของพี่เพ็ญ ก็ได้เห็นว่าตอนที่เขาออกจากท้องแม่ เขามีลักษณะเป็นอย่างๆไร จะเป็นความภาคภูมิใจและสร้างความรู้สึกลึกๆให้กับลูกได้ทั้งสองคนเลยค่ะ
ตอนนี้ล่ะ เรียกนาทีทองของความรัก จะเล่าเรื่องราวอะไรที่อยากให้ลูกรู้ เขาจะเกิดประกายตาแป๋วแหวว ฟังพ่อกับแม่ และจดจำได้ดีทีเดียว
ลองทำหลายๆครั้งตอนที่ลูกคนโตอายุ7 ขวบ และทำอีกหลายๆครั้งตอนที่ลูกคนเล็กอายุ 7 ขวบเช่นกัน ทำรอบสองก็เปลี่ยนจากพ่อแม่เล่ามาเป็นลูกคนโตเล่าให้น้องฟังแล้วพ่อแม่เสริม
แล้วพี่จะเห็นความอัจฉริยะของลูกคนโต ที่เขาถ่ายทอดความคิดไปให้น้อง ;D ;D
ภาพถ่ายที่พ่อแม่ เอามาเล่าให้เขาฟัง จะเป็นตัวช่วยให้เขาเชื่อมโยงการคิดของเขาเองเข้ากับภาพ ซึ่งเราถือว่าวัย 6-8 ขวบ สำคัญมาก สำหรับการทำสิ่งนี้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความกตัญญูให้กับลูก
#77di_annJul 04, 2010
― ―
มาเห็นด้วยกับคุณเจน เรื่อง ถ่ายภาพ และบรรยายไว้
ตัวอย่างเราเองเลย พ่อเรา ถ่ายภาพ เราตั้งแต่ตอนแม่ตั้งท้องโย้ แล้วเขียน วัน เดือน ปี ไว้ ใต้ภาพ ทุกรูป
ตอนคลอด ถ่ายรูปเรา ไว้ ทุกๆ เดือน พ่อเราเก็บเราทุกเม็ด ทุกอิริยบถ
แม่เราบอกว่า พ่อสั่งห้าม ถอดกางเกง ลูกถ่ายรูปเด็ดขาด ต้องคิดถึง ตอนลูกโตด้วย ว่า เค้าจะอายแค่ไหนเวลาเอารูปตอนยังเล็ก ให้เพื่อนๆ ดู แล้วโป้เห็นอวัยวะที่ไม่ควรแก่การอวด :o
ช่างคิดถึงอนาคต ลูกสาว จริงๆ คุณพ่อสุดหล่อ ที่แสนจะน่ารัก :D ..ส่วนรูป พี่สาวเราเพิ่งเริ่มมีตอนอายุได้สามเดือน ยังมีบ่นน้อยใจพ่อเล็กๆ ว่าทำไม น้องมีตั้งแต่ ตอนแม่ตั้งท้อง แต่ทำไมเค้าเพิ่งเริ่มมี ตอนเค้าคลอดออกมาแล้ว เรากะพี่สาวเราห่างกัน 6 ปี พี่เราจำอะไรไม่ค่อยได้เลยหละ ขนาดดูรูปพร้อมบรรยายใต้ภาพ ยังนึกไม่ออกว่าแม่คลอดน้องตอนไหน
อ้อ เค้าบอกจำได้อย่างเดียวคือ แม่บอกว่า ต้องรักน้องมีอะไรต้องให้น้อง ;) จากเป็นลูกคนเดียวมา หกปี อยากมีน้องไว้เป็นเพื่อนเล่นกัน พอมีน้องเล็กคนใหม่ เจ้าคนโต ที่ยังต้องการคนใส่ใจ เลยกลายเป็นเด็กที่ต้องสั่งสอนกันใหม่ ว่า มีน้องแล้วต้อง เป็นคน รอได้ และ พี่คนนี้ สิมีแต่ให้ ;) แม่ยังบอกเลยว่า พอมีน้องได้ สองเดือน พี่สาวเรา บ่นว่า รู้งี้ เป็นลูกคนเดียวดีกว่า เพราะของทุกอย่างจะเป็นของเค้าคนเดียว และไม่ต้องรอคอย... นั้นหมายถึงตอนเล็กๆ นะ แต่พอโตมา พี่เราสุดยอดประเสริฐ เหมือน แม่คนที่สอง ของเราเลย ขนาดแยกมาห่างไกล อะไรที่เค้าเคยให้ ทุกวันนี้ ก็ยังให้เราไม่เคยขาดตกบกพร่องซักนิดเดียว..... :)
มันเป็นความทรงจำที่ ดีจริงๆคะ พ่อเราชอบเชียนบรรยายใต้ภาพ เวลาอ่าน แล้ว อดยิ้มกันทั้งบ้านไม่ได้ ว่าช่างเป็นคนเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
สมัยก่อน ยังไม่อนุญาติให้ เข้าห้องคลอดไปด้วยไม่งั้น มีหวังคงได้เห็นตั้งแต่ ตอน หมอ พยายาม เค้นท้องแม่ พยายามหมุนกัวเด็กดื้อ ให้กลับหัว พ่อเล่าให้ฟังว่า เรา เอาขาออกตอนคลอดหนะคะ :P
ส่วนเรื่องลูกคนโต จะมีความรู้สึก อยากช่วยแม่เลี้ยงน้องหรือไม่นั้น เราว่า คงแล้วแต่ ตัวเด็กหนะคะ
เรามีเพื่อนสนิท ทีนี่ พอดีลูกคนโต เค้า ห่างมาก จากคนที่สองที่เพิ่งคลอดเมื่อปีที่แล้ว เรารู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่ อยู่ที่ตัวเด็ก ลูกเพื่อนเรา เด็กผู้ชายสิบขวบ อยากมีน้องมาก เพราะ
เป็นเด็กที่ค่อยข้างอิสระ แล้ว มักมีเรื่องกับเพื่อนที่โรงเรียนบ่อยๆ จน พ่อแม่ต้องโดนครูเรียกไปพบบ่อยๆ เพราะเข้ากับเพือ่นไม่ค่อยได้ แล้ว พอเพื่อนเราคลอด
เราไปเยี่ยม ที่โรงพยาบาล เค้าก็ คลอดห้องธรรมดา ในห้อง มีสองคน มีม่านกั้น ก็เห็นพยายาบาลดูแลใส่ใจดีคะ.... ขากลับ สวนทางกลับลูกเพื่อนเดิมมาพร้องกับ สามีเพื่อน
สองคนพ่อลูก หิ้ว ของ พะรุงพะรังอยู่หน้าโรงพยาบาล เจ้า ลูกเพือนเห็นเรา ตะโกนเรียก ลั่น โรงพยาบาลแทบแตก แล้ววิ่งเข้ามาหา ถามเราว่า เห็นน้องสาวเค้ารึยัง เห่อ ซะไม่มี
เราก็บอกเห็นแล้ว หน้าเหมือน กันเลย พี่น้องคู่นี้ เค้าบอก ว่า เค้า มารับแม่กับน้องกลับบ้าน เมื่อคืน คลอดดึกมาก คลอเสร็จ เค้าเห็นหน้าน้องก็กลับบ้านไปอาบน้ำ กลับมาใหม่
เค้า บอกกับเราว่า จะช่วยแม่ เปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนมน้องเอง เค้าอุ้มน้องเมือวาน ตื่นเต้นมาก bra bra bra
แล้วบอกว่า เค้าจะเป็น big brother คอยดูแลน้องเอง....เห้อ ฟังแล้ว ปลื้มแทนเพื่อน แล้วก็จริง ดังที่เค้าบอกเรา...ตลอดปีเต็มๆ เพื่อนเรา ส่งรูปมาให้เราดูเป็นระยะๆ ว่า เจ้าลูกชายคนโตเห่อน้องมาก ช่วยเลี้ยงน้อง มีรูปป้อนนม.. แถมโตขึ้น วันหยุดตื่นแต่เช้ามาทำแพนเค็ก เป็นอาหารเช้า ให้ แม่ กะน้อง ทั้งๆที่น้อง ยังกินไม่ได้...... ;D ;D
ยังไง เอาใจช่วยให้หาห้อง Private room ได้นะคะ .... สู้ อย่าเครียด
#78domechulaJul 04, 2010
ขอบคุณคะคุณจีน่า เรื่องจักรเย็บผ้า :)
ตอนนี้ขอเก็บข้อมูลแบบเงียบ ๆ จากรุ่นพี่ๆ ในบอร์ดนี้ไปก่อน ยังไงเอาใจช่วยคุณเพนนีนะคะ :)
และขอบคุณขาประจำทุก ๆ ท่านที่มาแชร์ประสบการณ์ให้รุ่นน้องฟังด้วยคะ :)
#79pennyJul 04, 2010
โห้ แฟนคลับเรียกร้องเรื่องถ่ายวีดีโอ อิอิ
ก็ตั้งใจว่าจะถ่ายวิดีโออยู่แล้วละจ๊ะน้องเจน เพราะตอนเจ้าคนแรกคลอดก็ถ่ายเก็บไว้ ตั้งแต่ตอนแม่โดนเข็นเข้าห้องผ่า ยันตอนหมอควักออกมา พยาบาลเอาไปล้างไขออกโน้น มีทุกเม็ดเหมือนกัน เอาไว้ให้ลูกดูตอนโตๆ แต่เราก็สังเกตนะ เวลาเปิดวีดีโอ ตอนคลอด หรือรูปที่ถ่ายเค้า ตอนเล็กๆ ให้ดู ดูเค้าจะตาโต แฮปปี้ ตื่นตาตื่นใจ อย่างที่น้องเจนบอกจริงๆ แหละ
จริงๆ ตั้งใจจะเก็บภาพตอนที่เราคลอดคนเล็ก โดยที่พี่มันยืนเกาะข้างๆ เตียงอย่างน้องเจนว่าเหมือนกัน เวลาโตๆ ขึ้นมา เอามาฉายให้ดูเค้าจะได้รู้สึกว่า เค้าเป็นคนสำคัญ มีส่วนรวม และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในทุกๆ เห็นการ์ณ
เวลา 2 คนโตมา แล้วทะเลาะกัน เราจะได้จับมาเปิดวีดีโอให้พวกเค้าดู เพื่อเตือนสติว่า สองคนพี่น้อง เคยสนิทกันแค่ไหน ..
#80domechulaJul 05, 2010
ขอถามคุณเพนนีหรือผู้รู้ที่มีประสบการณ์นะคะ
ในกรณีทาน pregnancy supplements ถ้าวางแผนก่อนสามเดือนล่วงหน้าจะดี แต่ส่วนใหญ่ถ้ารู้ว่าตั้งครรภ์หมอก็จะสั่งให้กิน Pregnancy Supplements (Folate)ทันที ตัื้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงให้นมบุตร เมื่อบุตรมีอายุถึงหกเดือน
กรณีถ้าเราต้องการให้นมบุตรนานเท่าที่เค้าสามารถกินได้ อย่างเช่น ปีหรือสองปี อย่างที่คุณเพนนีว่า ไม่ทราบว่าแม่ยังต้องทาน โฟเลทจนกว่าจะหย่านมกับบุตรหรือเปล่าคะ
แล้วอาหารการกินระหว่างยังให้นมบุตรจนเค้าอายุถึงปีหรือสองปี หมายถึงว่าเรายังห้ามทานอาหารทีีเป็นพวกแสลงและอาหารที่ contain mercury ไม่ได้ใช่ไม๊คะ เพราะเท่าที่เข้าใจส่วนใหญ่จะบอกว่าหย่านมเมื่อบุตรหกเดือน แล้วในระหว่างนั้น ก็ยังห้ามกินอาหารแสลงและ และอาหารที่ contain mercury แล้วถ้ายังให้นมบุตรอยู่ ยังไม่หย่านม อาหารการกินของแม่จะเป็นอย่างไรในกรณีเราให้เค้าเป็นปีนะคะ (ถ้าได้)
ขอบคุณคะ
#81JJ_JenJul 06, 2010
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ จะได้ทราบจากหมอ หรือว่าหากใครขยันอ่านอย่างพี่เพ็ญและคุณdomechula :) :) เพื่อให้ตั้งครรภ์มีคุณภาพ
ก็จะรู้ว่า โฟเลทเป็นวิตามินตัวหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีในธรรมชาติ การตั้งครรภ์ที่ขาดโฟเลทในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หรือเรียกว่าไตรมาสแรกมีโอกาสทำให้เกิดการแท้ง
หรือการสร้างส่วนประสาทของลูกผิดปรกติได้ ที่รุนแรง คือ โรคหลอดประสาทไขสันหลังผิดปกติ( Naural ture Defects ) ซึ่งอาจทำให้ลูกเสียชีวิตหลังคลอดได้
การวางแผนการตั้งครรภ์ ซึ่งได้พบแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ในสมัยนี้ จึงได้มีการให้ทานโฟเลทก่อนที่จะท้องซักสองหรือสามเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้แท้งลูกหรือลูกเกิดมาแล้วผิดปกติ หรือมีความพิการต่างๆ เช่น โลหิตจาง ปากแหว่งเพตานโหว่
หลังคลอดแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับประทานโฟเลทมากอย่างช่วงที่ท้องในไตรมาสแรกนะคะ พอลูกอายุได้สี่เดือน เริ่มให้อาหารเสริม ลูกจะได้รับโฟเลทจากอาหารเสริม :) :)
ที่เราเคยทำงานด้านนี้มา สูติแพทย์จะบอกให้คุณแม่หยุดทานโฟเลท(ที่เป็นวิตะมินเม็ด) เมื่อตั้งครรภ์ครบเทอม และบอกให้ทานอาหารให้ครบห้าหมู่อย่างเพียงพอและสมดุลแทน หากคุณแม่ทานอาหารที่ดี น้ำนมที่สกัดได้ก็จะให้สารอาหารที่ดีกับลูกได้ค่ะ และอย่างที่พี่เพ็ญบอกไว้ พอลูกอายุหกเดือนก็เริ่มให้อาหารเสริม จนกลายเป็นอาหารหลัก และนมแม่เป็นอาหารเสริม :) :)
อย่างที่พี่เพ็ญทำอ่ะคะ ที่เขียนไว้ข้างบนนั้น ;D ;D
คุณแม่หลายท่านเริ่มให้น้ำส้มคั้นหรือว่าให้กล้วยน้ำว้าวันละนิด และเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆเมื่อลูกอายุได้สี่เดือน ทั้งกล้วยน้ำว้าและน้ำส้มคั้นก็มีโฟเลท
แต่กล้วยน้ำว้าของจริงที่ไม่แช่แข็งที่แคนาดาก็แพงมากทีเดียว ที่เห็นแคเนเดี้ยนป้อนลูกก็จะเป็นอาหารสำเร็จ แต่คนไทยอย่างเราก็จะคิดถึงกล้วยน้ำว้าเน๊อะ
แม่ทานอาหารให้ครบห้าหมู่เข้าไว้ เป็นการดูแลตนเองและลูกอย่างดีทีเดียวค่ะ อาหารแสลง ก็อยู่ที่ความเชื่อของคนนะคะ บางคนบอกว่า ไข่ และไก่ เป็นของแสลงห้ามทาน
แต่จริงๆ ไข่กับไก่ ก็เป็นโปรตีนอ่ะ ทางการแพทย์ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทาน เป็นความเชื่อของคนนะคะ
สิ่งที่ห้ามของคุณแม่หลังคลอด เรียกว่าไม่ดีต่อการให้นมลูกดีกว่า เช่น แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง ผลไม้ดองตามรถเข็น(แคนาดาไม่มีเหมือนเมืองไทยอ่ะ) ไม่ทานเค็มจัด
คิดถึงสมัยก่อน ที่แม่เราเลี้ยงเรามา ท่านก็ไม่ได้ซื้อวิตะมินมาทานอย่างทุกวันนี้ เราก็เจริญเติบโตกันมาได้ จากการรับประทานอาหารชองแม่นะคะ ;D ;D
หากอยากจะเน้นทานโฟเลท โฟเลทมีอยู่มากในผักและผลไม้สด นมหลายยี่ห้อในเมืองไทยก็เน้นโฟเลท
ผลไม้ที่มีโฟเลทสูงได้แก่ สับปะรดศรีราชา ส้มโชกุน มะละกอแขกดำสุก ฝรั่งแป้นสีทอง
เนื้อสัตว์ที่ให้วิตามินโฟเลทสูงได้แก่ เนื้อหมูสันในและเนื้ออกไก่
ธัญพืชที่มีโฟเลทมาก เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิซ้อมมือ ข้าวแตน
ผักสด ที่มีโฟเลทมาก ก็พวกผักใบสีเขียวเข้ม อย่าง ผักโขม คะน้า ใบตำลึง
ลองจัดเมนูอาหารล่วงหน้าก่อนคลอดก็ได้นะคะ :) :)
#82domechulaJul 06, 2010
ขอบคุณคะคุณเจน
ถ้าอยู่ไทย ไม่ค่อยห่วงเรื่องอาหาร แต่ถ้าอยู่แคนาดานี่ บางอย่างอาจจะหากินยาก อย่างเช่น หัวปลี หรือใบมะขาม (สำหรับผลิตนมลูก เค้าว่างั้น) ไม่รู้แคนาดามีเปล่า
ส่วนกล้วยน้ำว้า เหมือนอ่านเจอว่า ทางที่ดีอย่าเลี้ยงกล้วยน้ำว้า จะทำให้ท้องอืด/ผูก อย่างงี้ที่แคนาดาก็คงต้องเลี้ยงอาหารเสริมแทนเหมือนที่คุณเจนว่า
ส่วนตัวลูกพอจะเข้าใจ แต่ตัวแม่เองแค่กังวลว่าโฟเลทยังต้องทานหรือเปล่า เพราะหมอที่ไปพบ (หมอฝรั่ง) บอกว่าต้องทานโฟเลทจนถึงการหยุดให้น้ำนมลูกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน พอถามว่าถ้าให้เป็นปีละ เค้าบอกอย่าให้เกิน 6 เดือน (ใจจริงบางอย่าง อยากจะรับความคิด/การแนะนำของหมอฝรั่ง บางอย่างอยากจะรับของหมอไทย แต่กรณีนี้ เราก็เลยอยากรู้ว่าผู้มีประสบการณ์/ผู้รู้เค้าทำยังไง แล้วอย่างไหนถึงจะีดี คืออยากได้หลายไอเดียเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจของตัวเองน่ะคะ เราก็เลยตั้งคำถามมาว่าสรุป Pregnancy Supplements (Folate) ที่เป็นเม็ด ๆ ยังต้องทานอยู่ต่อเนื่องจนหยุดให้น้ำนมลูกหรือเปล่า ถ้าเราต้องการให้นมลูกเมื่อเค้าอายุถึง 1 ปี (คือตัวแม่อยากอาจกินอะไร ตามปกติก่อนท้องเพราะคงคิดถึงอาหารเหล่านั้น แต่ก็ต้องคิดถึงลูกเพราะกลัวว่า น้ำนมที่ผลิดอาจทำให้เค้าไม่ได้รับยาโฟเลท ที่เรากินนะคะ)
#83pennyJul 06, 2010
อันนี้ตามตามความเห็นส่วนตัว และที่เคยทำนะคะ
เรื่อง supplement เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่นิยมกิน เรานิยมกินผักสด และอาหารสดมากกว่าพวกซัพพลีเม้นต์ ทั้งหลายทั้งแหล่ ยิ่งอยู่เมืองไทย เราว่า ยิ่งไม่ค่อยจำเป็นนะ เพราะบ้านเมืองเราอาหารการกิน ผัก ผลไม้ อุดมสมบูรณ์ หลากหลายกว่าที่นี่เยอะ แต่ถ้าอยู่แคนาดาคิดว่าอาจจำเป็นต้องกินพวกวิตะมินเสริมบ้าง เพราะผัก ผลไม้ที่นี่ ไม่หลากหลายเหมือนบ้านเรา อิมพอร์ตจากที่อื่นๆ เข้ามาก็เยอะ ไม่รู้มีสารเร่งให้สุก หรือสารอื่นๆ ตกค้างมาด้วยป่าว ..
ตอนเราท้องแรก สมัยนั้นยังอยู่เมืองไทย เราก็ถามหมอเรื่องโฟเลทเหมือนกัน หมอบอกไม่จำเป็นต้องกินหรอก ถ้าเรากินผัก ผลไม้เป็นประจำอยู่แล้ว บ้านเราอุดมสมบูรณ์กว่าเมืองนอก ให้กินปกติ แค่ดูให้ครบห้าหมู่ ในแต่ละมื้อก็พอแล้ว กระทั่งพวกแคลเซียมเสริม หมอก็บอกจริงๆ ก็ไม่จำเป็น ถ้าเรากินนมได้ปกติ หมอบอกพวกแคลเซียมกินมากไปใช่ว่าจะดี ท้องแรกเราเลย ไม่กินเลย ทั้งแคลเซียม ทั้งโฟเลท ทั้งยาบำรุงเลือดที่หมอให้มา เราก็ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ค่อยกิน แต่เราจะเน้นกินผักใบสีเขียวเข้ม ผลไม้ น้ำผลไม้อย่างที่เคยบอก ... ลูกออกมาก็ปกติดีอย่างที่เล่าๆ ให้ฟังนะแหละค่ะ
ส่วนตอนให้นมลูก ตอนท้องกินอย่างไร ตอนให้นมลูก เราก็กินแบบนั้นแหละ แต่อาจมีตามใจปากบ้างเป็นบ้างมื้อ ช่วงหลัง 6 เดือนไปแล้ว เพราะเห็นว่าลูกเริ่มได้สารอาหารต่างๆ จากผักนึ่งและไข่แดงบด ที่เพิ่มเติมเข้ามาอยู่แล้ว ที่เราให้นมแม่ต่อหลังจาก 6 เดือน เพราะเราเน้นเรื่อง ภูมิต้านทาน อีคิว ไอคิว ความรัก ความผูกพัน มากกว่าเรื่องสารอาหารค่ะ..
มีอีกอย่างที่อยากแนะนำ ไม่รู้ว่าอ่านเจอมาบ้างหรือยัง ช่วงท้อง 5 เดือนขึ้นไป ให้ฟังเพลงบรรเลงวันละอย่างน้อย 15 นาที ถ้าหาได้แนะนำของโมซาท มีให้โหลดฟรีเยอะแยะ ถ้าจำไม่ผิดมีคนทำวิจัยว่า หากฟังเพลงบรรเลงของโมซาท จะทำให้ลูกเป็นเด็กอารมย์ดี ยิ้มง่าย ไม่ขี้หงุดหงิด ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้ การฟังได้ดีตั้งแต่ในท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลงของโมซาทจะช่วยสมองสร้าง Brain synaptic เพิ่มมากกว่าเพลงบรรเลงทั่วๆ ไปกี่จุด อันนี้จำไม่ได้ ซึ่งเจ้า brain synaptic เนี่ยเป็นตัวบ่งชี้ระดับ IQ ของคน ใครที่มีมาก ก็ IQ สูงกว่าค่าเฉลี่ย (หาอ่านดูนะ เค้าค้นพบว่า ในสมองของไอน์สไตน์ มี brain synaptic อยู่เยอะมากกกกก)
เราก็ไม่รู้ว่า มันจริงหรือไม่จริง แต่ที่สังเกตจากลูกชายคนโต เราว่าเค้าเป็นเด็กที่มีพื้นฐานทางอารมย์ที่จัดว่า ค่อนข้างดีที่เดียว เลี้ยงง่ายตั้งแต่เกิด ไม่ร้องโคลิก ไม่มีงี่เง่าเลย ว่างั้นเหอะ เกิดมาได้ 2 วัน ก็ยิ้มกับเราแล้ว ซึ่งโดยปกติ เด็กจะเริ่มยิ้มเป็นเมื่ออายุ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ถ้าเราจำไม่ผิดนะ..เคยอ่านเจอมาว่า ถ้าจะดูว่าเด็กมีระดับสติปัญญาดีหรือไม่ ให้ดูว่า เดกแรกเกิด เริ่มยิ้มตอบกลับคุณแม่ ได้ช้าหรือเร็ว ถ้าเด็กยิ้มได้เร็ว แสดงถึงระดับสติปัญญาที่ดี เพราะนั้นหมายความว่า สมองรู้จักเชื่อมโยงและสื่อสารกลับ กับภาพหน้าตาอันยิ้มแย้มของแม่ที่เค้าเห็นได้ นั้นสะท้อนให้เห็นว่า สมองมีการแตกกิ่งก้านสาขา หรือมี brain synaptic มาก..
อันนี้เล่าให้ฟัง จากที่สังเกตลูกชายคนโต เราก็ไม่รู้ว่า เป็นเพราะโมซาทที่เราฟังบ่อยๆ หรือเพราะอาหารการกินที่เรากิน นมแอนด์มัม หรือนมแม่ที่เราอดทนให้ยัน 2 ขวบ หรือเค้าจะได้ยีนส์ฉลาดจากพ่อเค้ามา อันนี้ก็บอกไม่ถูก แต่เท่าที่สังเกตพัฒนาการของลูก เราว่า เจ้าคนโตของเรา เป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์, ความจำ, ประสาทสัมผัส รวมไปถึงการใช้งานชองกล้ามเนื้อต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับประสาทสัมผัส อยู่ในระดับที่น่าพอใจที่เดียว ..
#85domechulaJul 06, 2010
― ―
แล้วที่แคนาดา กะทิสดหาง่ายหรือเปล่าคะ เห็นแต่กระทิที่เป็นแป้งเอามาผสมน้ำเอาเอง ไม่ก็กะทิข้นที่อยู่ในกระป๋องบรรจุไว้ อันนั้นใช้ได้เหมือนกันหรือเปล่าคะ
พูดถึงเรื่องอาหาร บ้านเรา ถ้ากรณีอยู่เมืองไทย แพ้ท้องกินมะม่วง มะดัน มะยม เปรี้ยว ๆ ช่วยลดความอยาก /morning sickness แล้วกรณีตั้งครรภ์ที่แคนาดา จะหาของพวกนี้ง่ายมั้ย (เราว่าน่าจะหายากเหมือนกันดู ๆ แล้ว) แล้วอย่างนี้ ต้องกินพวก Kiwi, Lemon, Lime แทนหรือเปล่าคะ ถ้าดันไปเกิดตั้งครรภ์ตอนฤดูที่ไม่ค่อยมีของพวกนี้กิน/หายาก ท่าจะยากละงานนี้ พอจะแนะนำอะไรได้ไหมคะ
#86JJ_JenJul 06, 2010
― ―
ขึ้นอยู่กับว่าคุณ domechula จะอยู่เมืองไหนมั้งคะ :) :)
แคนาดาก็มีมะขามอ่อน มะม่วง มะยม มะดัน มะกอก จากเมืองไทย /เวียดนาม เข้ามาขายนะคะ อาทิตย์ก่อนเราก็ยังได้มะขามอ่อนมาจิ้มกะปิทาน ราคาห่อละ 1 เหรียญกว่าๆ ;D
หากคุณอยู่เมืองที่มีคนเวียดนาม คนจีน อยู่แถวนั้นเยอะๆ ของพวกนี้หาไม่ยากหรอกค่ะ ดูตามร้านเวียดนามหรือร้านขายของจีนร้านใหญ่ๆ
ตอนหน้าหนาวเดือนธันวา ก็ยังมีมะม่วงน้ำดอกไม้เปรี้ยวจี๊ดจากเมืองไทยมาขาย เราว่าเรื่องของเปรี้ยวๆ หากอยู่เมืองใหญ่ๆ อย่างแวนคูเวอร์ โทรอนโทก็คงหาไม่ยาก
แต่หากอยู่เมืองเล็กหาไม่ได้ แล้วเกิดหิว อยากทานขึ้นมา ก็คงต้องดูแลตัวเองล่ะคะ ว่าจะทานอะไรแทนได้บ้าง
ที่เราเคยคุยส่วนตัวมา เขาทานมะขามเปียกจิ้มพริกกะเกลือ เพราะมะขามเปียกหาง่าย ใน Superstore มีขาย หรือบางคนทานมะนาวฝานเป็นชิ้นๆ จิ้มพริกเกลือ ก็หายอยากได้ค่ะ
เราว่า มาอยู่ถึงที่นี่แล้ว.... หากอยากจะทานแล้วหาทานไม่ได้ ก็คงต้องปรับตัวปรับใจกันนะคะว่ามันไม่ได้อุดมสมบูรณ์อย่างที่เมืองไทย ต้องปรับตัวให้ได้จะได้อยู่ได้ :) :)
บางคนที่ปรับตัว ปรับใจไม่ได้ อยากทานมากๆ หากไม่ได้ทานแล้วใจจะขาด เขาก็กลับไป Enjoy กับอาหารไทยที่อยากจะทาน และอยู่จนคลอดลูกที่เมืองไทย อย่างนี้ก็มีค่ะ
#87domechulaJul 07, 2010
ขอบคุณค่ะ คุณเจน ความรู้เรื่องสุขภาพเต็มเปี่ยม เป็นพยาบาลประจำของบอร์ดนี้ไปเลย :) สงสัยต้องปรับตัวปรับใจ เรื่องอื่นปรับง่าย เรื่องกินคงต้องใช้เวลา เพราะเรื่องใหญ่ :D ;D
#88jeenaJul 07, 2010
:D :D มาถึงตอนนี้แล้วก็ยังขำตัวเอง ตอนท้องใหม่ๆนะ ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน อยากทานมะม่วงอ่อน เลยโทร.ให้น้องชายที่ออฟฟิศส่งมาให้ ปรากฏว่ามาถึงแกะกล่องมะม่วงสุดเปรี้ยวปากกลายเป็นน้ำส่งกลิ่นหึ่งเลย :o :o :o :D :D อดทานเลยเรา พอหลังๆ ก็ทานพวกมะเขือเทศสดกับเกลืองป่น อร่อยค่ะ :o :o และก็ซื้อสัปปะรดแบบแก่ๆ หน่อยนะ ก็อร่อยอีก และหลังจากนั้นนะ คุณสามีก็พยายามหาร้านที่นำเข้าจำพวกสินค้าอาหารจากไทย เลยไปเจอร้านชื่อ คิมพัท หรือ คิมฟัด นี่แหละ ปรากฏหายอยากเลยค่ะ ไปถึงเข็นรถหยิบเอาหยิบเอา มีเยอะแยะค่ะ มะม่วงเบาสดสด ผลไม้ฤดูกาลบ้านเราอาจแพงหน่อย แต่มะม่วงถูกค่ะ อย่างข้าวหลามยังซื้อทานอยู่จนปัจจุบัน เพราะลูกสาวสองคนชอบมาก ;) ;)
ยังถามคุณสามีเลยว่าแล้วปีหน้าเนี่ยจะย้ายชัวร์หรือป่าว เพราะไม่รู้แถวออตาวา จะมีซุปเปอร์แบบนี้หรือเปล่า หากไม่ล่ะก็ดิฉันจะได้กลับมามอลทรีเอลทุกวันหยุด เพื่อมาจ่ายตลาด ;D ;D ;D
#89domechulaJul 07, 2010
― ―
มอนทรีออล เมืองใหญ่เหมือนกันนะคะ เลยหาของกินจากไทยง่ายหน่อย แต่เอ้ แล้วพวกของกิน พืชพันธ์ส่งไปแคนาดา ไม่โดนสุ่มตรวจหรือโดนยึดเพื่อทำลายเหรอคะ เพราะเคยได้ยินว่าเค้าเคร่งครัดเรื่องของพวกนี้เข้าประเทศนะคะ
#90pennyJul 07, 2010
― ―
เรากินกะทิกระป๋องนั้นแหละ ก็น้ำนมทะลั่กเหมือนกัน นะคะ
พูดถึงเรื่องอาหาร บ้านเรา ถ้ากรณีอยู่เมืองไทย แพ้ท้องกินมะม่วง มะดัน มะยม เปรี้ยว ๆ ช่วยลดความอยาก /morning sickness แล้วกรณีตั้งครรภ์ที่แคนาดา จะหาของพวกนี้ง่ายมั้ย (เราว่าน่าจะหายากเหมือนกันดู ๆ แล้ว) แล้วอย่างนี้ ต้องกินพวก Kiwi, Lemon, Lime แทนหรือเปล่าคะ ถ้าดันไปเกิดตั้งครรภ์ตอนฤดูที่ไม่ค่อยมีของพวกนี้กิน/หายาก ท่าจะยากละงานนี้ พอจะแนะนำอะไรได้ไหมคะ
เราโชคดี ที่ท้อง 2 ครั้ง แพ้แค่ประมาณอาทิตย์เดียวเอง ส่วนเรื่องอยากผลไม้เปรี้ยวๆ เราไม่เป็นอะ ท้องแรก ช่วงท้องอ่อนๆ อยากกินแต่น้ำพริกปลาทู ก็ซื้อเค้ามาจากตลอดนั้นแหละ แล้วมาเติมมะนาว น้ำตาล ให้ออกเปรี้ยวๆ หวานๆ ให้ถูกปากเราอะนะ พอมาอยู่ที่นี่ ท้องที่ 2 จำได้ว่า ช่วงที่แพ้ อาทิตย์หนึ่งที่ว่านั้น กินส้มตำสูตรน้องเจน ประโคมมะนาว น้ำตาลจนซะใจซะเกือบทุกวันเลย 555
#91JJ_JenJul 07, 2010
ตอนนี้มะนาวถูกนะคะ วันเสาร์ไปซื้อผักจากฟาร์ม ได้มะนาว 6 ลูก = $1 ซื้อมาตั้ง 18 ลูก ด้วยความงก ยังไม่รู้จะทำอะไรทาที่จะใช้มะนาวได้หมด
หรือว่าจะลองทำมะนาวดอง ;D ;D
กะปิเอาไปใส่ส้มตำ / ตำน้ำพริกกะปิ ขอแนะนำกะปิคลองโคนค่ะ พี่ Lekky กับน้อง JB แนะนำมาอีกที
ซื้อมาทานไม่ผิดหวังเลย กะปิยี่ห้อนี้อร่อยค่ะ เอามาตำส้มตำ ตำแตง ตำน้ำพริกแล้ว หอม นัว และไม่เค็มมาก ใครไปช๊อบแล้วเจอ สอยไปลองใช้ดูนะคะ ;D ;D
#92domechulaJul 08, 2010
― ―
ดีจังเลยแพ้แค่แป๊บเดียวเอง เวลาทำอะไรหรือไปไหนจะได้สะดวก เห็นเพื่อนแพ้กันยัน ห้าหกเดือนก็มี ไม่รู้เรื่องแพ้ท้องเนี่ยเกี่ยวกับกรรมพันธู์หรือภูมิต้านทานหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ ดีจังคุณเพนนีมีส้มตำสูตรคุณเจนด้วย อยากได้ไว้ลองทานมั้งจัง ถ้าไม่รังเกียจ (คุณเจนคะขออนุญาติขอสูตรส้มตำจากคุณเพนนีด้วยนะคะ หวังว่าไม่ว่ากัน :) )
ขอบคุณคะ
#93domechulaJul 08, 2010
― ―
กะปิคนท้องทานได้เหรอคะคุณเจน นึกว่าเป็นของแสลงห้ามทานซะอีก เพิ่งขออนุญาติขอสูตรส้มตำด้วยนะคะ จะลองเอาไปลองตำทานดู ;D
ขอบคุณคะ
#94JJ_JenJul 08, 2010
ไม่มัสูตรพิเศษหรอกค่ะ เพียงแค่ตอนเรามาแรกๆ เราไม่มีปลาร้าอร่อยๆ นัวๆ อย่างที่เคยทานที่เมืองไทย
เราก็เลยตำแตงใส่กะปิอ่ะคะ ทานแล้วมันเวิร์ค แซ่บบบบ ;D ;D เลยมาเล่าบอกต่อ แล้วพี่เพ็ญตำใส่กะปิแล้วชอบเหมือนกันค่ะ
ยิ่งใกล้เวลาที่คุณป้าจะมาเยี่ยม(ประจำเดือน) จะต้องทำทานทุกทีเลยค่ะ เพราะอยากทานอะไรเผ็ดๆแซ่บๆ ลองทำดูนะคะ;D ;D ;D
เรื่องของแสลง อยู่ที่ความเชื่อค่ะ บางคนบอกว่าทานกะปิตอนท้อง แล้วลูกออกมาจะตัวดำ บางคนบอกว่าเป็นของหมักดอง ก็อยู่ที่คนจะเชื่อ
สำหรับเรา ไม่เป็นปัญหาอ่ะคะ เพราะว่าไม่ได้ทานทุกวัน และอีกอย่างกะปิที่ใส่ในส้มตำ ก็น้อยนิดมากๆ ไม่งั้นจะเค็มและแรงเกินไป
เราเห็นคนท้องที่เมืองไทยมากมาย ตอนที่ท้องก็ทานน้ำพริกกะปิ หรือทานแกงส้ม ซึ่งในพริกแกงก็มีกะปิมากกว่าปริมาณกะปิที่เราใส่ในส้มตำซะอีกค่ะ :)
#95domechulaJul 08, 2010
คุณเจนเล่าเรื่องกะปิเห็นภาพ น้ำลายไหลเลย ;D ต้องลองไปทำกินบ้างแล้ว ขอบคุณนะคะ :)
#96pennyJul 09, 2010
มาเม้าต่อเรื่องห้อง วันนี้ไปหาหมอ เลยถามทั้งหมอ ทั้งพยาบาล เพื่อให้หายคาใจ
สรุป พยาบาลบอก จองห้อง private ไปก็ป่วยการป่าว ถ้าวันที่เราคลอด เกิดมีคนล้นหลามรพ. ก็ต้องนอน hall way อยู่ดี ห้องที่จองไว้อาจไม่ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งมีเหตการ์ณแบบนี้บ่อยๆ เพราะปีนี้คนท้องเยอะจริงๆ ของงี้ขึ้นกับดวงล้วนๆ พยาบาลบอก :(
แต่ถ้าต้องผ่าคลอด ส่วนใหญ่จะได้ priority เข้าห้องพัก เพราะต้องดูแลใกล้ชิดกว่า และเลี่ยงการติดเชื้อ คลอดธรรมชาติอยู่ 2 วัน คือรุ่งขึ้นให้กลับบ้าน แต่ถ้าผ่าคลอดอยู่ 4 วัน เต็มที่ 5 วัน
พอเจอหมอ หมอก็บอก ตกลงหมอตัดสินใจ C-section ให้นะ เพราะเด็กตัวใหญ่ เชิงกรานยูแคบ แถมเป็นทรงคล้ายสามเหลี่ยมอีก :o :o
แล้วหมอก็เล่า procedure ให้ฟังว่า ผ่าคลอดที่นี่ทำไงมั่ง บลา ๆๆๆ (รวมถึงสวนก้น กะ drain กระเพาะปัสาวะก่อนผ่าด้วย) ตั้งแต่บล็อคหลัง จนจบทำหมัน ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม. ซึ่งฟังๆ แล้วก็คล้ายๆ กับขั้นตอนที่เมืองไทย ..
ที่ทำให้หัวเราะ จนลั่นห้องคือ หมอนัดผ่าวันที่ 11 สค. เล่นเอาอีแม่ขำซะจนหมอตกใจ เพราะตกลงแม่ลูก ทั้ง 3 คนเกิดวันที่ 11 เหมือนกันทั้งบ้าน อะไรจะดวงบังเอิญขนาดนั้น :D :D
สรุปเราคงได้เข้าห้องพักล่ะ คงไม่ต้องจองห้องไพรเวทแล้ว แต่เสียดายที่เค้าไม่ให้เด็กเล็กค้างคืนที่รพ. แต่ไม่เป็นไร เรานอนคนเดียวได้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นคนไม่กลัวผี มีแต่ผีจะกลัวเรา เพราะดุ แถมปากไม่ค่อยดีอีกต่างหาก :D :D
#97domechulaJul 09, 2010
อย่างงี้ก็เท่ากับว่าลูกคุณเพนนีสองคนผ่าคลอดหมดเลยใช่ไหมคะ อะไรจะบังเอิญขนาด เกิดวันเดียวพร้อมกันหมด ยกเว้นพ่อ ;D อย่างงี้แม่ลูก อาจจะต้องเซทวัน ฉลองครั้งนึงต่อปีที่มีวันเกิดตรงกันซะแล้วนะเนี่ย ;D
พูดถึงห้องคลอด ถ้าย้ายไปไพรเวท แล้วผ่าคลอด ซึ่งต่างจากคลอดธรรมชาติและ request ห้องไพรเวทไป กรณีนี้ค่าห้องแพงกว่ากันเท่าไหร่คะ
คุณพนนีอยู่เมืองใหญ่ คิวคลอดอาจเยอะ ถ้าอยู่เมืองใหญ่อาจเป็นแบบนั้น แล้วอย่างงี้ห้องรวมใช้ม่านกลั้น ถ้าคลอดธรรมชาติ ไม่แย่งร้องแข่งกันเบ่งลูกเหรอคะ บางคนอาจจะ distract เรื่องพวกนี้ไม่สามารถเบ่งได้ (เพื่อนเล่าให้ฟังนะคะ) อย่างงี้คุณเพนนีคลอดผ่าตัด อย่างงี้ลูกก็ห้ามดูสิคะ เหมือนหมอห้ามเด็กอายุต่ำกว่าเท่าไหร่ไม่ทราบห้ามเข้านะคะ
ก็ใกล้วันคลอดคุณเพนนีแล้วเน้อ อย่างงี้บอร์ดนี้คงจะเงียบเหงาไปสักพัก ถ้าเราสงสัย คงมีแค่คุณจีน่ากับคุณเจนที่จะมาช่วยตอบได้บ้าง แต่อย่างไรจะรอฟังข่าวหลังจากการคลอดที่แคนาดาจากคุณเพนนีนะคะ :)
#98JJ_JenJul 09, 2010
― ―
ขอเล่าภาพที่เห็นจากโรงพยาบาลที่เราทำ Volunteer แล้วกันนะคะ
คือที่เขาพูดเรื่องห้อง Private กันนี้ อย่างในโรงพยาบาลที่เราทำ Voluntter สำหรับแผนกสูติฯ เขาจะมีห้องพิเศษอยู่สองแบบค่ะ
แบบแรกคือห้องพิเศษ ซึ่งสามารถคลอดในห้องนั้นได้เลย เรียกว่าเป็นห้อง VIP ก็ว่าได้ เหมือนที่คุณ patipan ว่าเอาไว้ก่อนหน้านี้
หากเลือกห้องนี้ ถึงเวลาคลอด หมอและพยาบาลจะเข้ามาทำคลอดให้ในห้องนี้เลย คลอดเสร็จก็นอนพักฟื้นต่อ มีโซฟา (นอนได้)สำหรับคนเฝ้าด้วย
มีทีวี ตู้เย็น ห้องน้ำภายในเสร็จสรรพ เหมือนห้องพิเศษที่โรงพยาบาลในเมืองไทย เรียกว่าไม่ต้องย้ายห้องไปไหน อยู่ที่เดียวตั้งแต่ Admit จนกลับบ้าน
แต่หากอยู่ห้องธรรมดาแบบอยู่คนเดียว หรืออยู่ห้องที่อยู่รวมกันหลายคน โดยปกติก็จะเป็นห้องสองคน สี่คน หรือหกคน
ถึงเวลาที่คุณจะคลอด เขาก็จะเอารถเข็นมาเข็นคุณเข้าไปคลอดในห้องคลอด ซึ่งอยู่ภายใน ward นั้นล่ะ ไม่ได้คลอดที่เตียงในห้องที่นอนรวมกัน แล้วร้อง หรือแข่งกันคลอดหรอกค่ะ และห้องนั้นก็เป็นห้องเก็บเสียง อย่างดี คนอยู่ข้างนอกจะไม่ได้ยินเสียงคุณแม่กำลังแบ่งคลอดหรอก ใน ward สูติฯ ที่เราเห็นมา เขาจะมีห้องคลอดอยู่ภายใน 3-6 ห้อง
เรียกว่าแม่สามารถพร้อมกันได้ทีละหลายคน คนละห้อง หน้าห้องคลอดจะมีสัญญาณไฟเขียว บอกว่าตอนนี้กำลังใช้ห้องคลอดเพราะมีการคลอด
พยาบาลหรือคนทำความสะอาดที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับห้องนั้น หากเดินผ่านหน้าห้องตอนไฟเขียวปรากฏ ต้องระวังไม่ไปเคาะประตู ทำเสียงดัง ทำลายสมาธิคนคลอดและคนทำคลอด
พอคลอดเสร็จเขาก็เข็นคุณออกมาที่ห้องพักฟื้นค่ะ ก็จะเป็นห้องที่คุณจองไว้ หรือว่าหากคนคลอดเยอะ ก็อย่างที่พี่เพ็ญบอกค่ะ
เรื่องการผ่าก็เหมือนกัน โรงพยาบาลใหญ่ จะมีห้องผ่าตัดอยู่ใน ward สูติฯเลย แต่ส่วนมากที่เห็นก็ใช้ OR ใหญ่ เพราะว่าวิสัญญีแพทย์ในแคนาดา แต่ละโรงพยาบาลมีน้อยมาก เขาไม่สามารถวิ่งไปทำการบล๊อกหลังคนจะคลอดที่แผนกสูติแล้ววิ่งกลับมาทำงานต่อที่ OR ใหญ่ได้ บางแห่งที่มีห้องผ่าตัดในแผนกสูติ จึงต้องปิดไป :) :)
และเรื่องวิสัญญีแพทย์ที่มีจำนวนจำกัดนี้ นี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมแคนาดาจึงไม่มี C-Section กลาดเกลื่อนอย่างเมืองไทย :) :) :)
#99JJ_JenJul 09, 2010
ยินดีกับพี่เพ็ญด้วยที่ได้ผ่านะคะ ;D ;D
#100domechulaJul 09, 2010
ขอบคุณคะคุณเจน แล้วที่คุณเพนนีบอกว่าต่อให้จองห้องไพรเวท ถ้าคนมาคลอดกันเยอะ ห้องไพรเวทนั้นก็อาจเป็นเหมือนห้องรวมแบ่งห้องคลอดไปใช่ไหมคะ ถ้าใช่อย่างนี้คลอดรวม ไม่ดีกว่าเหรอคะ เพราะประหยัด แล้วก็ไม่มีเสียงรบกวนเหมือนกันกับห้องไพรเวท แล้วคนแคนาดาส่วนใหญ่คลอดห้องธรรมดาหรือเปล่าคะจากที่คุณเห็นมาหรือทราบมานะคะ
#101pennyJul 09, 2010
ที่รพ. Gatineau เป็นเหมือนที่น้องเจนอธิบายนั้นแหละค่ะ คล้ายๆ กัน
ward ที่นี่ คือห้องรวมมี 4 เตียง, ห้อง semi-private มี 2 เตียง, ห้อง private มีเตียงเดียว
แต่ที่รพ. นี้ไม่มีห้อง VIP ที่สามารถผ่าคลอด และพักฟื้นยาวจนกลับบ้านเลย เหมือนที่น้องเจนว่า คือถ้าต้องผ่าตัด เค้าเข็นเข้าห้องผ่าตัดอย่างเดียว เท่าที่ทราบส่วนใหญ่คนที่นี่ คลอดและพักฟื้นกันใน ward นะ เพราะอยู่แค่คืนเดียวก็กลับบ้านแล้ว..
ส่วนห้องไพรเวทที่เราเล่าให้ฟังคือห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด facilities ก็ทั่วๆ ไปเหมือนๆ ที่เมืองไทยนั้นแหละค่ะ หลังจากหมอผ่าเสร็จ เค้าจะเข็นเราไปที่ห้อง recovery รอสังเกตอาการสัก 1 ชม. แล้วจะย้ายเราไปห้องพักฟื้น ซึ่งจะเป็น ward เป็น semi-private หรือ private อันนี้แล้วแต่ดวงที่ทางรพ. จะจัดสรรให้ว่า มีห้องว่างมากน้อยแค่ไหน หรือไม่มี ถ้าไม่มีห้องเหลือเลย คนที่คลอดธรรมชาติโดนนอน hall way แน่ๆ เพราะเค้าถือว่า priority น้อยกว่าคนไข้ผ่าตัด ไม่ว่าจะผ่าคลอด หรือผ่าอะไรก็แล้วแต่..
ที่บอกว่า จองไปก็ไม่มีประโยชน์ (กรณีที่เราคลอดธรรมชาติ) เพราะหากวันที่เราคลอด คนมาคลอดกันเยอะ ก็ถือว่าดวงดีไป ไงๆ ได้นอน hallway แน่ๆ ไม่ได้นอนห้องไพรเวทที่จองเอาไว้หรอก เพราะอย่างที่บอก เค้าดู priority และความเสี่ยงในการติดเชื้อเป็นหลักค่ะ เค้าไม่สนหรอกว่า คุณจะจองห้องไพรเวทไว้ มีเงินจ่ายหรือไม่มี..
ส่วนตอนคลอด เค้ามีห้องคลอดต่างหาก เก็บเสียงอย่างดี ไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนแข่งกันเบ่งหรอกค่ะ ไม่ต้องกลัว จะได้ยินเสียงโอดครวญแข่งกัน ก็คงตอนรอคลอด (ธรรมชาติ) ในห้องที่เค้าจัดไว้ให้นั้นแหละค่ะ เพราะเค้าอาจให้รอจนถึงนาทีที่ปากมดลูกเปิดเต็มที่จริงๆ หรือน้ำเดินจนหมดแล้ว เค้าถึงจะเข็นเราเข้าห้องคลอด ซึ่งอันนี้ จะนอนปวดท้องคอลด รอนานหรือไม่ แล้วแต่สภาพร่างกายแต่ละคนอีก ไม่มีการเข้าคิว ใครมาก่อนคลอดก่อน ;)
เท่าที่ฟังจากหมอ ที่แคนาดาไม่จำเป็นหมอไม่ผ่าคลอดให้นะ เพราะรัฐต้องแบกค่าใช้จ่ายสูง และวิสัญญีแพทย์ก็น้อยอย่างที่น้องเจนว่าจริงๆ เท่าที่ได้ยินมา.. ส่วนเคสเรา เราเข้าใจว่า เป็นเพราะท้องแรกผ่ามาแล้ว ประกอบกับเด็กตัวใหญ่ และเชิงกรานเราแคบ แถมดันเป็นทรงสามเหลี่ยมด้วยมากกว่า หมอเลยจัดให้ตามที่เห็นสมควรและเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียอะนะ กว่าแผลจะหายเจ็บเล่นเป็นเดือน กว่าจะหายสนิทแบบไม่รู้สึกเสียวแปลบๆ ข้างใน เล่นไป 5-6 เดือนโน้น ผิดกับคลอดธรรมชาติ เค้าว่าอาทิตย์เดียวก็หายสนิทแล้ว...
ส่วนประเด็นเสียงรบกวน เราว่า ไม่ใช่ปัญหานะ เพราะเค้าคงไม่ให้มานอนร้องโหยหวนแข่งกันคลอดหรอก มันรบกวนสมาธิคนทำงาน และคนไข้คนอื่นๆ เราว่าปัญหาคือ กิเลส และความกลัวของพวกเรามากกว่า อยู่เมืองไทย มีตังค์ก็สั่งได้ มาอยู่ที่นี่ ให้มีตังค์ ก็สั่งไม่ได้ แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละเคส ซึ่งจะว่าไปก็ดีอย่าง เสียอย่างเนาะ
#102pennyJul 09, 2010
― ―
ขอบคุณคร้าบบบ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีเนาะ
ดีที่ไม่ต้องเบ่งเอง แต่กว่าจะแผลหาย ไหนจะมีลิงเกาะขา เกาะแข้งอีกคนให้เลี้ยง ไม่มีตัวช่วยด้วย แผลจะปริป่าวไม่รู้ หุหุ ;) ;)
#103domechulaJul 10, 2010
ขอบคุณคะคุณเพนนี อย่างงี้คุณเพนนีรอดการทำ Episiotomy พูดถึงก็ดีอย่างเสียอย่างนะคะ ดู ๆ การคลอดที่แคนาดาทรหดยังไงไม่รู้ เหมือนระบบ self-service แม้กระทั่งเรื่องคลอด :-\ แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งสำหรับการคลอดที่แคนาดา :)
#104JJ_JenJul 10, 2010
― ―
อิอิ ขอแอบยิ้มซักกะหน่อยนะคะ เราว่า Episiotomy ดีกว่าแผลผ่าตัดเป็นไหนๆค่ะ :) :)
แผลติดเร็วกว่า เจ็บน้อยกว่า แผลอยู่ในที่ไม่มีใครเห็นด้วยนอกจากสามี :D :D
และที่สำคัญเก็บช่องคลอดให้ฟิตได้ด้วย :) :)
#105domechulaJul 10, 2010
― ―
จริง ๆ แผล Episiotomy ก็ดีคะ ดีกว่า C-section แต่กังวลแค่ว่า รพ ส่วนใหญ่ในแคนาดา เค้าจะไม่เย็บให้ดีเหมือน เมืองไทย ก็เลยหวั่นๆ ว่ากลัวจะออกมาไม่ดี แล้วไหนจะมีเรื่องตกเลือดบ่อยจากคนอื่น ๆ นะคะ เลยกังวลนิดหน่อย จะให้กลับไทยไปคลอดก็กะไรอยู่นะคะ ปกติการตกเลือดเกิดจากการทำของหมอ หรือร่างกายของเราหลังคลอด ณ ตอนนั้นคะ
ขอถามคุณเจนต่อแล้วกันนะคะจากที่ได้ถามไปก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว การเลือกหมอ Ob/Gyn ที่แคนาดา เค้าดูประวัติการทำคลอดของหมอกันบ้างหรือเปล่า ถ้าอย่างยุโรปคน Locals เค้าจะเช็คประวัติด้วยว่าหมอคนนี้มีเปอร์เซนต์การเร่งให้ทำ C-section มากว่าคลอดธรรมชาติ หรือเปอร์เซนต์การเร่งคนคลอดโดยไม่สนใจเพราะเวลาก็มากับการเงินและรายได้ของเค้า คนฝากท้องก็จะไม่เลือก เพราะส่วนใหญ่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากคลอดธรรมชาติ เว้นแต่ไม่ได้จริง ๆ หรือหาหมอฝากท้องไม่ได้ก็ต้องทำใจไป ก่อนไปฝากครรภ์ หรือว่าจองคิว ถ้าได้คิวหมอคนไหนก็ต้องฝากครรภ์กับหมอคนนั้นคะ กรณีถ้าเจอหมอเอเชียเช่น จีนหรือเวียดนาม การทำคลอดเค้าทำดีเหมือนหมอฝรั่งเปล่าคะ
หมอบางคนให้คำแนะนำดี ซึ่งคนฝากท้องก็จะชอบไปฝากท้องแต่คิวยาวมาก แล้วไหนจะมีการฝากท้องโดยเพื่อนที่เคยทำคลอดได้ด้วยถึงคิวคนนั้นจะยาวมากแต่ก็ priority ให้ก่อนก็มี ถ้ารู้จักกันเป็นพิเศษจริงๆ โดยคำแนะนำของคนที่คลอดแล้ว (แต่น้อยมากที่หมอจะรับ เว้นแต่ว่าคนนั้นฝากท้องช่วงระยะเก้าเดือน แล้วอาจย้ายหรือเปลี่ยนไปฝากที่อื่นก็จะเอาคนพวกถูกแนะนำมาแทนก่อนก็มี แต่น้อยที่จะเกิด) แต่ไม่รู้ว่าแคนาดาระบบเป็นแบบนี้หรือเปล่า
อีกเรื่องได้ยินมาว่า Home birth กับพยาบาลทำคลอด ถูกกว่า แต่ความปลอดภัยน้อยกว่า ถ้าจะฝากต้องเป็นเคสที่ไม่มีปัญหาหรือความเสี่ยงน้อยจริงๆ แต่ใครจะไปรู้ถ้าใกล้เวลาาคลอดจะคลอดธรรมชาติได้ หรือผ่าคลอดได้ เพราะถ้าเราไปฝากคลอดกับพยาบาลทำคลอดแล้วเค้าบอกว่าต้องผ่าคลอด กรณีนี้เค้าจะส่งเราไปให้ Ob ทันทีหรือเปล่าคะถ้าอีกเดิอนเค้าดูแล้วว่าอาจต้องผ่าคลอด แล้ว Ob ที่แคนาดายังต้องจองคิวเลย แล้วอย่างนี้ถ้าใกล้คลอดพยาบาลทำคลอดจะหาหมอ Ob ทำการผ่าคลอดได้ทันเหรอคะ (ส่วนใหญ่ฝากท้องตั้งแต่2 เดือนอัพจนถึงคลอด จะเปลี่ยนหมอบ่อย ๆ เดี๋ยวเคสหรือเช็คอาการครรภ์ไม่ต่อเนื่องอีก) คุณเจนมีความเห็นอย่างไรบ้างคะ
#106domechulaJul 10, 2010
วันนี้ขอต่อจากความรู้ครั้งก่อนเรื่องอาหาร เข้าใจว่าของแสลงห้ามทาน จริง ๆ ดิฉันอ่านได้ทุกอย่างจากอินเตอร์เนตหรือหนังสือ แต่บางอย่างอ่านแล้วข้องใจเลยเกิดคำถามแลยอยากจะทราบจากคนทำงานด้านนี้หรือคนที่มีประสบการณ์ (หวังว่าไม่รำคาญ) เพื่อเป็นไอเดียในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เตรียมตัวแบบไหนนะคะ
เข้าเรื่องเลยถามต่อเรื่องอาหารการกินที่แคนาดาในส่วนอาหารแสลง เช่น หน่อไม้ กุนเชียงหมู และแหนม (อาหารพวกนี้รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ ถ้าไม่สุกจะทำให้เด็กเกิดมาเป็น birth defects ได้รับพวกเชื้อ Parasite,Listeria,etc กรณีนี้ ถ้าเราทำให้สุก เราสามารถกินได้เหมือนคนปกติที่ไม่ท้องหรือเปล่าคะ (อาจจะกิน1-2 ครั้งต่อเดือนตั้งแต่ตั้งครรภ์จนให้นมบุตรจะเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าทานได้มีข้อจำกัดอะไรหรือเปล่า) ถ้าเราทอดไข่เจียวใส่แหนม ไข่และแหนมเวลาคนเข้ากันแล้วนำไปทอด อาจจะไม่สุกดีถึงแม้ว่าเราคิดว่ามันสุกดีแล้ว ๆ ถ้ากินเข้าไปจะเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วกรณีไข่ตุ๋นหรือสังขยาที่เราทำในไมโครเวฟ ทานได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงหยุดให้นมบุตรได้ไหมคะ
อีกเรื่องคือ ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรกินอาหารค้างจากในตู้เย็น เพราะมีสารแบคทีเรีย ต่อให้หน้าตาอาหารและรสชาติยังดีอยู่ในวันรุ่งขึ้น คนตั้งครรภ์ควรจะทำใหม่และทานที่สุกกว่าจะดีกว่า ใช่ไหมคะ แล้วถ้ากรณีอาหารบางอย่าง เราทำสุกไว้แล้วคือทำวันนี้ก็กินทีเดียวสามมื้อสำหรับเราเอง พอจะกินก็เอาไปอุ่นไมโครเวฟแบบนี้ ดีหรือเปล่า ได้ยินมาว่าคนตั้งครรภ์รวมทั้งช่วงสามเดือนแรก ควรเลี่ยงอย่าใช้ไมรโครเวฟจะดีกว่า เพราะรังสีจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก (คือเราอาจต้องเตรียมอาหารให้สา่มีซึ่งอาจต้องเวฟเกือบทุกวัน) กรณีนี้เท็จจริงอย่างไร แล้วมีทำกันบ้างบ่อยแค่ไหนคะ
ส่วนเรื่องปลาที่ได้คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ วันนี้อ่านเจอบางอันบอกว่าห้ามกินปลา Salmon (ในบางประเทศในแถบยุโรป หรือแม้แต่ อเมริกา แต่ออสเตรเลียกินได้) เข้าใจว่าอาจมีปลา Salmon หลายสายพันธุ์แล้วแต่ละประเทศบริโภคปลา salmon สายพันธุ์ไม่เหมือนกัน เลยทำให้เข้าใจว่าข้อมูลที่อ่านเจอเค้าคงยึดตามแหล่งจับสัตว์น้ำของประเทศเค้าและมาตรฐานความปลอดภัยในการบริโภคสำหรับสตรีมีครรภ์หรือเปล่า ก็เลยงงว่าข้อมูลบางเวบไซด์บอกว่ากินได้ เพราะ contain low mercury บางประเทศกิน Salmon ไม่ได้ แล้วที่แคนาดากินได้หรือเปล่า ถ้ากินไม่ได้ จะได้ไปกินปลาประเภทอื่นที่คุณเจนบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วนะคะ??? แล้วปลากระป๋องไทย ๆ จากบ้านเราถ้ามาทำบีบมะนาวนิด น้ำปลาหน่อยใส่พริกแบบนี้ กินได้หรือเปล่า หรือควรเอาไปต้มอีกทีถึงกินได้อย่างปลอดภัยคะ
โทษทีคะคำถามกำกวมเยอะไปหน่อย แต่อ่านมาคำถามก็เข้าไปหัวเลย ดั๊นมาเจอแหล่งข้อมูลไม่เหมือนกัน เลยอยากรู้ว่าที่แคนาดากินอะไร ทำอย่างไรนะคะ อ่านบางเว็บไซต์บอกว่าถ้ามีสงสัยเรื่องการกินอาหารอย่างปลอดภัย (พวกปลา อาหารทะเลทั้งหลาย) ให้โทรถามศูนย์ เราก็ว่ามีบริการฟรีแบบนี้ด้วยเหรอ แล้วก็จากที่อ่านมา ข้อมูลแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันอีก ตอนนี้งง เลยไม่รู้ ว่าที่แคนาดาทำกันอย่างไร
#107JJ_JenJul 10, 2010
เรื่องการฝากท้องที่แคนาดานี่ไม่รู้ลึกนะคะ เพราะส่งคุณสามีไปทำหมันแระ ...โอกาสจะได้ฝากท้องเหมือนชาวบ้านมี 0 % ;D อิอิ เดี๋ยวรอให้พี่เพ็ญมาเล่าดีกว่า ;D ;D
แต่เรื่องการคลอด พอจะบอกได้ เพราะว่าไปทำงาน Volunteer ที่โรงพยาบาลและเรียนเพิ่มเติมเพื่อเตรียมสอบอยู่ตอนนี้ ก็จะได้เห็น สังเกต เรียน และได้คุยกับคนอื่นๆมาพอสมควร อยากบอกว่าเป็นเรื่องนานาจิตตัง ภาษาไทยเรียกตามจริตของคุณแม่จริงๆค่ะ คนท้องที่เป็นฝรั่ง หมายถึง caucasian ชอบหมอที่ให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา พูดตรงๆ ส่วนคนเอเชีย ชอบหมอที่แลดูเอาใจใส่ สัมผัส พูดให้กำลังใจ อย่างหมอสูติที่มีชื่อเสียงในแวนคูเวอร์และละแวกใกล้เคียง จะเห็นได้ชัดเหมือนกันว่าหมอที่มี Caucasian ไปฝากเยอะ จะมีคนเอเชียไม่เยอะ และก็ตรงข้ามกันกับหมอที่มีคนเอเชียไปฝากเยอะ จะมี caucasian ไปฝากน้อย
หรือมองอีกประเด็นหนึ่งนะคะ เรื่องภาษาและวัฒนธรรมก็น่าคิด อย่างแวนคูเวอร์ถือว่าเป็นเมืองไทญ่ที่มี Immigrants หลากหลายประเทศเยอะไปหมด มีหมอสูติซึ่งเป็นคนเอเชียอยู่หลายคน แม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายก็บอกต่อๆกันไปเหมือนกันว่าคนไหนดี พยาบาลทำงานที่เดียวกับสามีเราเล่าให้ฟังว่า ตอนเขาท้องเขาก็ฝากท้องกับหมอที่เขาคิดว่าดีที่สุด หมอเป็น Canadian หลังคลอดได้ nanny เป็นชาวเวียดนาม ซึ่งเธอก็เลี้ยงลูกให้เขาได้ห้าปี หลังจากนั้นเธอก็แต่งงานไป พอเธอท้องก็มาขอคำปรึกษากับนายจ้างเก่า ว่าจะไปฝากท้องที่ไหนดี เพราะเห็นนายจ้างเก่าเป็นพยาบาลด้วยมั้ง ก็แนะนำให้ไปหาหมอที่เขาเคยฝากท้อง พอสาวเวียดนามคนนี้ไปฝากท้อง ตรวจท้องกับหมอชาว Canadian เธอกลับบอกว่าหมอคนนี้ไม่ดีเลย ที่ไม่ดีเพราะว่าเธอพูดภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ฟังหมอพูดก็ไม่เข้าใจว่าหมอถามว่าอะไร สุดท้ายก็หาหมอใหม่มาได้หมอจากไต้หวัน หมอแบบไหนดี หรือแบบไหนไม่ดี ก็คงอยู่ที่ตัวคุณแม่เอง ว่าชอบแบบไหนนะคะ แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน
ในเรื่องการทำคลอด ในโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมี CPG (clinical practice guideline) ในการให้บริการ และหมอต้อง follow ตามนั้นค่ะ
เช่น หากจะให้ยาเร่งคลอด ต้องทำในกรณีไหน CPG จะบอกเอาไว้ ก็ทำตามนั้น ไม่ได้ทำแบบธุรกิจที่เมืองไทยหรือในยุโรปค่ะ แต่ก็อาจจะมีบ้างแต่ไม่เจอบ่อยนะคะ ที่นี่มีการ sue มากกว่าเมืองไทยหลายเท่า :) :) ดังนั้นไม่ว่าหมอจะมาจากชาติไหนๆ หากทำงานในระบบ ก็ต้องทำงานมีมาตรฐาน หมอจากต่างประเทศ หรือพยาบาลจากต่างประเทศอย่างเรา กว่าจะได้ License มา เลือดตาแทบกระเด็น ;D ;D ลงทุนไปไม่ใช่น้อยๆ หากทำอะไรผิดพลาด ถูกฟ้องร้อง จนถูกยึดใบประกอบวิชาชีพ ถือว่าหมดหนทางทำมาหากินกันเลยทีเดียว ;D
ภาพที่เราเห็นของหมอสูติ เราว่าค่อนข้างดีทีเดียวค่ะ ยังไงแล้วเขาต้องทำให้ลูกเกิดรอดดแม่ปลอดภัยนะคะ และตัวคุณหมอเองก็ปลอดภัยด้วยค่ะ
ปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ แต่ละประเทศจะมีจุดเน้น จุดที่เป็นปัญหาแตกต่างกันค่ะ อย่างเมืองไทย จะเน้นเรื่องอาหารและการให้นมลูก ออสเตรเลียเน้นเรื่องการบำรุงสมองของลูกน้อย เคยมีคำพูดว่า สร้างเด็กให้เกิดมาเป็นอัจฉริยะ อะไรประมาณนี้ แต่แคนาดา.... เรื่องอาหาร ไม่ค่อยเน้น คุณแม่ทานนม เนย ชีส ใส้กรอก แฮม แตงกวาดอง อาหารกระป๋องทั้งหลาย ทานได้หมดเลย ลองดูเรื่องการสำรวจน้ำหนักคุณแม่ตั้งครรภ์ของแคนาดาดูนะคะ จำได้ว่าเคยอ่านของปี 2008 ประมาณคร่าวๆว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ caucasian มีน้ำหนักเพิ่มในระหว่างตั้งครรภ์ เฉลี่ยถึง 32 กก. คนเอเชียอย่างเรา น้ำหนักขึ้น 20 กก. ก็ถือว่ามากแล้วอ่ะ ทีนี้ปัญหาของคุณแม่ตั้งครรภ์ในแคนาดา คือเรื่องบุหรี่ และแอลกอฮอล์ เหือบทุกเมืองจะมีหน่วยงาน Hea;lthy choices for Pregnanny หลานสาวสามีเราสูบ marijuana พอตั้งครรภ์ ต้องไปเลิก ก็พาไปคลีนิคเลิกบุหรี่ สารเสพติดนี่ล่ะ หากขยัน จะมาเล่าประสบการณ์และวิธีการบำบัดให้ฟังต่อ
เรื่องการสูบบุหรี่นี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่นี่ แต่ก็ไม่รู้ทำไมรัฐบาลแคนาดา ถึงปล่อยให้มีบุหรี่ และคนสูบบุหรี่ได้เยอะขนาดนี้
คุณ domechula คิดเก่ง ถามเก่งนะคะ นับถือ นับถือ เราผ่านเข้ามาอ่าน หากอันไหนเคยมีประสบการณ์มาก่อน สามารถแชร์ได้ เราก็ได้ประโยชน์ ได้ทบทวนความรู้ความเข้าใจไปด้วยค่ะ
ถือว่าแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณืกันละกัน :) :)
#108JJ_JenJul 10, 2010
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่แคนาดา อย่างที่เล่าไปข้างบน ว่าไม่ค่อยจะเห็นว่าหมอเน้นว่าอะไรทานได้ หรืออะไรทานไม่ได้ หลักๆ ก็บอกแค่ว่า ทานให้มากขึ้น ทานผักให้เยอะ อย่าให้ท้องผูก และเลี่ยงแอลกอฮอล์ ที่นี่ใช้คำว่าเลี่ยง Avoid นะคะ เมืองไทยใช้คำว่างดดื่ม Stop ม่ความหมายในทางการปฏิบัติแตกต่างกัน คงจะเนื่องจากวัฒนธรรมการดื่มของสังคมที่แตกต่างกัน :) :)
เรื่องไมโครเวฟ การทานอาหารจากไมโครเวฟ เราไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่ในความเห็นของเราเราว่าอาหารที่ออกมาจากไมโครเวฟ แล้วตั้งทิ้งไว้ซักครู่ คลื่นจากไมโครเวฟก็คงหมดไป ยังไงแล้วท่านใดเป็นวิสกร หรือนักฟิสิกส์ก็คงอธิบายเรื่องนี้ได้นะคะ ว่าคลื่นไมโครเวฟมีอยู่ในอาหารในระยะเวลานานเท่าไหร่ ถึงเรียกว่าจะเป็นอันตรายต่อคนท้อง :)
มาเรื่องอาหารอีกที สำหรับเรื่องปลา ความคิดเห็นเรา เราคิดว่าเนื้อปลาดีกว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิด บางประเทศที่เขาบอกว่าไม่ให้ทานปลา หรือไม่ควรทานแซลมอน อย่างที่คุณ domechula ว่านั้น หากอ่านมาจากพวกนิตยสาร ที่ไม่ได้อ้างอิงเรื่องงานวิจัย เราขอ ???? ไว้ก่อนละกันนะคะ เพราะเรื่องแบบนี้เราว่าหากเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ มีระเบียบวิธีการวิจัยที่ดี และหากไปลงวารสารที่มี Peer reviews ที่มีชื่อเสียง อย่างนี้ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับเราอ่ะคะ เพราะตอนนี้เราก็ยังเชื่อเรื่องการทานปลาอยู่ อิอิ
เมื่อสามปีก่อน เรายังจำได้เลยว่า หนังสือนิตยสารรายเดือนของเมืองไทยเล่มหนึ่ง หนาประมาณร้อยกว่าหน้า เล่มละ 80 บาทอ่ะ เคยลงว่า แม่ตั้งครรภ์ ไม่ควรรับประทานผลไม้สีส้ม :) :) อ่านแล้ว งง มากๆๆ หลังจากเล่มนั้นออกตลาด คงมีคนเขียนจดหมายไปถามจำนวนมาก เพราะมันค้างคาใจ เล่มต่อมาบรรณาธิการออกมาบอกว่า ที่ลงไปเล่มที่แล้วนั้น เพราะว่าดาราคนหนึ่งเล่ามาอีกที แล้วคนเขียนก็ไม่ได้ตรวจสอบความรู้ อีกเล่มหนึ่ง สาวไฮโซ บอกว่าการประหยัดค่าน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ สามารถทำได้จากการเอาน้ำผสมเกลือ แล้วแช่คอนแทคเลนส์ ปรากฏว่ามีคนเอาไปทำตาม ตาเกือบบอดกันหลายคน เอาน้ำผสมเกลือแช่คอนแทคเลนส์ได้ก็จริง แต่ต้องรู้ว่า เกลือนั้นต้องเข้มข้นเพียงแค่ 0.9% แล้วชาวบ้านทั้งหลาย รู้กันหรือเปล่าล่ะ ทำเกลือให้เข้มข้นให้ได้ 0.9% นั้น ต้องทำอย่างไร เมืองไทยยังมีเรื่องอย่างนี้อีกเยอะทีเดียวค่ะในหนังสือนิตยสารเอาใจไฮโซทั้งหลาย เลยมีอะไรแปลกๆที่เขียนไปเพราะไม่รู้จริงอีกเยอะแยะเลย อ่านแล้วต้องกรอง หรือว่าหาความรู้ในแหล่งอื่นๆต่อไป :D :D
หน่อไม้ กุนเชียงหมู และแหนม ต้องทำให้สุก อันนี้เห็นด้วยค่ะ และหน่อไม้ ทานได้ แต่ไม่ควรทานเยอะหากไม่ค่อยมี activities อะไรมากมายในระหว่างวันที่ท้อง แระมาณว่านั่งๆนอนๆ แล้วกินหน่อไม้ทุกวัน อย่างนี้ไม่ควรทำอ่ะคะ เดี๋ยวนิ่วจะถามหาตามมาหลังจากคลอดเสร็จ หากเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้กระป๋องก็ไม่ควรทานค่ะ
หากเจอข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ก็ take it easy นะคะ เดินทางสายกลาง สำหรับเรา หากเป็นของที่ปกติบอกว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายในภาวะปกติ เราก็จะทาน เพราะคิดมากไป จะหาอะไรทานไม่ได้ซักอย่างอะคะ ตอนนี้อะไรๆก็มีสารเคมีทั้งนั้น หากไม่มีสารเคมีบอกว่าเป็นออร์แกนิค ก็อาจจะเจอเรื่องตัดต่อพันธุกรรมอีก มันยากจะหลีกเลี่ยงจริงๆค่ะ :) :)
#109domechulaJul 10, 2010
― ―
คำตอบคุณเจนอ่านแล้วขำดี นึกภาพออกเลยที่ต้องเรียกพวกนี้มาตอบ ;D
― ―
ขออะไรคะคุณเจน อ่านแล้วงงอะคะ เท่าที่อ่านและทางที่คุณเจนเคยเกริ่นก่อนหน้านี้แล้ว ก็คงต้องตามนั้น แล้วปลากระป๋องเอามายำกินได้บ่ ถ้ากินไม่ได้ก็คงต้องหาอะไรอย่างอื่นทานไปเพื่อตัดความกังวลของตัวเอง :D
แล้วไข่ตุ๋น สังขยาทำจากไมโครเวฟ ทานได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่าคะ
อันนี้เพิ่งคิดออก ;D :) เรื่องเนื้อทั้งหลาย รู้มาว่าต้องทำให้สุกก่อนทาน แต่มีเนื้อประเภทหนึ่ง อย่างเช่น หมูสับ ไก่สับ หรือเนื้อวัวสับ เวลาไปซื้อที่แคนาดาจะแพคไว้อยู่แล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ล้างก่อนปรุง(ไม่เหมือนแบบชิ้น ล้างแล้วหั่นได้) กรณีได้ยินมาว่าคนท้องไม่ควรกินพวกเนื้อสัตว์ติดมันและพวกที่สับมาแล้ว เพราะเวลาปรุงคนส่วนใหญ่ก็ไม่ล้าง ถ้าจะทานควรใช้เนื้อชิ้นแล้วสับเองจะดีกว่า เพราะถ้าไปซื้อแบบพวกสับแบบแพคแล้วนำไปประกอบอาหาร ต่อให้ปรุงออกมาแล้ว เนื้อที่มีติดจะยังมีพวก parasite อยู่ ไม่ทราบว่าคนตั้งครรภ์ทานพวกเนื้อสับกันบ่อยแค่ไหน และปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนคะ
ถ้าคุณเพนนีอยากแชร์ไอเดียการตอบด้วยก็ได้นะคะ ส่วนเรื่อง Home birth กับพยาบาลทำคลอดที่ถามไป รอคุณเพนนีมาแชร์ให้ฟัง (ถ้าทราบ) นะคะ :)
#110pennyJul 10, 2010
― ―
เรากินหมดเลย ท้องนี้กินผัดหน่อไม้ใส่ลูกชิ้นบ่อย แต่เราจะเอาไปต้มในน้ำเดือดก่อนเอามาผัด
กุนเชียง ที่บ้านก็กินบ่อย เพราะพ่อบ้านชอบกินข้าวผัดกุนเชียง แต่เราจะหั่น แล้วเอามันไปทอดให้กรอบนอก นุ่มในก่อนแล้วค่อยเอาไปผัดกับข้าว
แหนม อันนี้ไม่ค่อยกล้ากิน ท้องนี้ กินไปแค่ 1-2 ครั้งเอง กลัวพยาธิลงลูก มากกว่าเชื้อโรค ;)
ส่วนเรื่องไมโครเวฟ เราไม่ใช่ทำกับข้าวนะ เอาไว้อุ่น กะดีฟรอสพวกเนื้อซะส่วนใหญ่ เวลาเร่งด่วนจริงๆ ไม่ใช่เพราะกลัวลงลูก แต่กลัวระยะยาวจะเป็นมะเร็งกันทั้งบ้านมากกว่า เพราะเคยอ่านเจอว่า ไมโครเวฟทำให้อาหารสุกเร็วจากข้างใน ซึ่งพอเรากินเข้าไปแล้ว ร่างกายเอาไปใช้ไม่ได้หมด จะเหลือตกค้างเป็นพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งในระยะยาวจะทำให้เป็นมะเร็ง ส่วนเรื่องรังสีจากคลื่นไมโครเวฟ เคยได้ยินคนพูโกันว่า ไม่ดี แต่ไม่รูว่าไม่ดีอย่างไร แต่เคยเม้ากะสามี สามีบอก เวลาเวฟ ก็ไม่ต้องไปยื่นรอใกล้ๆ ซิ ดู๊.. คำตอบพ่อ
เรื่องรังสีกะสารตกค้างจากไมโครเวฟ ยังไม่เคยอ่านหาข้อมูลจริงจัง แต่คิดว่าไม่น่าจะลงลูกในท้องเท่าไหร่ เพราะลูกได้อาหารทางรก ซึ่งร่างกายเราสังเคราะห์แล้ว สารตกค้างพวกอนุมูลอิสระที่ไม่มีประโยชน์พวกนั้น น่าจะตกค้างเต็มๆ ที่ตัวแม่มากกว่า แต่อันนี้ไม่แน่ใจนะ
ส่วนอาหารค้าง เรากินปกตินะ มาอยู่ที่นี่ กินบ่อยเชียว แต่ตอนอยู่ไทย ไม่ค่อยกินของค้าง เพราะไม่ทำกับข้าว ซื้อกินเอา ถ้าเหลือก็ให้น้องหมาแถวๆ บ้านรับทานต่อ
เรื่องปลา เราไม่ค่อยกินนะ ทั้ง 2 ท้องเลย แต่เรากินสาหร่ายทะเลแทน เพราะคุณค่าทางอาหารมีมากกว่า และมีสารตกค้างนอยกว่ากินพวกปลาด้วย เคยอ่านเจองานวิจัยของเมกัน เค้าว่า ไม่ใช่ตัวปลาที่มีประโยชน์ แต่เป็นอาหารที่ปลากินมากกว่าที่มีประโยชน์ (สาหร่ายทะเล) ส่วนเรื่องแซลม่อน เคยอ่านเจอผ่านๆ เหมือนกัน ว่า ขึ้นกับแต่ละที่ที่เค้าโต ถ้าโตในที่ที่มีสารตกค้างในทะเลเยอะ ก็อันตราย แต่เราว่า ปลาอะไรก็อันตรายหมดล่ะ ยิ่งเจอเหตุการณ์น้ำมันรั่วเข้าไปอีก บอกตรงๆ ไม่กล้ากินปลาเลย ...
เรื่อกินเนี่ย เราเห็นด้วยกับน้องเจนนะ เดี๋ยวนี้งานวิจัยใหม่ๆ มีเยอะมากที่อ่านๆ แล้วทำให้รู้สึกว่า ไอ้โน้นก็กินไม่ดี ไอ้นี้ก็กินไม่ได้ สรุปงั้นตรูกินดะเลยละกัน ยกเว้นบุหรี่ กะแอลกอฮอล เพราะที่กินๆ อยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเจองานวิจัยอะไรออกมาบอกว่ามันไม่ดีอีกอะป่าว :D :D
#111domechulaJul 10, 2010
― ―
คุณเพนนีหมายถึงสาหร่ายทะเลสด หรือสาหร่ายทะเลแห้งคะ ตอนอยู่แคนาดายังไม่เคยเห็นเลย หายากมาก พอจะมีรูปหรือลิ้งค์ให้ดูหรือเปล่าคะ แล้วใช่หาง่ายตามร้าน T&T เปล่าคะ
คุณเพนนีพูดยังกะว่า ตั้งท้องมานี่ไม่แตะปลาเลยเหรอคะ (โอ้ย ไม่ชอบสาหร่าย แต่คงต้องทำใจกินบ้างแล้ว :'()
แล้วคุณเพนนีพอจะทราบเรื่องกินไข่ตุ๋น, สังขยาทำจากไมโครเวฟหรือเปล่าคะ ทานได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่าคะ แล้วปลากระป๋องไทยกินได้บ่อยหรือเปล่าคะ (เห็นมีขายร้านไทย ถ้าจำไม่ผิดทำจากปลาซาร์ดีน คงกินมากไม่ได้มั้ง)
อันนี้ขอต่อจากที่ถามก่อนหน้านะคะ เรื่องหมูสับ ไก่สับ หรือเนื้อวัวสับ เวลาไปซื้อที่แคนาดาจะแพคไว้อยู่แล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ล้างก่อนปรุง(ไม่เหมือนแบบชิ้น ล้างแล้วหั่นได้) กรณีได้ยินมาว่าคนท้องไม่ควรกินพวกเนื้อสัตว์ติดมันและพวกที่สับมาแล้ว เพราะเวลาปรุงคนส่วนใหญ่ก็ไม่ล้าง ถ้าจะทานควรใช้เนื้อชิ้นแล้วสับเองจะดีกว่า เพราะถ้าไปซื้อแบบพวกสับแบบแพคแล้วนำไปประกอบอาหาร ต่อให้ปรุงออกมาแล้ว เนื้อที่มีติดจะยังมีพวก พยาธิ อยู่ ไม่ทราบว่าคนตั้งครรภ์ทานพวกเนื้อสับกันบ่อยแค่ไหน และปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนคะ
#112pennyJul 10, 2010
― ―
เรื่องนี้ ไม่มีข้อมูลจริงๆ ค่ะ แต่เท่าที่คุยๆ กับเพื่อนฝูงสามี หรือญาติๆ สามี เค้าคลอดกันที่ รพ. นะ ไม่เห็นมีใครทำ home birth กัน ส่วนเรื่องพยาบาลทำคลอด ก็ไม่มีประสบการ์ณอีก เพราะเราเจอมีดหมอล้วนๆ ทั้ง 2 ท้องเลย เหอะๆ
#113domechulaJul 10, 2010
― ―
ฟังแล้วเสียวแทน :-\ ;D
#114pennyJul 10, 2010
ใช่แล้วค่ะ มาอยู่ที่นี่แทบไม่กินปลาเลย แซลม่อนกินนับครั้งได้ ยิ่งปลาน้ำจืดนี่ เราแทบไม่กินเลย เพราะติดกินปลาทะเลมาแต่เด็กๆ เนื่องจากอาชีพพ่อ อาชีพแม่ทำประมงค่ะ เลยได้กินปลาทะเลฟรีๆ ดีๆ สดๆ มาตั้งแต่เด็กยันแก่ก่อนย้ายมาอยู่แคนาดาเนี่ยแหละ พอมาที่นี่ให้กินปลาเลี้ยง หรือปลาน้ำจืดแล้วมันเหม็นดินอ่ะ กลิ่นมันเหม็นบอกไม่ถูก แล้วเนื้อมันไม่อร่อยเหมือนปลาทะเลด้วย..
เรากินสาหร่ายทะเลแห้งอ่ะ แบบเอามาฉีกใส่แกงจืดสาหร่ายหมูสับ ไม่ก็พวกโนริที่เค้าทำเป็นสแน็คแผ่นบางๆ ที่เด็กๆ ชอบกินกันแบบนั้น
เราจะซื้อติดบ้านไว้ให้ลูกกิน เพราะเค้าชอบ สงสัยติดมาจากแม่ตอนท้อง เราเห็นว่า ที่ T&T มีขายนะเราเคยซื้อ..
ส่วนเรื่องเนื้อสับ หมูสับ เราก็ไม่ล้าง ล้างทำไมอ่ะ ถ้าจะกินลาบ ก็เอามารวนในน้ำเดือดจัดๆ มันก็สุก เชื้อโรคก็ตายหมดแล้ว จะไปกลัวอะไร หรือยั่งเวลาเอาหมูสับมาทำโจ๊กให้ลูกกิน เราจะแยกหม้อข้าวต้ม กะหม้อหมู เอาช้อนตักหมูเป็นก้อนๆ ใส่ในหม้อที่น้ำเดือดจัด ให้หมูสุกและฆ่าเชื้อโรคไปในตัว ทำไว้เยอะหน่อย จะได้กินได้หลายมื้อ ไม่ต้องทำทุกเช้า เวลาจะกินก็เอาหมูที่สุกมาใส่ในข้าวโจ๊ก อุ่นพอให้ลูกกินได้ จบ
หรือจะผัด มันเจอไฟแรงๆ ร้อนๆ เชื้อโรคมันตายหมดแหละ ขอให้มั่นใจแค่ว่า มันสุกเท่านั้นและ พยาธิพะเยิดอะไร ก็ตายหมด ไม่เห็นต้องกังวลเลย...
ปลากระป๋อง เราไม่ค่อยกินอ่ะ เนื้อมันแหยะๆ ยิ่งมาอยู่ที่นี่ ไม่กินเลย เพราะเจอ 2-3 ครั้ง เปิดออกมาแล้ว เนื้อมันเละๆ เหมือนของเก่าเก็บอ่ะ ปลาป๋องเมืองไทย เอามายำอร่อยกว่าเยอะเลย อันที่จริง บ้านเราแทบไม่กินอาหารกระป๋องเลยนะ มีอยู่ 2-3 อย่างเท่านั้นมั่งที่มีติดบ้านคือ กะทิกะป๋อง ทูน่ากระป๋อง กรีนบีนกระป๋อง ถั่วดำกระป๋อง รู้สึกจะเท่านี้เองมั่ง พวกโพรเซสฟู๊ด เราก็ไม่ค่อยกินนะ บ้านนี้ถนัดของสดมากกว่า อาจเป็นเพราะ แม่บ้านติดอาหารไทยก็ได้ เลยต้องทำกินเอง :D :D
#115pennyJul 10, 2010
― ―
เราไม่กลัวนะ เราว่า จะคลอดธรรมชาติ หรือผ่า มีข้อดี ข้อเสียด้วยกันทั้งคู่
อยากเจ็บก่อนคลอดเป็น 10 ชม. ก็ต้องคลอดธรรมชาติ
อยากเจ็บหลังคลอด 2 เดือน ก็ต้องผ่าคลอด
ไงๆ ก็เจ็บทั้งขึ้นทั้งล่อง อย่าไปกลัว คนอื่นผ่านมาได้ เราก็ต้องได้ซิ เรื่องผ่าตัด เรื่องขี้ผงในชีวิตนะเราว่า มีเรื่องน่ากลัว น่ากังวลกว่านี้อีกเยอะ ในชีวิต อย่ากลัวไปเลย :D :D
#116JJ_JenJul 10, 2010
― ―
เราขอสงสัย ถามคุณ domechula มั่งนะคะ ว่าทำไมถึงติดใจ ถามเรื่องนี้ อิอิ ;D ;D
เพราะว่าทุกบ้านในแคนาดาเลยอ่ะ มีเตาไฟฟ้า หรือว่าเตาแก๊สใช้ ไม่เหมือนอยู่อพาร์ตเม้นท์ในเมืองไทยห้องเล็กๆ (บางแห่ง) ที่ต้องทำอาหารหรืออุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟเท่านั้น เพราะเขาไม่ให้มีเตาแก๊ส หรือว่าไม่อยากให้ปรุงอาหารในอพาร์ตเม้นท์ / หอพัก อะไรอย่างนั้น
สำหรับเรา ทำไข่ตุ๋น และสังขยาใบเตยไว้ทานกับขนมปังบ่อย เราก็เอาเข้ารังถึง นึ่งบนเตาไฟฟ้าปกติไปเลย ไม่ถึงสิบนามีมันก็สุกอยู่แล้ว ไม่เคยเอาไปทำด้วยไมดครเวฟซักทีค่ะ ;D ;D
หากคิดว่าไมโครเวฟไม่ปลอดภัย แล้วทำไมจะจำกัด Choice ให้ตัวเองต้องทำอาหารด้วยไมโครเวฟล่ะคะ ??? ??? ???
#117pennyJul 10, 2010
เอามาแปะให้คุณ Domechula อ่านค่ะ จะได้เลิกกังวล พอดีศิษฐ์น้องแปะมาให้เราอ่านอีกรอบ ;) ;)
http://www.pantip.com/cafe/family/topic/N9432791/N9432791.html
#118domechulaJul 11, 2010
― ―
คือถ้าอยู่แคนาดาคงเช่าอพารท์เมนต์เอานะคะ เลยคิดว่าแคนาดาจะเป็นเหมือนเมืองไทยหรือเปล่า ก็เลยต้องเตรียมตัวถ้าหากเป็นอย่างนั้น เพราะตอนอยู่แคนาดา อยู่บ้านพ่อแม่แฟน เป็นบ้านก็เลยทำอะไรได้สะดวกนะคะ แต่ถ้าอยู่อพารท์เมนต์จะให้โกยซื้ออุปกรณ์ทำครัวทั้งหมดคงไม่ไหว ก็เลยถามเรื่องนั้นไว้ ถ้าทำจากไมโครเวฟ เป็นไง ถ้อพารท์เมนต์เค้ามีให้ก็จะได้หาซื้อหม้อ ไม่ก็เตาไฟฟ้ามาทำ (นึกกว่ากฎแคนาดาอาจมีข้อจำกัดนะคะ) ;D
#119domechulaJul 11, 2010
― ―
สุดยอดอะ แล้วก็น่าอิจฉาได้กินอาหารทะเลบ่อย ๆ ;D เราติดอาหารทะเลมาก ไม่รู้ถ้าตั้งครรภ์จะห้ามความอยากได้เปล่า เพราะข้อจำกัดก้ต้องกินในปริมาณที่กำหนด ดีจังใช้ของสด เพราะได้ยินมาว่าบางทีหาส่วนประกอบ หรือส่วนผสมจากไทยก็หายาก แต่คุณเพนนีกะคุณเจนอยู่เมืองใหญ่ ก็เลยหาร้านง่าย ซื้อของง่าย
ขอบคุณทั้งสองท่านสำหรับคำตอบนะคะ :)
#120jeenaJul 11, 2010
คุณdomechula อยู่แถวเมืองไหนแล้วน๊า จำได้ว่าเคยถามไปแล้วแต่ลืม อิอิอิอิ เราว่านะลองเข้าหาในกูเกิลดูซิ ว่าใกล้ๆ ที่คุณอยู่นะมีซุปเปอร์มาเก็ตของคนจีนบ้างหรือเปล่า หากมีนะง่ายเลย ส่วนมากเขาจะมีของจำพวกนี้ขาย สาหร่าย ผักสดๆ แบบไทยไทย เช่น ผักบุ้ง ส้มมะม่วงเบาอ่อน หัวปลีกล้วย อีกเยอะแยะ หากหาเจอนะ ทำให้เราลืมนึกถึงตลาดไทยไปได้เป็นพักพักเลยแหละ :o :o :o
ปล.ยังไม่นอน เพิ่งกลับมาจากปาร์ตี้ นอนไม่หลับเพราะคิดถึงเพื่อนๆ ในเวปบอร์ดนี้ค่ะ ;) ;) ;)
#121JJ_JenJul 11, 2010
มาอยู่ BC กันมั้ยจ้ะสาวๆ แซลมอนสดๆ จากมหาสมุทรแปซิฟิก เนื้อหวานๆ รอท่านอยู่ค่ะ ;D ;D
#122domechulaJul 11, 2010
โอ้ย ๆ อยากไปอยู่คะคุณเจน จากบ้านจากเมืองมา ทำใจได้ แต่ขาดของกินกับคนข้างกายเนี่ยสิ เรื่องใหญ่ :D ;D แต่ถ้ามีร้านขายของไม่ว่าเวียดนาม ลาว ไทย จีนอยู่เยอะ แสดงว่า เจ้าของพวกนี้เค้ากล้าเปิด เพราะจะมีคนเอเชียอยู่เยอะ เลยทำให้คนเอเชียที่อาศัยอยู่แถบนั้น สบายไปเลยเรื่องอาหาร ยิ่งคุณเจนเคยบอกตั้งนานแล้วว่ามีปลานิลด้วย ยิ่งสุดยอดอะ ไม่ได้กินมานาน เนี่ยกลับมาก็กินกระจาย เป็นคนบ้าปลา อาหารทะเลมาก ซึ่งไม่เหมือนแคนาดา ของบางอย่างก็ต้องจำใจกินแบบ frozen แต่ถ้าตั้งครรภ์ ต้องพยายามทำใจลดลงมาก ๆ :-\ (แต่เราไม่มีคลอเรสเตอรอลนะ แปลกอะ)
คุณจีน่า เราอยู่ออนทาริโอ เป็นเมืองเล็ก ๆ พอจะมีร้านทีแอนด์ทีให้เห็นบ้าง แล้วร้านจีนปะปาย เคยเข้าในเมืองโตรอนโต จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน ร้านแบบรวมแหล่งเอเชียเลย เห็นของไทยตรึม แต่ให้ขับเข้าไปหลาย ชม เพื่อไปซื้อของไทยมา ก็ไม่คุ้มค่าน้ำมัน เคยไปซื้อเพราะต้องไปทำธุระในเมืองน่ะคะ ก็เลยได้รู้ว่าเออ มีของไทยขายด้วย แต่ยังไม่เคยเห็นปลาทูไทยเหมือนบ้านเรา เห็นแต่ปลาทูฝรั่ง เนื้อหนา ๆ แน่น ๆ ไม่รู้ฝรั่งเค้าเรียกว่าอะไร บ้านเราเค้านึ่งหอม ๆ เนื้ออร่อย ๆ เคยไปทีแอนด์ที ก็ไม่เห็นมีปลาทูไทยเหมือนเมืองไทยขาย แต่คิดว่า เมืองใหญ่ๆ น่าจะมี
ถ้ามีปลาทูขาย คนตั้งครรภ์กินได้ไหมคะ คุณเจน/คุณจีน่า (คุณจีน่ามาจากเมืองใหญ่เหมือนคุณเพนนี ควิเบกหรือเปล่าคะ ถ้าจำไม่ผิด ดีจังมีเพื่อนบ้านใกล้กันไว้เม้าท์ ให้หายคิดถึงเมืองไทย ;D)
#123pennyJul 11, 2010
มาเม้า หนุกๆ เนาะ
วันนี้ไปออตตาวามา กะตุนของกินล่วงหน้าสัก 3 เดือน เพราะเดี๋ยวหลังผ่าคลอด คงไม่มีปัญญาขยับไปไหนไกลๆ
กวาดมาซะเพียบเลย ได้หอยแครงตัวโตๆ มาด้วย ว่าจะลวกจิ้มน้ำจิ้มซะหน่อย ส่วนปลาทูก็เห็นอยู่นะ ตอนแรกก็ว่าจะฉกเหมือนกัน แต่นึกไป นึกมา ไม่เอาดีกว่า ไม่รู้มาจากไหน กลัวเจอน้ำมันบีพี อิอิ ทอดแล้วกลิ่นแรงด้วย ขี้เกียจฟังต่างด้าวที่บ้านบ่น ;) ;)
.
คุณโดมจุฬาอย่าไปซีเรียส ไปกลัวมากเรื่องกิน กินๆ เข้าไปเตอะ เอาเดินสายกลางดีกว่า เราสบายใจ ลูกก็สบายใจไปด้วย อย่าว่างั้นงี้เลย วันนี้กลับมาจากออตตาวา กว่าจะเก็บของ จัดของเข้าตู้เสร็จ เล่นเอาหมดแรง ขาก้าวไม่ออกเลยนะ เพราะยืนกะเดินทั้งวันเลยวันนี้ เลยไม่ทำไม่เทิมมันแล้วกับข้าว เล่นมาม่าต้มยำรสกุ้งเนี่ยแหละ กินกับไส้กรอกอิตาเลี่ยนที่เหลือๆ ในตู้เย็น ตามด้วยน้ำผักอีก 1 แก้วใหญ่ๆ แค่นี้ก็พอแล้วเนอะลูก แม่เหนื่อยว่ะ ส่วนเจ้าลูกคนโตก็ให้กินไส้กรอกอิตาเลี่ยน กะผักนึ่ง 3 อย่าง แล้วก็นมอีกแก้ว พอแล้ว อีแม่รอดตัวไม่ต้องทำกับข้าว.. ส่วนพ่อมาน พกแซนวิสสลัดไข่ (ทำเอง เพราะอีเมียหมดแรง) กะถั่วโก๋แก่ 1 กระป๋อง ไปล่องเรือตกปลาตอนกลางคืน เพราะอยากดูคอทเสริท์วงโปรดของเขาที่ออตตาวา (ดูจากบนเรือนะ ไม่เสียตังค์ค่าตั๋วตั้ง 65$ ไม่ค่อยงกเลย สามีฉัน 555)
#124di_annJul 11, 2010
― ―
สู้ๆ นับถอยหลัง รอเจ้าตัวน้อย ได้เลยคุณ penny.... ผ่าตัด เรื่องเล็กนิดเดียว ... เราผ่าเนื้องอก ที่มดลูกมาสองรอบ เราชอบตอน ผักฟื้น...มีแต่คนเอาใจ อิอิอิ แต่ถ้าชีวิตนี้
ต้องให้ผ่าอีก ก็ไม่กลัวนะ ทำใจได้ ....สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ คะ :D
― ―
;D หาพวก หละสิคุณ JJ_Jen พอดีไม่ชอบกินปลา หนะ กินได้ แต่ไม่ถึงกับ เป็นแฟน เพราะตอนเด็กๆ มี๋เราบังคับ กิน น้ำมันตับปลา แม่จ้าว แค่นึกถึง... เหม็นมาก
ทุกวันนี้กินปลาน้อย เวลาคุณชายอยากกินปลา ก็ไปร้านอาหารญี่ปุ่นเค้าชอบกินปลาดิบ เราก็ นั่งกิน ปลาย่าง teriyaki เราไม่กินของดิบ ยกเว้น มะม่วงดิบ หนะ!!!
แต่ไม่เคยทำกับข้าวที่ใช้ปลา..เออ ยกเว้นปลาหมึก...เราใช้วิธี กิน OMEGA 3 กับ Salmon Oil แทน ที่ต้องกิน เพราะเป็นคนผิวแห้ง มาก ไม่ได้กิน เพราะกลัวสมองเสือม เราว่า
สวนตัว ....ถ้าทำงานทุกวันสมองใช้ทุกวัน แม้ไม่ได้กินปลา ก็ฉลาดได้ .... คิดแบบเรานะ. ;)
#125domechulaJul 12, 2010
― ―
คุณเพนนีตลกจัง อ่านๆ ไปก็ขำแล้วยิ้ม นึกภาพออกเลย ;D ;) แต่ฟัง ๆ ดูคุณเพนนีน่าจะเป็นคนแอคทีฟดีคะ น่าจะไม่ค่อยอยู่เฉย ๆซึ่งดีกับลูกในท้องคะ :)
#126domechulaJul 12, 2010
วันนี้มีเรื่องนึงอยากขอคำแนำนำคะ เป็นเรื่องของเพื่อนดิฉัีนเอง แต่เพื่อนคนนี้อยู่ ตปท มีสามีต่างชาติ แล้วเพิ่งคลอดลูก โทรมาร้องไห้ให้เราฟัง เราก็งง ??? ไม่รู้จะช่วยยังไงดี แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็น Baby blue เลยอยากจะขอคำแนะนำจากผู้รู้หรือผู้มีประสบการณ์ด้วยนะคะ :) ฟัง ๆ ดูอาจร้ายแรงหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้ แต่คิดว่าน่าจะเกี่ยวกับฮอร์โมน ความพร้อมและสภาพจิตใจทั้งหลาย แต่ละคนก็คงไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีคำแนะนำจะให้เค้า ได้แต่บอกไปแค่นั้น แต่เพื่อนก็ฟูมฟาย งงอย่างแรงคะ :-\ ???
เราก็มีเพื่อนที่คลอดหรือแชร์ประสบการณ์ให้ฟังบ้างแต่ไม่มาก หลังคลอดทุกคนเป็น Baby blue กันหมด(ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือสถานภาพอย่างไรก็เป็น) เพื่อนสนิทคนนี้ มีสามีทำงาน cruise (ดูจากอาชีพของสามีเพื่อนแล้ว ก็รุ้ว่าจากบ้านไปนานเป็นเดือนหรือสองเดือนกว่าจะวนกลับมาเจอภรรยาและลูก ดูห่างกันนานและทรมานเหมือนกัน สามีเพื่อน ทำงาน5-8 weeksบนเรือ กลับมาก็อยู่ได้แค่ 2-3 weeks แล้วก็ต้องไปทำงานต่อ วนไปเรื่อย ๆ) แล้วเพื่อนเราคนนี้ก็เพิ่งคลอด ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ คิดถึงสามีมากแบบบรรยายไม่ออก แล้วก็พูดเรื่องเดิม ๆ วนไปวนมา พร่ำโน่นนี้ เราก็ฟังไม่เข้าใจ ได้แต่ร้องไห้ เค้าก็โทรคุยกับพ่อแม่เค้าที่ไทย ได้แต่ปลอบไปวัน ๆ (เราสนิทกับพ่อแม่เค้า ก็เลยได้รู้ว่าอาการเป็นอย่างไร) เราก็งงไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพราะเพื่อนสนิทคนนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็เลยอยากจะขอคำแนะนำ เผื่อช่วยอะไรเพื่อนคนนี้ได้บ้าง
เราได้ยินมาว่าหลังคลอดใหม่ ๆ บางคน Baby blue มาก ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ บางคนชวนสามีทะเลาะไปก็มี เพราะสามีก็จะไม่ได้มานั่งอ่านหรือรู้เรื่องต่างๆ แบบนี้เหมือนพวกผู้หญิง เราก็มีอ่านผ่านๆ บ้างทั้งอ่านหนังสือและจากที่ฟัง ๆ จากเพื่อนคนอื่นๆ บางคนที่เพิ่งเป็นแม่มือใหม่ ที่ผ่านจุด Baby blue ไป บอกว่าไม่ดูร้ายแรงขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจความพร้อมของแต่ละคน (เราก็หวั่นๆ เออ แล้วเราล่ะ ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นยังไง) แล้วมีกรณีเพื่อนอีกคน สามีเค้าเป็นนักบิน เพื่อนคนนี้เป็นแอร์มาก่อนแต่พอท้องก็ต้องหยุดบินก็เลยอยู่ตัวคนเดียวที่ต่างประเทศ สามีก็บินไปบินมา เพื่อนคนนี้ผ่านจุด Baby blue แล้ว ๆ เล่าให้ฟังว่า หลังคลอดแล้วควรหาใครอยู่เป็นเพื่อนตลอดเวลานะ เพราะคนหลังคลอดสามารถเคว้งหรือฆ่าตัวตายได้เหมือนกัน (เราก็ว่าไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง ไม่รู้ว่าเค้าขู่หรือเปล่า แต่เค้าบอกว่าเค้าคุยกับสามีๆ ก็ไม่เข้าใจ ทะเลาะกันไปกันมา สามีจะบินกลับก็ไม่ได้อีกเพราะติดงานบิน แล้วเค้าก็บอกว่าถ้าเค้าไม่ได้คนมาเยี่ยมที่บ้านตอนนั้น เค้าอาจฆ่าตัวตายได้เหมือนกัน (พ่อแม่เพื่อนคนนี้บินมาจากไทยมาเยี่ยมเค้าแล้วก็หลานด้วยภายในตัว) เพื่อนคนนี้มีอาการ Baby blue ประมาณ2-3 weeks ได้ จากที่ดู ๆจากสถานการณ์เพื่อนคนนี้แล้ว เราเข้าใจว่า ยิ่งมือใหม่เค้าต้องทำทุกอย่างเองกับลูก ลองผิดลองถูก ไหนจะอยู่คนเีดียวซะส่วนใหญ่อีก ซึ่งแตกต่างจากคู่อื่น ๆ ทั่วไป ที่ได้เจอกันทุกวัน อยู่่ด้วยกันทุกวัน แล้วช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง เราว่ากรณีนี้คงคล้าย ๆ กับเพื่อนสนิทกรณีแรก ก็เลยอยากทราบสรุปแบบทั่วไปนะคะว่าที่เพื่อนพูดมามันมีส่วนจริงไม่จริงอย่างไร เรื่อง Baby blue เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือความเข้มแข็ง/ความพร้อมมากน้อยแค่ไหนของผู้หญิงด้วยหรือเปล่า แล้วที่เป็นกันเป็นกันนานไหมคะ เป็นกันทุกคนเหรอคะ แล้วถ้าป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นควรทำอย่างไหร่ หรือป้องกันให้เกิดน้อยที่สุดนะค่ะ (ไหน ๆ ก็ถามเรื่องเพื่อนแล้ว อยากรู้เหมือนกัน ขอใช้พื้นที่ถามด้วยเลยแล้วกัน ;D)
#127JJ_JenJul 12, 2010
― ―
เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้หาอ่านโดยอากู๋ช่วยได้เยอะทีเดียวค่ะ คนในเว็บนี้ต่างสุขภาพจิตดีกันทั้งน้านนนน คงจะหาคนมีประสบการณ์ตรงยากสักหน่อย ;D ;D
ที่ผ่านมา เราทำงานทางด้านนี้ เราเจอคนไข้กลุ่มนี้(ในเมืองไทย) น้อยมากนะคะ :) :) แต่แคนาดานี่ยังไม่เคยคุยเรื่องนี้ ว่ามีเยอะขนาดไหน
ที่เมืองไทยที่พบก็ไม่เชิงเป็น Baby blue เพราะเขาก็แค่บ่นๆในช่วงแรกของการปรับตัวต่อการเป้ฯแม่มือใหม่ เช่น จะอาบน้ำให้ลูกจะทำลูกตกน้ำหรือเปล่าเพราะตัวเล็ก หรือว่าสามีไม่ช่วยซักผ้าอ้อม เปลี่ยนผ้าอ้อม แม่มือใหม่ทำหมดทุกอย่างในขณะที่เจ็บแผลก็เจ็บ เลยรู้สึกเหนื่อย ก็จะบ่นๆกันทั้งนั้น บางคนบอกว่า เศร้าจัง อิจฉาคนอื่นที่เขามีพี่เลี้ยงง หรือคนช่วย หรือมีสามีดีช่วยโน่นช่วยนี่ อยากจะบอกว่า ใครพูดคำว่าอิจฉาได้ แสดงว่าเขาไม่เศร้าจริงค่ะ เป็นเพียงแค่ความรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยและอยากมีคนช่วย หรือมาเอาใจใส่ก็แค่นั้น ดังนั้นเป็นแค่ Baby blue เทียม และเกิดไม่นาน ก็หายได้เองเมื่อปรับตัวได้ หรือมีคนมาช่วยเลี้ยงลูก
บางที สองหรือสามคน เพื่อนของคุณโดมจุฬา อาจจะเป็น 2 ใน10,000 คนที่พบก็ได้ค่ะ :) :)
ส่วนคนหลังคลอดฆ่าตัวตายได้ หรือว่าฆ่าลูก เรียก Post patum psychosis ค่ะ อันนี้จะปรากฏให้เห็นในช่วงเดือนแรกหลังคลอดเลย สังเกตง่ายๆว่าหลังคลอด แม่จะไม่อุ้มลูก ไม่ให้ลูกดูดนม หรือจับลูกแล้ววางอย่างรุนแรง
วิธีป้องกันที่น่าจะได้ผลคือ ...ตอนที่ท้องให้พูดคุยกับสามี อย่าคิดว่าเขาจะรู้ เพราะผู้ชายไม่รู้ลึกหรือละเอียดอ่อนในเรื่องเหล่านี้ทุกคน ดังนั้นบอกเขาเอาไว้เลยค่ะ ว่าหากคุณคลอดลูกแล้ว คุณมีอาการผิดปกติทางจิต ทางพฤติกรรม ให้เขาช่วยพาคุณไปพบจิตแพทย์(เมืองไทย) ส่วนแคนาดาไปพบ Family doctor แล้วจะได้ Refer อีกทีค่ะ
#128JJ_JenJul 12, 2010
― ―
ร้านขายของเวียดนามใกล้บ้านเรามีปลาทูนึ่ง เขียนหน้าถุงว่า ปลาทูมหาชัยขายนะคะ สองตัวราคาห้าเหรียญได้มั้ง เราซื้อมาทานแค่ครั้งเดียว เพราะคิดว่าทานปลาสด น่าจะดีกว่าปลาแช่แข็ง ก็เลยเอกทานปลาสดมากกว่าค่ะ ยกเว้นฤดูที่ไม่ให้จับ salmon ก็จะได้ซื้อแซลมอนแช่แข็งมาทานแทน แต่ว่าไปแล้วอยู่ BC แซลมอนถือว่าราคาไม่แพงเยค่ะ เมื่อเทียบกับปลาทูสองตัวจากเมืองไทย แซลมอนสดที่นี่ถูกว่าซะอีก หากซื้อสองชิ้นใหญ่ๆ มาทำสเต๊กทานกับสามี ก็ราคาไม่เกิน $7 ชิ้นใหญ่แบบที่สามีทานได้อิ่มเลยล่ะ หรือจะซื้อเป็นตัวใหญ่มาเลยก็ได้นะคะ แล้วหั่นเอาไว้เป็นชิ้นๆ ทำอาหารได้หลายมือ้ หลายเมนู พี่ไทยเกิร์ลเคยแนะนำเมนูฉู่ฉี่ปลาแซลมอนด้วยค่ะ ทำให้สามีทานแล้ว ติดใจ ได้ทำเมนูนี้เดือนละครั้งหรือสองครั้ง
สำหรับเรา...เรื่องกินเรื่องใหญ่เหมือนกันค่ะ หากอยู่บ้านว่างๆ นั่งคิดทั้งวัน จะทำอะไรทานดี ที่ว่าเรื่องใหญ่ เพราะว่าเป็นคนทำอาหารไม่ค่อยได้เรื่องอะไรค่ะ กลัวทำแล้วสามีจะทานไม่ได้มากกว่า ;D ;D แต่อยู่มาหนึ่งปี อร่อยหรือไม่อร่อยก็ต้องกิน มีอะไรให้กินก็ต้องกินค่ะ เลือกมากไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวจะเหลือ choice ให้เลือกทานน้อยลง :) :)
เรื่องอยู่อพาร์ตเม้นท์แล้วกลัวว่าเขาไม่มีเตาให้ใช้ เลยต้องทำอาหารจากไมดครเวฟ ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เพราะอพาร์ตเม้นท์ หรือแม้แต่เบสเม้นท์เอง ในแคนาดา จะมีเตาไฟฟ้าประกอบอาหารให้อยู่แล้ว เป็นมารตฐานของที่นี่นะคะ นอกจากว่าเลือกอยู่ห้องแบบค่าเช่าถูกมากๆๆ อย่างนั้นอาจจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรให้เลย (ซึ่งก็หายากค่ะ) :) :)
#129JJ_JenJul 12, 2010
― ―
คุณป้ากำลังจะมาเยี่ยม พี่เพ็ญพูดถึงหอยแครง.... อยากทานยำหอยแครงแบบใส่น้ำพริกเผาและมีหอมเจียวขึ้นมาทันที...ทำยังไงน้ำลายก็ไม่หยุดไหลอ่ะพี่ จะนอนได้มั้ยเนี่ย ;D ;D ;D
อยู่แคนาดามา ยังไม่เคยเห็นหอยแครงสดเลยค่ะ เคยซื้อแช่แข็งมายำด้วยล่ะ แต่ไม่อร่อยเพราะมันไม่มีเลือดหวาน แผล่บแผล่บ :D :D
อิจฉาอ่ะ อยากทานมั่ง อิอิ ;D ;D
#130JJ_JenJul 12, 2010
― ―
หากคุณไดแอนชอบทานปลาขึ้นมา IQ คงทะลุ 180 แน่เลย ;D ;D ;D
#131domechulaJul 12, 2010
― ―
คุณเจนขอบคุณมากสำหรับคำตอบคะ :)ฟังแล้วก็หวั่น ๆ แต่เปอร์เซนต์น้อยเหมือนกันนะที่ใครจะเจอจุดนั้น แสดงว่าพอได้เป็นแม่มือใหม่คงจะมีความกังวลว่า ถ้าเลี้ยงลูกเวลาก็ต้องให้ลูกไหนจะสามี งานบ้าน ในระหว่างที่เจ็บแผลอีก (ได้ยินว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกันทุกคน ถ้าเจอสามีดีเข้าใจช่วยเหลือแบ่งเบา เช่น ทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าว เลี้ยงลูกแทนโดยให้เวลาแม่ไปพักผ่อน) ก็ดีนะคะ (ไม่รู้เคสตัวเองจะเป็นยังไง :D :-\)
ส่วนอาการที่คุณเจนว่าอยากฆ่าตัวตาย (เห็นคุณเจนว่ามีฆ่าลูกด้วย) เราก็ไม่รู้ว่าจะมีอาการแบบนี้ด้วยเหรอ ฟังแล้วน่ากลัวเหมือนกันเนอะ เพราะคนหลังคลอด เริ่มเป็นแม่มือใหม่ ไม่รู้จะมีอารมณ์แปรปรวนขนาดไหน เห็นคุณเจนว่า อาการผิดปกติทางจิต ฟังแล้วดู critical ยังไงไม่รู้ ขนาดต้องพบหมอโรคจิตเลยเหรอคะ ถ้าให้สรุป คิดว่าอาการ baby blue เกิดจากความกลัวที่แม่มือใหม่สร้างขึ้นเอง กลัวว่าจะทำสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้หรือไม่เต็มที่ หรือคาดหวังบางสิ่งจากคนรอบข้างเกินไป แต่ไม่ได้อย่างที่หวัง เช่น อาจหวังให้สามีช่วย ไม่ก็มีพี่เลี้ยงเหมือนที่คุณเจนว่า อย่างงี้ ถ้าเราเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เอาไว้ว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผลลัพธ์ของการเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจอาจไม่ส่งกระทบภาวะ baby blue หรืออาจมีน้อยมากได้ ใช่หรือเปล่าคะ
#132domechulaJul 12, 2010
― ―
ตลกดีคะคุณเจน เหมือนเป็นแกมบังคับไปเลยนะเนี่ย จะ enjoyหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนทำอาหารเลย ;D
เห็นคุณเจนพูดเรื่องการจับปลาแซลมอน ห้ามจับ ไม่ทราบว่าที่แคนาดา เค้าห้ามจับแซลมอนทานกันช่วงไหนคะ แต่ถ้าดั้นเกิดท้อง ช่วงที่หาแซลมอนยาก(ไม่ใช่ฤดูการจับแซลมอน) อย่างงี้กินแช่แข็งแทนช่วงฤดูหายาก ในระหว่างตั้งครรภ์แทนได้ใช่ไหมคะ
แล้วขนมจีบคนจีน (ชอบมาก) จากร้านจีน เค้าจะแช่แข็งกันเป็นปีดีดะ ถ้าท้องอยู่ เราเอาไปนึ่งให้สุก ก็กินได้ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ (กลัวแค่ว่าอาหารแช่แข็งชนิดนี้ แช่นานไป คนธรรมดากินอาจไม่มีอะไร แต่คนท้องต้องคิดหน่อยนะคะ)
ขอบคุณคะ
#133pennyJul 12, 2010
[quote author=di_ann link=topic=5479.msg40946#msg40946 date=1278891404]
เราชอบตอน ผักฟื้น...มีแต่คนเอาใจ อิอิอิ :D
มาอยู่ที่นี่ จะให้ใครเอาใจดีล่ะท่าน หันไปหันมา เห็นอยู่หน้าเดียว แก่ๆ กลมๆ ขาวๆ :D :D
ส่วนอีกคนไม่ต้องมาเอาใจเราหรอก แค่ไม่อ้อน ให้อุ้มหลังผ่า ก็นับเป็นวาสนาของเราแล้ว :D :D
ถ้าอยู่เมืองไทยละก้อ ว่าไปอย่างเนาะ ทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง พี่ป้าน้าอา คงมาเยี่ยม มาหากันไม่ขาดสาย แสนจะอบอุ่น นึกๆ แล้ว ทำให้คิดถึงบ้าน.. :'( :'(
#134pennyJul 12, 2010
Baby blue เราเป็นค่ะ ช่วงเดือนแรกหลังคลอด ตอนหลังคลอดเจ้าคนแรก แต่ม่ได้เป็นหนักขนาดฆ่าตัวตายขนาดนั้น :o :o
เราเป็นแค่ออกอาการ ร้องไห้บ่อย น้อยใจสามีกับเรื่องบ้าๆ บอๆ ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะน้อยใจ เช่น ไม่ช่วยถูบ้านทุกวัน กลางคืนไม่เคยตื่นช่วยมาดูลูก ถ้านอนหลับ แล้วก็อืดเป็นตายยันเช้า หรือต้องซักผ้าอ้อมทุกวัน ทั้งๆ ที่ปวดแผลจะตาย เพราะพึ่งกลับจากรพ. ซึ่งจริงๆ สามีก็ช่วยซักนะ แต่เค้าไม่ทำทุกวันไง เราก็น้อยใจว่า ไม่ช่วยทำไรเลย จริงๆ แก้ปัญหานิดเดียว แค่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จแทนก็จบแล้ว ซึ่งเราก็ทนซักผ้าอ้อมไม่ไหวจริงๆ นะ ซักได้อยู่ 2 อาทิตย์ ต้องรีบแจ่นไปซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูป ไม่ไหวแล้วววว 55555
โชคดีที่เราอ่านผ่านๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างก่อนคลอด เลยทำให้เข้าใจอารมย์ตัวเองว่า ที่ตรูบ้าๆ บอๆ ร้องไห้บ่อยๆ เนี่ย ไม่ใช่เพราะสามีไม่ช่วยนะ (เค้าก็ช่วย เพียงแต่ไม่ได้ดั่งใจตรูเท่านั้นเอง อิอิ) แต่เพราะฮอร์โมนคนหลังคลอดมันถาโถม เราเลยเป็นโรคประสาทแบบนี้ โดยส่วนตัวเราว่า ถ้าทันอารมย์ตัวเอง และเข้าใจกฏไกของมัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เดี๋ยวร่างกายปรับได้ก็เข้าที่เอง..
เบบี้ บลู มันมาจากหลายอย่างด้วยนะเราว่า ทั้งฮอร์โมนดร็อป อย่างกระทนหันหลังคลอด ทั้งเหนื่อยสาหัส เพราะต้องให้นมลูกทุก 2 ชม. โดยเฉพาะกลางคืน เรียกว่า ไม่ได้นอนกันเลยดีกว่า ว่างั้นเหอะ เพราะมันจะนอนแบบเคลิ้มๆ ตลอดเวลา ไม่กล้าหลับ กลัวจะลืมตื่นมาให้นมลูก เช้ามาก็ต้องหุงหาอาหาร กินของทำสดๆ บำรุงเพื่อให้มีน้ำนมที่มีคุณภาพให้ลูกกิน ไหนจะงานบ้าน เรื่องความสะอาด และความเป็นระเบียบในบ้านก็สำคัญ จะทิ้งๆ ขว้างๆ ทำมั่ง ไม่ทำมั่งก็ไม่ได้ เพราะเด็กเพิ่งคลอดติดเชื้อง่าย ไหนบ้านรกๆ ไม่มีระเบียบจะมีผลต่อสุขภาพจิตของเด็กเล็กอีก แล้วยิ่งคนไหนเจอลูกเป็นโคลิกตอน 3 เดือนแรกเข้าไปอีก โอ๊ะโอ ประสาทรับทานเลยล่ะ....
ว่าตอนท้องกังวล และกลัวสารพัดแล้วใช่ม่ะ หลังคลอดหนักกว่าอีก ยิ่งลูกโต ยิ่งกังวล เค้าถึงว่า ตอนลูกๆ เล็กๆ เราเหนื่อยกาย แต่พอโต เราจะเหนื่อยใจ ...
#135domechulaJul 12, 2010
― ―
เห็นเค้าว่าถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ผ้าอ้อมดีกว่าไม่ใช่เหรอคะคุณเพนนี เพื่อนเราบางคนแรกเกิดก็ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ลูกก็มีผื่นขึ้นเต็มเลย ๆ ต้องกลับไปใช้ผ้าอ้อมธรรมดาเหมือนเดิม (ไม่รู้คนเป็นผู้ชายเค้าจะมีความรังเกียจ อุจจาระหรือปัสสาวะลูกหรือเปล่า มีเพื่อนอีกคน สามีเค้าไม่แตะเลย ลูกร้องก็โยนให้เพื่อนตลอด )
ทีุ่คุณเพนนีว่าก็ถูก หลังคลอดก็จะยุ่ง อะไรเยอะแยะไปหมด ส่วนใหญ่แม่มือใหม่ อารมณ์แปรปรวน บอกเหมือนคุณเพนนีว่าคุณชายทำไรไม่ได้ดั่งใจ ;D ไม่ทราบว่าทำไมบางบ้านเจอลูกโคลิก เห็นคุณเพนนีบอกว่าบางบ้านลูกก็ร้องทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่แรกเกิดเลย บางบ้านไม่ร้องเลยเลี้ยงง่ายมาก (ซึ่งพ่อแม่บางคนก็กลัวว่าทำไมลูกเราไม่ค่อยร้องเลย ก็เป็นกังวลอีก) ไม่ทราบว่าสาเหตุที่ร้องหรือไม่ร้องนี้เพราะอะไร มีวิธีอะไรที่เราสามารถเตรียมและแก้ไขได้ ให้เด็กไม่มีปัญหาวุฒิทางอารมณ์เวลาเค้าโตขึ้นมาบ้างไหมคะ
#136jeenaJul 12, 2010
ตายล่ะงานนี้คนที่ยังสาวไม่ท้องได้ข้อมูลเพียบ :D :D :D
คุณโดมชุล่า ปัญหาเป็นผื่นขณะใช้ผ้าอ้อมนะเราก็เจอ แต่มีครีมชนิดหนึ่งทาแล้วจะหาย และแนะนำให้ใช้ครีมทาก่อนใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้เด็กนะค่ะ เพราะผื่นนะส่วนมากแล้วมาจากเด็กฉี่แล้วเปียก เพราะเนื้อเด็กนะบอบบาง ส่วนสมัยบ้านๆ เวลาเขาเลี้ยงนะ ก่อนใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเขาก็ใช้แป้งคลุกทาให้ทั่วที่อับชื้นนะค่ะ ส่วนอาการของเด็กที่ร้องไห้นะมาจากหลายสาเหตุ อาจจะผ้าอ้อมเปียกเกิน ก็ให้เช็คดูและก็เปลี่ยนให้เด็ก อาการปวดท้อง ให้เอามือกดเบาๆที่ท้องเด็กเช็คดูว่าเด็กช่วงท้องมีอะไรแข็งๆหรือเปล่า แล้วก็หายาทาให้เขาหน่อย เพื่อบรรเทาอาการ ที่เราเคยเจอนะเด็กนอนหลับแล้วจู่ๆ ตกใจร้องให้ตัวแข็งค่ะ ต้องจับขึ้นมาอุ้มเดินไปเดินมา เขาก็หายร้องให้หาตกใจ อาการนี้นะอาจจะมาจากความเชื่อเรื่องแม่ขวัญเรือน นะ เราเลยให้น้องชายพาพ่อไปให้พระท่านที่เรานับถือที่เมืองไทยนะทำสายมือสำหรับรับขวัญเด็กนะ แล้วส่งมาให้เราจากเมืองไทย พอมาถึงก็ให้ผู้เป็นพ่อเด็กผูกข้อมือให้ หลังจากนั้นมาก็ไม่เคยเจออาการตกใจร้องเลยนะ แปลกดี แต่ลูกเราค่อนข้างเลี้ยงง่ายมากๆ ส่วนการตอนหลังผ่าเสร็จนะ เราไม่ทำอะไรเลย คุณพ่อมือใหม่วัยเด็ก เขาทำเองทุกอย่าง เช่นอาบน้ำให้เด็ก เช็ดก้นเวลาเด็กอุจจาระ หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เขาทำกับข้าวให้เราทาน กวาดบ้าน ถูบ้าน จ่ายตลาด ตอนเช้าลูกเราคนโตที่พามาจากเมืองไทยด้วยนะ เขาก็ตื่นมาทำอาหารให้คนโตทาน แล้วก็รอส่งขึ้นรถโรงเรียน เรานะตกใจเลยที่เขาทำได้ทุกอย่างแทนเรา ซึ่งเขาแบบยังเด็กนะ แต่ความรับผิดชอบสูงจริงๆ เราเลยว่าเราโชคดีนะ ซึ่งไม่เหมือนตอนท้องคนแรก ซึ่งต้องเลิกกับพ่อเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องสามเดือน ทุกอย่างต้องดูแลเองหมด แต่คนนี้สุดยอดเขาลางานช่วงเราคลอดตั้งหกเดือน ดีนะงานรัฐที่นี่ลาได้ตั้งเก้าเดือน แต่เขาลาหกเดือนเพราะเดือนที่เจ็ดต้องทำหนังสือขอย้ายไปลงออตาวา
พูดถึงนะคุณเพนนี่ก็เป็นหญิงเหล็กน่าดูเลยนะเนี่ย ตอนอ่านเวลาคุณเพนนี่เขียนไว้นะ เราย้อนนึกถึงสมัยตอนอยู่เมืองไทยท้องคนแรก แบบของเรานะหินสุดสุด นึกออกมั๊ยเลิกกับแฟนตอนท้องได้สามเดือน ซึ่งเวลาเดียวกันกับธุรกิจที่ทำมาแปดปีดันมาโดนลูกน้องโกง ผู้จัดการโกง จนเราหมดกำลังใจสั่งให้น้องชายปิดกิจการ ต้องมาใช้หนี้อีกตั้งเป็นสามล้านกว่าๆ ช่วงนั่นนะ ท้องเก้าเดือนร้องให้ซะแปดเดือน เพราะเจอแต่ปัญหาปรึกษาใครไม่ได้ มีแต่เพื่อนที่คอยให้กำลังใจ แต่ก็ผ่านมาได้เพราะเราไม่ท้อนะ เราเชื่ออย่างหนึ่ง คำว่าแม่สำหรับเรานะ หิน จริง จริง เพราะช่วงอุ้มท้อง ช่วงแพ้ท้อง ช่วงก่อนคลอด ก่อนผ่า หลังคลอด หลังผ่า ทุกอย่างต้องอดทน ความเจ็บ ความปวด ความเหนื่อย อยู่ที่ตัวแม่ตลอด
สู้เหอะ แล้วเวลาลูกออกมาน่าภูมิใจขนาดไหนคุณเป็นแม่ คุณรู้ดี ;) ;)
#137domechulaJul 12, 2010
ขอบคุณคะคุณจีน่า ต้องเตรียมข้อมูลไว้ก่อนจร้า ;D แล้วเรื่องเด็กร้อง อาการปวดท้องที่ให้ทามหาหิงค์ ที่แคนาดาคงไม่มี แล้วใช้อะไรรักษาแทนอาการนี้คะ (มีแต่ข้อมูลแบบไทย ปสก เมืองนอกไม่มี ถามผู้มีประสบการณ์ดีกว่าคะ ;D ;) ) ดีจังคุณจีน่า สามีลางานเกือบปีเลยอะ ได้เทรนเนอร์ดีด้วยนะ ทำให้ทุกอย่างเลย ดีจริงๆ :)
แล้วครีมที่ว่าให้ทาผ้าอ้อมก่อน เป็นครีมยี่ห้ออะไรคะที่แคนาดาใช้กันน่ะคะ เห็นแม่บางคน (เพื่อนเราเอง) เหมือนที่คุณเพนนีบอกว่า พยายามใช้ผ้าอ้อมตลอด ไม่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเลย ท่าจะซักจนเหนื่อยเลยอะ เพื่อนบ่นให้ฟัง ;D :D
เห็นด้วยคะกับคุณจีน่าและคุณเพนนี เรื่องราวพอได้อ่านมาคร่าว ๆ นึกย้อนเรื่องตัวเองเหมือนกัน แต่แต่ละคนก็มีเรื่องราวต่างๆ กันให้ผ่านพ้นไปแล้วสู้ต่อไป คำว่าแม่ยิ่งใหญ่จริง ๆ คะ (ถ้ามีเองจะกล่อมค่าน้ำนมให้ฟังเลย ;D :D)
#138domechulaJul 13, 2010
วันนี้อยากทราบเรื่องอาการต่าง ๆ ของคนตั้งครรภ์รวมถึงคนที่คลอดแล้วด้วยนะคะ
Pregnancy cravings คืออะไรคะ อ่านแล้วก็เหมือนจะเคลียร์แต่ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ จากข้อมูลว่ากันว่าเป็นกันถึง 60% เลยทีเดียว สรุปคืออะไร แล้วร้ายแรงหรือมีเทคนิคหรือวิธีเตรียมตัวหรือยอมรับสภาพนั้นกันอย่างไรคะ
เค้าว่าช่วงตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวนได้ อาจเหม็นหน้าคนข้างๆ หรือไม่อยากกินอะไรก็แล้วแต่ อารมณ์แปรปรวนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางกรรมพันธ์หรือเปล่า หรือขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและความพร้อมว่าจะเกิดอะไร อย่างไรในแต่ละคนและควบคุมสถานการณ์ได้ดีแค่ไหนค่ะ รบกวนช่วยอธิบายจากประสบการณ์ส่วนตัวหรือจากที่เห็นหรือได้ยินมาอย่างไรบ้างคะ
พูดถึง water broke (น้ำคร่ำ)ซึ่งแสดงว่าใกล้คลอดแล้ว บางคนมี water broke จากที่บ้านก่อนไป รพ บางคนไม่เกิดจากที่บ้าน ก็ไป รพ เตรียมนอนรอเลยก็มี กรณีนี้ ถ้าช่วงนั้นเราอาจต้องอยู่คนเดียว แล้วมีอาการเจ็บท้องมากหรือ water broke เพราะใกล้ถึงกำหนดคลอด (ถามไว้ก่อน ถ้าเกิดสามีอาจต้องไปประจำสาขาที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศชั่วคราว) เค้ามีเซอร์วิสอะไรที่บริการฟรีในกรณีที่เราตั้งครรภ์แล้วอยู่คนเดียว ดูแลตัวเองคนเดียวเหรอเปล่าคะ หรือต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาที่บ้าน/ambulance call ถ้ารู้ว่าใกล้ถึงกำหนดคลอดของตัวเองจะดีกว่า?
แล้วถ้าเราไม่จ้างพยาบาลพิเศษมาเฝ้าเรา(เพราะค่าใช้จ่าย) แล้วถ้า water broke เกิดขึ้น หรือเจ็บท้องมาก ๆ เพราะถึงกำหนดคลอด คนตั้งครรภ์สามารถพาตัวเองนั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลเองหรืออาจขับรถไปเองได้หรือเปล่า ถ้ายังขับเองไหว ไม่รู้เสี่ยงหรือเปล่า (เผื่ออาการตอนนั้นเกิดขึ้น แล้วสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะความทรมาน) ถ้าอาการแบบนี้เกิดขึ้นกรณีอยู่คนเดียว ควรติดต่อ serviceไหนที่เค้ามารับเราได้ ใช่โทรเรียก ambulance หรือเปล่าแล้วต้องจองล่วงหน้าไหมค่ะ ถ้าไม่ต้องจองล่วงหน้า ถ้าเจ็บท้องขึ้นมา แล้วเกิดวันนั้นไม่มีรถมารับทัน อย่างงี้ก็รอทรมานทีบ้านสิคะเนี่ย ?? หรือเราควรจองรถพยาบาลให้มารับเราที่บ้านแต่เนิ่นๆ (คิดว่าน่าจะต้องจ่ายค่าบริการแพงเหมือนกันด้วยในส่วนนี้ใช่หรือเปล่าคะ)
แล้วถ้าบ้านอยู่ไกลกว่าโรงพยาบาลประมาณ 1ชม อย่างงี้ไม่รออย่างเจ็บปวดเลยเหรอค่ะ (เท่าที่รู้คนใกล้คลอดก็จะมีสามีพาไปโรงพยาบาลซะส่วนใหญ่ ถ้าเจ็บท้องมากหรือ water broke เห็นในหนังปวดกันแบบรุนแรง ชีวิตจริงเป็นกันอย่างนั้นหรือเปล่าคะ) คนที่อยู่แคนาดาเค้าทำกันอย่างไรคะ
#139pennyJul 13, 2010
― ―
งานนี้ตัวใครตัวมันนะน้องเจน 55555 แต่ให้ตยเหอะ วันนี้ลวกหอยกิน ไม่หร่อยยังที่น้องเจนว่าจริงๆ ง่ะ ขนาดพี่เอาลงน้ำเดือดจัดแค่ 2 นาทีเองนะ แล้วรีบตักขึ้น มันยังสุกซะแห้งเลย กินแล้วเซ็งเป็ด ส่วนเจ้าลูกชายเซ่ กินเอาๆ ไม่เกรงใจคนท้องเลยวุ้ย 55
#140pennyJul 13, 2010
แวะมาบอกว่า คิดถึงคุณทิมดาอ่ะ ไม่รู้เป็นไง ว่าทีคุณแม่อีกคน ดิวคลอดพร้อมๆ กับเราด้วย ไม่รู้หนีไปคลอดยัง มาส่งข่าวคราวกันหน่อยเด้อค่ะ
#141pennyJul 13, 2010
มาตอบเรื่องผ้าอ้อมก่อนนะ
เราก็อ่านเจอมาว่า ใช้ผ้าอ้อมผ้า ดีกว่าผ้าอ้อมสำเร็จ เพราะอากาศถ่ายเทดีกว่า ลูกจะไม่เป็นผื่น แต่เอาเข้าจริงๆ ซักไม่ไหวนะ เพราะเด็กแรกเกิดผ้า 24 ผืน เชื่อมั้ยว่าไม่พอใช้ ถ้าไม่รีบซักตอนกลางคืน เพื่อให้แห้งทันใช้ตอนกลางวัน แล้วพอตกกลางคืน คนเป็นแม่มันล้าแล้วนะ อยากนอนเอาแรงใจจะขาด เราคนหนึ่งที่ไม่ไหว จนต้องหันไปใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แต่โชคดี ที่เจ้าคนโต ไม่เคยเป็นผื่นขึ้น อาจเป็นเพราะเราใช้แป้งเด็กทาก้นมั่ง คือหลังอาบน้ำ เราจะเชคก้นเค้าให้แห้ง แล้วก็เอาแป้งเทบนมือเรา แล้วถึงจะเอามือลูบๆ ที่ก้นลูก เปลี่ยนผ้าอ้อมที ก็จะทาที ผ้าอ้อมต้องเปลี่ยนบ่อยๆ นะ เราจะเปลี่ยนหลังให้นมลูกสักครึ่งชั่วโมง เพราะกินเสร็จสักพัก เค้าก็จะถ่าย สำหรับเรื่องยาที่คุณจีน่าบอก รู้สึกจะเป็นซิงค์นะ ที่แคนาดามีขาย เราก็มีซื้อติดบ้านไว้ แต่ไม่ได้ใช้เลย...
ส่วนเรื่องลูกร้องโดยไม่มีสาเหตุ หรือ ร้องโคลิค เราเคยดูในยูทูป เค้าแนะนำว่า เวลาลูกร้อง ให้ลองอุ้มลูกไปยื่นใกล้ๆ ซิงค์หรืออ่างน้ำ แล้วเปิดก็อก ให้มีเสียงน้ำไหลดังๆ จะช่วยทำให้เด็กสงบลงได้ เพราะเค้ารู้สึกคุ้นเคยกับเสียงดังๆ ที่คล้ายกับเสียงการเคลื่อนไหวต่างๆ ของลำไส้ และกระเพาะอาหารของแม่ ที่เค้าได้ยินมาตลอด 9 เดือนตอนอยู่ในท้อง.. เราดูแล้วเรายังทึ่งเลย เด็กร้องบ้านแทบแตก พอเปิดน้ำก็อก เด็กสงบเป็นปลิดทิ้งภายในเวลาไม่กี่วินาทีเอง ...
แต่ประสบการ์ณตรง เราไม่มีนะ เพราะเจ้าคนโต เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่มีเสียงร้องให้ได้ยินเลย มีแต่ยิ้มอย่างเดียว จนเพื่อนบ้านติดๆ กันอิจฉาเลย เพราะ แม่ลูกอ่อน 3 คน มีลูกเราคนเดียวที่ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องเลย...
ส่วนสาเหตุเราก็บอกไม่ได้ว่า เพราะอะไรถึงเป็น ตามตำราเค้าว่า เด็กบางคน อาจยังปรับตัวไม่ได้กับสิ่งแวดล้อมใหม่นอกครรภ์ หรืออาจเป็นเพราะแม่เครียดกับหน้าที่การงาน และเรื่องราวในชีวิตมากระหว่างตั้งครรภ์ เลยส่งผลให้ลูกเครียด และปรับตัวได้ไม่ค่อยดี..
เราก็บอกไม่ถูก เพราะตอนท้องแรก เราเองก็ทั้งเหนื่อยทั้งเครียด เพราะเราทำงาน 2 จ๊อบ ไหนจะงานประจำที่ออฟฟิศ ไหนจะธุรกิจตัวเอง แต่ลูกกลับเป็นเด็กอารมย์ดี เลี้ยงง่ายสุดๆ ??? ???
พูดถึงเรื่องทำธุรกิจ.. คุณจีน่าไม่ใช่คนเดียวหรอกค่ะ ที่ต้องทิ้งทวนหลายๆ อย่าง ที่เมืองไทย เราเองก็ทิ้งเงินไปเหยียบๆ ล้าน เหมือนกัน :(
จำได้ว่า พอรู้ว่าท้อง เรา 2 คน ก็เริ่มคุยกันเรื่องอนาคตลูก เรื่องอะไรๆ หลายๆ อย่าง เลยตัดสินใจว่า โอเค เราจะย้ายกลับมาอยู่แคนาดา แต่ต้องรอให้ลูกคลอดก่อน แล้วค่อยยื่นเรื่องขอพีอาร์ของเรา ตอนนั้นเรายังทำงาน 2 จ๊อบอยู่เลย เหนื่อยสาหัส สากรรจ์เลยแหละ กลับจากทำงานประจำ ก็ต้องรีบเข้าโรงงานไปช่วยสามี เพราะเค้าทำอะไรไม่ได้มาก คุยกับลูกน้องก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เค้าทำได้ ก็แค่นั่งเป็นไม้กันหมา กะช่วยตัดขี้ด้ายหลังจากลูกน้องเย็บเสื้อเสร็จเป็นตัวแล้ว ไม่ก็ช่วยขับรถไปส่งผ้า รับผ้า เวลาที่เราทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ก็แค่นั้นแหละ แต่วันไหนที่เราต้องไปเก็บตังค์ลูกค้า หรือมีธุระต้องไปดูรายละเอียดเอง แล้วจังหวะงานเร่งๆ เราก็ต้องไปคนเดียว ปล่อยสามีอยู่โรงงานคุมลูกน้องไป ไม่ก็ไปนั่งตัดขี้ด้ายที่บ้าน วันเสาร์ก็คลุกอยู่กับลูกน้องในโรงงานทั้งวัน กลางวันก็นั่งเปิปส้มตำกับพวกเค้า (กินตำปลาร้า กะตำถั่วเป็นก็เพราะแบบนี้แหละ 55) วันอาทิตย์ก็ไปเอาผ้าลอทใหม่ ทำบัญชี คิดเงินเดือนจ่ายลูกน้อง บ้าบอคอแตก วันหยุดไม่ต้องถามหา ไม่รู้จักหรอก ในหัวมีแต่งานประจำกับธุรกิจ..
ปกติเราจะขับรถจากชลบุรี ไป พุทธมณธลสาย 2 หลังเลิกงาน เป็นประจำ อาทิตย์หนึ่งต้องมีอย่างน้อย 1 ครั้ง อย่างที่เล่าๆ ให้ฟัง กว่าจะได้กลับถึงบ้าน ได้กินข้าวเย็น เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ประจำ แต่ตอนที่กำลังท้องอ่อน มันจะง่วงมากอย่างที่รู้ๆ กันนั้นแหละ ขับไปก็เพลีย หลับใน จะชนปูนกั้นทางด่วนบูรพาวิถีไม่รู้กี่ครั้ง ต่อกี่ครั้ง จนต้องตัดสินใจปิดกิจการ เพราะไม่อยากเอาชีวิตลูกมาเสี่ยง และไม่อยากรู้สึกแย่กับตัวเองไปตลอดชีวิต...
ก่อนจะมาที่นี่ เราปล่อยหนี้สูญไปหลายแสนกับบรรดาลูกน้องในโรงงาน คนโน้นก็มีปัญหา คนนี้ก็มีปัญหา ช่วยไป ช่วยมา คนที่มีปัญหาที่สุดคือ ตรูเอง เพราะรวมๆ ช่วยคนนั้นนิด คนนี้หน่อย หลายคนก็หลายแสน คนหาเช้ากินค่ำ จะเอาที่ไหนมาคืนเราล่ะ ยืมกันข้ามปีโน้น พอจะหักจากเงินเดือน ก็มาอ้อนล่ะ พี่เพ็ญ อย่าเพิ่งหักนะงวดนี้ พ่อแม่ที่บ้านนอกต้องเอาไปซื้อปุ๋ย ไปจ้างคนมาช่วยเกี่ยวข้าว ซื้อโน้น ซื้อนี้ ไหนจะค่าเทอมลูก น้องชายจะแต่งงาน สามีป่วยเป็นวัณโรค บลาๆๆๆๆ สารพัดจะเรื่องราวแต่ละคน ไอ้เราก็ใจอ่อน เห็นว่า เราไม่ได้เดือดร้อนใช้เงินอะไรหนักหนา ช่วยกันได้ ก็ช่วยกันไปก่อน อยู่กันแบบพี่น้อง บริหารคนมันต้องมีทั้งพระเดชพระคุณ ไม่งั้นไม่ได้ใจลูกน้อง เวลางานเร่งๆ เค้าไม่อยู่ช่วยทำโอทีกันเราก็ตายอีก น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่านะของแบบนี้... ไหนจะจักรอุตสาหกรรมอีก 18 ตัว ที่ยังค้างเติ่งอยู่บ้านเพื่อน เพราะขายไม่ทันตอนจะมาแลนด์ ทั้งๆ ที่ประกาศขายล่วงหน้าเกือบปี ไม่รู้ป่านนี้ เพื่อนมันแอบเอาไปขายกินหมดยัง ไม่อยากพูดถึงให้ช้ำนะคุณจีน่า ถือว่า ชาติที่แล้ว เราเป็นหนี้เค้าไว้ เหอะๆ...
เรื่องอดีตเล่าแล้วยาว เหมือนหนังน้ำเน่า ปล่อยมันเป็นความหลังไปเถอะ มาเม้าต่อเรื่องแม่ๆ ลูกๆ กันดีกว่าเนาะ....
#142domechulaJul 13, 2010
― ―
พูดถึงแป้งถ้ากันเป็นผื่น ได้ยินมาถ้าเป็นไปได้ห้ามใช้ไม่ใชเหรอคะ ให้ใช้ปิโตรเลียมเจลทาแทน ที่ไทยใช้ยี่ห้อนั้น ไม่รู้ที่แคนาดาใช้ยี่ห้ออะไรกัน แล้วแป้งเด็กอาจไม่หลากหลายเหมือนไทย ใช้ยี่ห้อไหนกันคะที่ว่าดีต่อตัวเด็กนะคะ
― ―
อย่างงี้ถ้าลูกร้องไม่ต้องเปิดก๊อกน้ำกันทุกครั้ง/ทุกวันที่ร้องเลยเหรอคะ ไหนจะค่าน้ำที่ตามมาอีก ;D ;D ???
คุณเพนนีหรือคุณเจนก็ได้คะ เราถามคำถามไว้ก่อนหน้านี้ เรื่อง Pregnancy cravings กับ water broke (โทษทีที่ถามมากนะคะ อยากทราบจากคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก-แคนาดาว่าเตรียมการกันอย่างไร ทำไง ถ้าที่ไทยคงไม่ต้องมานั่งถามมากแบบนี้ เพราะหาง่าย ไปหาหมอก็รู้ว่าทำไง แบบไหนนะคะ ;D)
ขอบคุณนะคะ
#143pennyJul 13, 2010
― ―
ใช่ค่ะ แต่ตอนคลอด มีคนเอาของเด็กอ่อนมาให้เยอะมากกกก แป้งนี่ใช้กันไม่หมด จนต้องขนมาแคนาดาด้วย ทุกวันนี้ยังเหลืออีก 2 ประป๋องเลย คิดดูเอา จะให้ทิ้งเหรอ เสียดายของนะ
― ―
ลองมีลูกที่ร้องเป็นชั่วโมงๆ ไม่ยอมเงียบ ทุกวันตลอด 3-4 เดือนดู แล้วจะรู้ว่า ค่าน้ำที่เพิ่มมาเดือนละไม่กี่บาท มันสุดแสนจะคุ้ม ;) ;)
เราเห็นน้องสาวเราแล้ว โคตระสงสารเลย เพราะเจ้าหลานชายเราเป็นโคลิคอยู่ 3-4 เดือน น้องสาวถึงกับร้องไห้เลยนะ คงทั้งเหนื่อย ทั้งเป็นห่วง ทั้งสงสารลูก เพราะไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไรกันแน่.. ตอนนั้น เรายังไม่รู้เคล็ดลับอันนี้ เลยไม่ได้แนะนำอะไรเค้า แต่เวลาเห็นเด็กเล็กร้องไห้ไม่หยุดเป็นชั่วโมงๆ แล้วใจเสียนะ
#144domechulaJul 13, 2010
― ―
ใครมาอ่านเจอทิปนี้ คงเอาไปใช้กันสบาย ๆ เลย ;D เหมือนที่เค้าว่า เด็กบางคนอาจชอบให้เดิน เขย่า ไม่ก็เกาก้น/พุง เค้าว่าถ้าแม่ทำแบบไหนก่อน เด็กก็จะชินแบบนั้น เพื่อให้รู้สึกว่าเค้ามีคนอยู่ด้วยแล้วปลอดภัย
อันนี้ขอเปลี่ยนเรื่องนะคะ ไม่ทราบว่าคุณเพนนี ให้นมลูก แบบนอนห้องเดียวกันจนถึงกี่เดือน/ปีคะ ถึงจะแยกห้องให้ลูกนะคะ รู้มาว่าถ้าแยกช้าไป เด็กจะร้องแล้วไหนจะกลัวการอยู่คนเดียวอีก เป็นเซนส์ของเด็ก (เค้าว่างั้น) เห็นพ่อแม่สวนใหญ่ จะแยกกันตอน 2-3 ปี ไม่รู้ช้าไปเปล่า แต่น้อยบ้านมากจะแยกเด็กตั้งแต่หลัง 4-6เดือนนับจากวันแรกเกิด ถ้าทำงั้นได้ คนเป็นแม่ตั้องวิ่งไปดูตาลีตาเหลือกเลยนะเนี่ย ไหนถ้าอยู่คนละห้องต่อให้นมเสร็จ เค้าอาจนอนผิดท่า ทำให้หายใจไม่ออกมีเสียชีวิตบ้างก็มี (ฟังแล้วสลดหดหู่) คุณเพนนีมีวิธีแนะนำยังไงบ้างคะสำหรับกรณีนี้
ขอบคุณคะ
#145pennyJul 13, 2010
Pregnancy cravings คืออะไรคะ
อันนี้รอน้องเจนมาตอบนะ เราเข้าใจว่า เป็นอาการคนท้อง แล้วอยากกินโน้นนี้เป็นพิเศษ ที่เคยเม้าๆ กันอะนะ
เค้าว่าช่วงตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวนได้ อาจเหม็นหน้าคนข้างๆ หรือไม่อยากกินอะไรก็แล้วแต่ อารมณ์แปรปรวนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางกรรมพันธ์หรือเปล่า หรือขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและความพร้อมว่าจะเกิดอะไร อย่างไรในแต่ละคนและควบคุมสถานการณ์ได้ดีแค่ไหนค่ะ รบกวนช่วยอธิบายจากประสบการณ์ส่วนตัวหรือจากที่เห็นหรือได้ยินมาอย่างไรบ้างคะ
อันนี้ไม่คิดว่าเป็นกรรมพันธุ์นะ คิดว่าเป็นเรื่องของฮอร์โมน กะบุคลิกภาพของคนที่ท้องล้วนๆ ว่า แฮนเดิลความเครียด ความกดดันในชีวิต ได้ดีมากน้อยแค่ไหน เพื่อนบ้านเราสมัยอยู่ไทยเป็นนะอาการท้องแล้วเหม็นหน้าสามีเนี่ย เค้าเม้าให้ฟังว่า แทบจะอยากกระโดดถีบสามีเลยทีเดียวเชียว ไม่อยากเห็นหน้าเลย ให้ดูโถส้วมยังอารมย์ดีว่าอีก ;D ;D ;D
ส่วนตัวเรา เราไม่เป็นนะ ไม่แพ้อยากอาหาร ไม่เหม็นขี้หน้าสามีโดยไม่มีเหตุผล
ทั้งๆ ที่ 2 ท้อง มีเรื่องเครียดๆ หนักๆ ทั้ง 2 ท้องเลย แต่เครียดไปคนละแบบ
ท้องแรกเครียด เพราะมีอันจะกินมากไป จนต้องยอมตัดใจทิ้ง ท้องที่ 2 เครียดเพราะกลัวมีไม่พอจะกิน 5555...
พูดถึง water broke เค้ามีเซอร์วิสอะไรที่บริการฟรีในกรณีที่เราตั้งครรภ์แล้วอยู่คนเดียว ดูแลตัวเองคนเดียวเหรอเปล่าคะ หรือต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาที่บ้าน/ambulance call ถ้ารู้ว่าใกล้ถึงกำหนดคลอดของตัวเองจะดีกว่า?
อันนี้ไม่มีประสบการ์ณ แต่รู้ว่าโทรเรียก 911 ได้ แต่โดนชาร์จแพงเชียว เราแค่เคยคิดเล่นๆ นะว่า สมมติเกิดอะไรขึ้นมา แล้วเราต้องไปคลอดเอง เราจะทำไง ง่ายสุดคือโทรหา พ่อสามี หรือบรรดาญาติๆ สามีที่เราคุ้นเคย ไม่ก็เพื่อนสามีที่เราพอจะสนิทบ้าง ถ้าอยู่พาร์ทเม้นต์ ก็เคาะเรียกเพื่อนบ้านเลย ขอความช่วยเหลือให้ขับรถพาไปส่งรพ. หน่อย (ไปอยู่ที่ไหน ควรเลือก ตีซี้เพื่อนบ้านที่ดีๆ ไว้สัก 2-3 คน) ไม่ก็โทรเรียกแท็กซี่เลย มีเวลาเจ็บท้องรอแท็กซี่ถมเถ ไม่ต้องกลัว :D :D
เรื่องน้ำเดิน พูดยากแล้วแต่คน บางคน ปวดเตือนก่อนหลายชั่วโมง แล้วค่อยก็มีอาการน้ำเดิน (คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้มั่ง เท่าที่ได้ยิน กะที่เห็นพี่ๆ ของเราจะเป็นแบบนี้)
แต่บางคนเห็นจู่ๆ ก็น้ำเดินซะงั้น ไม่มีอาการปวดเตือนนำเลย ได้แต่ปวดเหมือนปวดอึ ไปนั่งในห้องน้ำ น้ำเดินซะงั้น (น้องสาวเรา กับเพื่อนที่ออฟฟิศเก่าเป็นแบบนี้)
ไม่มีใครบอกได้นะ ว่าจะเจอแบบไหน เอาข้อมูลแม่นๆ แน่นๆ สงสัยต้องรอน้องเจน ;)
#146pennyJul 13, 2010
― ―
คนท้องแก่นอนไม่ค่อยหลับ เลยต้องมานั่งตอบกระทู้ เจ้าหนูจำไม แก้ง่วง :D :D
ตอนคลอดใหม่ๆ เราจับแยกนะ ให้เค้านอนเพลย์เพ็นของเค้า โดยเราเอาเพลยเพ็นมาวางในห้องนอนเรานั้นแหละ ไม่ได้ให้นอนบนเตียงเรา เพราะอันตรายมาก พ่อแม่อาจดิ้นไปทับลูกตายได้โดยไม่รู้ตัว แล้วก็ใจไม่ถึงพอจะนอนแยกห้องกับลูกด้วย กลัวลูกร้องอิอะๆ ค่อยๆ แล้วจะไม่ได้ยิน เพราะเด็กเล็กเสียงเบามาก ...
ตอนคลอดใหม่ๆ ก็ต้องขยันลุกขึ้นมาดูลูกหน่อย อย่างน้อยทุก 2 ชม. ต้องลุกมาควักลูกจากเปลเพื่อให้นม อย่างที่บอกนั้นแหละ แต่ก็ต้องดูจังหวะการนอนของเค้าด้วยว่า ยังหลับอยู่มั้ย หรือตื่นนอนเล่นอยู่ มันก็เหมือนเราเฝ้าไข้กลายๆ นั้นแหละ ต้องคอยลุกมาดูว่า ตื่นหรือเปล่า ผ้าปิดจมูกมั้ย ผ้าห่มยังอยู่ดีป่าว หรือถีบออกหมดแล้ว ยุงไต่ ไรตอม มดกัดหรือเปล่า สารพัด มันไม่ได้นอนหลับแต็มตาหรอก ก็บอกแล้ว เกิดเป็นแม่คน ต้องทนให้ได้เหมือน แฟด .... :D :D
ลูกเรานอนเปลแบบที่ว่า จนเกือบๆ 8 เดือนได้มั่ง พอมาแลนด์ที่นี่ ก็นอนเตียงเดียวกับเรามาตลอดจนขวบครึ่ง เพราะตอนมาแลนด์ ตู้ยังมาไม่ถึง ไม่มีเปลให้นอน แถมอยู่โรงแรมอีกต่างหาก ห้องเล็กนิดเดียว เตียงควีนไซส์เล็กๆ นอนกัน 3 คนแม่ลูก 2 เดือนเต็มๆ เวรกรรมจริงๆ ;) ;)
เราเพิ่งจะมาจับลูกนอน บนเตียงนอนของเค้าเองตอนลูกอายุสักขวบครึ่งได้มั่ง เวลาให้นมลูก เราจะให้บนเตียงนอนของเค้า ยันลูก 2 ขวบนั้นแหละ ไม่ใช่ให้ลูกนอนบนเตียงเรา พอลูกหลับ เราก็ลุกไปนอนห้องเรา แต่ถ้าเราเผลอหลับ ก็นอนด้วยกันที่ห้องลูกยันเช้าไปเลย (ส่วนใหญ่) ทุกวันนี้เวลาเอาลูกนอน เราก็ยังขึ้นไปนอนกับลูกบนเตียงเค้านะ นอนกอดลูกจนเค้าหลับทุกวัน แล้วเราถึงจะได้ลุกมาทำอะไรๆ ของเราต่อ
แปลกนะ ลูกเราไม่กลัวการนอนคนเดียว ถ้าเค้าตื่นกลางดึก แล้วไม่เห็นเรานอนด้วยบนเตียง เค้าจะลุกมานั่งสลึมสลือเรียกหา มะม้าๆ เราก็จะเดินไปกล่อมเค้านอนต่อ แต่พอเค้าเริ่มนอนรวดเดียวยันเช้า เช้าวันไหนถ้าเค้ารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ไม่เห็นแม่นอนด้วยบนเตียง เค้าจะเดินมาหาเรา ที่ห้องนอนเรา (เรานอนไม่ปิดประตูห้อง ทั้งห้องลูก และห้องเรานะ) แล้วก็จะบอกว่า มะม้า กินข้าว ๆ ไม่ก็ มะม้าๆ แพนเค้ก ช็อคโกแลต มิลค์ :D :D
เรื่องจับนอนแยกห้องตั้งแต่ลูกเล็กๆ ตามตำราฝรั่ง เราไม่ค่อยเห็นด้วยนะ เราว่า มันดูขาดความอบอุ่นยังไงไม่รู้
ส่วนเรื่องแยกเตียง ตอนเล็กๆ ควรทำ เพราะเด็กยังไม่แข็งพอที่จะขยับหนีเองได้ คอก็ยังอ่อน จะพลิก จะคว่ำจะหงาย หนีเพื่อเอาชีวิตรอด ก็ยังทำไม่เป็น จึงควรแยกเตียง เพราะอันตราย แต่ถ้าโตสักหน่อย เลย 6 เดือนไปแล้ว เริ่มนั่งเองได้ คลานได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็ต้องระวังเรื่องกลิ้งตกเตียงอีก ต้องหาที่กั้นเตียงมากั้นให้รอบ แล้วก็เอาพวก play matt มาปูรอบเตียง เวลาลูกตกเตียง หัวจะได้ไม่กระทบกระเทือนมาก...
คุยเรื่องเลี้ยงลูก คุยกัยได้เป็นปีๆ ไม่มีจบ เหอะๆ
#147domechulaJul 13, 2010
― ―
ดูน่ารักดีคะครอบครัวนี้ ฟังๆ ดูเมีเทคนิคลี้ยงลูกดีเหมือนกันนะคะ ลูกท่าทางจะน่ารัก ;D :) เรากลายเป็นเจ้าหนูจำมัยเลย :D ;D นี่ขนาดเก็บข้อมูลอยู่ ยังรู้สึกเหมือนมีแล้วเลย สงสัยความเป็นแม่เริ่มจะเข้าสิง :D ;D
― ―
เคยคุยกับพี่ไทยคนนึง อยู่เมืองนอก เอาลูกแยกตั้งแต่ 2เดือนเลย แต่นอนเปิดประตู ส่วนใหญ่นอนกะลูก (สามีแหง่ว ;D) ลูกเค้าก็ไม่งอแง ไรเหมือนกันคะ เรื่องลูกถ้าได้มีแล้วคุยไม่หมดจริง ๆ (เค้าว่ากันจะแชร์กับคนหัวอกเดียวกัน คุยกันลื่นเลย เค้าว่า :D ;D)
ขอพูดถึงเปลเด็ก เมืองไทยเป็นไงก็ทราบอยู่ เห็นของแคนาดาเหมือนทีนั่งเล็ก ๆ แบบโยก ๆ ไม่รู้เค้าเรียกว่าอะไรภาษาอังกฤษ บางบ้านลูกร้องก็จับลูกลงไปในเปลนั่น แม่ก็เขย่าโยกหน้าหลังก็หลับไปก็มี แต่เราว่าเหมือนอ่านผ่าน ๆ มาว่าจะไม่ดีต่อหลังเด็ก ถ้าทำก่อน 6 เดือน เพราะกระดูกไรยังไม่แข็งแรง แต่เราว่าสักปีน่าจะให้ลูกลงไปนอนตรงนั้นได้ กรณีนี้คุณเพนนีทำอย่างไรคะ
#148pennyJul 13, 2010
― ―
เป็นตามที่อ่านแหละค่ะ เค้าเรียก baby bouncer ส่วนตัวเรา ตอนเจ้าคนโต เราไม่ได้ใช้ค่ะ เพราะไม่เห็นความจำเป็น เนื่องจากลูกเลี้ยงง่าย เราจับนอนราบใน playpen ตลอด แต่ท้องนี้อาจได้ใช้บ้าง หากลูกร้องมากๆ แล้วเอาไม่อยู่ เพราะลูกพี่ลูกน้องสามีเอามาให้ แต่เราว่าก็น่าจะใช้ได้นะ เพียงแต่ว่า พอลูกหลับสนิทแล้ว ควรจะอุ้มไปนอนเตียง หรือพื้นราบที่มีพื้นที่มากหน่อย ให้เค้าได้มีโอกาสขยับตัว ขยับขาแข้ง กระดูกกระเดี๊ยว เวลาเค้าเมื่อย เค้าอยากกลิ้ง อยากตะคง ตะแคง จะคว่ำ จะหงาย เค้าจะได้ทำได้ ไม่ควรปล่อยให้นอนในพื้นที่จำกัดแบบนั้น เป็นเวลานานๆ หรือทั้งวี้ทั้งวัน เห็นลูกหลับก็ไม่กล้าควัก กลัวตื่น เลยปล่อยให้นอนแบบนั้น เราว่ามันไม่ดี แล้วจริงๆ มันมีผลกับพัฒนาการของเด็กวัยเล็กด้วย เพราะเด็กวัยนี้ เป็นวัยที่พัฒนาการทางร่างกายทุกส่วน การใช้กล้ามเนื้อ แขนขา นิ้วมือ ใบหน้า สำคัญมาก ถ้าพัฒนาการทางร่างกายดี ได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสมตามวัย เมื่อโตขึ้นในระยะต่อๆ ไป พัฒนาการทางสมองจะดีตามไปด้วย นักจิตวิทยาเชื่อว่า ถ้าเด็กได้รับการกระตุ้นทางร่างกายละจิตใจอย่างเหมาะสม ตามความต้องการในวัยเริ่มต้นของชีวิต เด็กจะมีความพร้อม และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เมื่อเกิดารเรียนรู้ สมองก็จะได้รับการพัฒนาตามไปด้วย ซึ่งจะพัฒนาในเชิงบวก หรือเชิงลบ อันนี้ขึ้นกับคนเลี้ยงละ ว่าจะจัดสิ่งแวดล้อมแบบไหนให้ลูก หรือป้อน value อะไรใส่หัวเด็ก มันมีความสัมพันธ์ และส่งผลต่อกันและกันหมดนะ ...
เล่าให้ฟังนะ ลูกพี่ลูกน้องสามีคนนี้แหละ ที่ลูกเค้าหลังแข็ง เป็นแผ่นกระดานจนทุกวันนี้ ตอนนี้ใกล้ๆ 2 ขวบแล้วยังรักษากันอยู่เลย หลังเด็กจะแข็งเหมือนไม้กระดานมาก ไม่มีความอ่อนตัวเลย คือ ถ้าอุ้มต้องเอามือประคองหลัง ไม่งั้นจะหงายหลัง หัวทิ่มตลอด ลักษณะเหมือน เราเอาแผ่นไม้อัดบางๆ แข็งๆ มาวางตั้งบนพื้น แล้วมันหาสมดุลให้ตัวเองไม่ได้ มันก็จะล้มฟาดพื้น แบบนั้นเลย.. ใครๆ ก็ว่า น่าจะเป็นผลจากการที่แม่เด็กสูบบุหรี่ตอนท้อง แต่เราว่า ไม่น่าจะเป็นเพราะบุหรี่ น่าจะเป็นเพราะแม่เด็กให้นอนเปลที่ว่า ทั้งวี้ทั้งวันมากกว่า กระดูกหลังมันเลยฟอร์มโครงสร้างเหมือนแผ่นไม้ที่รองด้านหลังของเจ้า bouncer แต่เราไม่กล้าพูด หรือตำหนิไรนะ เพราะลูกใคร ใครก็รัก ใครก็ว่า ตรูเลี้ยงดูอย่างดี จริงป่าว พูดมากไปจะหาว่า ตรูอวดรู้อีก แต่ถ้ามาถาม มาปรึกษา อันนี้อีกเรื่องหนึ่ง ;) ;) ..
#149domechulaJul 14, 2010
― ―
ใช่ ๆ เห็นด้วยกับคุณเพนนี ยิ่งแม่ฝรั่งนะ ส่วนใหญ่ชอบโวยวาย ยิ่งตำหนินะ ยิ่งโกรธใหญ่ (เคยเห็นเยอะไง) ;D
#150domechulaJul 14, 2010
วันนี้ขอต่อเรื่องผลิตภัณฑ์ครีม/เครื่องสำอางเสริมความงามทั้งหลาย ได้ยินว่าก่อนคลอดควรจะงดล่วงหน้าสัก 1เดือน แต่ถ้าทราบว่าตั้งครรภ์แล้วควรงดทันที ถ้าเป็นไปได้ ที่ไทยอาจจะหาง่าย แต่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ของแคนาดาเลย เว้นแต่ว่าจะเป็นแบบแบรนด์ หรือหาได้ตามห้างทั่วไปที่มีทั่วโลก ก็ว่าไปอย่าง แต่บางอย่างเราใช้จากไทย แต่ไม่มีแคนาดาหรือคนละส่วนผสมก็ไม่มี ก็เลยไม่แน่ใจว่าถ้าจะใช้ของที่แคนาดาเวลาตั้งครรภ์ใช้อะไรกันบ้าง ตอนนี้เราใช้สบู่เด็กแคร์อย่างเดียว แล้วก็ครีมจอนห์สัน แอนด์ จอนห์สัน สำหรับเด็ก เหมือนจะมีสิวผื่นขึ้น เลยงดครีม ใช้แต่สบู่ หน้าแห้งมาก :-\ :-X ทีนี้อยากทราบว่าคนท้องจนถึงให้นมบุตรเนี่ย เค้าใช้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง อย่างเช่น ครีมทาหน้า ครีมทาตัว สบู่เด็กล้างหน้า/คลีนเซอร์ แชมพู/คอนดิชั่นเนอร์ และแป้ง (รู้ว่าห้ามใช้พวก Retinol, AHA/BHA, Whitening, Salicylic Acid, Soy,etc) รบกวนแนะนำผลิตภัณฑ์ที่แคนาดา จากหัวจรดเท้า ได้จะดีมากคะ (ไม่ค่อยรู้เรื่องครีม /เครื่องสำอางเท่าไหร่ เพราะแต่งบางๆ )
บางคนบอกว่าผลิตภัณฑ์ครีมให้ใช้ จอนห์สัน แอนด์ จอนห์สัน แต่เราดูฉลาก(ที่ไทย) บอกว่า "ผ่านการทดสอบแม้แต่ผิวเด็กบอบบาง" แต่พอเราดูข้างหลังฉลาก มีสารวิตามิน เอ ซี อี (ซึ่งวิตามินเอ ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้ปลอดภัยหรือเปล่าคะ)
บางที่บอกว่า ถ้าไม่ใช้เลยจะดีมากหรือใช้พวกออร์แกนิค แต่ไม่อยากลองผิดลองถูก ก็เลยอยากถามผู้มีประสบการณ์ว่าตอนตั้งครรภ์-ให้นมบุตรใช้อะไรกันอยู่
แล้วถ้าตอนให้นมบุตร เรายังต้องใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค หรือสำหรับคนท้องจนกว่าเราจะหยุดหรือเปล่า หรือ สามารถกลับไปใช้เครื่องสำอางได้เลยทันที หลังจากคลอดบุตรคะ
#151pennyJul 15, 2010
เรื่องเครื่องสำอางค์ ตอบไม่ได้อ่ะ เพราะเลิกแต่งมาเกือบจะ 10 ปี แล้วมั่ง ;) ;)
#152domechulaJul 15, 2010
― ―
คุณเพนนีอย่าบอกนะว่าไม่ได้ทาครีมอะไรที่หน้า/ตัวเลย ตอนตั้งครรภ์หนะ ไม่กลัวพวก stretch mark เหรอ เห็นหมอ เค้าจะแนะนำคนตั้งครรภ์ให้ใช้กัน แล้วที่แคนาดาเค้าใช้ยี่ห้อไหนกันคะ :-\ ???
ส่วนยาสระผม/ครีมนวด คุณเพนนีใช้ตามตลาดทั่วไปเหมือน ๆ กับคนที่ไม่ได้ท้องเค้าใช้กันหรือเปล่าคะ ขอบคุณคะ
#153JJ_JenJul 15, 2010
― ―
Pregnancy cravings เคยคุยไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าแม่ตั้งครรภ์จะอยากทานอะไรบางอย่างมากเป็นพิเศษ หากอยากทานแล้วไม่ได้ทาน ก็อาจจะมีอารมณ์หงุดหงิด น้อยใจ หรืออาจจะไม่เป็นไรก็ได้ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันค่ะ หากใครอยากทานอะไรแล้วไม่ไม่ได้ เกิดอาการหงุดหงิดมากแบบช้างฉุดไม่อยู่ ไปฟาดหางทะเลาะกับสามี พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ผลเสียก็ตกกับลูกที่จะเกิดมานั่นล่ะคะ มีงานวิจัยหลายชิ้นพูดเรื่องอารมณ์ของคนท้องต่ออารมณ์ของเด็กเมื่อโตขึ้นและความยากในการเลี้ยงดู water broke ถุงน้ำคร่ำแตก , water leak น้ำเดิน ทั้งสองอาการเป็นอาการสำคัญที่ต้องไปพบหมอ หรือไปโรงพยาบาลโดยด่วนอยู่แล้วค่ะ
หากมีน้ำเดิน หมายถึง น้ำคร่ำ(ลักษณะใสๆ แต่จะรู้สึกได้ว่าเหนียวมากกว่าปัสสาวะนิดหน่อย) หากมันไหลออกมาช้าๆ หรือแค่ซึมๆ ก็ควรต้องไปโรงพยาบาลแล้ว แพทย์จะพิจารณาว่าจะให้ทำอย่างไร จะคลอดเลย หรือจะให้ยาและระอีกระยะ ส่วนหากน้ำแตก ไปโรงพยาบาลเลยค่ะ ได้คลอดแน่ๆ
อยู่ที่แคนาดา ก็อย่างที่พี่เพ็ญบอกไว้ค่ะ หากสามีคุณไม่ได้อยู่ด้วย แล้วไม่มีใครพาคุณไปโรงพยาบาลก็เรียก 911 ได้เลย รอไม่ถึง 15 นาที เขาก็มาถึงบ้านคุณ
เรื่องครีมกับแป้ง..... หากไม่ใช่สารที่เห็นชัดๆว่าสามารถดูดซึมและเป็นอันตรายต่อเด็ก ก็ทาไปเถอะค่ะ หรือว่าเคยใช้อะไรแล้วคิดว่าดี ก็ใช้ไปเถอะค่ะ
เราไม่เคยได้ยินจริงๆนะคะ ว่าใครที่ท้องแล้วเปลี่ยนครีม / โลชั่น / เครื่องสำอางค์ สำหรับทาหน้าโดยเฉพาะเพื่อลูกบ้าง และไม่เคยได้ยินว่า ก่อนคลอดควรจะงดซักหนึ่งเดือนด้วย บอกได้มั้ยคะ ว่าที่คุณโดมจุฬาไปอ่านมา เขาบอกว่า ให้งดทาเพื่ออะไร เพราะเท่าที่เห็นมา และเกิดกับตัวเอง ก็คือว่า เราขี้เกียจทา อาบน้ำเสร็จแล้วอยากนอนอย่างเดียว เลยไม่ได้ทาครีมก่อนนอน แต่จะทากันแดดตอนเช้า เพราะไม่อยากเป็นฝ้าอ่ะ
อีกกรณี กับที่เห็นคนไข้ที่เจอๆ บางคนทาเยอะขึ้น เพราะว่าได้ลูกชาย ฮอร์โมนลูกแรง ทำให้แม่หน้าดำ คอดำ รักแร้ดำ ฝ้าขึ้น ก็ไปหาซื้อสารพัดครีมมาทา เพราะกลัวหลังคลอดแล้วจะเรียกความสวยกลับคืนมาไม่ได้
คุณโดมจุฬาอ่านมาเยอะ เราก็คิดว่าพอท้องจริงๆ ก็คงดูแลตัวเองได้ดีเลยล่ะ เพราะมรีความรู้เยอะมากๆๆค่ะ แต่หากระวังไปหมด หรือกลัวมากจนเกินไป อาจจะทำให้การตั้งครรภ์ไม่มีความสุขได้นะคะ ;D อยู่อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุลค่ะ ดีต่อตัวเราเองและลุกของเราด้วย ;D ;D
#154pennyJul 15, 2010
― ―
ค่ะ ไม่ทาทั้งนั้นแหละ ไม่ชอบของพวกนี้อยู่แล้ว เหนียวตัวเหนอะหนะ ให้ใช้แบบไม่เหนียวยังไง ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี จะใช้บ้างก็ช่วงหน้าหนาวเท่านั้นเอง เพราะมันจะทั้งแห้งทั้งคัน ก็จำเป็น แต่ก็ใช้ของพื้นๆ ลูกใช้ไร เราก็ใช้อันนั้น ไม่มีพิเศษอะไร
ส่วน strench mark cream ก็ไม่ทาค่ะ เพราะไม่เชื่อว่าจะช่วยอะไรได้ ผิวหนังหน้าท้องมันปริแล้ว จะมียาวิเศษอะไรมาช่วยให้รอยปริมันหาย หรือลดลงเหรอ เราไม่เชื่อนะ เราเองก็มีคนเอาครีมมาให้ตั้งแต่ท้องแรก ป่านนี้ยังอยู่เลย ..
ยาสระผม เราใช้มั่วค่ะ แล้วแต่ว่าช่วงไหน ยี่ห้ออะไรลดราคา ผมเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ใช่อะไร ดีแค่ไหนก็เท่านั้นแหละ ไม่มีประโยชน์ค่ะ เอาแค่สระให้สะอาด ดูไม่มัน ไม่สกปรกก็พอแล้ว สุขภาพผม มาจากสุขภาพในร่างกาย อยากผมสวยเงางาม ให้กินต้นหอม หัวหอมเยอะๆ
ครีมนวด เราไม่ใช่มาน่าจะเป็น 20 ปีแล้ว ใช้ไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นคนผมมันมาก ต้องสระทุกวัน ไม่งั้น ไปไหนมาไหนไม่มั่นใจเอาเสียเลย
อย่างว่านะ เรามันคนทำงานด้านมาร์เกตติ้งมาเป็น 10 ปี เลยรู้ไส้รู้พุง คนอาชีพนี้ดีว่า ส่วนใหญ่ product ที่ขายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทไหน โฆษณาชวนเชื่อซะมาก และมักจะพูดถึงแต่ข้อดีที่มีนิดเดียว แต่ข้อเสียตั้งมากมาย อาจละเอาไว้ไม่พูดกัน เพราะไม่งั้นจะเปิดตลาดลำบาก ถึงจะพูดข้อเสียกันจริงๆ ก็อาจพูดกันแต่เฉพาะข้อเสียที่มันดูซอฟท์ ไม่น่ากลัวเท่านั้นเอง
ส่วนใหญ่ สินค้าหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ แพ็คเกจจิ้งเลิศๆ หรือดูเหมือนจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สบายขึ้น หรือพวกของประทินโฉมที่ขายๆ ในตลาด มักไม่ค่อยได้กินเงินเราหรอก เข้าตำรา ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ;) ;)
#155pennyJul 15, 2010
― ―
ลืมไป เราไม่กลัวนะ เป็นประเภท มั่นใจ ไม่ไร้สติค่ะ :D :D
ถ้าสามี หรือใครจะไร้สติและปัญญา ขนาดทิ้งเราไป หรือดูถูกเรา ตัดสินเรา จากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะสังขารเราไม่เที่ยง ก็ปล่อยเค้าไปเถอะ เราก็อยู่กับสังขารที่ไม่เที่ยง แต่มีสติปัญญาของเราได้ มีความสุขและสงบจากภายใน กว่ากันเยอะค่ะ ;) ;)
#156Mini MeJul 15, 2010
ไม่เคยท้องแต่เรื่องผิวแตกลายไม่ต้องท้องก็เป็นได้นะ ครีมก็เห็นเค้าขายกันเยอะ แต่ที่เห็นเพื่อนสาวเค้าใช้แล้ว(เค้าว่า)ป้องกันผิวแตกลายได้ผลคือ shea butter ของ L'Occitane ซึ่งจริงๆ ใช้ตอนหน้าหนาวปกติก็เวิร์คอยู่แล้วนะคะ หมายถึงช่วยป้องกันผิวแห้งอะไรพวกนี้ได้ดีมาก คิดว่าน่าจะมียี่ห้ออื่นที่ถูกกว่าแล้วได้ผลพอกันนะเพราะอันนี้ก็ไม่ถูกกระปุกนึงสี่ห้าสิบเหรียญ อีกวิธีที่ได้ผลชัวร์ๆ ก็คือ Fraxel เลเซอร์ลบรอยค่ะ อันนี้สำหรับผิวแตกแล้วนะ แต่เลเซอร์แอบแพงนะคะ ต้องมีเงินถุงเงินถังหน่อยเพราะต้องทำหลายครั้งอยู่กว่ามันจะจางหรือหายไป
แชมพูครีมนวดก็ใช้ให้เหมาะกับสภาพผมแล้วเลือกกลิ่นที่โอเคสำหรับเรา เราว่าก็น่าจะโอเคแล้วนะ ถ้าผมมันเค้าว่าแป้งฝุ่นช่วยได้ โรยบนหนังศีรษะแล้วเอาแปรงหวี ถ้าผมแห้งก็อาจจะต้องใช้พวกซีรั่มบำรุงผมอะไรพวกนี้ แต่ถ้าไฟฟ้าสถิตย์ตอนหน้าหนาววันก่อนดูทีวีเค้าว่าให้ใช้ dryer sheet ค่ะ ยังไม่เคยลองเหมือนกัน แต่ว่าหนาวนี้จะลองดูเพราะหัวฟูเหลือเกิน อีกวิธีที่ช่วยคือใช้ปลอกหมอนที่ทำจากผ้าไหมหรือซาตินค่ะ เพราะจะมีไฟฟ้าสถิตย์น้อยกว่าผ้าฝ้าย ซึ่งอันนี้จะช่วยเรื่องริ้วรอยบนใบหน้าด้วยถ้านอนตะแคงหรือนอนคว่ำ เห็น(ทีวี)เค้าว่างั้นนะ
#157domechulaJul 16, 2010
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำจากทุกท่านนะคะ
ขอตอบคุณเจน พอดีว่ามีคนแนะนำ (หมอเนี่ยแหละคะ) แล้วก็คนที่ผ่านประสบการณ์แล้ว เค้าก็แนะนำว่าถ้าจะวางแผน ควรลดเลิกละ หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์แบบธรรมชาติ (ถ้าขาดไม่ได้ หรือหน้าแห้ง สิวเห่อ อะไรก็ตาม) ถ้ากลัวว่าจะส่งผลถึงเด็ก เพราะคนตั้งครรภ์ สภาพร่างกาย/ฮอร์โมน แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้เครื่อสำอางเหล่านั้น อาจเป็นเพราะสารเคมีแรงหรือเปล่า หรือสารตกค้างที่ว่าใช้มานานหลายปี (สารตะกั่ว ไรหรืออื่น ๆ ) อะไรประมาณนี้ ทำให้แท้ง หรือบุตรไม่สมบูรณ์ ซึ่งยังไม่มีวิจัยออกมาทางด้านนี้ แต่เค้าแนะนำว่าถ้าเพื่อความสบายใจ หยุดหรือเปลียนไปใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (หรือใช้ของเด็กเหมือนที่คุณเพนนีว่า) วางแผนล่วงหน้าก่อนดีกว่า จะได้สบายใจทั้งตัวแม่เอง และก็ไม่ส่งผลต่อตัวเด็ก (หรืออาจส่งผล ก็แล้วแต่ยี่ห้อและรุ่นแต่ละแบบหนะคะ)
#158jeenaJul 16, 2010
คุณโดมจุฬา ดิฉันหายไปหาครีมมาให้จ๊ะ เด็กน้อยนำออกไปเล่นแล้วรวมกับกล่องของเล่นเขานะหาไม่เจอ วันนี้เจอเลยนำมาฝากคุณแม่ทั้งหลายนะค่ะ เพราะครีมดีจริงๆ ทาหลังอาบน้ำช่วงที่อับร่องขานะ และก็ทาตะโพกด้วย และหากเด็กเป็นผื่นแดงทาได้ทุกที่ค่ะ เนี่ยนะนั่งพิมพ์ตั้งเยอะก่อนหน้านี้ เด็กน้อยเข้ามาปิดฝาพับพีซี เลยต้องเปิดมาพิมพ์ใหม่ ทีนี้ไม่ได้พิมพ์เยอะ เพราะเหนื่อยแล้ว
คุณโดมจุฬา อย่างกังวลอะไรมากนัก เพราะเดี๋ยวนี้นะหากเด็กมีอาการ หรือคุณแม่มีอาการอะไร เปิดเน็ตขึ้นมา หากคำตอบได้ทุกเวลาที่ต้องการ เหมือนหมอประจำตัวไปซะแล้ว
เนี่ยนะไม่ได้ซื้อเองหรอก ตอนคลอดที่เพื่อนสามีเขาซื้อของไปเยี่ยม แล้วเห็นติดกล่องมาด้วย แล้วงัดมาใช้ ได้ผลอย่างมากเลยค่ะ หาซื้อได้ตามฟาร์มาซี นะค่ะ
#159domechulaJul 16, 2010
โห ขอบคุณคะคุณจีน่า ดีจังใช้ได้ทั้งคุณแม่และคุณลูก ดูกระปุกใหญ่ ประหยัดตังค์ไปเลยนะคะ ;D หาซื้อได้ตามห้างวอลมารท์เปล่าคะ เคยเดินวอลท์มาร์ท ไม่ยักเห็นยี่ห้อนี่มาก่อนเลยอะ
#160jeenaJul 16, 2010
ไม่แน่ใจค่ะคุณน้อง แต่ที่แน่แน่นะ หาซื้อได้ที่ฟาร์มาซีค่ะ ร้านขายยานะค่ะ ;) ;) ;)
#161domechulaJul 16, 2010
ขอบคุณคะคุณจีน่า :)
#162domechulaOct 22, 2010
กระทู้นี่เงียบเหงา คุณเพนนีน่าจะคลอดแล้วใช่ไหมเอ๋ย เห็นรูป ในโพรไฟล์คุณ น่าฝรั่งมาก ๆ ตั้งชื่อหรือยังคะ มีชื่อไทยหรือเปล่าเอ่ย คุณแม่ลูกสองแล้วเน้อ ทีนี้ก็คงยุ่ง ๆ ไม่มีเวลาเข้ามาเวบนี้แล้ว ;D (แซวเล่นนะคะ) ;)
#163SweetPeaOct 23, 2010
เมื่อไรจะถึงตาเราหนอ.. ::)
#164domechulaOct 23, 2010
อ้าวคุณหยก อยากได้น้องหรอกรึ ยังไม่ถึงตาเราเหมือนกัน แหละ :D ;D
#165SweetPeaOct 23, 2010
ลูกน่ะ อยากได้ตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งงานเลยค่ะ :D
แต่สามีบอก เอาทีละอย่าง -_-'
ฮ่าๆๆ Y_Y
(แต่งงาน- งาน- บ้าน- แล้ว ค่อยลูก :P )
เข้าใจค่ะ เข้าใจ
#166domechulaOct 24, 2010
อย่าบอก นั่นคือสเต็ปคุณหยกกะคุณสามี รอนานไม่ดี นะเนีย แต่ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม อะไรพร้อมก่อนก็ดีคะ คุณหยกยังเด็ก ๆ อยู่เลย อีกหลายปี ยังมีลูกเมื่อไหร่ก็ได้เนอะ
#167SweetPeaOct 26, 2010
หยกอ่ะยังเด็ก ยังรอได้ แต่สามีรอไม่ได้(นาน)นี่สิ -_-'
#168domechulaOct 27, 2010
อ้าว ก็สามีคุณหยกบอกให้รอก่อน เค้าคงรอให้พร้อมก่อนไงคะ คุณหยกกะลูกจะได้ไม่ลำบากในอนาคตไง เค้าอาจจะคิดอย่างนั้นอะ ตามประสาผู้ชาย แต่ผู้หญิงอาจคิดอีกอย่างไง
ปล เห็นรูปใหม่คุณหยกแล้วนะ ผอมมาก ๆ อะ สูงน่าจะเกิน 175 แน่ๆ ;D อ่านบล็อกแล้วก็ขำคุณหยกใช้ภาษาฮา มาก :D ;D
#169SweetPeaOct 27, 2010
― ―
สูง 172 ค่ะ หนัก 44.5 กก Y_Y
ส่วนบล็อก อารมณ์ไง ก็เขียนไปตามนั้น
อาจหยาบบ้าง แต่ไม่มาก พอเป็นกระสัย :P
#170domechulaOct 27, 2010
:D อ่านแล้วเพลินดีคะ เห็นภาพเลย แต่ผอมมากอะ แค่ 44.5 เอง นน เท่านี้ ตอนนั้น เราอยู่แค่ม ต้น เองมั้ง :-[
#171SweetPeaOct 28, 2010
― ―
นี่ขึ้นมาแล้วนะ จำได้ว่า ช่างครั้งสุดท้ายตอนมหาลัย 43 กก
พอไปตรวจร่างกายเมื่อตอนกลับบ้าน ขึ้นมาเป็น 44.5 กก. ดีใจมากมาย Y_Y
ความหวังเดียวว่าจะอ้วนขึ้นก็คือ มีลูกนี่แหล่ะค่ะ ;D
#172domechulaOct 28, 2010
อ้าว ??? เป็นงั้นไป เราอ้วนเอา อ้วนเอา :-[
#173kitty_kateNov 14, 2010
อ่านแล้ว ก้อ มีกลัวบ้าง ตอนนี้ท้องได้ สอ
#174kitty_kateNov 14, 2010
― ―
อ่านแล้ว ก้อ มีกลัวบ้าง ตอนนี้ท้องเดือนค่ะ แต่ปัญหาคือ ยังมิได้ PR แต่เราติดต่อ ไป สิงค์แล้ว ว่า ท้อง เขาคงเร่งให้ เนื่องจาก
ไปตรวจที่คลินิกเดือนก่อน แค่คุยกับหมอซักประวัตินิดหน่อย จ่ายไป 55$ จากนั้น หมอนัดให้ไปตรวจปัสสวะอีกที่หนึ่งในวันรุ่งขึ้นนแรก
ก้อจ่ายค่าตรวจไปอีก 76$ อ่ะ แล้วเขาก้อ โทรมาแจ้งว่าท้อง และให้ไปอัลต้าซาวด์ อีกครั้ง ในอีก 8-10 สัปดาห์ เลยบอกสามีไม่ไปแล้วรอ PR ก่อน
จะได้ไม่เสียตังก์เอง แต่สามี ก้อทำประกันสุขภาพไว้ให้ หกเดือน ไม่รู้ว่าครอบคลุมหรือเปล่า ต้องให้สามีติดต่ออีกที
ตอนแรกกลัวนะ อยากไปคลอดที่ไทย แต่ไม่อยากทำเรื่องเอกสารตอนเอาลูกมานี่ ไม่ชอบทั้งสามี ภรรยา เรื่องเอกสารน่ะ
เลยต้องคลอดที่นี่ แต่มีแพลนว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านก่อน ประมาณ กพ คงได้ห้าเดือนประมาณนี้ เพราะถ้าคลอดคงไม่ได้กลับบ้านอีกนาน
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ ตอนนี้ก้อดูแลตัวเองมากขึ้น กินอาหารมีประโยชน์ เพื่อลูกน่ะค่ะ
#175domechulaNov 15, 2010
ขอแสดงความยินดีกับคุณคิตตี้ด้วยนะคะ :)
#176kitty_kateNov 15, 2010
― ―
ขอบคุณมากๆๆ ค่ะ
-v
#177girl_thaiNov 15, 2010
ขอแสดงตวามยินดีด้วยค่ะ คุณ Kityy_kate เออ แลวไปตรวจที่ไหนค่ะ
#178kitty_kateNov 15, 2010
― ―
ตรวจ family คลินิกใกล้ ๆๆบ้านค่ะ
#179Duen SchmidtDec 03, 2010
ดีใจกับคุณแคทด้วยนะคะ ;D
ตอนนี้เดือนก็ตั้งท้องเหมือนกันคะ :D
#180girl_thaiFeb 09, 2011
ได้อ่านกระทู้นี้แล้วได้ความรู้มากค่ะ
ขอบคุณรุ่นพี่ที่ได้ให้คำปรึกษา และเค,ดไม่ลับสำหรับรุ่งน้องที่ตั้งครรภ์ในแคนาดา
:)