`r`n
Others / Potpourri

มาร่วมกันแชร์ เพลง(แนว)รักๆ ที่คุณๆประทับใจกันค่ะ

by kungnang2010-08-26207,094 views257 posts
#1kungnangAug 26, 2010
เริ่มด้วยเพลงนี้ละกันค่ะ ฟังแล้วซึ้งจริงๆค่ะ :'( :'( ♥♫♥♫♥HOW DID YOU KNOW by Gary Valenciano with Lyrics-mellowtouch♥♫♥♫♥
#2kungnangAug 26, 2010
เวอร์ชั่น สาวๆบ้าง ไม่มีใครมาต่อ งั้นขอเป็นดีเจเองเลยละกัน อิอิอิอิ ;D ขอให้มีความสุขในการฟังค่ะ :-* Aiza Seguerra ( How did you know )
#3kungnangAug 26, 2010
วันนี้ขอจัดให้คุณผู้ฟัง สามเพลงรวดเลยละกันค่ะ ยังรอฟังเพลงรัก ประทับใจของเพื่อนๆอยู่นะคะ ไงก้อบริจาคด้วยค่ะ ฟังเพลงกันวันละนิด จิตเเจ่มใสจัง  :D :D เป็นการคลายเครียดได้อีกทางนะนี่ มาฟังกันค่ะ Unbelievable by Craig David
#4NickAug 26, 2010
ขอส่งเพลงนี้เข้ามาแจมครับ The Way I Choose by: Bad Company The Way I Choose
#5NickAug 26, 2010
Soldier of Fortune by Deep Purple Soldier of Fortune
#6kungnangAug 26, 2010
ขอบคุณค่ะ คุณนิค ออกแนวฟังสบายๆ ดู(นางเอก)มิวสิคเพลินไปเลยค่ะ เอื้อก ;D แถมอีกเพลง ดังมากในอิตาลี่ ฉันรักเธอ ใครแปลออกช่วยทีค่ะ แต่ชอบเสียงร้องและดนตรี เหมือนกับจะบอกว่ารักเธอที่สู้ดดดดดดด จริงๆนะ Umberto Tozzi-Ti Amo
#7NickAug 26, 2010
ลอง Bee Gees มั่งครับ How can you mend a broken heart? Bee Gees - How Can You Mend a Broken Heart (1971)
#8JJ_JenAug 26, 2010
ขอส่งเพลงใสๆน่ารักๆแบบเด็กๆนะคะ  ;D  ;D A lover's Concerto
#9NickAug 26, 2010
Scorpions - You and I scorpions - you and i
#10NickAug 26, 2010
Rolling Stones - Angie The Rolling Stones - Angie เหนื่อยแล้วครับ อุตส่าห์ไปขุดกรุมาให้ฟัง  ;D :D ;D
#11kungnangAug 26, 2010
ซึ้งๆ หวานกันทุกเพลงเลยนะคะ เพลงคุณเจน นี่ก้อใสหวานซะเหมือนคนจัดเลยนะคะ การฟังเพลงนี้นอกจากจะผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยเรื่องทักษะการฟัง การอ่าน การแปลภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นด้วย นี่ได้คำศัพท์เพิ่มมาหลายคำแล้วค่ะ ขอบคุณที่ร่วมแชร์ค่ะ ใครมีเพลงสุดโปรดเป็นการส่วนตัวเพลงอะไรกัน ขอฟังด้วยคนค่ะ ได้ทุกชาติ ทุกภาษาค่ะ ไม่เกี่ยง มั่วๆๆเดาได้ค่ะ  ;) ดนตรีเพราะๆฟังได้โม้ดดดดด อ้อ คุณนิค นี่เปิดตัวเลยใช่มั้ยคะ ว่าอยู่กรุรุ่นหนาย อิอิ ล้อเล่น ;D ไงก้อขอบคุณมากค่ะ ว่างๆหายเหนื่อย รบกวนมาเป็นดีเจจำเป็นอีกนะคะ เรื่องของเรื่องอยากรู้ว่าเพื่อนๆ คนไหนชอบเพลงไหนกันเป็นพิเศษ ส่วนตัว ฟังได้เรื่อยๆ ชอบไปหมด  :D
#12JJ_JenAug 26, 2010
― ― ;D ;D ;D  รุ่นวิดวะ มอดินแดง รุ่นที่คณะพยาบาลกำลังสร้าง  ;D ;D แฮ่ๆๆ ด้วยความเคารพรุ่นปู่นะคะ  เพลงคุณนิคเพราะทุกเพลงเลย  ;D  ;D  ;D
#13Mini MeAug 26, 2010
นาทีนี้ต้องเพลงนี้เลยอ่ะ Bruno Mars - Just The Way You Are
#14kungnangAug 26, 2010
ฟังไปเขินไปเลยค่ะ คุณMini Me ยังกะดูละครอินค่ะ คิดว่าเป็นนางเอกเรื่อย ฟังเพลงก้อเคลิ้มได้ค่ะ แหม ชายหนุ่ทชมเราซะ อิอิ ความสุขเล็กๆ อินจัดไปหน่อย     อีกเพลงกำลังดังเช่นกันค่ะ Pyramid by Charice ft Iyaz LYRICS+VIDEO
#15Mini MeAug 27, 2010
― ― รีเควสเพลงรักมานี่นา ก็นึกถึงเพลงนั้นก่อนเลย แต่จริงๆ ตอนนี้ที่ชอบนะ เป็นเพลงนี้ค่ะ มันส์เชียว ฟังไปออกกำลังกายไป กำลังดีเลย Dj Got Us Falling In Love - Usher feat. Pitbull (Full w/ Pictures)
#16KhingAug 28, 2010
เอามั่ง เอามั่ง อย่าปิดถานีไล่นะ David Gates - Bread - Goodbye Girl - Lyrics
#17kungnangAug 29, 2010
;D ขอบคุณมากมายค่ะที่แชร์เพลงรักประทับใจให้ฟัง หวานมันส์ หวานซึ้งไปตามๆกัน สถานีนี้ยังรับดีเจไม่จำกัด และรับเพลงไม่อั้นค่ะ เชิญมาร่วมแชร์ได้ตามอัธยาศัย ขอขอบคุณดีเจทุกท่านด้วยเพลงนี้นะคะ แอบมอบเป็นพิเศษให้คนไกลบ้านทุกคนเลย :-* เตรียมทิชชู่ไว้ด้วย (เด๋วน้ำมูกไหล เอ้ย!!!!!!!น้ำตาไหล) ***ป.ล.คำเตื่อนขณะฟังโปรดบิ้วตามด้วยค่ะ จะได้อรรถรสในการฟังยิ่งขึ้น ;D ;D           Home - Michael Buble - Lyrics
#18kungnangAug 29, 2010
อีกเพลง มอบแด่คนโสด ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อิอิ ผู้จัดก้อเป็นอีกคนที่โสดแบบธรรมชาติลงโทษ เฮ้อ .......เศร้านะ สงสัยจะสวยเกินมาตรฐานหญิงไทย ;D  ฟังเพลงกันดีกว่า  :P :P     แอบเหงา
#19kungnangAug 29, 2010
ต่อจากดีเจ WarpBoy เลยละกันคะ เพลงแนวรักและให้กำลังใจ ฟังเเล้วรับประกันว่าหายเหนื่อยกันแน่ๆค่ะ  ได้ข้อคิดดีๆ มอบแด่ทุกท่านที่กำลังเหนื่อยล้าอ่อนแรง ขอให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปด้วยดี ทุกปัญหามีทางออกค่อยคิดอย่างสติ แล้วทุกอย่างจะดีเอง สติมาปัญญาเกิด ..........สาธุ     เธอทำดีที่สุดแล้ว / Tonor
#20KhingAug 29, 2010
ให้หญิงไทย เด็กหญิงไทย คุณป้าไทย คุณน้าคุณอาคุณย่าคุณยายคุณย่าทวดไทย ครับ คนสำคัญ -หนู มิเตอร์
#21kungnangAug 30, 2010
ขอบคุณมากค่ะลุงkhing ฟังเพลงลุงแล้วก้อรู้สึกดีนะคะ แต่มันพลอยจะทำให้เรานึกถึงคนสำคัญผู้สร้างเรามาหรือเปล่าคะ ที่เขาจะรัก จะห่วงใยเรา โดยไม่มีข้อแม้ หายากนะลุงคนอื่นจะมารักเราแบบนี้ ขอบคุณสำหรับอีกหนึ่งเพลงรักและให้กำลังใจ ซึ้งค่ะ :'(   ยังงัยขอเป็นตัวแทนหญิงไทย บอกกล่าวเรื่องราวหญิงไทยอย่างเรา เป็นแบบไหนในปัจจุบันนี้ แกร่งค่ะ แกร่ง แรงสสสสสสสสสสสได้อีก             หญิงไทย ดา เอ็นโดรฟิน
#22KhingAug 31, 2010
Linda Ronstadt - Long Long Time
#23kungnangSep 01, 2010
เพลงรักเหงาๆ อีกเพลงสำหรับคุณผู้ฟังทุกท่าน ทั้งที่ตั้งใจเข้ามาฟังและเพียงหลงทางผ่านมา มิวสิควีดีโอ น่าเอ็นดูมากมาย ห่วงหา Banana Boat
#24KhingSep 01, 2010
Just in time for today. Bruce Cockburn - The Coldest Night Of The Year (Toronto)
#25kungnangSep 01, 2010
หนาวจัง ลุง khing  ;) งั้นมาเติมไออุ่นกันหน่อยนะ ด้วยเพลงลุง Rod Stewart แหบสเน่ห์ ตลอดกาล :-* พักหลังเหลือสองคนลุงหลานนะ มาเป็นดีเจสมัครเล่นนี่ ;D ;D ;D Rod Stewart - Cover Song - Have I Told You Lately - released June 1993
#26jumper.atSep 02, 2010
มาร่วมแชร์ให้อีกเพลงครับ ตอนนี้กำลังดัง เป็นที่นิยมเลยครับ เพลงะประกอบภาพยนต์ กวน มึน โฮ ครับ ชื่อเพลง "ยินดีที่ไม่รุ้จัก" โดยส่วนตัวผมชอบเพลงนี้ครับ หาโหลดมาฟังกันได้ครับ
#27kungnangSep 02, 2010
เราเคยได้ฟังมาหนึ่งครั้ง ก้อน่ารักดีนะ มิวสิควีดีโอ มีเพื่อนเค้าอยากดูหนังเรื่องนี้มาก "กวน มึน โอ" แอบเกาหลีนะ คงได้หาซื้อซีดีมาไว้ในครอบครองเร็วๆนี้ ได้ยินว่าที่เมืองไทยดังมากเรื่องนี้ นางเอกได้เกิดซะ MV ยินดีที่ไม่รู้จัก 25hours Ost.กวน มึน โฮ
#28kungnangSep 02, 2010
แถมอีกเพลง นางเอกร้องไว้ รักไม่ต้องการเวลา (OST. กวน มึน โฮ)
#29ThaigirlSep 03, 2010
ตอนอยู่มหา’ลัย มีแฟนแล้ว หนุ่มรูปงามคณะวิทย์ดีดกีตาร์ร้องเพลงนี้ให้ฟัง ทำเอาซึ้งแบบเศร้า ๆ ไปหลายวัน ปาฏิหาริย์ - กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี
#30ThaigirlSep 03, 2010
ไม่นานมานี้ มีคนร้องเพลงนี้ให้ฟัง  ;) Backstreet Boys - As Long As You Love Me
#31kungnangSep 03, 2010
ขอบคุณค่ะ ดีเจไทยเกิร์ลค่ะ ประทับใจทั้งเพลงไทยเเละเทศค่ะ ว่างๆมารบกวนมาจัดให้ฟังอีกนะคะ เอาเพลงสมัยแฟนฉันด้วยก้อดีค่ะ  ;)
#32kungnangSep 03, 2010
เพลงนี้ ออกแนวๆเพลงปาฎิหารย์ค่ะ เวอร์ชั่นสาวๆ โฟร์ท คนที่ใช่ในวันที่ผิด ตามด้วยเวอร์ชั่น แอ้บแมนด้วย อิอิอิ วูบหนึ่ง..ในคืนเหงา - หมอโอ๊ค เฮ้อ ก้อมันเศร้าดีนะ รักสามเศร้า ขอบคุณสำหรับเพลงค่ะ ดีเจ warpBoy ชอบไม่ชอบเพลงไหน เม้นมาได้นะ
#33ThaigirlSep 04, 2010
ชอบฟังเพลงนี้ตอนสามีไม่อยู่ โดยเฉพาะท่อนที่ว่า It’s a quarter after one, I’m a little drunk and I need you now..  ;D Lady Antebellum - Need You Now
#34Mini MeSep 04, 2010
เพลงนี้จากหนัง Walk the Line. ชอบท่อน You are my sunshine, my only sunshine. You make me happy when skies are gray.  Johnny Cash You are my Sunshine
#35playaiSep 04, 2010
เป็นเพลงหนึ่งที่ชอบและประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ชอบท่อนนี้ Lonely rivers flow To the sea, to the sea To the open arms of the sea Lonely rivers sigh "Wait for me, wait for me" I'll be coming home; wait for me (Ghost Soundtrack) Righteous Brothers - Unchained Melody
#36playaiSep 04, 2010
ส่วนเพลงไทยแนวรัก เพลงนี้คิดว่าเพราะดีนะ ห่างไกลเหลือเกิน หยุดตรงนี้ที่เธอ
#37Mini MeSep 08, 2010
ใครเคยไป ClubMed ต้องรู้จักเพลงนี้ เพลงสามัญประจำบ้านเลย Ottawan - Hands up 2009
#38kungnangSep 08, 2010
พอได้ฟังเพลง Unchained melody เลยทำให้นึกถึงอีกเพลงนี้ขึ้นมา เป็นเพลงประกอบภาพยนต์ Armageddon พระเอกคนโปรดกับเพลงสุดรักโปรด ซึ้งกินใจจริงๆ เราจะไม่พรากจากกันทุกวินาทีเลยนะนี่ เด๋วฉันจะพลาดรอยยิ้มหนึ่งของเธอ เฮ้ออะไรมันจะหวานปานนี้ หนังเรื่องนี้ทำน้ำตาท่วมจอกันเลยทีเดียว :'( Aerosmith: I don't wanna miss a thing -Armageddon soundtrack
#39kungnangSep 13, 2010
เพลงนี้ต้องฟัง น้องConnieร้องได้ไพเราะบริสุทธิ์ที่สุด อายุแค่ 8 ปีเอง น้องเขาดังมาจาก Britain's Got Talent ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ Connie Talbot I will always love you
#40kungnangSep 13, 2010
อีกเพลงจากน้องคอนนี่ น่ารักน่าชัง เก่งจริงๆ Connie Talbot - You raise me up (High quality)
#41kungnangSep 15, 2010
อย่าเศร้านานนะคะ ชีวิตนี้สั้นนิดเดียว เอ้าฟังเพลงนี้ได้กำลังใจมาเยอะเลย แค่ฟังเสียงใสๆของน้องคอนนี่ โลกนี้สดใสขึ้นทันทีเลยจริงๆนะ Three Little Birds
#42kungnangSep 21, 2010
ขอบคุณสำหรับเพลงที่แชร์กันมาค่ะ บางเพลงเพิ่งจะได้มาฟังที่นี่ สำหรับวันนี้ขอนำเพลง ว่าที่คุณพ่อ(หรือเปล่า) เพลงไม่ดังแต่คนร้องกำลังดังด้วยข่าวที่ไม่ค่อยจะน่าปลื้มเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะเป็นยังงัยต่อไป อาจไม่มีเพลลงออกมาให้ฟังอีกแล้วก้อได้ งั้นก้อฟังเพลงนี้แทนความคิดถึงฟิล์มละกัน เสียใจด้วยจริงๆ Film-ที่ที่เรารักกัน ใช้ทั้งชีวิตไว้คิดถึงเธอ : ฟิล์ม รัฐภูมิ
#43kungnangOct 02, 2010
เศร้าๆ ต่ออีกสักเพลงละกัน :'( :'( :'( ไกลเท่าเดิม-บุรินทร์ Groove Riders by peppermint.
#44kungnangOct 04, 2010
น่านดิ เห็นชอบเพลงอกหักรักคุดเลยจัดไปให้น่ะ งั้นเอาเพลงรักซึ้งปนเจ็บๆไปฟังอีกละกัน MV ไม่เหลือเหตุผลจะรัก - แก้ม The Star อัลบั้ม GAM MV.เวรกรรม / (พริกไทย) by Ongart Singlumpong mv. หมดอารมณ์ (พริกไทย) / By Ong-art Singlumpong ดูมิวสิคแล้วอินน่ะ เลวได้อีกผู้ชายพันธุ์ไหนนี่ (สาธุขออย่าได้ขยายพันธุ์) ฮ่าาๆๆๆผู้ชายในมิวสิคนะ
#45kungnangOct 07, 2010
รักที่ไม่สมหวัง อย่างแรงอีกสักเพลง :'( :'( คำเตือนคนกำลังอกหัก ห้ามฟังเด็ดขาด กลับไปไม่รู้จักกัน - Portrait
#46kungnangOct 08, 2010
งานนี้ขอเป็นดีเจประจำกระทู้นี้ละกันค่ะ ยังรอเพื่อนดีเจท่านอื่นมาแจมอยู่นะคะ วันนี้ขอจัดเพลงรักซึ้งๆ เศร้าๆ หวานๆ แห่งฤดูใบไม้ร่วงให้ได้ชมได้ฟังกัน ขอให้เพลินเพลงกับเสียงเพลงและมิวสิควีดีโอสวยๆค่ะ เพลงรัก(ไม่สมหวัง)แห่งฤดูใบไม้ร่วง คงทำให้ใครหลายคนได้คิดถึงอดีตแฟนกันบ้างล่ะน้างานนี้ ;D ;D ;D Autumn Leaves (HD)
#47janjarOct 12, 2010
ผมชอบเพลงนี้อ่ะครับ ชื่อเพลงว่า "ของขวัญ" ของมัสคีเทียร์ อยากจะบอกที่รักว่า .....รักที่รักน่ะครับ Official MV ของขวัญ-Musketeers by Eyedropper Fill
#48lln_nllOct 12, 2010
สอบวิชาที่สองเสร็จ  :o หนูหายเครียดเลยแวะมาแป่ะ เพลงคุณแม่มาให้ พี่ๆในบอร์ด ฟังกัน คุณแม่ยังสวยไม่สร่างเลย คิคิ  ;D ;D www.Christina-Aguilar.com@ ไม่ยากหรอก
#49di_annOct 12, 2010
:o :o OMG  เพิ่งรู้ว่า คุณแม่ ของคุณน้อง กาก้า คือ Christina.. Usher - OMG ft. will.i.am
#50kungnangOct 18, 2010
เพลงเพราะดีค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกเพลงฟังแล้วให้ความรู้สึกดีๆ วันนี้ก้อมีอีกหนึ่งเพลงรักดีๆมาฝากกันค่ะ หนึ่งในเพลงโปรดของเราเอง Take me to your heart
#51kungnangOct 22, 2010
เพลงเพราะๆอีกเพลง มีหลายเว่อร์ชั่นนะต้นตำรับเค้าป้าเบิร์ดน่ะ แต่เราชอบสองเวอร์ชั่นนี้ กันต์ กะ กาย มันเพราะไปคนละแบบน่ะ อยากให้ลองฟังกัน ฟังแล้วอารมณ์ดีค่ะ ;D ;) The Star6 - กัน - จะได้ไม่ลืมกัน 24/04/10 จะได้ไม่ลืมกัน - กาย KPN 2
#52kungnangOct 23, 2010
ได้ฟังเพลงเพราะๆเมื่อไหร่ ก้อไม่ลืมนำมาให้ได้ฟังด้วยกันค่ะ แค่เสียงก้อเคลิ้มไปแล้ว หวาน ใส ซึ้ง เศร้าเป็นที่สุด ทราบว่ายังมีแฟนเพลง และผู้หลงเข้ากระทู้ยังมีมาเรื่อยๆ งั้นก้อจัดไปให้ได้ฟังซะ เพื่อไม่ให้เป็นการหลงเข้ามาโดยเปล่าประโยชน์ เปิดฟังกันเลยค่ะ Michael Jackson - you are not alone (live from korea 1999) เหมือนเค้าร้องให้กับแฟนๆของเขาเลยนะ จากไปไม่บอกลากันเลย อินจัง ยังงัยเขาก้อจะอยู่เคียงข้าง ในใจแฟนๆตลอดไป นับเป็นเพลงที่มีความหมายดีๆอีกเพลงคุณภาพ เราชอบหลายๆเพลงของเขานะสร้างสรรค์ดี
#53kungnangOct 28, 2010
เพลงนี้ซึ้งกว่ามั้ย  ;D ;D ;D รักแท้ในคืนหลอกลวง
#54NickNov 07, 2010
James Blunt - You're beautiful (Radio Edit) You're beautiful by: James Blunt
#55pennyNov 08, 2010
You ในที่นี่คือ ลูกชายทั้งสองค่ะ  ;) ;) You needed me - Anne Murray
#56kungnangNov 08, 2010
ขอบคุณเพื่อนๆพี่ที่มาร่วงแชร์เพลงเพราะๆอีกครั้งค่ะ ชอบค่า ฟังสบายๆความหมายดีๆ ;D ;Dเพลลง Youของคุณpenny ดิฉันขอแถมให้อีกหนึ่งยูคือพ่อของลูกคงไม่ว่ากันนะคะ เพลงYou 're beautiful.....ของคุณNick นี่เกือบจะประสบการณ์ตรงแหม๋ ชาย(หนุ่มเกือบจะเป็นหนุ่มใหญ่)มายืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ต่อหน้า แฮ่ๆๆรอรถบัส ไม่ใช่สับเวย์อะค่ะ เราไม่แน่ใจถามไปยิ้มให้เรารึ เขาว่าใช่ทำเป็นไม่ค่อยได้ยิน เดินขยับเข้ามาใกล้ ฮ่าๆๆแผนสูง แต่อ้าวรถบัสเรามาซะละ เราเลยขอบคุณสำหรับรอยยิ้มอันเเสนหวาน บายก่อนละกัน เป็นอย่างกะเพลงเจอกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย(นานๆทีมีหนุ่มเผลอมาติดกับ งงซะ)เราเข้าใจเพราะคนนิยมของแปลกมีไม่เยอะ สวยแบบแปลกๆ ฮ่าๆๆๆ นี่เข้าสโลแกนฟังเพลงดูละครแล้วย้อนดูตน เพลงคุณ Wrapboy ก้อมันส์ดีนะ แดนซ์กระจายโลด วงนี้เราชอบมี่เพลงเพราะๆเยอะ Michael Learns To Rock - That's Why (You Go Away)
#57NickNov 08, 2010
better man - robbie williams
#58kungnangNov 08, 2010
เพลงนี้โดนอีกเเล้วค่าคุณ Nick เคยชอบฟังอยู่ช่วงนึง ขอต่อด้วยเพลงนี้ หากว่ากลับตัวกลับใจเป็นผู้ชายดีๆแล้ว ก้อจะได้รับรักดีๆจากหญิงสาว แล้วก้อได้ซาบซึ้งดื่มด่ำในความรัก จนต้องขอบ-อกขอบ-ใจสาวเจ้าอย่างกะเพลงนี้ค่ะ Jon Bon Jovi - Thank You For Loving Me
#59NickNov 08, 2010
Foreigner - Waiting for a girl like you, lyrics, listening and learning english รอมานานแล้ว  ;D :D ;D Foreigner I want to know what love is LYRICS listening and learning english songs When It Comes To Love
#60kungnangNov 09, 2010
ดูจากเพลงแล้วรู้เลย รอมานานนนนนนนนนนนนนส์ จริงๆ ;D ;D ขอบคุณค่ะสำหรับเพลงรักๆๆหวานๆๆที่แชร์กันมา งั้นก้อจัดไปอีกเพลงไม่ให้เหงา :D ;) I Miss You Miley Cyrus (Full version)
#61kungnangNov 09, 2010
อีกสักเพลงเพราะๆ กะกุหลาบสวยๆ มอบแด่ผู้ฟังทุกท่านค่ะ หยุดตรงนี้ที่เธอ.wmv
#62kungnangNov 10, 2010
Amazed with Lyrics - Lonestar
#63kungnangNov 15, 2010
;D มอบเป็นพิเศษให้คุณ WrapBoy นะ เอาใจช่วยให้ได้คนพิเศษมาไว้กอดไวๆ ดิฉันก้อยังหาไม่เจอ แต่ยังมิได้หวั่นไหวแต่อย่างใด แต่ก้อเข้าใจความรู้สึกคุณนะ สำหรับเรา เหงาดีกว่าเจ็บ ตอนนี้ยังเป็นสาวเจ้า(ไม่ใช่เจ้าสาว)ที่กลัวฝน อิอิอิ ;D ;D ;D อยากมีใครสักคนให้กอด - หนูนา
#64playaiNov 16, 2010
อธิฐานรัก อธิษฐานรัก - ต้อม เรนโบว์
#65kungnangNov 16, 2010
ใครเคยตาบอดกันบ้าง เราอยู่พักนึงแป้บๆ ปัจจุบันตาสว่างมากมาย โลกสดใสสวยงาม ;D ;D ;) ความรักทำให้ตาบอด
#66pennyNov 16, 2010
จัดไปอย่าให้เสียน้ำใจ เราชอบเพลงที่เน้น vocal อ่ะ  เวลาฟังขนลุกดี ;) ;) Mary Byrne sings This Is A Man's World - The X Factor Live - itv.com/xfactor
#67pennyNov 16, 2010
อีกหนึ่งเพลงที่ชอบ The X Factor Mary Byrne - You Don't Have To Say You Love Me - Live Show Episode 3
#68pennyNov 16, 2010
เพลงนี้ ชอบตั้งแต่สมัยแตกเนื้อสาว  ;D ;D Tom Jones I Who Have Nothing
#69pennyNov 16, 2010
จริงๆ ชอบเวอร์ชั่นที่ Heart ร้องมากกว่า แต่เอาอันนี้มาให้ดู เพราะดูแล้วร้องไห้ตามป้าแกไปด้วย ไม่รู้เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ เคยดูกันหรือยัง Celine Dion - Alone (in tears, very emotional)
#70Mini MeNov 17, 2010
ตอนนี้ร้องได้เพลงน้องห่านเพลงเดียว เปิดมันทุกวันวันละหลายรอบ Rihanna - Only Girl (In The World)
#71thainiyomNov 17, 2010
Tori Amos - Winter (From "Live At Montreux 91/92")
#72pennyNov 17, 2010
Dan Hill, I Am My Father's Son - Official video ฟังสัมภาษณ์ แล้วฟังเพลงนี้ น้ำตาไหลเลย คิดถึงเตี่ยกะแม่..
#73kungnangNov 18, 2010
ว้าว ;) ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาแชร์เพลงเพราะๆให้ได้ฟังกัน งั้นขอขอบคุณดีเจทุกท่านด้วยเพลงนี้ค่ะ :) Bryan Adams - (Everything I Do) I Do It For You, LIVE - SPECIAL EDIT
#74kungnangNov 19, 2010
มอบพิเศษให้คุณ Wrapboy ค่ะ ;) ยังงัยขอให้มีตัวจริงเร็วๆละกัน จะได้มีคนให้บอกรักบอกคิดถึงจริงๆซะที ;D Katreeya English - Baby I Miss You Katreeya English - I Think I
#75jeenaNov 21, 2010
ไม่ได้ดาวน์โหลดมาค่ะ แต่แอบเข้ามาเปิดฟังเพลงอยู่บ่อยนะค่ะ จะบอกว่าเพลงโปรดมากมากก้อ คาราบาว เพลง ทะเลใจ นันทิดา  เพลง ทรายกับทะเล ส่วนเพลงโลโซก็ชอบอยู่หลายเพลง เพราะช่วงที่จัดรายการวิทยุอยู่หนึ่งปี ช่วงนั้น โลโซดังค่ะ ;) ;) ;)
#76NickNov 22, 2010
Berlin - Take my breath away (Top Gun soundtrack) Top Gun - Highway to the Dangerzone TOP GUN ANTHEM
#77NickNov 22, 2010
The Beatles -Let It Be yesterday John Lennon stand by me
#78NickNov 22, 2010
Shine on your crazy diamond - Pink Floyd (Pulse) Pink Floyd - Time Pink Floyd - Another Brick In The Wall(Live)
#79kungnangNov 23, 2010
วันพ่อใกล้เข้ามาแล้ว ไงก้อขอให้คุณพ่อทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรงกันทุกคนเลยค่ะ Fathers
#80kungnangNov 30, 2010
เพลงเพราะๆเหงาๆอีกสักเพลงนะคุณWrapBoy คุณไม่ได้โสดคนเดียวหรอกค่ะ ;D ;D ;D อยู่คนเดียว (Official Music Video)
#81kungnangNov 30, 2010
BIRD - MV อยู่คนเดียว / By Myself Eng Subtitle เผื่ออยากเปิดให้เพื่อนฝรั่งฟัง ;D ;D ;D
#82WarpBoyDec 07, 2010
เพลงเพราะนะคุณ  GardenSalad  8)
#83WarpBoyDec 13, 2010
Linkin Park - Leave Out All The Rest (Video)
#84kungnangDec 15, 2010
ช่วงนี้ยุ่งๆค่ะ ไม่ค่อยได้เข้ามาฟังเพลงไงก้อขอบคุณที่มาแชร์ ดองไว้ก่อน อิอิอิ
#85WarpBoyDec 19, 2010
Devil In A Midnight Mass (video) Album Version audio
#86WarpBoyJan 01, 2011
Linkin Park - Somewhere I Belong
#87kungnangJan 11, 2011
ขอบคุณดีเจ warpboy ที่เข้ามาแชร์เพลงสม่ำเสมอ ช่วงนี้งานยุ่งจริงๆค่ะ ไม่มีเวลาได้ฟังเพลงเท่าไหร่ จะทยอยฟังให้ครบค่ะ อ้อ สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ร่ำรวยความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดหวังสิ่งใดขอให้สมดังปรารถนานะค่ะ ขออันเชิญเพลงพระราชนิพนธ์มาอวยพรปีใหม่พี่น้องชาวไทยทุกๆคนค่ะ มาช้าหน่อยไม่ว่ากันนะคะ เพลง พรปีใหม่
#88kungnangJan 16, 2011
มอบเพลงให้ทุกท่านที่อยู่ไกลบ้านไกลแม่ค่ะ ความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกแล้ว กราบดิน clash (OFFICIAL MUSIC VIDEO)
#89thainiyomJan 17, 2011
Bette Midler Performs In My Life HD
#90kungnangJan 19, 2011
ขอบคุณสองดีเจค่ะ คุณThainiyom เพลงซึ้งดีค่ะ และคุณWarpboy เห็นชอบเพลงเศร้าๆงั้นเอาไปอีกเพลงนะ ซึ้งคอดๆๆ เพลงเก่าเอามาร้องใหม่ แคลร้องได้ซึ้งกินใจมั่กๆๆ น้ำตาร่วงน้ำตารินกันเลยทีเดียว http://www.youtube.com/watch?v=V3PAwjh5BoU&feature=player_embedded#!
#91kungnangJan 26, 2011
มีเพลงความหมายดีๆมาฝากผู้ฟังทุกท่าน เพลงเก่าแต่ฟังทีไรก้อยังไพเราะ ได้กำลังใจดีๆทุกๆครั้ง เอนจอยลิซเซ่นนิ่งคร่า Nonnee : เพื่อเธอ - โต๋ ศักดิ์สิทธิ์
#92kungnangJan 26, 2011
ไปเจอะอีกเพลง เข้ากับฤดูกาลเป้ะเลย หนาว เหงา เศร้า ซึ้งซะ เขาแพ้ลมหนาว แต่เราชาวแคนาดาชนะเลิศ หิมะก้อบ่อยั่นชิวๆเลย แพ้ลมหนาว - Koh Mr.Saxman (Lyrics by K.O.M)
#93Mini MeJan 27, 2011
ตอนนี้ชอบเพลงนี้ Tonight (I'm loving you) เอ็มวีมีเวอร์ชั่น explicit แรงจริงอะไรจริง Tonight (I'm Lovin' You)
#94kungnangJan 27, 2011
อีกครั้งกับการฟังเพลงจนตาลาย อิอิอิ ขอบคุณดีเจ มินิ มี ค่ะ :o :o ;D
#95lln_nllJan 27, 2011
อย่าหาว่าหนู Rude เลยนะคะ เป็นกระทู้สืบเนื่องจาก คุณ มินิมีค่ะ  ;) คิคิ  ;D จริงๆแล้ว ชอบเพลงนี้มาก เลยแวะมาแป่ะให้ค่ะ  :-* I Just Had Sex (feat. Akon) อันนี้แถมให้ค่ะ Ceelo - F**K You Acapella cover by The Overtones เฮีย Enrique Iglesias น่าฟัก เอ๊ย น่าฟัดมากคร่าาาาา  :o :o ว๊ายยยย ไปแระ เดี๋ยวหนู โดนแบน  :P
#96Mini MeJan 28, 2011
― ― ตอนแปะลิงค์ก็คิดแล้วแหละว่าเดี๋ยวแด๊กต้องมา แล้วก็มาจริงๆ ซื้อล็อตโต้มัยไม่แม่นงี้นะ จริงๆ ชอบซิงเกิ้ลใหม่ของเจ๊บริทมากๆ แต่มันยังไม่มีเอ็มวีอ่ะ
#97kungnangJan 28, 2011
:o :o ;D  ;Dwow wow wow เคยได้ฟังเพลงแบบนี้บ้างเหมือนกัน ต่างชาติเขาเปิดกว้างดีนะคะ เรื่องเอ็มวี เรื่องเนื้อหาเพลง นี่ถ้าเป็นที่ไทยคงโดนแบนๆๆๆๆ อย่างเด๋วเลย เจ้เบียบรัตน์ไม่ปล่อยผ่านค่ะ คริคริคริ เอาแจมด้วยอีกเพลง แค่น้ำจิ้มไม่กล้าแรงจริงอะไรจริงเหมือน ดีเจแด๊ก กะดีเจมินิมี อิอิอิ เขินส์ 8) ดูไป ฟังไป ขำไป เขินไป  ::) นางฟ้าคนเดียว วิด ไฮเปอร์
#98thainiyomJan 28, 2011
คนด่านเกวียน : เดือนเพ็ญ ฟังดีๆ ฟังภาษาไทยสำเนียงพื้นบ้าน คนอยู่ไกลบ้านฟังแล้วนํ้าตาจะร่วงเอา
#99kungnangJan 28, 2011
ขอแจมด้วยอีกเพลงค่ะ หนูได้ทุกแนวอยู่แล้วค่ะ จิ้งจกมาเองค่ะ ;D ชักสนุก ไงขอให้ผู้หลงเข้ามาฟังและแฟนเพลงทุกท่านมีความสุขจากเพลงที่ดีเจช่วยกันหามาแชร์ค่ะ ขอบคุณดีเจทุกท่านที่มาร่วมจอยมั่กๆค่ะ ดวงจำปา : หงา คาราวาน
#100kungnangJan 28, 2011
ชาติใคร ใครก้อรัก ฟังกลอนของชาวลาวเกี่ยวกับดอกไม้ประจำชาติลาว แล้วก้อซึ้งสุดๆเช่นกัน เลือดรักชาติชาวลาวก้อแรงเช่นกันนะ อีกสักครั้งกับเพลงดวงจำปาเว่อร์ชั่นลาวของแท้ สาวน้อยเมืองลาวน่าเอ็นดู จากเพลงรัก กลายมาเป็นเพลงประจำ(รัก)ชาติไปซะนี่ Oh Duang Champa : โอ้...ดวงจำปา
#101kungnangFeb 10, 2011
เปลี่ยนบรรยากาศมาฟังเพลงรักมันส์ๆกันสักเพลง โดยส่วนตัวชื่นชม น้องชินในเรื่องการเต้นมั่กๆแบบว่า หานักร้องไทยผู้ชายเต้นพลิ้วๆ ร้องเพลงดีๆนี่ยากส์มาก เลยชอบในความสามารถในการเต้นของเขามาก MV เพลง คืนนี้อยากได้กี่ครั้ง – ชิน ชินวุฒ เพลงใหม่ เพลงฮิต ฟังเพลงออนไลน์
#102lln_nllFeb 11, 2011
― ― ตอนแปะลิงค์ก็คิดแล้วแหละว่าเดี๋ยวแด๊กต้องมา แล้วก็มาจริงๆ ซื้อล็อตโต้มัยไม่แม่นงี้นะ จริงๆ ชอบซิงเกิ้ลใหม่ของเจ๊บริทมากๆ แต่มันยังไม่มีเอ็มวีอ่ะ สวัสดีค่ะ คุณพี่มินิของหนู สบายตัวดีนะคะ เสาร์นี้หนูจะแว๊บไป โทรอนโท อีกล่ะคะ พี่มินิ ของหนูไม่ต้องซื้อก็รวยแล้วค่า ให้โอกาศหนูโดนดีกว่า นะคะ  ;) ที่ผ่านมา หนูยุ่งมากกก เลยไม่ค่อยได้เข้ามาก่อกวน ;D คิคิ หนูว่าจะมาทวงดอกเงี้ยวจากลุงขิง ด้วยอ่า ไม่ทราบว่าลุง สะดวกมั๊ยเอ่ย ???? ครั้งที่แล้วลุง ส่ง PM มา จนเน่าคาหลังบ้าน  จึงกราบขอโทษคุณลุง มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ  :'( :'( แต่ถ้าลุงไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่าาาาาาาาา วันนี้หนูไม่แปะเพลงนะคะ กำลังอยู่ ในช่วง เหม่อเลยค่ะ ฮันนี่ ไปท่องเที่ยวโดมินิกัน กลับมาหลัง วาเลนท์ไทน ค่ะ (เศร้า ......) 555 หนูว่า หนูเพ้อมากไปล่ะ ไปล่ะค่าๆๆๆๆๆๆ :-*
#103ami_kookFeb 11, 2011
Mv. กินตับ-จีวรบิน เพลงนี้สิคะ ฮิตสุดๆในเวลานี้ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
#104Mini MeFeb 12, 2011
― ― เพ้อจริงอะไรจริง วันก่อนปาร์ตี้บริษัทมีจับฉลากรางวัล มีตั๋วคอนเสิร์ตเลดี้กาก้า นึกถึงน้องนางงามขึ้นมาทันใด แต่ไม่ได้หรอกนะ ใครไม่รู้ได้ไป  ::)
#105KhingFeb 15, 2011
Happy Valentines.......... She's Not There - Santana
#106kungnangFeb 15, 2011
ขอบคุณดีเจทุกท่าน ที่เข้ามาแจมเพลงเพราะๆ สนุกๆกันค่ะ ขอมอบเพลงซึ้งๆเพลงนี้ ในโอกาสเก็บตกควันหลงหลังวาเลนไทน์ ไงขอให้มีความสุขกับเพลงและสมหวังในความรักทุกๆท่านค่ะ Bon Jovi-Thank You For Loving Me
#107thainiyomFeb 28, 2011
www.youtube.com/watch?v=Us-TVg40ExM
#108kungnangFeb 28, 2011
ขอบคุณสำหรับเพลงเพราะๆแปลกๆที่แชร์มาค่ะ หนาวๆนี้ดีเจขอมอบเพลงรักอบอุ่นให้ฟังกันถ้วนหน้าค่ะ kiss Me
#109thainiyomMar 01, 2011
เพลงไพเราะมากๆนะ ที่เห็นคือวนิพกจากทุกมุมของโลกที่สร้างผลงานระดับตำนานขึ้นมา เพลงนี้เหมาะกับเหตุการณ์ ดอกมะลิจากประเทศไทยที่กำลังเบ่งบานในทั่วโลก
#110kungnangMar 03, 2011
เพลงเพราะจนห้ามใจอัพโหลดให้ฟังไม่ได้ค่ะ ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงเพราะๆกันคร่า The Promise - Tracy Chapman
#111kungnangMar 11, 2011
วันนี้มีเพลงเพราะๆสนุกๆมาให้ฟังกันอีกเพลงค่ะ ฟังแล้วสบายใจดี :D :D Jason Mraz I'm Yours Lyrics
#112kungnangMar 11, 2011
ต่อด้วยนี่เลย I am yours ภาคพิสดาร ;D ;D ;D ภาคพี่ไทย(อิสาน)ม่วนหลายคร่า ขายงัว i'm yours ขับร้อง/แต่ง โดย loveleelo
#113pennyMar 12, 2011
ช่วงนี้อินกบเพลงนี้อยู่ Too much love will kill you by QUEEN Queen - Too much love will kill you
#114kungnangMar 16, 2011
เพลงซึ้งจริงๆค่ะ คุณpenny ให้เเง่คิดดีด้วย ขอบคุณที่มาแชร์ให้ได้ฟังคะ วันนี้ก้อมีอีกเพลงซึ่งมีหลายเวอร์ชั่นมาก ดีเจมินิมี เคยมาแชร์ไว้อีกเวอร์ชั่นนานมาแล้ว ลองฟังอีกฟิลว์ดูค่ะ ความหมายและทำนองมีเสน่ห์ดีค่ะ ชอบ Matt Cardle sings Just The Way You Are - The X Factor Live show 2 - itv.com/xfactor
#115WarpBoyMar 22, 2011
หนุ่มสุพรรณ (2) คาราบาว ;)
#116WarpBoyMar 22, 2011
หนุ่มสุพรรณ
#117kungnangApr 06, 2011
ขอบคุณทุกเพลงเพราะๆที่แชร์มาค่ะ ไงก้อขอบคุณด้วยเพลงรักของแท้ด้วยเพลงนี้ค่ะ บี้ สุกฤษฎิ์ - เพลงรักนะคะ
#118WarpBoyMay 22, 2011
ห่างไกลเหลือเกิน- บอย โกสิยะพงษ์
#119kungnangMay 25, 2011
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับเพลงนี้เคยชอบอยู่แล้ว ได้ฟังอีกกี่ครั้งก้อยังชอบมากมาย ฤดูที่แตกต่าง (บอย_โกสิยพงษ์).flv มอบเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ขอให้ผ่านช่วงเวลาที่มืดมนไปสู่วันที่สดใสสมดั่งใจหวังกันทุกคนนะคะ
#120kungnangMay 25, 2011
แถมให้อีกเพลงซึ้งๆ เพราะๆ อินจริงๆค่ะ ดีใจแทนคนที่โชคดีแล้วพบคนที่ใช่แล้วเดินเคียงข้างกันตลอดไป เคลิ้มแทน :o ;D ฉันดีใจที่มีเธอ บอย โกสิยพงษ์
#121kungnangMay 27, 2011
มีเพลงเพราะๆมาให้ฟังอีกเพลง มอบพิเศษเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆแนนนี่ทุกท่านค่ะ Kelly Clarkson-Breakaway(CD Version)
#122Mini MeMay 29, 2011
เพลงอกหักได้ป่ะ เห็นกะลังดัง ชอบมาตั้งแต่ยังไม่ดัง(ในแถบเมกาเหนือ)ขนาดนี้ แบบ Haley เอามาร้องใน American Idol ทีเดียวดังระเบิดเลย นานๆ ทีจะได้เห็นเพลงฝั่งเกาะอังกฤษมาติดชาร์ทอับดับหนึ่งที่เมกา แถมคราวนี้คนร้องไมได้ผอมเพรียวขายหน้าตาแบบ Spice Girl คือขายเสียงจริงๆ   ฟังครั้งแรกนึกว่าคนร้องเป็นสาวผิวดำซะอีก เสียงดีสุดๆ Adele - Rolling In The Deep
#123SweetPeaMay 29, 2011
― ― เหมือนกันเลย ฟังครั้งแรก นึกว่าคนร้องผิวเข้มเสียอีก แต่คางเธอสุดยอดเหมือนกันนะ  ;D คางเสน่ห์
#124kungnangMay 30, 2011
อืมเศร้ามากมายค่ะ แต่เพราะดี เอามาให้ฟังอีกเยอะๆค่ะ บางเพลงยังไม่เคยได้ฟัง ก้อมาได้ฟังที่สถานีนี้เเหละค่ะ ขอบคุณที่มาร่วมแชร์
#125Mini MeMay 30, 2011
― ― จริงๆ ถ้าผอมก็สวยเลยนะ Adele เนี่ย เสียดายอยู่เหมือนกัน
#126lln_nllMay 30, 2011
― ― ปรกติ เข้ามาอ่านทุกวันโดยไม่ลอคอิน แต่วันนี้ทนไม่ไหวจริงๆ เพราะ คุณคนสวยมินิมี คนเดียวจริงๆ  ;D เห็นว่ากำลังพูดถึงสาวผิวดำอยู่ ใช่แล้วค่ะพี่สาวแสนสวยของหนูเอง  :-* .......... ดังนั้นแปะให้ค่าาาาาาา Nicki Minaj - Super Bass ฮัมท่อนฮุค He got that super bass Boom, badoom, boom, boom, badoom, boom, bass Yeah that's that super bass แล้ว..... เดินจากห้องไปอย่างเงียบๆ ทิ้งให้พี่ๆแสนสวยที่เข้ามาอ่าน ได้ความสวยของหนูไปกันทั่วหน้า คิคิ  ;)
#127Mini MeMay 30, 2011
― ― ขนาดนั้นเลยนะ แต่พวกนักร้องสาวๆ เดี๋ยวนี้สามารถจริงๆ ส้นสูงสูงปรี๊ดก็ยังเต้นได้เป็นเรื่องเป็นราว วันก่อนดูเจ๊บีเต้นแล้วแบบว่าอึ้งทึ่งในความสามารถเลยจริงๆ BTW ได้ตั๋วคอนเสิร์ตน้องห่านมาจากที่ทำงานล่ะ ยังไงไม่รู้ตอนได้มานึกถึงน้องนางงามก่อนใครเพื่อนเลย ขนาดไม่เคยเจอตัวเป็นๆ นะเนี่ย
#128WarpBoyMay 31, 2011
เจ้าหญิง - บอย
#129drterdJun 20, 2011
Till - Jane Morgan Jane Morgan นักร้องสางชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ วันที่ 25 ธีนวาคม  1920, ที่เมือง Newton มลรัฐ Massachusetts  โดยมีชื่อตามทะเบียนเกิดว่า Florence Catherine Currier อายุ 5 ขวบเธอเริ่มฝึกร้องเพลงโอเปรากับแม่ของเธอ และมาจริงจังอีกครั้งหลังจบไฮสคูล หลังจากเข้าเป็นนักร้องกับ Art Mooney ถูกหัวหน้าวงเปลี่ยนชื่อให้เรียกง่ายๆเป็น Janie Morgan,และ Jane Morgan ในที่สุด จากนั้นไม่นานจึงมีโอกาสไปร้องที่ปารีส บ้างยุโรปบ้าง ชีวิตเธอโลดแล่นอยู่บนถนนสายดนตรีจนสามารถใช้ภาษาเสปน อิตาเลียน ได้ดีพอๆกับภาษาฝรั่งเศส สุดท้ายเธอได้เป็นนักร้องคู่แรกในสังกัดของบริษัทแผ่นเสียง Decca Records โดยคู่กับนักเปียนโน  Roger Williams ที่มีเพลงฮิตอย่าง Autumn Leaves, ในอัลบั้ม Two Different Worlds, จนปี 1957 หนังเรื่อง  Love in the Afternoon,ซึ่งนำแสดงโดย Gary Cooper และ Audrey Hepburn ต้องการเพลงประกอบจึงให้เธอร้องกับวง  "The Troubadours" และเพลงที่ส่งให้เธอดังทะลุฟ้าคือเพลง "Fascination," จากนั้นเป็นต้นมาเธอกลายเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง มีผลงานการแสดงทั้งทางทีวี และภาพยนตร์ "Till" เพลงจากต้นตำรับดั้งเดิมเป็นภาษาฝรั่งเศสประพันธ์ดนตรีโดย Charles Danvers,  และประพันธ์เนื้อร้องโดย Pierre Buisson ส่วนเนื้อเพลงภาษาอังกฤษประพันธ์โดย Carl Sigman. ส่วนนักร้องที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักเพลงนี้เธอเป็นชาวอิตาเลียน Catarina Valente  เพลงนี้ฮิตข้ามโลกจนมีนักร้องหลายๆคนนำเพลงนี้ไปร้องในเวอร์ชั่นของตนเอง ยุคนั้นในปี 1957  เสียงของ Percy Faith ขึ้นถึงอันดับ 63 บิลบอร์ดชาร์ท และของนักเปียนโน Roger Williams ติดอันดับ 22 จนปี 1961 วงผู้หญิงจาก  New Jersey ชื่อ The Angels นำเพลงนี้กลับมาฮิตติดลมอีกครั้ง ในอันดับที่ 14 เมื่อปี 1962 และผู้ที่นำไปร้องจนฮิตติดชาร์ทได้แก่ The Vogues ติดอันดับ 27  ในปี 1968 จนมาถึง ปี 1971 ผลงานของ Tom Jones ติดอันดับ 41ของบิลบอร์ดชาร์ท และอันดับ 2 Singles Charts ในอังกฤษ You are my reason to live all I own I would give just to have you adore me.ด้วยเนื้อเพลงที่สละสลวยทั้งมีความหมายที่ดี ลึกซึ้งกินใจ จึงเป็นอีก 1 บทเพลงที่มักถูกเลือกนำไปใช้เปิดในพิธีแต่งงานหรือในวันครบรอบแต่งงานมาโดยตลอด http://www.youtube.com/watch?v=AZFAA8Jtiic Till - Jane Morgan Till the moon deserts the sky till all the seas run dry till then I'll worship you. Till the tropic sun grows cold till this young world grows old my darling I'll adore you. You are my reason to live all I own I would give just to have you adore me. Till the rivers flow up stream till lovers cease to dream till then I'm yours be mine. Till - Jane Morgan          Till - Jane Morgan          Till - Jane Morgan
#130drterdJun 21, 2011
Nothing's Gonna Change My Love For You - George Benson ถ้าหากฉันต้องมีชีวิตโดยปราศจากเธออยู่ข้างกายแล้วล่ะก็ ทุกๆ วันคงจะมีแต่ความว่างเปล่า ทุกค่ำคืนก็ดูจะยาวนาน ฉันอาจจะเคยมีความรักมาก่อนแต่กลับไม่เคยรู้สึกมั่นใจในรักมากมายเท่านี้ โปรดจับมือฉัน กอดฉันเอาไว้...ฉันไม่ต้องการจะอยู่ โดยปราศจากเธอ *จะไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนความรักของฉันที่มีต่อเธอได้ เธอน่าจะรู้ว่าฉันรักเธอมากแคใหน Nothing's Gonna Change My Love For You  ตันฉบับดั้งเดิมร้องโดย George Benson เมื่อปี 1984 ในอัลบั้ม  20/20. เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม  1943 ที่พิตสเบอร์ก  เพนซิลวาเนีย เป็นทั้งนักร้องเพลงแจส ชื่อก้องโลกชาว อเมริกัน และเป็นมือกีตาร์แจสที่ทุกคนรู้จักตั้งแต่อายุ 21 หลังจากได้บันทึกแผ่น แต่อย่างไรก็ตาม ใครๆรู้จักเขาทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบเพลงป้อป ทั้งแฟนเพลง R&B  เพลงดังๆของเขามีหลายเพลงรวมทั้งเพลงนี้  Nothing's gonna change my love "ไม่มีสิ่งใด ที่จะเปลี่ยนแปลงความรักของฉันที่มีต่อเธอได้" เพลงนี้ขึ้นสู่อันดับ 1 ของประเทศอังกฤษ นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์    เมื่อวันที่ 9 -30 กรกฎาคม  2531 George Benson มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงจนเป็นที่รู้กันทั่วทุกสารทิศนอกเหนือไปจากฝีมือการเล่นกีตาร์ที่แผดเผาในทุกๆ แผ่นเสียงของค่ายเพลงที่เขาเคยทำงานด้วย ทั้ง เพรสทีจ, บลูโน้ต, ซีทีไอ, เอแอนด์เอ็ม, โคลัมเบีย และวอร์เนอร์ในช่วงเริ่มอาชีพใหม่ๆ ตอนอายุได้เจ็ดปี เขาเอากีตาร์ของพ่อมาแอบเล่นทั้งๆ ที่ถูกห้าม จนพ่อของเขาต้องซื้อกีตาร์ตัวใหม่มาให้  ด้วยเวลาที่ไม่นานนักเขาก็เริ่มมั่นใจที่จะเล่นในงานเลี้ยงสังสรรค์และในโบสถ์แลกเงินไม่กี่ดอลลาร์ แล้วข่าวก็ลือไปปากต่อปากตอนที่เขาอายุ 19 ไปเข้าหู"บราเธอร์แจ็ก แม็กดัฟ" ว่ามีเด็กวัยรุ่นในพิตต์สเบิร์กเล่นกีตาร์เก่งมาก จนทุกคนที่ได้ฟังบอกว่าเขาร้องเพลงผ่านสายกีตาร์ ไม่นานจากนั้นเขาก็เริ่มร้องเพลงผ่านเสียงร้องจริงๆ เหมือนกัน จอร์จ เบนสันพากีตาร์คู่ใจของเขาเดินทางท่องไปจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง เขาได้ขยายโลกของดนตรีแจ๊สทั้งด้วยเสียงร้องและเสียงกีตาร์ของเขาเอง ทั้งร้องทั้งเล่นไปทั่วทุกคลับที่นักดนตรีผิวสีอย่างเขาจะเข้าไปเล่นได้ จากการเปิดการแสดงหลากหลายระดับตั้งแต่พื้นบ้านยันไฮโซ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสี่สิบปี ตอนนี้จอร์จเริ่มตั้งเป้าไปสู่เทศกาลดนตรีต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลริมหาดอย่างนิวพอร์ตจนถึงนอร์ธ ซี, อัมเบรีย, มงเทรอซ์และโตรอนโต จากฟรอนต์รูมในโรงแรมจนถึงฮอลลีวู้ด โบว์ลไปสู่วิลเฟรด เปลติเยร์ คอนเสิร์ต ฮอล จอร์จมีลักษณะที่เป็นมิตร น่าสนใจในการดึงดูดผู้ชม แล้วก็สร้างชื่อให้กับตัวเองในทางนี้ด้วยฝีมือการเล่นกีตาร์แบบมืออาชีพ  ขอบเขตความเป็นนักดนตรีของเขานั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยจังหวะและเสียงเพลง บ่งชี้ถึงความเป็นนักกีตาร์และนักแต่งเพลงที่น่าชื่นชม  จนเปรียบเสมือนฑูตแห่งเสียงเพลงและนักกีตาร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งแห่งโลกของแจ๊ส http://www.youtube.com/watch?v=21RVgBu5o2c Nothing's Gonna Change My Love For You - George Benson Nothing's gonna change my love for you ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนความรักของผม ที่มีให้กับคุณได้เลย If I had to live my life without you near me The days would all be empty The nights would seem so long หากว่าผมจะต้องมีชิวิตอยู่โดยไม่มีคุณอยู่ใกล้ๆ วันทั้งวันของผมก็คงจะมีแต่ความว่างเปล่า ยามค่ำคืนก็คงจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน And with you I see forever oh so clearly I might have been in love before But it never felt this strong ชีวิตที่มีคุณอยู่ข้างข้าง ผมสามารถมองเห็นได้ถึงความเป็นนิรันดร์ ผมอาจจะเคยมีความรักมาก่อน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนทียิ่งใหญ่ (เท่ากับความรักที่ผมมีให้คุณ) Our dreams are young and we both know They'll take us where we want to go ความฝันของเรามันเพิ่งจะเติบโตขึ้น และเราสองต่างก็เข้าใจ ความฝันเหล่านั้น จะนำพาเราไปยังที่ที่เราต้องการจะไป Hold me now, touch me now I don't want to live without you กอดผมไว้สิ สัมผัสผม (ที่รัก) ผมไม่ต้องการอยู่โดยไม่มีคุณ Nothing's gonna change my love for you You ought to know by now how much I love you ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนความรักที่ผมมีให้แก่คุณได้เลย ตอนนี้คุณคงจะรู้แล้ว ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน One thing you can be sure of I'll never ask for more than your love คุณสามารถแน่ใจได้เลยว่า ผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความรักของคุณ Nothing's gonna change my love for you You ought to know by now how much I love you ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนความรักของผมที่มีให้แก่คุณไปได้ คุณควรแน่ใจได้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน You'll only change my whole life through Nothing's gonna change my love for you แม้คืนวันผันผ่านชีวิตของผมให้ล่วงเลยไป แต่จะไม่มีสิ่งใดที่พรากคุณไปจากใจผมได้เลย (ฮิ้วววว ) If the road ahead is not so easy Our love will lead a way for us Like a guiding star หาเราต้องพบเจอหนทางที่ไม่ราบรื่น ความรักของเราจะคอยช่วยนำทาง ราวกับดวงดาวที่ช่วยบอกทาง I'll be there for you if you should need me You don't have to change a thing I love you just the way you are ผมจะอยู่ตรงนี้ ตราบเท่าที่คุณต้องการ คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งใด เพราะผมรักคุณอย่างที่คุณเป็น So come with me and share the view I'll help you see forever too มากับผมสิ มาร่วมพบเห็นในสิ่งเดียวกัน ผมจะทำให้คุณพบเห็นความเป็นนิรันดร์ (อย่างที่ผมได้เห็น) Hold me now, touch me now I don't want to live without you กอดผมสิ สัมผัสผมไว้ ผมไม่ต้องการอยู่โดยไม่มีคุณ..... Nothing's Gonna Change My Love For You - George Benson          Nothing's Gonna Change My Love For You - George Benson          Nothing's Gonna Change My Love For You - George Benson
#131drterdJun 22, 2011
Why Do I love You So - Johnny Tillotson คนไทยในยุค 60 ที่หัดเล่นกีตาร์ คงจะไม่ปฏิเสธว่า เพลง Why Do I Love You So คือเพลงแรก ๆ ที่ใช้หัดเล่นกีตาร์กัน เขาเป็นนักร้องที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง มีเพลงของนักร้องผู้นี้ถูกเปิดออกอากาศอยู่บ่อย ๆ ผลงานเพลงนี้เป็นของจอห์นนี่ ทิลลอตสัน Johnny Tillotson หรือ John Tillotson  นักร้องและ นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 20 เมษายน 1939 ที่ เมืองแจ้คสันวิล รัฐฟลอริดา เขาอัดแผ่นเสียงและเล่นละครเวทีตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยม, พอเรียนมหาวิทยาลัยที่ University of Florida,  ก็มีรายการ วาไรตี้โชว์ ทางสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง ด้านการศึกษาเขามีดีกรีปริญญาตรีวารสารศาตร์จากมหาวิทยาลัย เมื่อปี1959 และมีกิจการห้องอัดแผ่นเสียง Cadence Records เป็นของตนเองแล้วจึงย้ายไปอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค ปี 1960, เขาอัดแผ่นครั้งแรกชื่ออัลบั้ม"Poetry in Motion"ขึ้นถึงอันดับ 2 The Billboard Hot 100 pop music charts ในอเมริกา  และอันดับ 1 UK Singles Chart. ในอังกฤษ แนวเพลงของTillotson ประสบความสำเร็จทั้ง country music charts และ pop charts. ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Grammy Award ในฐานะนักร้องยอดเยี่ยมในปี 1965. และยังมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์ด้วย 40 ปีในวงการเพลง ซิงเกิลของเขาขึ้นชาร์ทบิลบอร์ดมากถึง  26 เพลง  ดังไปทั่วทั้งในอเมริกาและในหลายๆประเทศ ด้วยบทเพลงรักอมตะ แสนหวาน เช่น Dreamy Eyes , Why Do I Love You So, Cutie Pie, Princess Princess , Judy Judy Judy , Without You , Poetry in Motion , Send Me the Pillow You Dream On เคยมาเปิดการแสดงที่เมืองไทยเมื่อ  20 ปีที่แล้วที่ดุสิตธานี และครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม  2548  ชื่อคอนเสิร์ต A Romantic Evening With Johnny Tillotson ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซ่า(ลาดพร้าว) ท่ามกลางแฟนเพลงคนไทยยุค 60 ที่ร่วมเข้าชมและร่วมร้องคลอตามกันอย่างมีความสุขกระหึ่มห้อง http://www.youtube.com/watch?v=YINB1ATZ9uU Why Do I love You So - Johnny Tillotson Oooo - Oooo - Oooo - Oooo....... My darlin' I have often thought of things we used to do, And now I sit and wonder why you're gone and left me blue, You said you'd never leave me, you said you'd never go, Oh my darlin', why do I love you so? Oh my darlin', why do I love you so? Oooo - Oooo - Oooo - Oooo....... Is it because you stroked my hair when you were by my side? Or is it because of the tears you cried when your little puppy died? You said you'd never leave me, you said you'd never go, Oh my darlin', why do I love you so? Oh my darlin', why do I love you so? Oooo - Oooo - Oooo - Oooo....... Why Do I love You So - Johnny Tillotson          Why Do I love You So - Johnny Tillotson          Why Do I love You So - Johnny Tillotson
#132drterdJun 24, 2011
what a wonderful world - Louis Armstrong ต้นไม้ที่เขียวขจี กุหลาบแดงที่เบ่งบาน ท้องฟ้าสีฟ้าใส หมู่เมฆขาวนวล โลกใบนี้ช่างสวยงามเสียนี่กระไร  สิ่งเหล่านี้  ไม่ต้องใช้เงินทองซื้อหา  ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรวย หรือคนจน เพราะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิ์สัมผัส หลังจากที่โลกใบนี้ถูกมนุษย์ย่ำยีมานาน ทรัพยากรเริ่มร่อยหรอลงไปทุกทีๆ ธรรมชาติถูกทำลายจนเกือบไม่หลงเหลือความงามให้เห็นกันอีก จึงเกิดกลุ่มคนที่ต้องการเยียวยารักษาโลกใบนี้ไว้ เพื่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้พบเห็นความงดงามของธรรมชาติเหมือนที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเราได้เคยพบเคยเห็นมาแล้ว เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นมาโดย Bob Thiele โปรดิวเซอร์ผู้มีชื่อเสียงในโลกดนตรีร่วมกับ George David Weiss คอมโพสเซอร์ที่มีชื่อเสียงอีกคน  และ George Douglas.นักเปียนโนฝีมือดีถูกทั้งคู่เรียกตัวมาร่วมงานด้วยกัน โดยมี Louis Armstrong นักร้องผิวสีบันทึกเสียงร้องคนแรก ออกวางจำหน่ายในแบบซิงเกิลเมื่อปี 1968,ในสหรัฐอเมริกานั้นขายได้ไม่ถึง 1,000 copies,แต่กลับประสบความสำเร็จในอังกฤษ ขึ้นไปถึงอันดับ 1ของ The UK singles chart.ด้วยยอดจำหน่ายที่ถล่มทลายจนกลายเป็นเพลงที่ขายดีที่สุดในขณะนั้นและเป็น The Biggest-Selling Single ของปี 1968 เพราะผลงานเพลงนี้ทำให้  Louis Armstrong  ในขณะที่อายุ 66 ปี 10 เดือน ได้รับเลือกให้เป็นสุดยอดนักร้องชายอาวุโส The oldest male to top the charts,และมาโดนทำลายสถิติในปี 2009  เมื่อ  Tom Jones.อายุ 68 ปี 9 เดือน  ได้รับคัดเลือกขึ้นมาเป็นอันดับ 1 What a Wonderful World ถูกนำมาใช้ในฉากจบของหนังดังเรื่อง The Longest Day และเรื่อง Good Morning Vietnam บทเพลงที่มีเนื้อหาสดุดีความสวยงามของโลกเพลงนี้ถูกนำกลับมาบันทึกใหม่อีกครั้งในสหรัฐอเมริกาและเป็นเพลงอันดับ 1 อีกครั้งในปี 1988 หลังจากที่คนร้องเพลงนี้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 1971 และ What a Wonderful World  ได้รับคัดเลือกให้เข้าในทำเนียบ Grammy Hall of Fame เมื่อปี 1999. ดนตรีที่ดีนั้น ไม่มีสีผิว ไม่มีเพศ ไม่มีวัย และไม่มีชนชั้น   ดนตรีนำมาซึ่งมิตรภาพและสันติภาพ......................หลุยส์ อาร์สตรอง หลุยส์ อาร์มสตรอง เกิดในนิวออร์ลีน สหรัฐอเมริกา นิวออร์ลีนส์เป็นที่เกิดของดนตรีแจส เขาเติบโตในย่านสลัมคนดำ พ่อเป็นกรรมกร แม่เป็นแม่บ้านที่มีอาชีพเสริมเป็นโสเภณี (ในสมัยนั้นเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย) พ่อเขาก็ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เขายังแบเบาะ แม่ย้ายไปอยู่ย่านโสเภณี ฝากเขาไว้ให้ย่าดูแล เขาประทังชีวิตด้วยอาหารราคาถูก หรือแม้แต่ต้องคุ้ยอาหารตามถังขยะ และหาเงินโดยการเป็นนักร้องในวงขับร้องประสานเสียงของเด็ก ๆ ร้องเพลงตามสถานที่สาธารณะ ตอนอายุ 13 ปีเขานึกคะนองยิงปืนขึ้นฟ้า จนถูกจับตัวขังบ้านคุ้มครองเด็ก ที่นี่เองที่เขามีโอกาสเรียนเป่าคอร์เน็ต (Cornet) ในวงดนตรีของบ้านคุ้มครองเด็ก เมื่อถึงวันได้รับอิสรภาพ เขาจึงตัดสินใจเอาดีทางด้านดนตรี โดยการหยิบยืมเครื่องดนตรีของเพื่อนมาเล่น ช่วงนี้ชีวิตของเขาวนเวียนอยู่ในย่านเริงรมย์ของนิวออร์ลีน จนได้พบกับ คิง โอลิเวอร์ (Joe "King" Oliver) นักคอร์เน็ตและหัวหน้าวงแจ๊สชื่อดัง โอลิเวอร์สนับสนุนให้เขาแสดงความสามารถ ไม่นานเขาก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้วยการเป่า ทรัมเป็ตอันวิเศษยอดเยี่ยมของเขา อาร์มสตรองเป็นนักดนตรีอันดับหนึ่ง ที่สร้างแบบการเล่นดนตรีเดี่ยวขึ้นในดนตรีแจส เขาร้อง เพลงด้วยเสียงห้าวๆ อาร์มสตรองเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่กรุงนิวยอร์กเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2514 รวมอายุ 69 ปี ภายหลังจากเขาเสียชีวิตได้มีการตั้งชื่อสนามบินแห่งเมืองนิวออร์ลีนว่า "Louis Armstrong New Orleans International Airport" และมีการสร้างอนุสาวรีย์สวนสาธารณะเพื่อรำลึกถึงเขาหลายแห่งที่เมืองนิวออร์ลีนบ้านเกิด http://www.youtube.com/watch?v=SzJY96m3lkg what a wonderful world - Louis Armstrong I see trees of green........ red roses too I see em bloom..... for me and for you And I think to myself.... what a wonderful world. ฉันเห็นต้นไม้สีเขียวขจี เห็นกุหลาบสีแดง ที่พากันเบ่งบาน เพื่อเธอและฉัน ฉันรำพึงกับตัวเองว่า โลกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน I see skies of blue..... clouds of white Bright blessed days....dark sacred nights And I think to myself .....what a wonderful world. ฉันเห็นท้องฟ้าสีฟ้า ปุยเมฆสีขาว กลางวันที่แสนสุขและค่ำคืนที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉันรำพึงกับตัวเองว่า โลกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน The colors of a rainbow.....so pretty ..in the sky Are also on the faces.....of people ..going by I see friends shaking hands.....sayin.. how do you do Theyre really sayin......i love you. สีสรรของสายรุ้งแสนสวยสดอยู่บนฟ้า และบนใบหน้าของผู้คนที่ผ่านไปมา ฉันเห็นเพื่อนฝูงทักทายกัน และบอกว่ารักกันอย่างจริงใจ I hear babies cry...... I watch them grow Theyll learn much more.....than Ill never know And I think to myself .....what a wonderful world ฉันได้ยินเสียงเด็กร้อง เฝ้ามองเขาเติบโต เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากเกินกว่าที่จะคาดถึง ฉันคิดว่า โลกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน (instrumental break) The colors of a rainbow.....so pretty ..in the sky Are there on the faces.....of people ..going by I see friends shaking hands.....sayin.. how do you do Theyre really sayin...*spoken*(I ....love....you). สีสรรของสายรุ้งแสนสวยสดอยู่บนฟ้า และบนใบหน้าของผู้คนที่ผ่านไปมา ฉันเห็นเพื่อนฝูงทักทายกัน และบอกว่ารักกันอย่างจริงใจ I hear babies cry...... I watch them grow *spoken*(you know their gonna learn A whole lot more than Ill never know) And I think to myself .....what a wonderful world Yes I think to myself .......what a wonderful world. ฉันได้ยินเสียงเด็กร้อง เฝ้ามองเขาเติบโต เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากเกินกว่าที่จะคาดถึง ฉันคิดว่า โลกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน โลกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน http://www.youtube.com/watch?v=8gAq5itf1yM what a wonderful world - Rod Stewart what a wonderful world - Louis Armstrong          what a wonderful world - Louis Armstrong          what a wonderful world - Louis Armstrong
#133drterdJun 27, 2011
Beyond the Sea - Bobby Darin " Beyond the Sea "เป็นผลงานการประพันธ์ดนตรีโดย Claude Debussy  คีกวีชาวฝรั่งเศส และประพันธ์เนื้อร้องโดย Jack Lawrence.แปลมาจากเพลงฝรั่งเศสชื่อ " La mer " (ความหมายคือ The Sea) ซึ่งประพันธ์เนื้อภาษาอังกฤษโดย Charles Trenet. นักแต่งเพลงชื่อดังเมื่อปี 1943 ในขณะกำลังโดยสารรถไฟร่วมกับ Leo Chauliacเ จากเมือง  Narbonne  ไปยังเมือง Gargassone  โดยใช้เวลาเขียนเสร็จภายใน 20 นาที  เนื้อเพลงถ่ายทอดถึงความผูกพันกับธรรมชาติสวยสดงดงามของท้องทะเลและชายฝั่ง   ซึ่งเทรเนต์ หมายถึง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  ที่ไหลผ่านบริเวณใกล้บ้านเกิดในเมือง  Narbonne   ด้วยเมโลดีที่เพราะหู  ฝังจับใจ คำร้องที่เรียบง่าย เมื่อเทรเนต์บันทึกเสียง " La mer " ออกจำหน่ายในปี  ค.ศ.  1946 อันเป็นช่วงที่สงครามยุติลงใหม่ๆ ผู้คนโหยหาความรื่นรมย์และความสุนทรีย์ด้านสันทนาการ " La mer " จึงกลายเป็นเพลงฮิต ที่ไม่เพียงแต่จะได้รับความนิยมในยุโรป  ยังแพร่กระจายไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก   และในปี 1948 ถูกนำมาเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Every Girl Should Be Married นำแสดงโดย Cary Grant. มีนักร้องนำมาร้องหลายคนเช่น George Benson , Ray Coniff Singers, Diana Krall, Sandpipers.  แต่ที่รู้จักกันเป็นส่วนใหญ่เป็นเสียงร้องของ  Bobby Darin ซึ่งเป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากมาย  Beyond the sea กลายมาเป็นหนังอัตชีวประวัติของ Bobby Darin ที่สร้างโดย Kevin Spacey ออกฉายในปี 2004 ด้วยสไตล์กึ่งมิวสิคัล ซึ่งเขาทั้งกำกับ ร่วมเขียนบท แสดงเป็นบ๊อบบี้ แดรินเอง และร้องเพลงประกอบเองด้วยเสียงจริงทุกเพลง และนักร้องคนล่าสุดที่นำเพลงนี้มาร้องในปี 2003 คือ Robbie Williams. และฮือฮามากที่สุดในเมืองไทย เมื่อถุกนำมาประกอบในหนังการ์ตูนของวอลทซ์ดิสนีย์ ที่เข้าฉายเมื่อ 3 ตุลาคม 2546 โกยเงินในบ้านเราได้ไปหลายล้าน ในชื่อหนังเรื่อง   Finding Nemo   นีโม ...ปลาเล็กหัวใจโต๊โต เป็นเรื่องราวการผจญภัยสุดหรรษาของนีโม ปลาการ์ตูนตัวน้อยผู้น่ารัก ในโลกใต้ทะเลแถบแนวปะการังสุดสวย  ซึ่งในโลกของความเป็นจริงแล้วที่นี่ คือThe Great Barrier Reef "สิ่งก่อสร้างที่มีชีวิต" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลทั้งปะการังชนิดอ่อน ชนิดแข็ง สีสวยกว่า 350 ชนิด ตลอดจนปลา และสิ่งมีชีวิตในทะเลที่น่าพิศวงต่าง ๆ อีกกว่า 1500 ชนิด  ตั้งอยู่บริเวณ แหลมเคปยอร์ค รัฐควีนแลนด์ ปะเทศออสเตรเลีย "Beyond the Sea" ฮิตจนมีผู้นำไปเป็นซาวด์แทร็กซ์หนัง  หลายเรื่อง ตัวอย่างเช่น  Apollo 13, Austin Powers in Goldmember, Goodfellas, Black Rain,and The X-Files, Boy Meets Girl,Diner,Evening Star,Father Of The Bride,Fedora  Funny Bones,Good Fellas,Havana,Sea Of Love,Tequila Sunrise Unzipped   สำหรับ ซาวด์แทร็กซ์จากหนังทางโทรทัศน์เช่น  American Dreams, Duncan Sheik ล้วนเป็นเพลงจากเสียงร้องของ Bobby Darin. http://www.youtube.com/watch?v=SEIDep_UMmk Beyond the Sea - Bobby Darin Somewhere beyond the sea Somewhere waiting for me My lover stands on golden sands And watches the ships that go sailing Somewhere beyond the sea Somewhere watching for me And if I could fly like birds on high Then straight to her arms I’d go sailing It’s far beyond the stars It’s near beyond the moon I know beyond a doubt My heart will lead me there soon We’ll meet beyond the shore And we’ll kiss just as before And happy we’ll be beyond the sea and Never again I’ll go sailing Yeah Oh Listen up Yeah It’s far beyond the stars It’s near beyond the moon I know, yes I know beyond a doubt My heart will lead me there soon We’ll meet, I know we’ll meet beyond the shore And we’ll kiss just as before And happy we’ll be beyond the sea And never again I’ll go sailing And never again I’ll go sailing And never again I’ll go sail sailing, yeah สักแห่ง ไกลโพ้นทะเล ที่แห่งนั้นยังคอยฉันอยู่ มีคนรักยืนคอยบนหาดทรายสีทอง คอยมองนาวาล่องออกจากฝั่ง สักแห่ง ไกลโพ้นทะเล ที่แห่งนั้นยังเฝ้ามองฉันอยู่ หากฉันสามารถเหินบินไปได้เหมือนนก และตรงเข้าสู่อ้อมแขนเธอ ฉันจะออกล่องเรือไปเดี๋ยวนั้น ที่แห่งนั้นไกลพ้นดวงดารา ที่แห่งนั้นแม้นใกล้ก็พ้นดวงจันทรา ฉันรู้โดยไร้ข้อสงสัย ว่าหัวใจจะพาฉันไปถึงที่นั่นได้ในไม่ช้า เราสองจะพบกัน ณ ฝั่งทะเล จุมพิตกันเหมือนที่เป็นเช่นคราวก่อนนานมา จะมีความสุข ณ ที่ไกลโพ้นทะเล และฉันจะไม่ต้องออกล่องเรืออีกต่อไป http://www.youtube.com/watch?v=h2mk2hjgLwc La mer - Charles Trenet Qu'on voit danser le long des golfes clairs A des reflets d'argent La mer Des reflets changeants Sous la pluie La mer Au ciel d'été confond Ses blancs moutons Avec les anges si purs La mer, bergère d'azur infinie. Voyez Près des étangs Ces grands roseaux mouillés. Voyez Ces oiseaux blancs Et ces maisons rouillées. La mer Les a bercés Le long des golfes clairs Et d'une chanson d'amour La mer A bercé mon cœur pour la vie. Beyond the Sea - Bobby Darin          Beyond the Sea - Bobby Darin          Beyond the Sea - Bobby Darin
#134drterdJun 28, 2011
I Will Follow Him - Sister Act http://www.youtube.com/watch?v=nqp89bkFe8k I Will Follow Him - Sister Act I Will Follow Him - Sister Act I will follow Him Follow Him wherever He may go, And near Him, I always will be For nothing can keep me away, He is my destiny. I will follow Him, Ever since He touched my heart I knew, There isn't an ocean too deep, A mountain so high it can keep, Keep me away, away from His love. I love Him, I love Him, I love Him, And where He goes, I'll follow, I'll follow, I'll follow. he'll always be my true love, my true love, my true love from now until forever, forever, forever I will follow Him, Follow Him wherever He may go, There isn't an ocean too deep, A mountain so high it can keep, Keep me away, away from His love... We will follow Him, Follow Him wherever He may go, There isn't an ocean too deep, A mountain so high it can keep, Keep us away, away from His love... I love Him (Oh yes I love Him) I'll follow (I'm gonna follow) True love (He'll always be my true, true love) Forever (Now until forever) I love Him, I love Him, I love Him, And where He goes, I'll follow, I'll follow, I'll follow, He'll always be my true love, My true love, my true love, From now until forever, Forever, forever... There isn't an ocean too deep, A mountain so high it can keep, Keep me away, away from His love I Will Follow Him - Sister Act          I Will Follow Him - Sister Act          I Will Follow Him - Sister Act
#135thainiyomJun 29, 2011
Sukiyaki - Ue wo muite arukou - Kyu Sakamoto
#136kungnangJun 29, 2011
ขอบคุณสำหรับทุกเพลงที่แชร์ให้ได้ฟังกันค่ะ ตามฟังทุกเพลง วันนี้ขอมอบเพลงจังหวะสบายๆให้ฟังอีกเพลงนะค่ะ เนื้อเพลงเศร้าไปหน่อยไม่ต้องอินตามมากค่ะ Hard To Say I'm Sorry (acoustic)
#137drterdJul 01, 2011
I Just Called to Say I Love You - Stevie Wonder บทสรุปของเพลงนี้ Stevie Wonder เพรียกหาคนที่เขารักเพื่อที่จะบอกว่า.. ไม่ใช่วันปีใหม่  ไม่ใช่วันวาเลนไทน์  ไม่ใช่วันขอบคุณพระเจ้า  ไม่ใช่วันคริสตมาส ไม่ใช่ฮัลโลวีน ไม่ใช่วันวิวาห์ ฉันโทรมาเพียงเพื่อจะบอกว่า"ฉันรักคุณ"จากก้นบึ้งของหัวใจ "I Just Called to Say I Love You" เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง  The Woman in Red. เมื่อปี 1984 จากบทประพันธ์ของ Stevie Wonder  สุดยอดนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์มากความสามารถ ในยุค 60 เจ้าของรางวัล 26 Grammy Awards เพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ The Billboard Hot 100 3 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 1984 นับเป็นแผ่นแรกของเขาที่ขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงในอังกฤษ 6 สัปดาห์  และติดอันดับ 10 ของชาร์ตเพลง The Hot R&B/Hip-Hop Songs Chart.และชนะเลิศรางวัล Golden Globe and an Academy Award สาขา Best Original Song. สตีวี วันเดอร์ Stevland Hardaway Judkins ภายหลังเปลี่ยนเป็น Stevland Hardaway Morris เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 เป็นนักร้องชาวอเมริกัน นักประพันธ์เพลง และโปรดิวเซอร์ดนตรี สตีวี วันเดอร์มีเพลงติดท็อปเท็น มากกว่า 30 เพลงในอเมริกา ได้รับรางวัลแกรมมี่ 22 ครั้ง ยังได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงยอดเยี่ยม สตีวี วันเดอร์ตาบอดมาตั้งแต่เด็ก เขาเซ็นสัญญากับโมทาวน์ตั้งแต่อายุ 11 ปี เริ่มแสดงและบันทึกเสียงกับค่ายเพลง โดยมีเพลงอันดับ 1 เพลงแรก Fingertips (Pt. 2) ตั้งแต่อายุ 13 ปี และมีเพลงอันดับ 1 ในอเมริการวม 9 เพลง มียอดขายอัลบั้มมากกว่า 100 ล้านชุด นอกจากนั้นเขายังเป็นนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินดังหลายๆ คน ตัวเขาสามารถเล่นดนตรีได้หลายชนิดเช่น กลอง ,เบสกีตาร์,ออร์แกน,ฮาร์โมนิกา,เปียโน,เครื่องสังเคราะห์เสียง และอื่นๆ โดยเฉพาะเสียงฮาร์โมนิกาของเขาที่เป็นเอกลักษณ์ http://www.youtube.com/watch?v=vwjHjLl1g2Y I Just Called to Say I Love You - Stevie Wonder No new year's day to celebrate. ไม่ใช่วันเฉลิมฉลองปีใหม่ No chocolate covered, ไม่มีห่อชอคโคเลต candy hearts to give away. หรือลูกกวาดรูปหัวใจจะให้ No first of spring ไม่ใช่วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ no song to sing. ไม่มีเพลงจะร้องให้ฟัง in fact here's just ซึ่งความจริงแล้ว Another ordinary day. มันก็เป็นวันธรรมดาๆนี่แหละ No April rain ไม่ได้มีฝนเดือนเมษา no flowers bloom. ไม่มีดอกไม้บาน No wedding Saturday within the month of June. ไม่ใช่วันแต่งงานวันเสาร์ในเดือนมิถุนายน But what it is, แต่มันคืออะไร is something true. ก็คือความจริงบางอย่าง Made up of these three words ที่สร้างมาจากคำเพียงสามคำ that I must say to you. ที่ฉันอยากเอ่ยให้เธอฟัง I just called to say I love you. ฉันโทรมาเพียงแค่จะบอกว่า “ฉันรักเธอ” I just called to say how much I care. ฉันโทรมาเพียงอยากจะบอกว่าฉันเป็นห่วงเธอนะ I just called to say I love you. ฉันโทรมาแค่อยากจะบอกว่า “ฉันรักเธอ” And I mean it from the bottom of my heart. และฉันตั้งใจที่จะเอ่ยมาจากส่วนลึกของหัวใจ No summer's high ไม่ใช่เพราะอากาศร้อนของซัมเมอร์ no warm July. ไม่ใช่ความอบอุ่นของเดือนกรกฏาคม No harvest moon ไม่ใช่พระจันทร์ในฤดูเก็บเกี่ยว to light one tender August night. ที่ให้แสงสว่างในคืนอบอุ่นของเดือนสิงหาคม No autumn breeze ไม่มีสายลมของฤดูใบไม้ร่วง no falling leaves. ไม่มีใบไม้ร่วงหล่น Not even time for birds to fly to southern skies. ไม่ใช่แม้แต่เวลาที่นกบินไปสู่ฟากฟ้าทางใต้ No libra sun no Halloween. ไม่ใช่ตะวันเดือนตุลา ไม่ใช่วันฮาโลวีน No giving thanks to all the Christmas joy you bring. ไม่ใช่คำขอบคุณสำหรับความสุขสนุกสนานที่เธอให้ในวันคริสมาส But what it is, though old so new. แต่มันคืออะไรล่ะ ที่เก่าแล้วแต่ยังใหม่อยู่เสมอ To fill your heart like no three words could ever do. ที่จะเติมเต็มหัวใจของเธอเท่ากับคำสามคำนี้ I just called to say I love you. ฉันโทรมาเพียงแค่จะบอกว่า “ฉันรักเธอ” I just calledto say how much I care, I do. ฉันโทรมาเพียงอยากจะบอกว่าฉันเป็นห่วงเธอแค่ไหน จริงจริ้ง I just called to say I love you. ฉันโทรมาเพียงแค่จะบอกว่า “ฉันรักเธอ” And I mean it from the bottom of my heart. และฉันตั้งใจที่จะเอ่ยมาจากส่วนลึกของหัวใจ I just called to say I love you. ฉันโทรมาเพียงแค่จะบอกว่า “ฉันรักเธอ” I just calledto say how much I care, I do. ฉันโทรมาเพียงอยากจะบอกว่าฉันเป็นห่วงเธอแค่ไหน จริงๆนะ I just called to say I love you. ฉันโทรมาเพียงแค่จะบอกว่า “ฉันรักเธอ” And I mean it from the bottom of my heart. และฉันตั้งใจที่จะเอ่ยมาจากส่วนลึกของหัวใจ Of my heart, of my heart. I Just Called to Say I Love You - Stevie Wonder          I Just Called to Say I Love You - Stevie Wonder          I Just Called to Say I Love You - Stevie Wonder
#138drterdJul 01, 2011
As Tears Go By - Rolling Stones เป็นผลงานการประพันธ์ของวงร้อคจากเกาะอังกฤษ  The Rolling Stones โดยสมาชิก 2 คนช่วยกันคือ Mick Jagger และ Keith Richards ร่วมกับผู้จัดการวงที่ชื่อ Andrew Loog Oldham ซึ่งจับตัวเขาทั้งคู่ขังไว้ในครัวเพื่อให้แต่งเพลงนี้ออกมา แต่ผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นเสียงร้องของ Marianne Faithfull  นักร้องชาวอังกฤษ ออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1964. ต้นฉบับของ Jagger และ Richards. เป็นเพลงในแนว Blues standards. ซึ่งในช่วงแรกนั้นได้ชื่อเพลงว่า  “As Time Goes By”  แต่ต่อมา Oldham ผู้จัดการวงเป็นผู้เปลี่ยนจาก Time  เป็น Tears และผลิตออกวางจำหน่ายเมื่อ 18 ธันวาคม 1965 หลังผลงานของ Marianne Faithfull  As tears go by ของ The Rolling Stone จึงกลายเป็นเพลงที่ทุกคนรู้จักในเวลาต่อมา ได้รับการจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของชาร์ทเพลงในประเทศอังกฤษ ขึ้นสู่อันดับสูงสุดที่ 22 ของ  The Billboard Hot 100 ของอเมริกา เมื่อ 28 พฤศจิกายน 1964, นานติดต่อกัน 9 สัปดาห์ เนื้อหาของเพลงเขาเล่าถึงความสุขที่เขาได้รับจากการจ้องดูเด็กๆเล่นกันอย่างไร้เดียงสา ด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม ความร่ำรวยของเขาไม่สามารถซื้อได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  เสียงของเด็กๆกลับสร้างความสุขให้กับเขาได้มากกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี http://www.youtube.com/watch?v=g6PsahByRUU As Tears Go By - Rolling Stones It is the evening of the day ในช่วงเวลาเย็นของวันหนึ่ง I sit and watch the children play ฉันนั่งมองดูเด็ก ๆ เล่นกันอยู่ Smiling faces I can see ฉันเห็นพวกเขามีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม But not for me แต่ไม่ใช่ฉัน I sit and watch As tears go by ฉันนั่งเฝ้ามองด้วยคราบน้ำตาที่ไหลริน My riches can't buy everything เงินทองของฉัน ไม่สามารถซื้อทุกสิ่งได้ I want to hear the children sing ฉันอยากจะฟังเสียงเด็ก ๆ ร้องเพลง All I hear is the sound แต่สิ่งที่ฉันได้ยิน Of rain falling on the ground เป็นเสียงฝนกำลังตกบนพื้น I sit and watch As tears go by ฉันนั่งเฝ้ามองด้วยน้ำตาที่ไหลริน It is the evening of the day ในช่วงเวลาเย็นของวันหนึ่ง I sit and watch the children play ฉันนั่งมองดูเด็ก ๆ เล่นกันอยู่ Doin' things I used to do พวกเขาทำในสิ่งที่ฉันได้เคยทำมาแล้ว They think are new พวกเขาคิดในสิ่งใหม่ ๆ I sit and watch As tears go by ฉันเฝ้ามองด้วยคราบน้ำตาที่ไหลริน As Tears Go By - Rolling Stones          As Tears Go By - Rolling Stones          As Tears Go By - Rolling Stones
#139drterdJul 01, 2011
I Dreamed A Dream - Susan Boyle สังคมยุคใหม่ตัดสินผู้คนแค่เพียงมองรูปลักษณ์จากภายนอกเท่านั้น แต่เรื่องราวของฉันคงจะสามารถสอนบทเรียนให้กับพวกเขาได้เป็นอย่างดี  เป็นข้อความที่ Susan Boyle ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ The Washington Post ในขณะที่บ้านเรากำลังลุ้นอยู่ว่า ใครจะเป็นผู้คว้าแชมป์ The Star ปีที่ 5 วันนี้เที่เกาะอังกฤษ ผู้ชมรายการ Britains Got Talent 2009 ฤดูกาลที่ 3 รอบแรก ณ วันที่ 11 เมษายน 2009 ต่างพากันตกตะลึง และทึ่งไปกับคุณป้า“ซูเซิ่น บอยเอิล” Susan Boyle ทั้งหน้าตาและการแต่งตัวของป้าออกจะธรรมดาเหมือนแม่บ้านทั่วๆ ไป  แต่ด้วยเสียงร้องที่ขัดกับบุคลิคทำให้เธอกลายเป็นคนดังขั่วข้ามคืน จากกระแสใน youtube เมื่อวิดีโอบันทึกการประกวดของเธอที่ เว็บไซต์ดังได้กลายเป็นวิดีโอที่มีผู้คลิกเข้าชมมากที่สุดจากคนทั่วโลกเลยทีเดียว เพียงหนึ่งสัปดาห์นับแต่วันนำลงเว็บไซต์ก็มีผู้เข้าชม มากกว่าสี่พันสามร้อยล้านครั้งทั่วโลก จากกระแสปากต่อปากและการนำเสนอของสื่อทั่วโลก แม้แต่รายการผู้หญิงๆของช่อง 3 ยังเคยนำเรื่องราวของเธอมาถ่ายทอดให้ผู้ชมชาวไทยได้ขมกันมาแล้ว  ยิ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับผู้ชมวิดีโอการกล่าวคำสาบานตนของบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ มีผู้เข้าชมเพียงแค่ 18 ล้านครั้งเท่านั้น  นอกจากนี้ SONY BMG ยังเตรียมทำสัญญาจ้าง ซูเซินเป็นนักร้องในสังกัดอีกด้วย Susan Boyle หญิงวัย 47 ชาวอังกฤษ เธอไม่มีงานทำ ยังไม่ได้แต่งงาน อาศัยอยู่ตามลำพังกับ Pebbles แมวคู่ใจในเมือง Blackburn ใกล้ๆกับ Bathgate ที่ West Lothian และมีความฝันที่จะเป็นนักร้องอาชีพ ตั้งแต่อายุ12 อยากมีโอกาสร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชนสักครั้ง และ"มันเป็นความมุ่งหวังของฉัน ที่จะได้ร้องเพลงต่อหน้าราชินี พระองค์เป็นสุภาพสตรีที่สิริโฉมงดงามมาก แต่ที่ฉันทำทั้งหมดนี้ฉันขออุทิศให้กับแม่ของฉัน ถ้าเธอยังอยู่และได้เห็นฉันในตอนนี้ เธอต้องภูมิใจมากแน่ๆ" ฝันของเธอดูท่าว่าจะไม่ใช่เรื่องยากเสียแล้ว เพราะผู้ชนะในรายการ นอกจากจะได้รับรางวัลเป็นเงินสด 100,000 ปอนด์แล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองต่อหน้าพระพักตร์ราชินี อังกฤษ และป้ายังให้สัมภาษณ์ว่าอยากเป็นเหมือน Elaine Paige นักร้องหญิงที่ได้รับสมญานามว่า สุภาพสตรีอันดับหนึ่งของวงการละครเพลงอังกฤษ วันที่ Susan Boyle สมัครเข้าแข่งขันร้องเพลงในรายการ Britains got talent 2009 เธอแต่งชุดป้าๆ เชยๆ ติดสติกเกอร์หมายเลขผู้แข่งขันบนอกตัวเอง ทรงผมเชยสุดๆ  คนดูแต่ละคนคาดว่าเธอคงจะมาทำอะไรตลกๆให้ดู แต่ในท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหลือชื่อก็เกิดขึ้น… หลังจากเธอร้องเพลง “I Dreamed a Dream” เพลงจากละครเวทีเรื่อง Les Miserables  เพียงท่อนแรกก็สะกดอารมณ์ของกรรมการและผู้ชมในห้องส่งให้ขนลุก และน้ำตารินออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ และแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันยืนขึ้นปรบมือดังสนั่นเมื่อเพลงจบ    ทั้งผู้สื่อข่าวทั้งกรรการต่างบอกว่า Amazing บ้าง It's Incredible บ้าง และในที่สุดป้า Susan Boyle ที่ทุกคนคิดว่าเธอคือคนเฉิ่มเบ๊อะของคืนนี้ได้กลายเป็นคนดังของประเทศอังกฤษไปแล้ว ก่อนหน้านี้เธอเคยอัดเพลง Cry me a reiver เมื่อปี 1999 ลงแผ่นเพลงเพื่อการกุศล แต่เธอก็ไม่ได้พยายามตามฝันเพื่อการเป็นนักร้อง เพราะเธอต้องดูแลแม่ที่ป่วย หลังจากแม่เธอเสียชีวิตลงในปี 2007 เธอก็คิดที่จะพยายามอีกครั้งตามคำของแม่ที่บอกให้เธอคว้าโอกาสที่จะร้องเพลงต่อหน้าผู้คนจำนวนมากๆ ณ วันนี้เธอได้รับการชื่นชมไปทั่วโลก มีผู้เปิดเว็บไซต์ส่วนตัวให้เธอ และยังโพสต์คลิปการร้องเพลงของเธอลงในเว็บไซต์ "Youtube" อีกด้วย ซึ่งเพียงไม่กี่วันที่คลิปถูกโพสต์ ก็มีผู้คลิกเข้าไปชมแล้วกว่า สี่พันสามร้อยล้านครั้ง สำหรับเนื้อหาของเพลงที่เธอใช้ในการประกวดครั้งนี้ เธอเล่าว่า ฉันฝันว่ามีความฝัน . ฉันยังคงฝันว่าเค้าจะต้องกลับมา เราจะต้องได้อยู่ร่วมกันตราบชั่วชีวิต แต่ก็มีความฝันบางอย่างที่ไม่อาจเป็นจริง และมีบางครั้งที่เราไม่สามารถจะคาดการณ์พายุ และฟ้าฝนได้ ฉันเคยฝันว่าชีวิตจะต้องแตกต่างไปจากนรก ที่ฉันกำลังอยู่นี้ แตกต่างไปจากปัจจุบันที่มันเป็น บัดนี้ชีวิตของฉันได้ทำลายความฝัน ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยฝันไปหมดแล้ว http://www.youtube.com/watch?v=4BvBkTmDWBA I Dreamed A Dream - Susan Boyle I dreamed a dream in time gone by When hope was high And life worth living I dreamed that love would never die I dreamed that God would be forgiving. Then I was young and unafraid And dreams were made and used And wasted There was no ransom to be paid No song unsung No wine untasted. But the tigers come at night With their voices soft as thunder As they tear your hope apart As they turn your dream to shame. And still I dream he'll come to me That we will live the years together But there are dreams that cannot be And there are storms We cannot weather... I had a dream my life would be So different form this hell I'm living so different now from what it seemed Now life has killed The dream I dreamed. " ฉันฝันถึงช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไป เมื่อความฝันยังเรืองรอง และชีวิตยังคุ้มค่า ฉันฝันว่าความรักไม่มีวันตาย ฉันฝันว่าพระเจ้าจะให้อภัยเราทุกคน เมื่อฉันยังเด็กและปราศจากความหวาดกลัวใดๆ ความฝันถูกสร้างขึ้น ใช้ไป และสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่มีค่าไถ่ที่ต้องเสีย ไม่มีบทเพลงที่ไม่ได้ขับขาน ไม่มีไวน์ที่ไม่ได้ลิ้มรส แต่เหล่าเสือร้ายก็ก้าวเข้ามาในยามค่ำคืน ด้วยเสียงที่นุ่มนวลดั่งเสียงฟ้าผ่า พวกมันฉีกกระชากความฝันแหลกสลาย พวกมันเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความอัปยศ และฉันยังคงฝัน ฉันฝันว่าเขาจะกลับมาหา ว่าเราจะอยู่คู่เคียงกันตลอดชีวิต แต่มีความฝันบางอย่างที่ไม่มีวันกลายเป็นจริง และมีพายุที่เราไม่มีทางรอดพ้น ฉันฝันว่าชีวิตของฉันนั้น แตกต่างจากนรกที่ฉันอยู่ในตอนนี้ แตกต่างจากสิ่งที่เห็นอยู่ ในตอนนี้ เมื่อชีวิตจริงได้ฆ่าความฝันของฉันไป " I Dreamed A Dream - Susan Boyle          I Dreamed A Dream - Susan Boyle          I Dreamed A Dream - Susan Boyle
#140drterdJul 01, 2011
Look For A Star - Garry Miles Gary Miles ได้รับการถ่ายทอดดนตรีจากคุณพ่อของเขาที่ Louisiana. อายุแค่  8 ขวบ ก็เล่นกีตาร์อะคูสติคเป็น หลังจบมัธยมแล้ว จึงออกจากบ้านมุ่งไปยัง California เพื่อสานฝันทางด้านดนตรี. และที่นี่แองเขาต้องหลงใหลในเสน่ห์ของเสียงกีตาร์ไฟฟ้า เขาชอบเพลงทุกแนวทั้ง Country Music และเพลง BLUES หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางด้านดนตรีอยู่หลายปี จึงกลับไปยัง Louisiana.และมุ่งหวังเอาดีทางด้านดนตรี โดยตระเวณเล่นตามสถานบันเทิงต่างๆ  เขาเล่นดนตรีได้หลายชิ้นทั้งเบส ลีดส์ คีย์บอร์ด ฮาโมนิก้า แอคคอเดียน กลอง เทนเนอร์แซก แต่ก็ยังคลั่งใคล้ในกีตาร์ไฟฟ้าไม่เสื่อมคลาย เมื่อชีวีเศร้าหมองมองไร้ค่า ดูเหมือนว่าไม่สนใจใครคือฉัน และรู้สึกไม่มีใครเคียงข้างกัน ให้มองมั่นดวงดาราบนฟ้าไกล เมื่อรู้ว่าโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงานัก และเพื่อนรักก็ไม่รู้อยู่หนไหน บนนั้นมีบางคนคอยสนใจ หากมองไปยังฟากฟ้าดาราพราว ทุกคนมีดาวประจำคอยนำโชค ให้สร่างโศกสุกสว่างอยู่กลางหาว หากขอพรแดนสรวงกับดวงดาว จะถึงคราวได้พบรักใครสักคน จะยากดีมีจนคนจรจัด ไม่จำกัดแยกแบ่งทุกแห่งหน จะมีพรเสกสรรบันดาลดล จงมองค้นดาวดวงนั้นนะขวัญเอย สำหรับเพลง Look for a star เป็นเพลงเอกในหนังเรื่อง " Circus of Hurrors " หรือ ." ละครสัตว์บันลือโลก "ในชื่อไทย ขึ้นถึงอันดับ 16 เมื่อเดือนสิงหาคม 1960 ส่วนต้นฉบับผู้ร้องคนแรกคือ " Deane Hawley " ขึ้นอยู่ในอันดับที่ 29 ก่อน แกรี่ เดือนเดียวเอง คือเดือนกรกฎาคม 1960 ความหมายและเนื้อหาของเพลงเป็นการปลุกปลอบขวัญไม่ให้ท้อแท้ ยามที่คุณรู้สึกว่าชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีแม้คนเคียงข้าง ให้แหงนหาดาวสักดวง ในยามเหงา เปล่าเปลี่ยว ห่างไกลจากเพื่อนๆ ยังมีดาวอีกดวงที่คงเคียงข้างคุณ ทุกคนมีดาวแห่งโชคลาภที่ส่องสกาวอยู่บนท้องฟ้า ถึงคุณจะเป็นใคร จะเป็นเศรษฐี หรือยาจก ไม่สำคัญ เพื่อนอีกคนรอส่องนำทางคุณอยู่แล้ว แหงนหาดาวสักดวงสิครับ .ในทางดาราศาสตร์ ระบุว่าดวงดาวบนฟากฟ้าล้วนหมุนเวียนไปในแต่ละวัน ขึ้นทางขอบฟ้าด้านตะวันออกและตกทางขอบฟ้าด้านตะวันตกตามการหมุนของวัน แต่มีดาวอยู่ดวงหนึ่งดูเหมือนไม่เคยขึ้นหรือตกเลยเพราะอยู่ที่ขั้วฟ้าเหนือ ไม่ว่าจะวันไหนเวลาไหนดาวเหนือก็อยู่ที่ตำแหน่งเดิมตลอด จนถือได้ว่าเป็นตัวแทนแห่งความคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ตำแหน่งจะดูไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่มีสิ่งหนึ่งในดาวเหนือที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความงงงวยให้แก่นักดาราศาสตร์มานานแสนนาน นั่นคือ ความสว่าง นักดาราศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าดาวเหนือเป็นดาวแปรแสงชนิดซีฟิดดวงหนึ่ง แต่คาบและความสว่างสูงสุดของดาวเหนือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเมื่อเร็ว ๆ นี้ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิลลาโนวาในเพนซิลเวเนียยังพบว่า ขณะนี้ความสว่างเฉลี่ยของดาวเหนือกำลังลดลงอย่างช้า ๆ ดาวเหนือ  Polaris หรือ Cynosura  เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีเล็ก และอยู่ใกล้กับขั้วฟ้าเหนือ จึงปรากฏเหมือนอยู่นิ่งกับที่บนท้องฟ้า :ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงภาวะชั่วคราวเท่านั้น เพราะแกนหมุนของโลกมีการส่าย การที่ดาวเหนืออยู่ในทิศทางที่เกือบจะเป็นทิศทางเดียวกับแกนหมุนของโลก ดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ จึงดูเหมือนเคลื่อนที่วนเป็นวงกลมรอบดาวเหนือ นักสำรวจอาศัยดาวเหนือในการเดินเรือ ปัจจุบันดาวเหนือไม่ได้อยู่ตรงกับขั้วฟ้าเหนือแต่ห่างจากขั้วฟ้าเหนือเล็กน้อย (ไม่เกิน 1°) จึงเคลื่อนที่เป็นวงกลมเล็ก ๆ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2° มีเพียงสองเวลาในวันหนึ่ง ๆ ที่ดาวเหนืออยู่ตรงกับทิศเหนือพอดี ส่วนในเวลาอื่นต้องอาศัยตารางคำนวณเพื่อหาทิศเหนือที่แม่นยำ แท้จริงแล้วดาวเหนือไม่ได้บอกทิศเหนือตลอดไป การที่แกนหมุนของโลกส่ายคล้ายลูกข่างด้วยคาบ 26,000 ปี ทำให้ดาวฤกษ์ดวงอื่นเคยเป็นดาวเหนือมาก่อน เช่น ดาวทูแบนในกลุ่มดาวมังกร ส่วนในอนาคต จะเป็นดาวเวกาในกลุ่มดาวพิณ ในความเชื่อของคนไทยนั้น เดือนที่เกิดเป็นเดือนแห่งราศีและทุกราศีจะมีดาวนำทางคอยปกป้องคุ้มครอง ราศีเมษ มีดาวอังคารเป็นดาวที่คอยปกป้องรักษา จึงได้รับอิทธิพลจากเทพเจ้าผู้บุกเบิกแห่งดาว ดาวนี้ซึ่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ชาวเมษจึงเป็นผู้มีพลังแกร่งกล้า ตั้งใจจริงกล้าหาญ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่างไม่หวาดหวั่น และดูเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ สิ่งนำโชคคือ ของกระจุกกระจิกสีส้ม แดง และทอง อาหารที่เหมาะสมกับร่างกายคุณคือมะเขือเทศ เลข 9 อักษร I,R ดอกเดซี่ ผ้าพันคอ และกางเกง 3 ส่วน ราศีพฤษภ ดาวที่ปกป้องรักษาราศีนี้คือดาวศุกร์ โดยเทพวีนัสผู้สดสวยอ่อนหวาน และเต็มไปด้วยความรัก ความงามและความรักอันลึกซึ้งเปี่ยมล้นของเทพวีนัสนี้ส่งผลให้คุณมีรอยยิ้มที่น่ารักและจิตใจที่มีเมตตากรุณากับทุก ๆ คน และมีความรักให้มวลมนุษย์อย่างเหลือเฟือ สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีฟ้า ชมพู และครีม ผักชีจะเป็นอาหารที่ทำให้ร่างกายคุณแข็งแรงและได้รับสารอาหารอย่างสมดุล เลข 7 อักษร G,Y สลัดซีฟู้ด หอประชุมแสดงคอนเสิร์ต และกระโปรงเอี๊ยม ราศีเมถุน ดาวพุธเป็นดาวที่คอยดูแลปกป้องราศีนี้ ส่วนเทพผู้พิทักษ์ราศีนี้ ได้แก่เทพเจ้าเมอร์คิวรี่ ผู้มีพรสวรรค์และความสามารถในการประพันธ์ เป็นนายช่าง ปละมีวาทศิลป์ที่เลอเลิศ คุณจึงได้รับอิทธิพลนี้ทำให้คุณเป็นนักพูด นักเขียน และเป็นผู้รอบรู้ชนิดหาตัวจับยาก สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีเหลือง น้ำเงิน และเขียว อย่าลืมรับประทานผักกาดหอมให้มาก ๆ เพราะคุณควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ เลข 4 อักษร D,M รถแข่ง ดาดฟ้า อาคาร นาฬิกาปลุก และเสื้อสูท ราศีกรกฎ ดวงจันทร์เป็นดาวที่คอยปกป้องรักษาราศีกรกฎ ส่วนเทพผู้พิทักษ์คือ ไดอาน่า เทพธิดาแห่งการล่าสัตว์ และเกษตรกรรม ทั้งยังเป็นแม่ของลูก ๆ จำนวนมากด้วย คุณจึงได้รับอิทธิพลนี้จนเป็นคนที่จิตใจกว้างขวางสุขุมเยือกเย็น และมีสัญชาตญาณของเพศแม่อยู่ถึงแม้จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีขาว ม่วงอ่อน และสีฟ้าน้ำทะเล คุณควรรับประทานพวกสาหร่ายทะเลให้มาก ๆ แล้วร่างกายคุณจะแข็งแรง เลข 8 อักษร H,N กระจกแบบมีด้ามถือ บริเวณลานวัด เข็มขัดหนัง และเสื้อคอโปโล ราศีสิงห์ มีดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่คอยปกป้องรักษา ส่วนเทพผู้พิทักษ์คือ เทพอะพอลโล ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความเข้มแข็งความหนุ่มความสาว และไพ่แห่งชีวิต คุณจึงเป็นผู้ที่หยิ่งทะนง ใจกว้าง และเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูง ทั้งยังชอบเป็นจุดเด่น จุดสนใจด้วย สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีส้ม แดง และทอง ลูกพลัม และส้มทุกชนิด จะทำให้คุณสามารถก้าวเดินไปสู่หนทางแห่งความสุขได้ เลข 3 อักษร K,U ขนมไพลูกพีช สวนสัตว์นาฬิกาแบบหน้าปัดตัวเลข ดอกกุหลาบแห้ง ถุงเท้าลายขวางและเสื้อแจ็คเก็ต ราศีกันย์ ดาวที่คอยปกป้องดูแลราศีกันย์อยู่คือดาวพุธเช่นเดียวกับราศีเมถุน โดยมีเทพเมอร์คิวรี่เป็นเทพประจำราศี คุณจึงได้รับอิทธิพลจากเทพเจ้า รวมทั้งนิสัยพื้นฐานของราศีนี้ ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีมารยาทที่งามสุภาพ เอาจริงเอาจัง พูดเก่ง และเขียนตัวหนังสือได้สวย สิ่งนำโชคคือ ของกระจุกกระจิกสีครีม สีเนื้อ และสีน้ำเงิน หรือ ฟ้า อาหารที่ดีต่อร่างกายคุณคือพวกมะนาว เลมอน เลข 0 อักษร A,S พิซซ่า ชั้นใต้ดิน สายสร้อยห้อยจี้ไม้กางเขน เสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ และดินสอสีม่วง ราศีตุลย์ ดาวที่คอยปกป้องดูแลราศีตุลย์นี้เช่นเดียวกับราศีพฤษภคือ ดาวพุธ เทพวีนัส ซึ่งเป็นเทพธิดาประจำดาวพุธนี้ได้มีอิทธิพลในด้านความงามและความรักต่อชาวตุลย์ ทำให้ชาวตุลย์เกลียดสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม และยังมีจิตใจเที่ยงธรรม รักษาสมดุลของสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีฟ้า เขียว และเหลือง สตรอเบอรี่จะเป็นผลไม้ที่นำโชคดีมาให้ เลข 6 อักษร F,O ระเบียง เข็มกลัดรูปดอกไม้ กลิ่นวานิลา และกระโปรงมินิเข้ารูป ราศีพิจิก ดาวที่คอยปกปักรักษาราศีพิจิกอยู่คือดาวพลูโต มีเทพพลูโตเทพแห่งความลี้ลับ และซ่อนเร้นคอยพิทักษ์อยู่ คุณจึงได้รับอิทธิพลเหล่านี้ทำให้เป็นคนพูดน้อยไม่แสดงตัวมักเก็บความเร่าร้อนไว้ภายใน แต่มีเสน่ห์ดึงดูดอันเร้นลับน่าพิศวง สิ่งนำโชคคือ ของกระจุกกระจิกสีเทา และดำ อาหารที่เหมาะสำหรับสุขภาพของคุณคือ ไข่เจียว เลข 5 ตัวอักษร E,W ห้องสมุด ที่คาดผม กระโปรงพลีทและตะปูที่เป็นสนิม ราศีธนู ดาวที่คอยปกปักษ์รักษาราศีธนูคือดาวพฤหัส โดยมีจูปีเตอร์เป็นเทพคอยพิทักษ์อยู่ เทพจูปีเตอร์เป็นเทพแห่งความรอบรู้และพรสวรรค์ทั้งมวล คุณจึงได้รับอิทธิพลให้เป็นคนรักอิสระ ทำอะไรตามใจชอบและมีความสามารถรอบตัวทีเดียว สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีม่วง แดง และส้ม แตงกวา จะเป็นอาหารที่ช่วยให้ร่างกายของคุณได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ เลข 1 อักษร J,S กุ้งชุบแป้งทอด สวนสาธารณะขนาดใหญ่ แว่นกันแดด เสื้อไหมพรมมอร์แฮร์ ราศีมังกร ดาวที่คอยปกปักษ์รักษาราศีมังกรคือดาวเสาร์ ส่วนเทพผู้คอยพิทักษ์ดูแลคือเทพแห่งกาลเวลา เทพคลอนุส คุณจึงได้รับอิทธิพล ทำให้เป็นคนที่เที่ยงตรงไม่หักโหม มีความคิดที่รอบคอบ มีเหตุมีผล และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องคุ้มค่า สิ่งนำโชคคือ ของกระจุกกระจิกสีดำ เทา น้ำตาลหม่น ถ้าคุณอยากมีความสุข ขอให้รับประทานหัวหอมเป็นประจำ เลข 2 อักษร K,T สร้อยคอจี้รูปดาว ต่างหูมุก ตุ๊กตาหุ่นยนต์ ริมทะเล กางเกงตัวหลวมพอง ราศีกุมภ์ คุณมีดาวยูเรนัสเป็นดาวที่คอยปกปักษ์รักษาอยู่ และมีเทพยูเรนัสเทพเจ้าแห่งความความรอบรูเป็นเทพผู้คอยพิทักษ์ คุณจึงได้รับอิทธิพลดังกล่าวนี้ ทำให้เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชนิดที่ไม่มีใครจะคาดคิดได้ถึงและเป็นผู้มีความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ ล้ำหน้าอยู่เสมอ สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิก สีฟ้า เขียว และเหลือง อาหารนำโชคคือ สลัดผัก เลข 5 อักษร E,W สถานี เป้ที่เป็นทรงกระเป๋าเอกสาร แหวนอัญมณี สีดำ และกระโปรงยีนส์ ราศีมีน ดาวที่คอยปกป้องดูแราศีมีนคือดาวเนปจูน มีเทพผู้พิทักษ์ซึ่งมีอิทธิพลทำให้ชาวมีนเป็นผู้ที่เร้นลับ ในขณะเดียวกันก็ทรงพลังอำนาจ ไวต่อความรู้สึกและรับรู้กระแสจิตวิญญาณได้ดี สิ่งนำโชคคือ ของใช้กระจุกกระจิกสีน้ำเงิน ขาว และสีอ่อน ๆ องุ่น จะทำให้สุขภาพของคุณดีอยู่เสมอ เลข 6 อักษร F,O น้ำผลไม้สด สวนดอกไม้ โบว์ หรือริบบิ้นภาพถ่ายของสุภาพบุรุษ หมอนเป็นสี ๆ และเสื้อกันหนาวลายดอกไม้ http://www.youtube.com/watch?v=grf5LIFJ0xI Look For A Star - Garry Miles When life doesn't seem worth the living and you don't really care who you are when you feel there is no one beside you look for a star when you know you're alone and so lonely and your friends have traveled afar there is someone waiting to guide you look for a star oh everyone has a lucky star that shines in the sky up above if you wish on a lucky star you're sure to find someone to love a rich man , a poor man, a beggar no matter whoever you are there's a friend who's waiting to guide you look for a star (instrumental segment) a rich man, a poor man, a beggar no matter whoever you are there's a friend who's waiting to guide you look for a star เมื่อชีวาไม่คุ้มจะมีชีวิต ไม่แคร์แล้วว่าจะเป็นใคร รู้สึกเหมือนไม่มีใครอยู่เคียงข้าง เมื่อนั้นจงมองหาดาวสักดวง เมื่อรู้สึกว่าโดดเดี่ยวและเดียวดายเหลือเกิน เพื่อนฝูงเที่ยวไปแสนไกล แต่ก็ยังมีบางคนคอยจะช่วยนำทาง จงมองหาดวงดาวสักดวง ใครๆ ก็ต้องมีดาวนำโชคกันทั้งนั้น ดาวนำโชคที่จะส่องสว่างอยู่บนฟ้าไกลโพ้น หากอธิษฐานกับดาวนั้น ก็จะได้พบใครสักคนให้รักแน่นอน คนมั่งมี ยากจน หรือยาจก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ต้องมีคนคอยช่วยนำทางอยู่แล้ว จงมองหาดวงดาวนั้นเถิด คนมั่งมี ยากจน หรือยาจก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ต้องมีคนคอยช่วยนำทางอยู่แล้ว จงมองหาดวงดาวนั้นเถิด Look For A Star - Garry Miles          Look For A Star - Garry Miles          Look For A Star - Garry Miles
#141drterdJul 02, 2011
Wonderful Tonight - Eric Clapton Wonderful Tonight  เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 1968 ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ในประเทศอังกฤษ แต่ที่อเมริกาติดประมาณ1 สัปดาห์เท่านั้น เพลงนี้ Bob Thiele โปรดิวเซอร์ของค่ายเป็นผู้แต่ง ตอนที่ซิงเกิ้ลออกมาใหม่ๆ เจ้าของค่ายเพลง ABC ที่อเมริกาไม่คิดจะโปรโมตเพลงนี้มากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่ชอบเพลงนี้ จนวินาทีที่เพลงนี้ติดอันดับ 1 ที่อังกฤษนั่นเอง Eric Clapton.แต่งเพลงนี้เองรวมอยู่ในชุด Clapton's 1977 ในอัลบั้มที่ชื่อ Slowhand ออกวางจำหน่ายเป็นแผ่นซิงเกิลตามออกมาในปีนั้นเอง. Clapton แต่งเพลงนี้เพื่อระลึกถึง Pattie Boyd, ซึ่งเธอเองได้บันทึกเรื่องราวชื่นชมเขาเช่นกันไว้ในหนังสือของเธอที่ชื่อ Wonderful Tonight: George Harrison, Eric Clapton, and Me. ในปี 1988 หนังเรื่อง Good morning Vietnam ก็นำเพลงนี้มาใช้อีกครั้งแล้วก็กลับขึ้นสู่ US Chart อีกครั้ง ในลำดับ 32 Eric  Clapton เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี1945  ในประเทศอังกฤษ เริ่มสนใจการเล่นกีตาร์ เมื่ออายุได้ 17 ปี และเอาจริงเอาจังกับการเป็นนักดนตรีอาชีพ เมื่อเขาได้เข้าร่วมเล่นกับวงดนตรี ต้นกำเนิดเพลง Rock ที่มีชื่อว่า Yardbirds วงดนตรีที่เคยมีนักดนตรีดังๆมาร่วมเล่น หลังจากนั้นอิริคก็ได้แยกตัวออกมาจากวงยาร์ดเบิรด์ โดยมาร่วมเล่นให้กับ John Mayall แต่ชตาชีวิตของอิริคต้องผกผันอยู่เรื่อยๆ เมื่อเขาเริ่มเสพยาอย่างหนัก ต่อมาอิริคได้เริ่มตั้งคณะดนตรีที่มีชื่อว่า CREAM วงครีมนี้เถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งดนตรีในแบบ Heavy Methal  เลยก็ว่าได้ เพราะในขณะนั้นไม่มีวงดนตรีวงใดอีกแล้วที่จะเล่นดนตรีได้หนักหน่วงเร้าใจเท่ากับดนตรีของวง Cream และกับวงครีม อิริคได้ร่วมออกอัลบั้มถึง 4 ชุดด้วยกัน Eric  Clapton เป็นหนึ่งในสี่เทพเจ้ากีตาร์ ที่คนทั่วโลกยอมรับในฝีมือ เป็นตำนานกีตาร์ที่ยังมีชีวิต และมีผลงานออกมาอยู่เรื่อยๆ แม้แต่คนฟังเพลงที่ไม่ใช่คนเล่นดนตรีก็รู้จักเขาดี ในอดีตEric  Clapton ได้รับฉายาว่า SLOW HAND มือกีตาร์ที่เล่นได้ไม่ว่องไวนัก แต่เด็ดขาดในสำเนียง Giorgio Gomelsky ผู้จัดการ The Yardbirds  เป็นคนตั้งฉายาให้เขา  ช่วงต้นปี 1964 นักกีตาร์ที่ชื่อ Yardbirds ของ Chris Dreja กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่อีริคทำสายกีตาร์ขาดขณะเล่นคอนเสิร์ต บนเวที เขาก็จะยืนรอจนกว่าจะมีคนเอากีตาร์ตัวใหม่มาให้ ผู้ชมก็น่ารักมากจะตบมือช้าๆ รอไปด้วย เรียกว่า “slow handclap” ในปี 2537 สมเด็จพระราชินีแต่งตั้งให้เขาเป็น Officer of the Order of the British Empire (OBE) สำหรับสิ่งที่เขาอุทิศ ให้กับวิถีชีวิตแบบอังกฤษ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 2547  เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็น Commander of the Order of the British Empire หรือ CBE http://www.youtube.com/watch?v=qwprrAEL9-E Wonderful Tonight - Eric Clapton It's late in the evening ค่ำแล้ว She's wondering what clothes to wear เธอยังไม่รู้ว่าจะใส่ชุดอะไรดี She puts on her make up เธอเริ่มที่จะแต่งหน้า And brushes her long blonde hair และแปรงผมบลอนด์ยาวสลวยของเธอ And then she asks me และเธอก็ถามผม Do I look alright ว่า"ชั้นดูดีรึยัง" And I say yes, you look wonderful tonight และผมก็ตอบไปว่า"ใช่.........คุณ ดูดีมากคืนนี้" We go a party เราไปงานปาร์ตี้ And everyone turns to see และทุกๆคนหันมาที่เรา This beautiful lady สาวสวยคนนี้ That's walking around with me เดินมากับผม And then she asks me และธอก็ถามผม Do you feel alright "คุณรู้สึกดีไหม" And I say yes, I feel wonderful tonight และผมก็ตอบว่า"ใช่............ผมรู้สึกเยี่ยมไปเลยล่ะคืนนี้" I feel wonderful ผมรู้เยี่ยม Because I see the love light in your eyes เพราะผมเห็นแสงแห่งรักในดวงตาของคุณ And the wonder of it all และความสงสัยทั้งหมด Is that you just don't realize ถ้าคุณยังไม่รู้ How much I love you ว่าผมรักคุณแค่ไหน It's time to go home now ถึเวลาที่เราต้องกลับบ้านแล้ว And I've got an aching head ผมรู้สึกมึนนิดหน่อย So I give her the car keys ดังนั้นผมเลยเอากุญแจรถให้กับเธอ She helps me to bed เธอช่วยพาผมไปที่เตียง.. And then I tell her และผมบอกกับเธอ As I turn out the light ในขณะทีผมปิดไฟ I say my darling, you were wonderful tonight ผมบอกว่า"ที่รัก คุณดูดีมากเลยตืนนี้" Oh my darling, you were wonderful tonight "โอ้..ที่รัก คุณดูดีมากเลยตืนนี้" Wonderful Tonight - Eric Clapton          Wonderful Tonight - Eric Clapton          Wonderful Tonight - Eric Clapton
#142drterdJul 03, 2011
Eternal Flame - The Bangles เพลงดั้งเดิมเป็นของวงThe Bangles. ซึ่งความหมายของ Eternal flame คือเปลวไฟที่ไม่มีวันดับ ทำให้เกิดการลุกไหม้ซึ่งจะขึ้นอยู่กับวัตถุที่ติดไฟนั้นๆว่าจะเป็นเชื้อเพลิง ประเภทไหน เช่น ไม้ น้ำมัน กาซ Eternal flames มักถูกใช้เป็นสัญญลักษณ์เพื่อความทรงจำแด่บุคคลผู้มีความสำคัญระดับชาติหรือกลุ่มผู้กล้าหรือบุคคลชั้นสูงที่ควรได้รับการยกย่อง The eternal flame เป็นอนุสรณ์แก่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ของสหรัฐอเมริกาในปี 1963 ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่มอบให้เป็นบำเหน็จ โดยตรงแก่บุคคลในวาระที่ได้จากไป http://www.youtube.com/watch?v=XwajTekSAcM Eternal Flame - The Bangles Close your eyes ปิดตาของคุณ Give me your hand darling แล้วส่งมือมาให้ฉันซิ่ ที่รัก Do you feel my heart beat รู้สึกถึงหัวใจของฉันที่สั่นไหวมั้ย Do you understand คุณเข้าใจรึเปล่า Do you feel the same รู้สึกเหมือนฉันมั้ย Am I only dreaming หรือว่าฉันฝันไป Is this burning an eternal flame หรือว่านี่มันคือเปลวไฟที่ลุกโชนไม่มีที่สิ้นสุด I believe it's meant to be, darling ฉันเชื่อ ในความหมายของมัน ที่รัก I watch you when you're sleeping ฉันเฝ้ามองคุณ ยามที่คุณหลับ You belong with me คุณเป็นของฉัน Do you feel the same คุณรู้สึกแบบฉันหรือเปล่า Am I only dreaming หรือฉันแค่ฝันไป Or is this burning an eternal flame หรือนี่คือเปลวไฟร้อนแรงที่กำลังเผาผลาญ Say my name เรียกชื่อฉันซิ่ Sunshine through the rain แสงจะส่องผ่านสายฝน My whole life so lonely ฉันโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงามาทั้งชีวิต Till you come and case my pain จนกระทั่ง คุณก้าวเข้ามาลบความปวดร้าวของฉัน I don't want to lose this feeling...oh... ฉันไม่ต้องการสูญเสียความรู้สึกนี้ไป http://www.youtube.com/watch?v=Z0ZX7Rfwuh4&feature=related Eternal Flame - Atomic Kitten Eternal Flame - The Bangles          Eternal Flame - The Bangles          Eternal Flame - The Bangles
#143drterdJul 04, 2011
way back into love By Hugh Grant and Haley Bennett เพลงจากซาวด์แทรกซ์ภาพยนตร์เรื่อง Music and Lyrics สี่ห้องใจนี้ มีแต่เสียงเธอ, หนังรักโรแมนติดในแนว คอมเมดี้ เข้าฉายเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานี้เอง เป็นบทเพลงที่แสนไพเราะ บรรยายถึงเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งได้อย่างหมดจดยิ่งนักจากผลงานการประพันธ์คำร้องและดนตรีโดย Adam Schlesinger ออกวางจำหน่ายเมื่อ 13 กุมภา 2007 ภายใต้สังกัด ATLANTIC / WEA http://www.youtube.com/watch?v=cbYGomf2BEU&feature=related way back into love By Hugh Grant and Haley Bennett I've been living with a shadow overhead ฉันอาศัยอยู่กับเงา I've been sleeping with a cloud above my bed ฉันหลับไปพร้อมกับปัญหาที่ลอยอยู่บนเตียงของฉัน I've been lonely for so long ฉันอาศัยอย่างเดียวดายมานานเกินไปแล้ว Trapped in the past, I just can't seem to move on อยู่ติดกับอดีต ดูเหมือนว่า ฉันไม่สามารถที่จะเคลื่อนย้ายมันไปได้ I've been hiding all my hopes and dreams away ฉันซ่อนความหวังและความฝันทุกๆอย่างให้หมดไป Just in case I ever need em again someday ในกรณีนี้ บางวัน ฉันต้องการพวกมันอีกครั้ง I've been setting aside time ฉันตั้งเวลาสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว To clear a little space in the corners of my mind เพื่อที่จะเคลียร์พื่นที่เล็กๆในเสี้ยวหัวใจของฉัน All I want to do is find a way back into love ทั้งหมดที่ฉันต้องการคือหาทางที่จะเข้าไปในหัวใจให้ย้อนกลับมา I can't make it through without a way back into love ฉันไม่สามารถทำมันได้ เมื่อปราศจากทางที่จะเข้าไปในหัวใจให้ย้อนกลับมา Oh oh oh โอ โอ โอ้ I've been watching but the stars refuse to shine ฉันนั่งเฝ้ามองดูแต่พวกดวงดาวก็ไม่ส่องแสงซักที I've been searching but I just don't see the signs ฉันค้นหาแต่ฉันก็มองไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย I know that it's out there ฉันรู้ มันหายไปจากที่นี่แล้ว There's got to be something for my soul somewhere มันจะมีอะไรซักอย่างเกิดขึ้นสำหรับจิตวิญญาณของฉัน I've been looking for someone to shed some light ฉันมองหาใครบางคนที่จะให้แสงสว่างกับฉัน Not somebody just to get me through the night ไม่ใช่ใครบางคนที่แค่พาฉันผ่านคืนหนึ่งๆไป I could use some direction คนที่ฉันสามารถใช้คำสั่งบางอย่างได้ And I'm open to your suggestions และฉันจะเปิดรับข้อเสนอของคนนั้น All I want to do is find a way back into love ทั้งหมดที่ฉันต้องการคือหาทางที่จะเข้าไปในหัวใจให้ย้อนกลับมา I can't make it through without a way back into love ฉันไม่สามารถทำมันได้ เมื่อปราศจากทางที่จะเข้าไปในหัวใจให้ย้อนกลับมา And if I open my heart again และถ้าฉันเปิดใจอีกครั้ง I guess I'm hoping you'll be there for me in the end ฉันคิดว่า ฉันหว้งว่าคุณจะอยู่ที่นั่นสำหรับฉันในที่สุด oh, oh, oh, oh, oh โอ โอ โอ โอ โอ โอ้ There are moments when I don't know if it's real นั่นคือชั่วขณะที่ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นความจริงรึเปล่า Or if anybody feels the way I feel หรือทุกๆคนก็รู้สึกเหมือนฉัน I need inspiration ฉันต้องการแรงบันดาลใจ Not just another negotiation ไม่ใช่แค่การเจรจาต่อรอง All I want to do is find a way back into love ทั้งหมดที่ฉันต้องการคือหาทางที่จะเข้าไปในหัวใจให้ย้อนกลับมา I can't make it through without a way back into love ฉันไม่สามารถทำมันได้ เมื่อปราศจากทางที่จะเข้าไปในหัวใจให้ย้อนกลับมา And if I open my heart to you และถ้าฉันเปิดใจสำหรับคุณ I'm hoping you'll show me what to do ฉันหวังว่า คุณจะแสดงให้ฉันเห็นว่าควรทำยังไง And if you help me to start again และถ้าคุณช่วยฉันในเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง You know that I'll be there for you in the end ในที่สุด คุณก็จะรู้ว่าฉันอยู่ที่นั่นสำหรับคุณ oh, oh, oh, oh, oh โอ โอ โอ โอ โอ้ way back into love By Hugh Grant and Haley Bennett          way back into love By Hugh Grant and Haley Bennett
#144drterdJul 04, 2011
Jelous Guy - John Lennon Jealous Guy เพลงจากบทประพันธ์ของ John Lennon 1 ในสมาชิกของ The Beatles แต่งไว้เมื่อปี 1971 ในอัลบั้มที่ชื่อ Imagine. เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากอีกเพลงของเลนนอน จนมีศิลปินหลายคนนำไปร้อง และ Roxy Music and the Faces.ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของลิขสิทธ์เพลงนี้นำไปออกเวอร์ชั่นที่เป็นอะคูสติคอีกครั้งในปี  1981. ก่อนจะมาเป็นเพลงบทนี้ พวกเขารับมาจากประเทศอินเดียเนื่องมาจากวงเดอะบีตเติลส์ไปรับอิทธิพลจาก Maharishi Mahesh Yogi  ปรมาจารย์ชาวอินเดียซึ่งโยงใยเกี่ยวข้องกับลัทธิทางความเชื่อใน "son of the mother nature". ทั้ง Paul McCartney และ John Lennon  จึงแต่งเพลงตามหัวข้อที่ได้รับ โดยเลนนอนเลือกในหัวข้อ "Child of Nature" และนำมาสานต่อจนได้เพลงนี้ออกมา "Jealous Guy" "Jealous Guy" ออกวางจำหน่ายในอังกฤษเมือเดือนพฤศจิกายน 1985 เป็นแผ่นแบบซิงเกิล คู่กับเพลงในด้าน B-side คือเพลง"Going Down on Love"ไต่ไปได้แค่อันดับ 65 ของชาร์ทเพลงในอังกฤษ ส่วนการโปรโมทด้วยวิดิโอนั้นทำไปเมื่อปี 1971 เนื้อหาของเพลงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง หึงหวง กับโยกะสาวญี่ปุ่นคู่ชีวิตคนล่าสุดของเขา แต่เลนนอนอธิบายกว่ามันเป็นตัวตนของเขาเอง  และเนื้อร้องในตอนจบสะท้อนถึงความจริง "I'm just a jealous guy - watch out/look out". ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของจอห์นและโยโกะจะเป็น 1 ในความยิ่งใหญ่ โรแมนติคแห่งยุคศตวรรษที่ 20 ก็ตาม แต่มันมีผลกระทบไปถึงเพื่อนๆในวงเดอะบีตเติลส์  จนทำให้เขาต้องดื่มหนักขึ้น ยิ่งในช่วงที่ทำหัวข้อ "Child of Nature" แตกให้เป็นเพลง "Jealous Guy" เขายิ่งเครียดมาก เพราะก่อนหน้านี้เขามีภรรยาชื่อ  Cynthia Powell,และมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน แต่มีปัญหาในครอบครัวทำให้เขาต้องทิ้งเธอ จนมาได้โยโกะเป็นคู่ชีวิตคนใหม่  แฟนพันธ์แท้ของบีตเติลส์ คงจำกันได้ดีว่าเพลง Hey Jude ของเขาก็กล่าวถึงบุตรชายที่เกิดกับภรรยาคนนี้ โยโกะเคยบอกเรื่องความหึงหวงของเลนนอนว่า เขาเคยให้เธอลิสต์รายชื่อแฟนเก่าๆของเธอก่อนที่จะมีเขามาให้เขาฟัง และยังไม่ชอบให้เธอพุดญี่ปุ่นเพราะเขาอดคิดไปถึงแฟนเก่าๆชาวญี่ปุ่นที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไม่ได้  สำหรับเวอร์ชั่น"อะคูสติคกีตาร์" นั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 1977 ขณะที่เลนนอนนั่งเล่นอยู่ที่ห้องซุดของโรงแรม Okura Hotel ในกรุงโตเกียว เขาขุดเพลงเก่าๆมาร้องและเล่นกีตาร์ไปด้วย บังเอิญว่าบ๋อยของโรงแรมก้าวเข้ามากับชาวญี่ปุ่นอีกคน เนื่องจากกดลิฟท์ผิดชั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ เลนนอนกำลังเล่นเพลง "Jealous Guy" อยู่คนเดียว แม้ทั้งคู่จะถูกไล่ให้ออกไป แต่ทั้ง 2 คนก็ขอนั่งฟังจนจบเพลง จึงเป็นเกร็ดเล็กๆที่จะเล่าสู่กันฟังว่าเพลงนี้ถูกเปิดตัวต่อหน้าคนอื่นมาแล้ว อย่างน้อย 2 คน ในวันที่จอห์นร้องเล่นๆในโรงแรม และมีคนเข้าห้องผิดในวันนั้น http://www.youtube.com/watch?v=jXDqNMiubXo Jelous Guy - John Lennon I was dreaming of the past And my heart was beating fast I began to lose control I began to lose control ฉันกำลังฝันถึงวันวาน และหัวใจของฉันเริ่มที่จะเต้นแรง ฉันเริ่มที่จะสูญเสียการควบคุม ฉันเริ่มที่จะควบคุมตัวเองไม่อยู่ I didn't mean to hurt you I'm sorry that I made you cry Oh no, I didn't want to hurt you I'm just a jealous guy ฉันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเธอ ฉันขอโทษที่ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตา ฉันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเธอ ฉันมันก็แค่ผู้ชายขึ้หึงคนนึง I was feeling insecure You might not love me anymore I was shivering inside I was shivering inside ฉันเคยรู้สึกไม่มั่นใจ ว่าเธออาจจะไม่รักฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันรู้สึกสั่นไหวอยู่ภายใน จิตใจฉันเริ่มสั่นหวั่นไหว I didn't mean to hurt you I'm sorry that I made you cry Oh no, I didn't want to hurt you I'm just a jealous guy (ซ้ำ) ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอเลย ฉันขอโทษที่ทำให้เธอนั้นต้องร้องไห้ โถ่..ฉันไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายเธอเลยจริงๆ ฉันมันก็แค่ผู้ชายขี้อิจฉา (ซ้ำ) I was trying to catch your eyes Thought that you was trying to hide I was swallowing my pain I was swallowing my pain ฉันพยายามที่จะจับสายตาของเธอ สิ่งที่เธอพยายามจะซุกซ่อนมันไว้ ฉันต้องคอยกล้ำกลืนมัน กล้ำกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ I didn't mean to hurt you I'm sorry that I made you cry Oh no, I didn't want to hurt you I'm just a jealous guy, watch out I'm just a jealous guy, look out babe I'm just a jealous guy ฉันไม่ต้องมีเจตนาจำทำร้ายเธอเลย ขอให้เธอให้อภัยที่ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตา ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฉันมันก็แค่ผู้ชายขี้อิจฉา ระวังเอาไว้ ฉันก็แค่ผู้ชายขี้หึง โปรดระวังเอาไว้ที่รัก ฉันมันก็แค่ผู้ชายขี้หึง Jelous Guy - John Lennon          Jelous Guy - John Lennon          Jelous Guy - John Lennon
#145drterdJul 04, 2011
I Started a Joke - The Bee Gees เป็นอีกบทเพลงที่เศร้าซึ้ง กินใจคนไทยในยุคนั้นยิ่งนัก แทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักเพลงนี้ โดยเฉพาะกับมือกีตาร์หัดใหม่ก็มักเอาเพลงนี้ไปฝึกเล่นกันเกือบทุกคน Original ของเพลงนี้เป็นของวงดนตรีชื่อดังจากเกาะอังกฤษ" Bee Gees " ซึ่งมาจาก BG เป็นชื่อย่อของคำว่า "Brothers Gibb" ความหมายว่า คณะนี้เป็นพี่น้องกัน ที่เกิดจากตระกูล "Gibb" นำโดยพี่ชายคนโตคือ "Barry Gibb" ส่วนอีกสองคนเป็นฝาแฝดกัน คือ "Robin Gibb" และ "Maurice Gibb" http://www.youtube.com/watch?v=Dq6YmSVAOG8 I Started a Joke - The Bee Gees I started a joke, which started the whole world crying, ฉันเริ่มที่จะเล่าเรื่องตลก ซึ่งเป็นการเริ่มให้ทุกคนต้องร้องไห้ but I didn't see that the joke was on me, oh no. และฉันเอง ก็ไม่ได้รู้เลยว่า เรื่องตลกนั้น มันเกี่ยวกับตัวฉันทั้งสิ้น โอว ไม่นะ I started to cry, which started the whole world laughing, เมื่อฉันเริ่มที่จะร้องไห้ กลับกลายเป็นการเริ่มให้ทุกคนในโลกนี้หัวเราะ oh, if I'd only seen that the joke was on me. โอ้ ถ้าเพียงแค่ฉันรู้ว่า เรื่องตลกนั้น มันเกี่ยวกับตัวฉัน I looked at the skies, running my hands over my eyes, ฉันมองไปบนท้องฟ้า ขยี้ตาตัวเอง and I fell out of bed, hurting my head from things that I'd said. ฉันตกมาจากเตียง เจ็บตัวเอง จากสิ่งที่ฉันได้พูดไป Til I finally died, which started the whole world living, จนกระทั่งในที่สุดฉันได้ตายลง ซึ่งนั่นกลับกลายเป็นการทำให้ทั้งโลกกลับมีชีวิตชีวา oh, if I'd only seen that the joke was on me. โอ้ ถ้าเพียงแค่ฉันรู้ว่า เรื่องตลกนั้น มันเกี่ยวกับตัวฉัน I looked at the skies, running my hands over my eyes, ฉันมองไปบนท้องฟ้า ขยี้ตาตัวเอง and I fell out of bed, hurting my head from things that I'd said. ฉันตกมาจากเตียง เจ็บตัวเอง จากสิ่งที่ฉันได้พูดไป 'Til I finally died, which started the whole world living, จนกระทั่งในที่สุดฉันได้ตายลง ซึ่งนั่นกลับกลายเป็นการทำให้ทั้งโลกกลับมีชีวิตชีวา oh, if I'd only seen that the joke was one me. โอ้ ถ้าเพียงแค่ฉันรู้ว่า เรื่องตลกนั้น มันเกี่ยวกับตัวฉัน I Started a Joke - The Bee Gees          I Started a Joke - The Bee Gees          I Started a Joke - The Bee Gees
#146drterdJul 04, 2011
Vincent - Don Mcclean Don Mclean แต่งเพลง American Pie ขึ้นจนฮิตติดอันดับ 1 ในอเมริกาปี 1972 ติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ และในออสเตรเลียอีก 5 สัปดาห์ แต่เพลง Vincent กลับไปขึ้นอันดับ 1 ที่อังกฤษแทน และได้รับการตอบรับจากเวทีโลกมากกว่า เนื้อหาของเพลงบรรยายเกี่ยวกับภาพวาดของศิลปินชาวดัชต์ วินเซนต์ แวน โกะห์ ที่แฝงเนื้อหาประวัติของท่านตั้งแต่เกิด - ช่วงรุ่งโรจน์ จนเสียชีวิต อย่างเนื้อเพลง "paint your palette blue and gray" ก็จะรู้ว่า วินเซนต์ใช้สีสันได้อย่างงดงามในภาพวาดของเขา อีกประโยคหนึ่งที่กล่าวว่า"How you suffered for your sanity" หมายถึงภาวะแปรปรวนทางจิตใจและความคิดของศิลปินท่านนี้ในช่วงชีวิตหนึ่งของเขา และ "They did not listen they're not listening still" เป็นการบอกเล่าถึงผู้คนรอบข้าง ที่ไม่เคยมองเขาในแง่ดี แถมยังกลับวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบอีกด้วย เสียงนุ่มๆเศร้าๆของเขาในเพลงนี้เหมาะกับเขามาก ตอนเพลงนี้ดังใหม่ๆ พิพิธภัณฑ์ภาพวาดของวินเซนต์ แวนโกะห์ เปิดแต่เพลงนี้ทั้งวัน ..มีใครรู้บ้างว่า Killing me softly with his song ของ Roberta Flack นั้นผู้ชายคนที่ถูกอ้างถึงในเนื้อร้องเพลงนี้ก็คือเจ้าของเพลงนี้นั่นเอง วินเซนต์ แวน โก๊ะ ถูกยกย่องให้เป็นจิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าชื่อเสียง ของเขาเพิ่งจะมาโด่งดังเอาในช่วง 3 ปีสุดท้ายของชีวิตการเป็นจิตรกรตลอด 10 ปี ก็ตาม แต่เขาก็ได้สร้างอิทธิพลต่อ ศิลปะแบบอิมเพรสเช่นนิสท์ แบบโมเดินท์ อารต์ เอาไว้มากมาย สร้างผลงานภาพเขียนสีน้ำมันกว่า 800 ภาพ และภาพวาดอีกกว่า 700 ภาพ ซึ่งตลอดชีวิตของเขานั้นมีเพียงภาพเดียวที่ขายได้ ความเจ็บป่วยทางสมอง และจิตใจของ แวน โก๊ะนั้นแสดงออกมาทางภาพที่เขาเขียน ด้วยการใช้สีอันร้อนแรง การปัดพู่กันแบบหยาบๆ และรูปแบบของลายเส้นที่ใช้จนในที่สุดก็ได้ผลักดันให้เขา จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876 แวน โก๊ะก็เริ่มตระหนักว่า เขาไม่ชอบงานขายภาพที่เขาทำอยู่เลยประกอบกับถูกปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก ทำให้เขาเริ่มทำตัวออกห่างจากผู้คนมากขึ้น และตัดสินใจที่จะออกบวช แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา ไม่สามารถผ่านการทดสอบให้เข้ามาเป็นนักบวชได้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักเทศน์ไป และในปีค.ศ.1878 เขาได้เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยี่ยมเพื่อทำการ เผยแพร่ศาสนา โดยพกพาเอาความยากจนค่นแค้นไปตลอดการเดินทางจากการเดินทาง ครั้งนี้ แวนโก๊ะ ได้มีปากเสียงกับนักเทศน์ผู้อาวุโส ทำให้เขาถูกขับออกจากกลุ่มในปี ค.ศ.1880 ในสภาพของคนสิ้นไร้ และสูญเสียความเชื่อของตนไป เขาจมอยู่กับ ความผิดหวัง และได้เริ่มเขียนรูป แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถที่จะ เรียนรู้การเขียนภาพด้วยตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรัสเซลเพื่อเรียน การเขียนภาพ     ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า " โปเตโต อีทเตอร์ "     เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใจของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ     วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้น แวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันคริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา    ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้ถึง 53.9 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น http://www.youtube.com/watch?v=nkvLq0TYiwI Vincent - Don Mcclean Starry, starry night Paint your palette blue and gray Look out on a summer's day With eyes that know the darkness in my soul Shadows on the hills Sketch the trees and the daffodils Catch the breeze and the winter chills In colors on the snowy linen land Now I understand What you tried to say to me How you suffered for your sanity How you tried to set them free They would not listen they did not know how Perhaps they'll listen now Starry, starry night Flaming flowers that brightly blaze Swirling clouds in violet haze Reflecting Vincent's eyes of China blue Colors changing hue Morning fields of amber grain Weathered faces lined in pain Are soothed beneath the artist's loving hands Now I understand What you tried to say to me How you suffered for your sanity How you tried to set them free They would not listen they did not know how Perhaps they'll listen now For they could not love you But still your love was true And when no hope was left in sight On that starry, starry night You took your life as lovers often do But I could have told you Vincent This world was never meant for one as beautiful as you Starry, starry night Portraits hung in empty halls Frameless heads on nameless walls With eyes that watch the world and can't forget Like the strangers that you've met The ragged men in ragged clothes A silver thorn on a bloody rose Lie crushed and broken on the virgin snow Now I think I know What you tried to say to me How you suffered for your sanity How you tried to set them free They would not listen they're not listening still Perhaps they never will     ค่ำคืนพร่างพรายแสงดาวระยับ คุณระบายสีน้ำเงิน และสีเทาหม่นลงบนผืนผ้าใบของคุณ เบือนมองออกไปยังทิวาแห่งเดือนคิมหันต์ ดวงตาของคุณหยั่งรู้แม้กระทั่งด้านมืดที่สุดในหัวใจของผม ร่างเงาลุ่มลึกบนหุบเขาเหล่านั้น ร่างภาพต้นไม้และมวลดอกแดฟโฟดิล ร่างลมหนาว และความหนาวเหน็บของคืนเหมันต์ สร้างสีสันลงบนผืนธรณีคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ตอนนี้ ผมเข้าใจแล้ว สิ่งที่คุณพยายามจะบอกกับผม ทั้งเรื่องที่คุณต้องทนทุกข์เพียงเพราะคุณรู้มากกว่าใคร และเรื่องที่คุณพยายามปลดปล่อยวิญญาณของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันฟังคุณ พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางที ตอนนี้พวกเขาอาจจะพร้อมรับฟังแล้ว ค่ำคืนพร่างพรายแสงดาวระยับ มวลบุปผาสีเพลิงเปล่งประกายเจิดจรัส หมู่เมฆาสีม่วงอ่อนล่องลอยเป็นวงคลื่น ทั้งหมดสะท้อนอยู่ในดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสของวินเซนต์ สีสันพลันแปรเปลี่ยนเฉดของมัน ทุ่งข้าวสาลีเป็นสีเหลืองดังหนึ่งอำพันท่ามกลางรุ่งอรุณ ใบหน้าที่เจ็บปวด ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานจนหยาบกร้าน ทั้งหมดต่างถูกถ่ายทอดอย่างประณีตงดงาม ด้วยมือแสนอ่อนโยนของจิตรกร ตอนนี้ ผมเข้าใจแล้ว สิ่งที่คุณพยายามจะบอกกับผม ทั้งเรื่องที่คุณต้องทนทุกข์เพียงเพราะคุณรู้มากกว่าใคร และเรื่องที่คุณพยายามปลดปล่อยวิญญาณของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันฟังคุณ พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางที ตอนนี้พวกเขาอาจจะพร้อมรับฟังแล้ว แม้พวกเขาไม่อาจรักคุณ กระนั้น ความรักของคุณก็ยังคงเที่ยงแท้ และเมื่อคุณไม่หลงเหลือความหวังใด ในค่ำคืนพราวแสงดาวระยับนั้นอีก คุณก็ปลิดชีวิตของคุณอย่างเช่นคนรักคนหนึ่งพึงกระทำ แต่ผมจะบอกคุณ วินเซนต์ โลกนี้ไม่เคยเหมาะกับบุคคลผู้แสนบริสุทธิ์ อย่างคุณ ค่ำคืนพร่างพรายแสงดาวระยับ ภาพวาดแขวนอยู่บนผนังในหอที่ว่างเปล่า ดวงหน้าไร้เส้นกรอบบนผนังไร้การกำกับชื่อ ดวงตายังคงมองโลกนี้อย่างมิอาจลืมเลือนแม้เพียงเศษเสี้ยว ก็เช่นเดียวกับคนแปลกหน้าที่คุณพบพานระหว่างทาง ชายจรจัดทรุดโทรมในเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น หนามแหลมสีเงินบนก้านดอกกุหลาบสีแดงเลือด ร่วงหล่นและแหลกสลายอยู่ในผืนหิมะขาววิสุทธิ์ ตอนนี้ ผมคิดว่าผมรู้แล้ว สิ่งที่คุณพยายามจะบอกกับผม ทั้งเรื่องที่คุณต้องทนทุกข์เพียงเพราะคุณรู้มากกว่าใคร และเรื่องที่คุณพยายามปลดปล่อยวิญญาณของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันฟังคุณ กระทั่งตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ฟังคุณ และบางที พวกเขาอาจไม่มีวันได้ฟังคุณอีกเลย Vincent - Don Mcclean          Vincent - Don Mcclean          Vincent - Don Mcclean
#147drterdJul 06, 2011
The Last Leaf - The Cascades หลังจากที่ The Cascades นำเพลง rhythm of the rain ขึ้นสู่อันดับ 1 ในชาร์ทเพลงเกือบทุกประเทศเมื่อปี '60  The 1960's pop classic of international renown. #1 in almost every country in the world, The Last Leaf นี้ก็ถูกผลิตตามออกมาเป็น single ชุดที่ 2 ของพวกเขาเมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นเพลงที่แสนไพเราะ แฝงความเศร้าซึ้ง อีกเพลงหนึ่ง  เนื้อหาของเพลง เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่ง    ที่รำพึงรำพันถึงคนรัก ณ ใต้ต้นไม้ ต้นที่เธอเคยบอกเมื่อฤดูร้อนที่แล้วว่า  จะกลับมาหาก่อนถึงฤดูใบไม้ผลิ แต่......รอแล้ว รอเล่า ใบไม้ค่อยๆปลิดปลิว ...หลุดร่วงไปทีละใบๆ...ตามฤดูกาล จนฤดูหนาวมาเยือน อีกแล้ว และความหวังสุดท้าย..................คงจะต้องขึ้นอยู่กับ....ใบไม้ใบสุดท้ายใบนี้ The Cascades กลุ่มนักร้องชาวอเมริกันวงนี้มีชื่อเสียงก้องโลกกับผลงานซิงเกิลเพลง  "Rhythm of the Rain" เมื่อปี 1963. จากอดีตในปี 1960, The Silver Strands วงดนตรีของกลุ่มนาวิกโยธินชาวอเมริกัน จากรายการทีวี USS Ticonderoga (CV-14) ที่ออกอากาศในเมือง San Diego, รัฐ California. นำโดย John Gummoe, ซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้ลาออกจากชีวิตทหารมาก่อตั้งวง The Thundernotes.โดยเขาร้องนำ มีมือกีตาร์ชื่อ Eddie Snyder , David Szabo คีย์บอร์ด, มือเบส Dave Stevens และกลอง Dave Wilson .เพลงของพวกเขาได้รับการยอมรับในเรื่องของการร้องประสานเสียง ในสังกัดของ Valiant Records จนเปลี่ยนมาใช้ชื่อวงว่า The Cascades "There's A Reason",เป็นเพลงฮิตที่ออกมาครั้งแรกในปี 1962, ต่อมาจึงนำเพลงเก่าสมัยยังเป็นวงนาวิกโยธิน โดยมี Hal Blaine เล่นกลอง, Carol Kaye เล่นเบส  และ Glen Campbell เล่นกีตาร์ จากผลงานการอะเรนจ์ของ Perry Botkin. มาเล่นในเพลง  "Rhythm of the Rain" เพลง "Rhythm of the Rain" ถูกทำออกมาในเดือนพฤศจิกายน 1962. ขึ้นถึงอันดับ 3 ของ The U.S. Billboard Hot 100 เมื่อต้นปี 1963, และได้รับความนิยมมากกว่า 80 เมือง ขายได้มากกว่าล้านแผ่น.และได้รับแผ่นเสียงทองคำไปในที่สุด จนมาถึงเพลงนี้ "The Last Leaf", ก็ยังครองใจนักฟังเพลงมาจนปัจจุบัน http://www.youtube.com/watch?v=eblMU59Ovso The Last Leaf - The Cascades The last leaf clings to the bough Just one leaf, that's all there is now And my last hope live with that lonely leaf, lonely leaf With the last leaf that clings to the bough Last summer beneath this tree Myh love said she'd come to me Before the leaves of autumn touched the ground, touched the ground My love promised she's be homeward bound Then one by one the leaves began to fall And now that winter's come to call The last leaf that clings to the bough Just one leaf, that's all there is now Will my last hope fall with that lonely leaf, lonely leaf With the last leaf, the last leaf With the last leaf that clings to the bough Bough, bough, bough . . . The Last Leaf - The Cascades          The Last Leaf - The Cascades          The Last Leaf - The Cascades
#148drterdJul 06, 2011
My Heart Will Go On - Céline Dion จากครอบครัวเล็ก ๆ ในชนบทของแคนาดา เด็กสาวเชื้อสายฝรั่งเศส - แคนาเดี้ยน Céline Dion  ก้าวมาสู่การเป็นนักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์ พร้อมสมญานาม The Premier Contemporary  Pop Vocalist Of The Nineties  เธอได้ทำลายสถิติต่าง ๆ มากมาย พร้อมสร้างโกดังเก็บรางวัลที่ได้จากการเข้ามาสู่โลกอุตสาหกรรมทางดนตรี ทั้ง Grammy Awards จากอเมริกา, Juno และ Felix Awards จากแคนาดา และ World Music Awards จากทางยุโรป ถึงตอนนี้เธอได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นถึงจิตวิญญาณแห่งดนตรีในตัวเธอ ให้ประจักษ์ผ่านเสียงร้อง และบทเพลงของเธอแล้ว และนี่คือตลอดชีวิตที่เธอได้เติบโตขึ้นมา ปี 1982  ไม่มีชาวแคนาดาคนไหนไม่รู้จักชื่อ Céline Dion  เธอชนะเลิศการประกวดร้องเพลง Yamaha World Song Festival ที่ญี่ปุ่น พร้อมตำแหน่ง Coveted Musician's Award for Top Performer ซึ่งเป็นรางวัลจากการโหวตของนักดนตรีแบ็กอัพ ปี 1983 เธอก็ได้จารึกชื่อไว้ว่า เป็นนักร้องแคนาเดี้ยนคนแรกที่ได้รับรางวัล Gold Record รางวัลอันทรงค่าของเหล่านักร้องเพลงภาษาฝรั่งเศส จากประเทศฝรั่งเศส My Heart Will Go On เป็นเพลงเอกจากภาพยนตร์เรื่อง Titanic ที่ติดตรึงใจผู้ชม และผู้ฟังทั้งโลก  ผู้แต่งเพลงนี้คือ เจมส์ ฮอร์เนอร์ และอำนวยเพลงโดย เจมส์ ฮอร์เนอร์ และ วอลเตอร์  เอฟฟานาซีฟ และเพลงนี้เช่นกันได้รับเลือกให้ใช้เปิดในงานแต่งงานจากเหล่าแฟนเพลงของซีลีนมากที่สุดรวมทั้งแฟนเพลงชาวไทยด้วย  ต้นตำรับดั้งเดิมของเพลงนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "It Was Sad When That Great Ship Went Down" และ "Titanic (Husbands and Wives)" เป็นแนวโฟล์คซองที่เด็กๆอเมริกันร้องได้ทุกคน มักนิยมนำมาร้องกันในค่ายฤดูร้อน Titanic  หนังโรมานซ์ของของสหรัฐอเมริกา ที่สร้างและกำกับโดย เจมส์ คาเมรอน โดยนำมาจากแหตุการณ์จริงเมื่อเรือสำราญไททานิคอัปปางในปี 1912  ออกฉายในปี พ.ศ. 2540 โดย ทเวนตีส์เซ็นจูรีฟ็อกซ์ และพาราเมาต์ พิกเจอร์ นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ และ เคต วินสเลต  เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ ทั้งหมด 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก และหนังเรื่องนี้เองที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า แจ้คกับโรส(ซึ่งเป็นชื่อของพระเอกกับนางเอก)  และเป็นหนังดังในลาว ชื่อเรื่อง"ชู้รักเรือล่ม" ไททานิค เป็นเรือโดยสารไอน้ำที่ถูกออกแบบให้เป็นเรือสำราญ ที่คลาสสิกและล้ำสมัย และเป็นเรือที่ทุกคนรู้จักกันดีว่าลำใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยสร้างขึ้นมา มีความหรูหราอย่างเหลือเชื่อประกอบกับความเร็วสูงทั้งแข็งแกร่งปลอดภัยและไม่มีวันจม ลำตัวเรือมีท้องเรือสองชั้นเพิ่อช่วยป้องกันเรือถ้ามันชนอุปสรรคใต้น้ำ และมีการแบ่งลำตัวเรือเป็นห้อง ๆ  ซึ่งแบ่งด้านในของเรือเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลท่วมไปทั่ว 2 สิ่งนี้รวมทั้งคุณสมบัติอื่น ๆ  ในการออกแบบได้ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือมีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยสูง 14 เมษายน 1912 ผู้โดยสาร 2,200 คน บนเรือไททานิคกำลังเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่นิวยอร์ก ในคืนนั้นเองหลังเวลา 23.40 น.ไม่นาน เรือยักษ์ลำนี้ก็ชนภูเขาน้ำแข็งจนครูดกับกราบเรือฝั่งขวา ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ด้านข้างของลำตัวเรือเหนือระดับของท้องเรือสองชั้น ผลก็คือน้ำเย็นเหมือนน้ำแข็งปริมาณมหาศาลได้ไหลบ่าเข้ามาในตัวเรือ ความเสียหายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับลำตัวเรือเพียงห้องเดียว แต่เกิดขึ้นกับลำตัวเรือไททานิคถึงห้าห้อง การออกแบบอย่างหนึ่งของเรือลำนี้กลายเป็นความหายนะ เมื่อหัวเรือที่เสียหายเริ่มจมลงไปในทะเล น้ำที่สูงขึ้นมาก็จะขึ้นถึงส่วนบนสุดของผนังกั้นซึ่งแบ่งตัวเรือเป็นห้อง ๆ แต่ผนังกั้นเหล่านี้ไม่ได้กันน้ำทั้งหมดจนถึงดาดฟ้าข้างบน กว่าเรือไอน้ำคาร์ปาเธียจะมาถึงที่เกิดเหตุ ไททานิคก็จมลงไปแล้ว มีผู้โดยสารเสียชีวิตไปแล้ว กว่า 1,500 คนในหายนะครั้งนี้ ว่ากันว่าปัญหาเรื่องหมุดยึดที่ใช้กับไททานิค และการใช้ความเร็วสูงในบริเวณที่มีภูเขาน้ำแข็งเป็นเหตุที่ทำให้เรือแห่งตำนานลำนี้ต้องจบลง นอกจากน้ำแข็งแล้วไฟก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้โดยสารต้องจบชีวิตลง นาง มิลล์วีนา ดีน ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากเหตุเรือไททานิค อัปปางเมื่อ 96 ปีก่อนซึ่งในขณะนั้นเธอยังเป็นทารกอายุ 2 เดือน เปิดเผยว่า จะนำกระเป๋าเสื้อผ้า ,สัมภาระและของใช้ส่วนตัวต่างๆ ที่ ทางครอบครัวได้รับจากผู้ใจบุญในสหรัฐที่ช่วยเหลือโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ออกประมูลที่บริษัทรับประมูลในอังกฤษ เพื่อจะนำไปชำระค่าใช้จ่ายที่บ้านพักคนชราสหรัฐและไปจ่ายค่ารักษากระดูกสะโพกหัก โดยคาดว่าอาจจะได้เงินประมาณ 3,000 ปอนด์หรือประมาณ 180,000 บาท ดาราฮอลลีวูดจากภาพยนตร์โด่งดังไททานิค ทั้งลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เคต วินสเลต และผู้อำนวยการสร้าง เจมส์ คาเมรอน ได้บริจาคเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นทุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สถานพักฟื้น หลังทราบข่าวว่าเธอต้องขายลายเซ็นของตัวเอง เพื่อจ่ายเงินดังกล่าว มิลล์วีนา ดีน มีอายุเพียง 9 สัปดาห์ เมื่อครอบครัวของเธอขายกิจการผับในกรุงลอนดอน เพื่อเดินทางไปกับเรือสำราญสุดหรูเที่ยวแรก และจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองวิชิตา มลรัฐแคนซัส ของสหรัฐฯ ซึ่งเบอร์แทรม พ่อของเธอหวังจะเปิดร้านขายยาสูบที่นั่น ทว่า พ่อของเธอเป็น 1 ในเหยื่อ 1,517 รายที่เสียชีวิต หลังจากเรือที่ได้ชื่อว่าไม่มีวันจม ชนกับภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติก และอับปางลง มิลล์วีนา ดีน ซึ่งถูกห่อด้วยกระสอบเพื่อป้องกันความหนาวเหน็บ ก่อนจะถูกนำลงเรือช่วยชีวิต เป็นผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิค ที่อายุน้อยที่สุดจากทั้งหมด 706 คน โดยกอร์เกตตา แม่ของเธอ และพี่ชายวัย 2 ขวบ อยู่ในจำนวนผู้รอดชีวิตด้วย ทั้งคู่เสียชีวิตในปี 1975 และ 1992 ตามลำดับ มิลล์วีนา ดีน เคยบอกว่า เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับหายนะภัยครั้งนั้นเลย แต่แม่ของเธอเล่าให้ฟัง เมื่อเธออายุได้ 8 ปี ขณะที่แม่ของเธอแต่งงานใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ ดีนยังกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิคในช่วงอายุ 70 ปี โดยเธอจะออกงานสังคม ออกสื่อสารคดี และสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรือมรณะดังกล่าว สมาคมไททานิค อินเตอร์เนชันนัล แถลงบนเว็บไซต์ว่า นาง มิลล์วีนา ดีน ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากโศกนาฏกรรมเรือสำราญยักษ์ใหญ่ล่มเมื่อปี 1912 เสียชีวิตที่บ้านพักคนชราใกล้กรุงเซาท์แทมตัน ซึ่งเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน หลังล้มป่วยด้วยอาการปอดอักเสบ http://www.youtube.com/watch?v=saalGKY7ifU My Heart Will Go On - Céline Dion Every night in my dreams ทุกค่ำคืนในความฝันของฉัน I see you, I feel you ฉันเห็นคุณ ฉันสัมผัสถึงคุณได้ That is how I know you, go on นั่นคือหนทางเดียวที่ฉันรู้ว่า คุณยังอยู่ Far across the distance ก้าวผ่านระยะทาง And spaces between us และช่องว่างระหว่างเราสองคน You have come to show you, go on คุณได้แสดงให้ฉันเห็นว่า คุณยังเป็นเช่นเดิม Near, far, wherever you are ใกล้หรือไกล ไม่ว่าที่ไหนก็ตามที่คุณอยู่ในตอนนี้ I believe that the heart does go on ฉันเชื่อว่า หัวใจยังคงอยู่จริงๆ Once more you open the door นานมาแล้วที่คุณได้เปิดประตู And you're here in my heart และก้าวเข้ามาอยู่ในใจฉัน And my heart will go on and on และหัวใจของฉันก็จะเหมือนเดิมต่อไป Love can touch us one time รักแท้นั่นเกิดขึ้นกับเราได้เพียงแค่ครั้งเดียว And last for a lifetime แล้วจะอยู่ต่อไปจนตลอดชีวิต And never let go till we're gone และไม่เคยจางหายจนกว่าพวกเราจะจากไป Love was when I loved you รักแท้คือตอนที่ฉันได้รักคุณ One true time I hold to ช่วงเวลาที่เป็นตัวเองจริงๆ ที่ฉันใฝ่หา In my life we'll always go on ในช่วงชีวิตฉัน เราจะยังคงเป็นแบบนั่นเสมอ Near, far, wherever you are ใกล้  ไกล ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม I believe that the heart does go on ฉันเชื่อมั่นว่าหัวใจยังคงไม่เปลี่ยนแปลง Once more you open the door นานมาแล้ว ครั้งหนึ่งที่คุณได้เปิดประตู And you're here in my heart และเข้ามาอยู่ในใจฉัน And my heart will go on and on และหัวใจฉันยังคงเป็นเช่นเดิมตลอดกาล There is some love that will not go away มันมีจริง ความรักที่ไม่เคยจางหาย You're here, there's nothing I fear คุณอยู่ตรงนี้แล้ว มันไม่มีอะไรที่ฉันต้องกลัว And I know that my heart will go on และฉันรู้ว่าหัวใจของฉันจะยังคงอยู่ We'll stay forever this way พวกเราจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป You are safe in my heart คุณปลอดภัยอยู่ในใจฉัน And my heart will go on and on และหัวใจฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปร My Heart Will Go On - Céline Dion          My Heart Will Go On - Céline Dion          My Heart Will Go On - Céline Dion
#149drterdJul 06, 2011
Yesterday  - The beatles ผลงานขนานแท้ของ The beatles ที่แต่งโดย Paul McCartney เป็นเพลงที่ถูกบันทึกสถิติ Guinness World Records ว่ามีผู้นำไปบันทึกเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์  นับได้กว่า 3000 ราย จนได้ลง Guinness Book of Records เพลง Yesterday อยู่ในอัลบั้ม Help ผลิตมาสู่คนฟังครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1965 ก็ขึ้นชารต์อัลบั้มอันดับหนึ่งที่อังกฤษทันที ซึ่งยังไม่เคยมีศิลปินวงไหนทำได้มาก่อนเลย ตัวเพลงนั้นไปสูงสุดที่อันดับ 8 ที่อังกฤษแต่ขึ้นอันดับ 1 สี่สัปดาห์ที่อเมริกา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1965 ซึ่งเดิมทีทางค้นสังกัดไม่ยอมออกเพลงนี้ในอังกฤษเพราะผิดคาแร็คเตอร์ของวงร้อค แต่มาเปลี่ยนใจในภายหลัง Paul เล่าว่าตอนที่แต่งเพลงนี้เขาอยู่ที่ Wimpole Street บ้านแฟนคนที่ชื่อ Jane Ashe เหมือนว่าทำนองเพลงนี้จะอยู่ในฝันของเขา พอตื่นขึ้นมาเลยรีบอัดเสียงจากเปียนโน จากนั้นทำนองเพลงก็ไหลออกมาเอง  เกือบๆเดือนหนึ่งที่  Paul ต้องเทียวถามพรรคพวกว่าทำนองที่เขาแต่งนี้ไปซ้ำกับทำนองเพลงของใครหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนใคร ภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ เพลงนี้จะต้องเป็นลิขสิทธิ์ของเขาคนเดียว จากนั้นพอลได้เร่งแต่งเนื้อเพลงจนสำเร็จ แต่ในตอนนั้นเขาให้ชื่อเพลงนี้ว่า "Scrambled Eggs จนปี 1964 พวกเขาไปทัวร์ฝรั่งเศสจึงได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Yesterday  จนมาถึงปี 1965 พวกเขาออกอัลบั้มคู่ Beatles for Sale และ  A Hard Day's Night,  โดยบรรจุ  Yesterday ใส่ลงไปในอัลบั้มทั้ง 2 ชุดนั้นด้วย John พูดถึงเพลง Yesterday สั้นๆเมื่อปี 1972 ว่า “เยี่ยม”    8 ปีต่อมา John ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Playboy ว่า Yesterday เป็นงานของ Paul ที่น่าชื่นชมแต่เขาไม่เคยนึกเสียดายที่ไม่ได้แต่ง หรือมีส่วนร่วมในเพลง ๆ นี้เลย เนื้อร้องของ Yesterday แม้ว่าจะเขียนได้สละสลวย แต่ไม่มีที่มาและที่ไป อย่างเด่นชัดเหมือนบทเพลงบางเพลงในอดีตของเขา คือคนฟังจะไม่ทราบว่าทำไมหล่อนถึงทิ้งเขาไป, ทำไมวันวานมีดีอะไรถึงทำให้เขาถวิลหา หนังสือบางเล่มอ้างว่า Yesterday เป็นเพลงของ Beatles ที่ Paul ชอบมากที่สุด  Yesterday ช่วยให้ Beatles เจาะตลาด “เพลงสำหรับผู้ใหญ่” ได้สำเร็จ Paul เล่าว่าเป็นเรื่องแปลกที่เพลงบางเพลงทางวงไม่ได้คาดหวังอะไรไว้มาก แต่กลับฮิตเปรี้ยงปร้าง เช่น Yesterday กับ Mull of Kintyre ซึ่งเป็น single ที่ขายดีที่สุดในอังกฤษ Paul นำ Yesterday ไปเล่นสดในทัวร์ concert ของ Wings ปี 1976 Wings Over America และในหนังเรื่อง Give My Regards to Broad Street โดยต้องขออนุญาตจาก Michael Jackson ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เพลงทุกเพลงของ Lennon-McCartney จากการชนะประมูลในช่วงกลางทศวรรษ ’80 http://www.youtube.com/watch?v=S09F5MejfBE Yesterday  - The beatles Yesterday, all my troubles seemed so far away Now it looks as though theyre here to stay Oh I believe in yesterday วันวานนี้ฉันยินดีมีความสุข หมดเรื่องทุกข์อุปสรรคมักห่างหาย แต่วันนี้สิ่งเหล่านั้นพลันกล้ำกราย ไม่มลายสูญสลายคล้ายก่อนกัน Suddenly, Im not half the man I used to be There?s a shadow hanging over me Oh yesterday came suddenly บัดดลนั้นตัวฉันแปรผันเปลี่ยน เพราะผิดเพี้ยนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของฉัน ชายคนนั้นเมื่อวันก่อนไปไหนกัน เงาร้ายนั้นคงแกล้งกันทำฉันตรม * Why she had to go I dont know, she wouldnt say I said something wrong now I long for yesterday เพราะเหตุใดทำไมหนาเธอลาจาก ดั่งถูกพรากกระชากใจให้ขื่นขม ไม่บอกฉันแม้สักคำช้ำระบม คงสาสมคำพูดฉันมันผิดเอง Yesterday, love was such an easy game to play Now I need a place to hide away Oh I believe in yesterday (Repeat*) วันวานนี้รักนั้นฉันแสนสุข ล้วนสนุกหมดทุกข์ใจไร้ข่มเหง แต่วันนี้รักนั้นทำฉันเกรง อยากวังเวงอ้างว้างพรางซ่อนตัว Yesterday  - The beatles          Yesterday  - The beatles          Yesterday  - The beatles
#150drterdJul 06, 2011
Gone the rainbow - Peter Paul & Mary Gone The rainbow เป็นเพลงที่มีผู้นำมาร้องหลายคน แต่เพลงนี้ร้องโดย  Peter, Paul & Mary ในชุด Carry It On - Disc 1 of 4 ทำดนตรีโดย Peter Yarrow, Paul Stookey, Milton Okun, and Mary Travers จัดเป็นเพลงโฟล์คยุคเก่าแก่ของชาวอังกฤษที่เล่าเรื่องของสงครามในยุค The  American Revolutionary War. (1775–1783) หรือที่รู้จักกันคือ สงครามประกาศอิสรภาพ The American War of Independence ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง กองทัพอังกฤษกับกลุ่มพวกอพยพใหม่ 13 กลุ่ม จนเกิดเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ในสงครามครั้งนั้นชายชาวอังกฤษทุกคนต้องโดนเกณฑ์ไปเป็นทหารให้กองทัพ ปล่อยให้ผู้หญิงอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ทำงานบ้านและเลี้ยงลูก  ซึ่งในเพลงนี้เธอได้ร้องกล่อมให้ลูกของเธอฟัง Shule, shule, shule-a-roo,Shule-a-rak-shak, shule-a-ba-ba-coo. คล้ายกับเพลงกล่อมเด็กของคนไทยในสมัยโบราณ ที่แม่มักจะต้องใช้มือไกวเปล และปากก็ร้องเพลงเห่กล่อมไปด้วย  จนกว่าลูกน้อยจะหลับไป  เนื้อหาของเพลงนี้เธอเล่าให้ลูกน้อยฟังว่า พ่อของเจ้าไปเป็นทหารออกรบในสงคราม แม่รักพ่อของเจ้ามากนะลูก พ่อเขาจากพวกเราไปแล้ว สงครามสะท้อนให้เห็นถึงความรันทดของชีวิตในครอบครัว เมื่อลูกต้องขาดพ่อ ภรรยาต้องขาดสามี แม่ต้องขายทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้เงินไปซื้อดาบเหล็กกล้าให้สามีของเธอไปใช้รบในสงคราม ชื่อดั้งเดิมของเพลงนี้ คือ Johnny's gone for a soldier. http://www.youtube.com/watch?v=aAKzg5fqSqg Gone the rainbow - Peter Paul & Mary Shule, shule, shule-a-roo, Shule-a-rak-shak, shule-a-ba-ba-coo. When I saw my Sally Babby Beal, come bibble in the boo shy Lorey. Here I sit on Buttermilk Hill; who could blame me, cry my fill; Every tear would turn a mill, Johnny's gone for a soldier. Shule, shule, shule-a-roo, Shule-a-rak-shak, shule-a-ba-ba-coo. When I saw my Sally Babby Beal, come bibble in the boo shy Lorey. I sold my flax, I sold my wheel, to buy my love a sword of steel; So it in battle he might wield, Johnny's gone for a soldier. Oh my baby, oh, my love, gone the rainbow, gone the dove. Your father was my only love; Johnny's gone for a soldier. Shule, shule, shule-a-roo, Shule-a-rak-shak, shule-a-ba-ba-coo. When I saw my Sally Babby Beal, come bibble in the boo shy Lorey. Shule, shule, shule-a-roo, Shule-a-rak-shak, shule-a-ba-ba-coo. When I saw my Sally Babby Beal, come bibble in the boo shy Lorey http://www.youtube.com/watch?v=Cls7B16a16A&feature=related Gone the rainbow - Wee Gee Gone the rainbow - Peter Paul & Mary          Gone the rainbow - Peter Paul & Mary          Gone the rainbow - Peter Paul & Mary
#151drterdJul 07, 2011
you don't have to say you love me - Dusty Springfield เพลงในยุค 1960 ซึ่งร้องโดย ราชินีโซลผิวขาวชาวอังกฤษ Dusty Springfield เป็นเพลงฮิตติดชาร์ตอันดับ 1 UK Chart ในปี 1966 ก่อนที่เธอจะนำมาร้องนั้น Dusty ไปได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกจากเพลงต้นฉบับที่เป็นภาษาอิตาเลียน ชื่อ Io che non vivo (senza te) ประพันธ์โดย Pino Donaggio และ Vito Pallavicini ในเทศกาล Sanremo Festival ซึ่ง Donaggio ผู้ประพันธ์เพลงนี้เป็นผู้ขับร้องด้วยตัวเอง จากนั้น Dusty จึงมาขอให้ Vicki Wickham และ Simon Napier-Bell แต่งเนื้อให้เป็นภาษาอังกฤษ โดยทั้งหมดช่วยกันแต่งในรถแท็กซี่ เพลงนี้จึงกลายมาเป็นเพลงฮิตอันดับหนึ่งทั้งในอังกฤษและอเมริกา มีนักร้องดังๆหลายคนนำมาคัฟเวอร์ใหม่มากกว่า 40 เวอร์ชั่น หลากหลายภาษา ทั้งภาษาฝรั่งเศส Moi, qui ne peux vivre และสแปนิช Yo que no vivo sin tí You Don't Have to Say You Love Me  ของเอลวิส เพรสลีย์ ณ วันนี้ กลับมาเป็นเพลงดังของคนอังกฤษอีกครั้ง อยู่ในอันดับที่ 16 อย่างสง่างามของ UK Top 75 Singles จากการจัดอันดับเพลงฮิตประจำสัปดาห์ Week of Mon 19 Nov เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2007 http://www.youtube.com/watch?v=GBwSN0Yw5l0&feature=related you don't have to say you love me - Dusty Springfield When I said I needed you You said you would always stay It wasn't me who changed but you And now you've gone away เมื่อฉันบอกว่าฉันต้องการคุณ คุณตอบว่าคุณจะอยู่ด้วยเสมอไป ไม่ใช่ฉันหรอกที่เปลี่ยน คุณต่างหาก และตอนนี้คุณก็จากไปแล้ว Don't you see That now you've gone And I'm left here on my own That I have to follow you And beg you to come home? คุณไม่เห็นหรือว่า ตอนนี้คุณจากไปแล้ว และฉันก็ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ฉันต้องมาติดตามคุณ วิงวอนให้คุณกลับบ้าน You don't have to say you love me Just be close at hand You don't have to stay forever I will understand Believe me, believe me I can't help but love you But believe me I'll never tie you down คุณไม่ต้องบอกว่ารักฉันหรอก แค่มาอยู่ใกล้ๆ ก็พอ คุณไม่ต้องอยู่กับฉันจนตลอดชีวิตหรอก ฉันจะเข้าใจ เชื่อฉันเถอะ เชื่อฉันเถอะ ฉันห้ามใจไม่ให้รักคุณไม่ได้ เชื่อฉันเถอะ ฉันไม่ผูกมัดคุณไว้แค่ฉันหรอก Left alone with just a memory Life seems dead and so unreal All that's left is loneliness There's nothing left to feel ถูกทิ้งไว้เดียวดายกับความทรงจำ ชีวิตก็เหมือนตายแล้วและทุกข์ทน ที่ยังคงเหลือคือความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ไม่เหลือสิ่งใดให้สัมผัสได้เลย You don't have to say you love me Just be close at hand You don't have to stay forever I will understand Believe me, believe me คุณไม่ต้องบอกว่ารักฉันหรอก แค่มาอยู่ใกล้ๆ ก็พอ คุณไม่ต้องอยู่กับฉันจนตลอดชีวิต ฉันจะเข้าใจ ฉันห้ามใจให้ไม่รักคุณไม่ได้ เชื่อฉันเถอะ เชื่อฉันเถอะ You don't have to say you love me Just be close at hand You don't have to stay forever I will understand Believe me, believe me, believe me คุณไม่ต้องบอกว่ารักฉันหรอก แค่มาอยู่ใกล้ๆ ก็พอ คุณไม่ต้องอยู่กับฉันจนตลอดชีวิต ฉันจะเข้าใจ ฉันห้ามใจให้ไม่รักคุณไม่ได้ เชื่อฉันเถอะ เชื่อฉันเถอะ เชื่อฉันเถอะ http://www.youtube.com/watch?v=6vx183adJm4&feature=related you don't have to say you love me - Elvis Presley you don't have to say you love me - Dusty Springfield          you don't have to say you love me - Dusty Springfield          you don't have to say you love me - Dusty Springfield
#152drterdJul 07, 2011
Love Is a Many Splendored Thing - The Four Aces Love Is a Many Splendored Thing สร้างเป็นหนังเมื่อปี  1955  ถ่ายทำในฮ่องกงตั้งแต่ปี  1949-1950  เป็นเรื่องราวของรักข้ามพรมแดนระหว่างนักข่าวชาวอเมริกันที่นำแสดงโดย  William Holden กับ ดร. ฮันซูหยิน แพทย์สาวลูกครึ่งที่ยังเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษชาวจีน ซึ่งนำแสดงโดย Jennifer Jones  อุปสรรคเกี่ยวกับความต่างกันของประเพณี สมัยสงครามเกาหลีจึงเกิดขึ้น แต่ความรักให้อะไรๆที่มากเกินจะกล่าวบรรยาย Love Is a Many Splendored Thing เพลงนี้ทำดนตรีโดย Sammy Fain และเขียนเนื้อโดย Paul Francis Webster เพื่อใช้ประกอบหนังที่มีชื่อเดียวกับเพลงนี้ ในปี 1955 และได้รับรางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น รางวัล Oscar เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก และจะมีการประกาศผลรางวัลสำหรับเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยม แค่ปีละ 1 เพลงเท่านั้น ซึ่งในปีนั้นจัดงานในวันที่ 21 มีนาคม 1956 ที่ Los Angeles และ NBC Century Theatre ใน New York โดยมีรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยม 1955 คือ Love Is A Many Splendored Thing จากหนังเรื่อง LOVE IS A MANY SPLENDORED THING ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเพลงนั่นเอง สำหรับเพลงดังๆที่ได้รางวัลในปีใกล้เคียงกันนั้นเช่น ปี 1953 : "Secret Love" จากหนังเรื่อง  CALAMITY JANE ปี 1954 : "Three Coins in the Fountain"                 จากหนังเรื่อง THREE COINS IN THE FOUNTAIN ปี 1956 : "Whatever Will Be, Will Be (Que Sera, Sera)"                 จากหนังเรื่อง THE MAN WHO KNEW TOO MUCH "Love is a many splendored thing" ขึ้นถึงอันดับ 1ของ ชาร์ทเพลงนานติดต่อกันถึง 4 สัปดาห์ในปี 1955 ผงาดแทรกเพลงในแนวร้อคแอนด์โรล ที่กำลังกระหน่ำทุกคลื่นวิทยุในขณะนั้น จากผลงานของ  The Four Aces กับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจาก The Academy Award  จึงมีนักร้องไปเอาร้องอีกหลายคนและยังได้ขึ้นอันดับเพลงในช่วงหลังๆอีกเช่นผลงานของ Jerry Vale,Frank Sinatra, Barry Manilow ,Andy  Williams,The Lettermen ,Ray Conniff ,Kenny Rogers แต่ที่ดังสุดๆในเมืองไทยเป็นผลงานของ Nat Kingcole ที่ถูกบันทึกไว้เมื่อปี 1974 http://www.youtube.com/watch?v=GnDtxiNwDS8 Love Is a Many Splendored Thing - The Four Aces Love is a many splendored thing It's the April rose That only grows in the early spring Love is nature's way of giving A reason to be living The golden crown that makes a man a king Once on a high and windy hill In the morning mist Two lovers kissed And the world stood still Then your fingers touched My silent heart and taught it how to sing Yes, true love's A many splendored thing Once on a high and windy hill In the morning mist Two lovers kissed And the world stood still Then your fingers touched My silent heart and taught it how to sing Yes, true love's A many splendored thing http://www.youtube.com/watch?v=M55j8Gho5mo&feature=related Love Is a Many Splendored Thing - Frank Sinatra Love Is a Many Splendored Thing - The Four Aces          Love Is a Many Splendored Thing - The Four Aces          Love Is a Many Splendored Thing - The Four Aces
#153drterdJul 07, 2011
I'll Be There - Jackson 5 เพลงจากซิงเกิลของThe Jackson 5 ในอัลบั้มที่ชื่อ Third Album ออกวางแผงครั้งแรกเมื่อ 28 สิงหาคม  1970 จากผลงานการประพันธ์ของ Berry Gordy, Bob West, Willie Hutch, Hal Davis โปรดิวซ์โดย Hal Davis "I'll Be There" ที่ผลิตขึ้นในปี 1992 มีเวอร์ชั่นในแนวเพลง American R&B ร้องโดย Mariah Carey และ Trey Lorenz. ผลงานดั้งเดิมของวงThe Jackson Five, ซึ่งเป็นกลุ่มพี่น้องชาวอเมริกัน ตระกูลแจ้คสัน ในแนวเพลงป้อป สไตล์ประสานเสียง 5 คน Music Quintet จากเมืองแกรี่ รัฐอินเดียน่า นักร้องกลุ่มนี้รวมตัวกันตั้งแต่ปี 1962 ถึง 1990, ลักษณะของเพลงออกแนว R&B, soul, funk, และสุดท้าย กลายเป็น disco.ในเวลาต่อมา พวกเขาฉายแววโดดเด่นเมื่อต้นปี 1970, หลังจากนำน้องชายคนสุดท้องมาร้องนำคือ Michael Jackson. พี่น้องตระกูลแจ้คสันที่มาของวงThe Jackson 5 เรียงจากพี่ชายคนโต เกิดในครอบครัวของคุณแม่ Katherine  และคุณพ่อ Joseph Jackson คือ Jackie,Tito, Jermaine, Marlon และ Michael. มียอดคุณพ่อ Joseph Jackson เป็นผู้จัดการให้ลูกชายทั้ง 5 ของเขาโดยชูน้องชายคนเล็กขึ้นไปเป็นนักร้องนำ ซึ่งเขาก็คือ Michael Jackson นักร้องที่ทุกคนรู้จัก เพราะต่อมาเขากลายเป็นราชันย์เพลงป้อปชื่อก้องโลกนั่นเอง สำหรับเพลงนี้เขาร้องไว้ตั้งแต่ยังเล็กๆ ไมเคิล แจ็กสัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เมื่ออายุครบ 50 โดยสาเหตุมาจากอาการหัวใจวาย รายงานระบุว่า การเสียชีวิตของราชาเพลงป็อปเป็นประเด็นร้อนที่ถูกส่งต่อมากที่สุดในทวิตเตอร์ มากกว่าข่าวการเลือกตั้งในอิหร่าน หรือการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วย โดยข้อความคอมเมนท์ใน "#MichaelJackson" หลายภาษาถูกแสดงเพื่อไว้อาลัยต่อไมเคิลแทบทุกวินาที เสื้อแจ๊คเก็ตหนังสีแดงและดำที่ไมเคิล แจ๊คสัน ราชาเพลงป๊อบผู้ล่วงลับใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลงทริลเลอร์มีผู้ประมูลไปเมื่อวานนี้ในราคา 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 54 ล้านบาท หนึ่งวันหลังครบรอบ 2 ปีการจากไปของเขา ราคาประมูลดังกล่าวคิดเป็นหลายเท่าตัวของราคาที่ประเมินไว้ที่ 200,000-400,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6-8 ล้านบาท) มีคำว่า "Love Michael Jackson" เขียนไว้ที่แขนเสื้อ และมีคำอุทิศให้แก่นักออกแบบเสื้อผ้าคู่ใจที่แจ๊คสันมอบเสื้อตัวนี้ให้ เว็บไซต์สำนักประมูลจูเลียนเปิดเผยตัวเลขราคาประมูลดังกล่าวแต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดของผู้ประมูล รายได้ส่วนหนึ่งจากการประมูลจะมอบให้แก่ศูนย์อนุรักษ์ชัมบาลาในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งเสือเบงกอล 2 ตัวของแจ๊คสันอาศัยอยู่ตั้งแต่ปี 2549 หลังจากเขาย้ายออกจากไร่เนเวอร์แลนด์ สำนักประมูลจูเลียนระบุว่า เสื้อแจ๊คเก็ตสีแดงและดำนี้เป็นหนึ่งในเสื้อผ้าที่คนรู้จักและโด่งดังมากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 จุดกระแสคลั่งไคล้ทางแฟชั่นในช่วงคริสต์ทศวรรษหลังปี 1980 มีการนำไปผลิตเลียนแบบจำหน่ายให้แก่แฟนเพลงของแจ๊คสันทั่วโลก http://www.youtube.com/watch?v=Q6bARIaMhCM I'll Be There - Jackson 5 * I'll be there ... ผมจะอยู่ข้างคุณ You and I must make a pact, we must bring salvation back. - คุณกับผมต้องสัญญากันก่อนนะ เราต้องผ่านพ้นทุกสิ่งไปได้ Where there is love, I'll be there - ไม่ว่าความรักนี้จะอยู่ที่ใด ผมจะอยู่ที่นั้น I'll reach out my hand to you, I'll have faith in all you do - ผมจะเอื้อมมือไปถึงคุณ ผมจะเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณทำ Just call my name and I'll be there - เพียงเรียกชื่อผม และผมจะไปหาคุณ And oh ... I'll be there to comfort you, - ผมจะอยู่ที่นั้นเพื่อคลายเศร้าให้กับคุณ Build my world of dreams around you, I'm so glad that I found you - สร้างโลกแห่งความฝันรอบกาย ผมแสนสุขใจที่ได้พบคุณ I'll be there with a love that's strong - ผมจะอยู่ที่นั้น ด้วยความรักที่แข็งแกร่ง I'll be your strength, I'll keep holding on - yes I will, yes I will - ผมจะอยู่เป็นพลังให้แก่คุณ ผมจะทำอย่างนั้นเรื่อยไป ... จะเป็นอย่างนั้น เรื่อยไป Let me fill your heart with joy and laughter - ให้ผมได้เติมหัวใจคุณด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ Togetherness, well that's all I'm after - เคียงข้างกันตลอดไป นั้นคือทั้งหมดผมหวัง Whenever you need me, I'll be there - ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่คุณต้องการผม ผมจะไปอยู่ข้างคุณ I'll be there to protect you, with an unselfish love I respect you - ผมจะอยู่ข้างคุณคอยดูแลปกป้อง ด้วยความรักที่บริสุทธิ์ ผมศรัทธาในตัวตุณ Just call my name and I'll be there - เพียงเรียกชื่อผมนะ และผมจะไปหา If you should ever find someone new, - แม้ว่าคุณได้พบกับใครคนใหม่ I know he'd better be good to you - ผมเชื่อว่าเค้าคนนั้นจะต้องดีกับคุณ 'Cos if he doesn't, I'll be there - แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ผมจะอยู่ข้างคุณเอง Don't you know, baby, yeah yeah - รู้ไหมที่รัก ... I'll be there, I'll be there, just call my name, I'll be there - ผมจะไปอยู่ที่นั้น ผมจะไปอยู่ข้างคุณ เพียงเรียกชื่อผม ผมจะอยู่ข้างคุณ (Just look over your shoulders, honey - ooh) - ลองมองรอบๆตัวคุณสิที่รัก ... I'll be there, I'll be there, whenever you need me, I'll be there - ผมจะไปที่นั้น ผมจะไปอยู่ข้างคุณ เมื่อไหร่ที่คุณต้องการ ผมจะอยู่ข้างคุณ Don't you know, baby, yeah yeah - รู้ไหมที่รัก ... I'll be there, I'll be there, just call my name, I'll be there - ผมจะไปอยู่ที่นั้น ผมจะไปอยู่ข้างคุณ เพียงเรียกชื่อผม ผมจะอยู่ข้างคุณ I'll Be There - Jackson 5          I'll Be There - Jackson 5          I'll Be There - Jackson 5
#154drterdJul 09, 2011
Come back - Jimmy Clanton สัญญลักษณ์ของเจ้าแห่งเพลง pop R&B ของวัยรุ่นในยุคนั้น ปี 1958 เพลง "Just A Dream" ผลงานการร้องและประพันธ์ของเขาขึ้นถึงอันดับ 4 The Billboard charts และจำหน่ายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น  Jimmy Clanton เกิดเมื่อ 2 พฤศจิกายน 1940 ที่เมือง Baton Rouge ในรัฐหลุยส์เซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาตั้งวงดนตรีของตัวเองตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยม ในยุค ปี 1956 นั้นเขาคือไอดอลคนหนึ่งของชาวอเมริกัน สมัยเรียนไฮสคูลเขามีวง Rockets เป็นวงดนตรีคู่ใจ เคยเป็นดีเจที่ WHEX ใน Columbia, Pennsylvania ในช่วงปี 1972 และ 1976 และ1970. ได้รับเชิญเข้าในทำเนียบนักร้องของ The Museum of the Gulf Coast Hall of Fame and The Louisiana Music Hall of Fame. ComeBack เป็นบทเพลงเศร้าๆที่เล่าถึงการพลัดพรากจากคนรัก และคร่ำครวญขอให้เธอกลับมาหาเขา ด้วยคำอ้อนๆที่กินใจว่า ความรักของเขาเปรียบดังสายน้ำและท้องทะเลที่ไหลโลดแล่นไปไม่มีวันสิ้นสุด Like the river and the sea My love goes on endlessly http://www.youtube.com/watch?v=HmEO1ZsBRIU&feature=related Come back - Jimmy Clanton Every day away from you   ทุกวันที่ห่างเหินจากเธอ Only makes me feel so blue   มีแต่ทำให้ฉันรู้สึกเศร้าสร้อย Oh, my darling, I beg of you   โอ้,ที่รัก ฉันขอวิงวอนต่อเธอ Come back, come back to my arms   กลับมาเถิด,กลับมายังอ้อมแขนของฉัน Never meant to make you cry   ไม่เคยตั้งใจที่จะำทำให้เธอร้องไห้ Though so bad at your goodbye   รู้สึกไม่ดีเลยเมื่อเธอกล่าวคำอำลา I'm so lonely, I could die   ฉันว้าเหว่มาก, อาจถึงตายได้ Come back, come back to my arms   กลับมาเถิด กลับมาสู่อ้อมแขนของฉัน Every day, I miss you   ทุก ๆ วัน,ฉันคิดถึงเธอ Miss you more and more   คิดถึงเธอมากขึ้น และมากขึ้นทุกขณะ Every day, I need you   ทุก ๆ วัน ฉันต้องการเธอ Need more you than before   ปรารถนาเธอการเธอมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก Like the river and the sea   เหมือนดั่งแม่น้ำและทะเล My love goes on endlessly   รักของฉันก็ดำเนินไปไม่มีวันสิ้นสุด Oh, my darling, please hear my please   โอ้,ที่รัก โปรดรับฟังคำวิงวอนของฉันด้วย Come back, come back to my arms   กลับมาเถิด,กลับมาสู่อ้อมแขนของฉัน Come back, come back to my arms   To my arms Come back - Jimmy Clanton          Come back - Jimmy Clanton          Come back - Jimmy Clanton
#155drterdJul 09, 2011
Please Mr. Postman - The Carpenters เนื้อหาของเพลงเธอออดอ้อนให้บุรุษไปรษณีย์ได้โปรดช่วยค้นให้ด้วยว่ามีจดหมายของเธอบ้างไหม ซึ่งในตำนานกล่าวว่าแฟนของเธอจากไปในสงคราม หยุดก่อน คุณนั่นแหละ รอแปปน่า คุณไปรษณีย์จ๋า ได้โปรดช่วยค้นดูสิว่ามีจดหมายของฉันบ้างไหม วันนี้คงต้องมีของฉันสักฉบับแหละ จากคนรักของฉันอยู่ไกลโพ้นโน่น ฉันยืนคอยที่นี่นานแล้วนะคอยอย่างอดทนเพียงเพื่อจดหมายฉบับเดียวนี่ละ ให้เขาบอกว่าจะกลับบ้านมาหาฉันก็พอแล้ว หลายวันมานี่คุณไปรษณีย์เดินผ่านฉันไปเฉยๆเลยนะ ไม่ยอมหยุดให้ฉันลุ้นมั่งเลยหรอ ก็แค่ส่งจดหมายให้นสักฉบับก็พอนะ William Garrett, เป็นผู้ประพันธ์เพลงนี้ให้แก่ Georgia Dobbins, ในแนวเพลงบลูส์ แต่ Dobbins นำไปปรับใหม่ให้ นักร้องนำ Gladys Horton. ร้อง          ก่อนที่วง The Marvelettes จะบันทึกเสียง ต่อมา Dobbins ต้องออกจากวงไปดูแลแม่ของเธอ และโปรดิวเซอร์ของ. Motown ทั้ง Robert Bateman และ Brian Holland ร่วมกันทำให้กับ The Marvelettes จนไปฮิตใน. Holland, แต่มีบางคนว่ากันว่าบางท่อนของเพลงนี้ได้ Freddie Gorman บุรุษไปรษณีย์ช่วยต่อเติมจนสมบูรณ์ ถึงกระนั้นก็ตามผู้ที่ทำให้เพลงนี้ฮิตขึ้นมาได้เป็นผลงานของ 5 สาวจาก Inkster,รัฐ Michigan แห่งวง The Marvelettes หรือที่รู้จักกันในชื่อ"The Marvels" ที่สามารถนำเพลง"Please Mr. Postman" ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ.The Billboard Hot 100 Pop Singles Chart เมื่อปลายปี 1961 พร้อมกับอันดับ 1ของThe R&B จนปี 1969 พวกเธอก็วงแตก จนมาถึงยุคของ The Beatles ได้นำ เพลง"Please Mr. Postman" ไปใช้แสดงสดที่ The Cavern Club.ซึ่งครั้งนั้นร้องโดย John Lennon,ในปี 1962  และบันทึกเพลงนี้ลงในอัลบั้มที่ 2 ของพวกเขา และกลับมาเป็นเพลงอันดับ 1 อีกครั้งของ The Billboard Hot 100 เมื่อต้นปี 1975 จากผลงานของ Duo สุดฮิตในยุค 70 The Carpenters ศิลปินสองพี่น้องชาวอเมริกัน Richard & Karen Carpenters ผู้สร้างผลงานเพลงได้อมตะคลาสสิคที่สุดตลอดยุค 70's  ในยุคนั้นวงของเขาถูกจัดให้เป็นศิลปินที่ขายดีที่ที่สุดแห่งยุค ซิงเกิลของพวกเขาขายได้มากกว่าล้านแผ่นจน เกือบทุกคนรู้จักพวกเขาจากเพลง Yesterday Once More  นอกจากนั้น ยังมีเพลงเพราะๆอีกหลายเพลง จนมาถึง ค.ศ.นี้ งานเพลงของเขาทั้งซิงเกิลและอัลบั้มขายได้แล้วกว่า 100 ล้านแผ่น และกับเพลงนี้ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้เพลงจากผลงานของวงอื่นๆ Please Mr. Postman  ซึ่งจากเพลงนี้เองทำให้ The Carpenters ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำอีกด้วย http://www.youtube.com/watch?v=OUE5dqYB-_I Please Mr. Postman - The Carpenters (Stop) Oh yes, wait a minute Mister Postman (Wait) Wait Mister Postman ไปรษณีย์เจ้าขาอย่าเพิ่งไป Please Mister Postman, look and see ขอวอนไหว้โปรดดูให้หนูหน่อย (Oh yeah) If there's a letter in your bag for me เผื่อในถุงมีจอมอที่รอคอย (Please, Please Mister Postman) ช่วยหนูหน่อยได้ไหมคุณไปรษณีย์ Why's it takin' such a long time มันทำไมถึงช้าน่าแปลกนัก (Oh yeah) For me to hear from that boy of mine ข่าวคนรักของหนูคู่จู๋จี๋ There must be some word today น่าจะมีข่าวโดยพลันในวันนี้ From my boyfriend so far away จากชายที่ชื่นชู้ผู้แสนไกล Pleas Mister Postman, look and see ไปรษณีย์เจ้าขาน้าโปรดดู If there's a letter, a letter for me จดหมายหนูให้ด้วยเผื่อช่วยได้ I've been standin' here waitin' Mister Postman So patiently หนูเฝ้าทนยืนรอไม่ท้อใจ For just a card, or just a letter Sayin' he's returnin' home to me หวังจะได้ข่าวบ้างทางไปรษณีย์ โป๊ดสะก๊าดหรือจอมอก็ไม่เกี่ยง ขอแต่เพียงส่งสารามาถึงนี่ ด้วยข้อความร้องป่าวเป็นข่าวดี แฟนหนูนี้จะกลับมาหาคนคอย (Mister Postman) ไปรษณีย์เจ้าขาอย่าเพิ่งไป Mister Postman, look and see (Oh yeah) ขอวอนไหว้โปรดดูให้หนูหน่อย If there's a letter in your bag for me เผื่อในถุงมีจอมอที่รอคอย (Please, Please Mister Postman) ช่วยหนูหน่อยได้ไหมคุณไปรษณีย์ Why's it takin' such a long time มันทำไมถึงช้าน่าแปลกนัก (Oh yeah) For me to hear from that boy of mine ข่าวคนรักของหนูคู่จู๋จี๋ So many days you passed me by น้าผ่านมาผ่านไปไม่ปรานี See the tears standin' in my eyes ดูสินี่น้ำตามาแวะเวียน You didn't stop to make me feel better ช่างกระไรใจจืดไม่หยุดปลอบ By leavin' me a card or a letter ด้วยการมอบจอมอหรือข้อเขียน (Mister Postman) ไปรษณีย์เจ้าขาอย่าล้อเลียน Mister Postman, look and see โปรดคอยเวียนดูด้วยช่วยหนูที (Oh yeah) If there's a letter in your bag for me เผื่อในถุงมีจอมอที่รอคอย (Please, Please Mister Postman) ช่วยหนูหน่อยเถิดหนามาเร็วรี่ Why's it takin' such a long time ดูให้ด้วยทำไมมาช้าสิ้นดี (Why don't you check it and see one more time for me, you gotta) ดูอีกทีให้หนูด้วยโปรดช่วยเอย Wait a minute Wait a minute Wait a minute Wait a minute (Mister Postman) Mister Postman, look and see Please Mr. Postman - The Carpenters          Please Mr. Postman - The Carpenters          Please Mr. Postman - The Carpenters
#156drterdJul 09, 2011
Unchained Melody - The Righteous Brothers Hy Zaret ผู้เขียนเพลง Unchained Melody จากโลกนี้ไปในวัย 99 ปี ต้นตำรับเพลงนี้เป็นผลงานของ นักร้องผิวหมึกTodd Duncan ชาวอาฟริกัน อเมริกัน ร้องประกอบในหนังเรื่อง 'Unchained' ซึ่งสร้างเมื่อปี 1955 โดยทำจากบทประพันธ์ของ Kenyon J. Scudder ในหนังสือเรื่อง Prisoners Are People หรือ 'นักโทษก็คนนะครับ' และเป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นอย่างมาก โดยมี Alex North ประพันธ์ดนตรี,เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบหนัง Unchained Melody เป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกนำไปบันทึกแผ่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป๊อป  มีความหมายถึง เสียงดนตรีที่ไม่มีโซ่ตรวน  ดนตรีที่แสนฟรี เพราะมีอิสรภาพ Oh, my love, my darling I've hungered for your touch A long, lonely time? เนื้อหาในเพลงบรรยายความรู้สึกของ 'คนคุก' ที่โหยหารสสัมผัสจากบุคคลอันเป็นที่รัก Time can do so much?  และรอคอยวันเวลา  คนเราเมื่อจากกันนานๆ และเวลาก็ผันผ่าน ย่อมมีอำนาจมหาศาลที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งเยื่อใยที่เคยมีต่อกัน ความรู้สึกนี้ไม่ได้มีแต่คนคุกที่ติดตรวน คนที่กายมีอิสระแต่หัวใจมีพันธะ ใส่ตรวนซึ่งมองไม่เห็น อาจมีความเหงา ความเศร้าและความไม่แน่ใจได้ พอกันกับเหล่านักโทษ  Unchained Melody  จึงมัดใจคนฟัง ขังไว้เป็นนักโทษตลอดชีวิต Unchained Meloday เข้าชิงออสการ์ในปี ค.ศ.1955 หลังจากนั้นมา เพลงนี้ยังถูกนำไปเป็นบทเพลงประกอบหนังเรื่อง  GHOST วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก เรื่องราวของคู่รักทั้งสองที่กำลังจะแต่งงานกัน แต่เกิดเหตุการณ์ ปืนลั่นถูกพระเอกตาย เลยทำให้ผีต้องมาคร่ำครวญบทเพลงถึงเธอที่รัก จนเมื่อ The Righteous Brothers ทำเป็นซิงเกิลออกมาอีกครั้ง อยู่ในด้าน B-side. ซึ่งในแผ่นนี้ไม่ได้ระบุชื่อของโปรดิวเซอร์ไว้เลย แต่ Unchained Melody. ก็ประสบความสำเร็จติดชาร์ท The Top 40 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อ 14 พฤษภาคม ปี 1955, ถึง 4 เวอร์ชั่น โดยที่ 3 ใน 4 เวอร์ชั่นดังกล่าว ติด The Top 20 : จากเสียงร้องของ Les Baxter ติดอันดับ 1 เพลงจากในหนัง  เสียงของ Al Hibbler ติดอันดับ 3 เสียงของ Roy Hamilton ติดอันดับ 6, เสียงของ June Valli ติดอันดับ 29. ที่ติดอันดับ 1ในอังกฤษ อีก 4 เวอร์ชั่น 4 นักร้องได้แก่ Jimmy Young, The Righteous Brothers และ Ronson & Jerome ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เพลงนี้จำหน่ายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น ในปี 1995 http://www.youtube.com/watch?v=ZoEwR9_Sy_M&feature=related Unchained Melody - The Righteous Brothers Oh my love, my darling I've hungered for your touch A long, lonely time And time goes by so slowly And time can do so much Are you still mine I need your love, I need your love God speed your love to me Lonely rivers flow to the sea, to the sea To the open arms of the sea, Lonely rivers sigh 'Wait for me, wait for me' I'll be coming home, wait for me I need your love, I need your love God speed your love to me ตำนานกาล ก่อนเก่า เล่าเรื่องรัก ได้ประจักษ์ รักเริ่ม  เสริมสร้างสรรค์ รักยิ่งใหญ่  ไร้ขอบฟ้า  มาแบ่งปัน ห้วงมหรรพ์  อรรณพกว้าง  ทางสาคร                 ลมรักพลิ้ว  ลิ่วพัดผ่าน  กาลแรกรัก                 ได้ประจักษ์  รักจากใจ  ไม่ถ่ายถอน                 น้ำคำหวาน  ปานทิพย์เสียง  เพลงพรหมพร                 แว่วคำวอน  อ้อนเสน่หา  พาเพลิดเพลิน รักแรกเริ่ม  เติมต่อฝัน  วันสดใส พร้อมก้าวไป  ในทุกทาง  ไม่ห่างเหิน มีเธออยู่  คู่เคียงข้าง  ทุกทางเดิน พร้อมเผชิญ  ปัญหา  พาเข้าใจ                 รักนิรันดร์  กาลข้างหน้า  ฟ้าฟากฝัน                 เธอและฉัน  มั่นเสมอ  ไม่เผลอไผล                 หัตถ์แห่งรัก  ถักทอสาน  นานเนาว์ไกล                 ตลอดไป  ในทางรัก  จักมีเธอ Unchained Melody - The Righteous Brothers          Unchained Melody - The Righteous Brothers          Unchained Melody - The Righteous Brothers
#157drterdJul 09, 2011
Till We Meet Again - The mills Brothers ยิ้มคราจุมพิตฉันนั้นแสนเศร้า        ฟ้าเพริศเพราพลันลับอับแสงสี ดวงดาราเลื่อนลอยคล้อยเมฆี          ดั่งราตรีร่วมเศร้าเราจากกัน โอ้ระฆังพร่ำเพรียกสำเนียกเสียง      ดุจสำเนียงเธอคราลาจากฉัน จนกว่าเราสมรักในสักวัน                ขอเธอหมั่นภาวนาทุกราตรี Till We Meet Again เพลงสุดฮิตที่ถูกนำมาใช้ ตั้งแต่ ปี 1918  , ประพันธ์เนื้อร้องโดย Raymond B. Egan และประพันธ์ดนตรีโดย Richard Whiting. เป็นเพลงที่มีเนิ้อหากินใจแก่ทุกคนทั้งผู้อำลาที่จะจากไปและผู้ที่ยังคงอยู่ จึงเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การร้องสั่งลาในภาวะสงครามเมื่อครั้งอดีต จนถึงพิธีอำลาต่างๆ และในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่เช่นเดิม ยังไม่มีเพลงใดเหมาะสมที่จะทดแทนเพลงนี้ได้ The Mills Brothers กลุ่มนักร้องวงควอทเท็ท ลูกครึ่ง African-American แนวเพลงแจส และป้อป ในยุคศตวรรษที่ 20  มีผลงานเพลงมากกว่า 2,000 เพลง วางจำหน่ายไปมากกว่า 50 ล้าน copies กับรางวัล 36 แผ่นเสียงทองคำ ส่งผลให้ The Mills Brothers  ได้รับคัดเลือกเข้าทำเนียบ The Vocal Group Hall of Fame ในปี 1998. http://www.youtube.com/watch?v=ltqWvZzJ0XI Till We Meet Again - The mills Brothers Smile the while you kiss me sad adieu When the clouds roll by I'll come to you. Then the skies will seem more blue, Down in Lover's Lane, my dearie. Wedding bells will ring so merrily Ev'ry tear will be a memory. So wait and pray each night for me Till we meet again. So wait and pray each night for me Till we meet again. Till we meet again. Down in Lover's Lane, my dearie. So wait and pray each night for me Till We Meet Again - The mills Brothers          Till We Meet Again - The mills Brothers          Till We Meet Again - The mills Brothers
#158drterdJul 09, 2011
Lover's moon - Glenn Frey เพลงนี้ประพันธ์โดย Glenn Frey หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งวง The Eagles เจ้าแห่งวงตำนานร้อคผู้ยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จกับผลงานเพลงอย่าง The one you love, Found somebody  และเพลงหวานอ้อน สุดโรแมนติคเพลงนี้  Lover's moon เรื่องราวของบทเพลงนี้ เป็นการคร่ำครวญของชายหนุ่มที่ระลึกถึงความหลัง ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติค กับดวงดาวที่ระยิบระยับท้องฟ้า ฉันคิดถึงเธอ คืนนี้เธอคงต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งใต้แสงจันทร์ จันทร์เจ้าเอ๋ย  รู้ไหมว่าเจ้ากำลังทำให้ฉันต้องระลึกถึงความทรงจำเก่าๆ ขอโอกาสอีกสักครั้งเถอะนะ ฉันรู้ว่าเธอกำลังรอฉันอยู่ ที่ใต้แสงจันทร์คืนนี้แหละ http://www.youtube.com/watch?v=38WUvW78xp8 Lover's Moon - Glenn Frey There's a lover's moon tonight ค่ำคืนนี้ พระจันทร์แห่งรักลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า As I look back over my shoulder เมื่อฉันหันไปมองข้างหลัง All the stars are shining bright ดวงดาวทั้งหมดกำลังเจิดจรัสอยู่บนนภา Just like the nights when I used to hold her ช่างเหมือนกับค่ำคืนที่ฉันเคยตระกองกอดเธอไว้ She's out there somewhere under the lover's moon เธอได้จากฉันไปแล้ว ใต้พระจันทร์ที่เราเคยพลอดรักกัน Lover's moon won't you shine on me จันทร์เจ้าเอ๋ย เจ้าจะไม่ส่องแสงมาที่ฉันบ้างเลยหรือ I'm dancing with a memory ฉันกำลังโลดแล่นอยู่กับความทรงจำในครั้งที่มีเธออยู่ Wish I may, I wish I might ฉันปรารถนาอยากจะมีความสุขแบบนั้นจัง Have one last chance to hold her tight ขอให้มีโอกาสเป็นครั้งสุดท้าย ที่จะกอดเธอแน่น ๆ แบบนั้น CHORUS: And she's waiting, I know she's waiting และเธอก็เฝ้ารอ ฉันรู้ว่าเธอก็กำลังรอฉันอยู่ I know she waits for me Under the lover's moon ฉันรู้ว่าเธอรอฉัน ในค่ำคืนที่พระจันทร์แห่งรักลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า There's a lover's moon tonight ค่ำคืนนี้พระจันทร์แห่งรักลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า Shining down on half of this world สาดแสงทาบทาลงมายังพื้นโลกเพียงซีกเดียว So many souls are in its light มีคนมากมายท่ามกลางแสงจันทร์นวลใย But for me there is just one girl แต่สำหรับฉันแล้ว มีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น And she's waiting, I know she's waiting I know she waits for me Under the lover's moon Under the lover's Moon Under the lover's Moon Lover's moon - Glenn Frey     Lover's moon - Glenn Frey     Lover's moon - Glenn Frey
#159drterdJul 11, 2011
Imagine - John Lennon ถ้าหากจะมีเพลงที่ต่อต้านสงครามที่ทรงพลัง  เพลง Imagine ของ John Lennon ถือเป็นเพลงที่ไพเราะและมีเนื้อหากินใจจนทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงอมตะ ในปี 1971 John Lennon บันทึกเพลงนี้ลงในอัลบั้มเดี่ยว ชุดที่สอง หลังจากที่ The Beatles แยกวงในปี 1970 อัลบั้ม Imagine โด่งดังและประสบความสำเร็จก็เพราะเพลงนี้เอง ปี 1999 BMI ซึ่งเป็นสมาคมที่ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของนักแต่งเพลงได้จัดเพลงๆ นี้ให้เป็นหนึ่งในร้อยเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ Imagine ผลงานจากอัลบั้มที่ชื่อเดียวกับเพลงผลิตออกมาเมื่อปี 1971 ตัดเป็นซิงเกิลจำหน่ายในอเมริกา ขึ้นไปถึงอันดับ 3 ของชาร์ตเพลงบิลบอร์ด ฮอต 100  Lennon.บอกเองว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ดีที่สุดของเขาที่ประพันธ์ไว้กับวงบีตเติลส์ เป็น 1 ใน 3 เพลง คือ"Instant Karma!"และ"Give Peace a Chance", ได้รับเกียรติคัดเลือกเป็น 1 ใน 500เพลง ของ The Rock and Roll Hall of Fame's 500 Songs that Shaped Rock and Roll.  รวมทั้งวารสาร Rolling Stone Magazine ยกย่องให้ "Imagine" เป็นเพลงอันดับ 3 ของเพลงที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล The 3rd greatest song of all time. รายชิ่อ 500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นของ อเมริกาเหนือ และศิลปินชาวอังกฤษ , 352 เพลงเป็นเพลงจากสหรัฐอเมริกา อีก 117 เพลงจากอังกฤษ ที่เหลือเป็นของไอร์แลนด์ 12 เพลง คานาดา 10 จาเมก้า 7 ออสเตรเลีย 3 นอกนั้นเป็นของ ABBA จากสวีเดน.. ซึ่ง 23 เพลงในลิสท์นี้เป็นของ  The Beatles ส่วน John Lennon เป็นศิลปินเพียงคนเดียวของวงที่มีผลงานเดี่ยวติดใน  The Top 10 http://www.youtube.com/watch?v=cwgKmXLLzT8&feature=related Imagine - John Lennon Imagine Lyrics: John Lennon Imagine there's no Heaven It's easy if you try No hell below us Above us only sky Imagine all the people Living for today Imagine there's no countries It isn't hard to do Nothing to kill or die for And no religion too Imagine all the people Living life in peace You may say that I'm a dreamer But I'm not the only one I hope someday you'll join us And the world will be as one Imagine no possessions I wonder if you can No need for greed or hunger A brotherhood of man Imagine all the people Sharing all the world You may say that I'm a dreamer But I'm not the only one I hope someday you'll join us And the world will live as one ----------------------- วาดฝัน เนื้อร้อง: จอห์น เลนนอน ลองนึกว่าโลกนี้ไม่มีสวรรค์ มันง่ายออก หากคุณได้ลองทำดู ไม่มีทั้งนรกอยู่ใต้ผืนดินที่เรายืนอยู่ เบื้องบนมีเพียงแต่ฟ้าสีคราม ลองจินตนาการว่าทุกคนบนโลกใบนี้ มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อวันนี้ ลองคิดว่าไม่มีประเทศบนโลกนี้ คุณจินตนาการได้ไม่ยากหรอก ไม่ต้องประหัตประหารหรือสละชีพเพื่อสิ่งใดทั้งสิ้น ลัทธิศาสนาก็ไม่มีเหมือนกัน ลองจินตนาการว่าทุกคนบนโลกใบนี้ ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสันติสุข เธออาจจะบอกว่าฉันเป็นคนช่างฝัน แต่ฉันช่างฝันคนเดียวเสียเมื่อไหร่ ฉันหวังว่าสักวันเธออาจมาร่วมกับเรา แล้วโลกก็จะรวมเป็นหนึ่ง ลองนึกว่าโลกนี้จะไม่มีการครอบงำ หวังว่าคุณจะพอจินตนาการได้ ความริษยาหรือโหยหิวมิใช่สิ่งจำเป็น มีเพียงความเป็นพี่น้องของผองคน ลองจินตนาการว่าทุกคนบนโลกใบนี้ ทุกคนบนโลกแบ่งปันซึ่งกันและกัน เธออาจจะหาว่าฉันนั้นช่างฝัน แต่ฉันช่างฝันคนเดียวเสียเมื่อไร่ ฉันหวังว่าสักวันเธอจะมาร่วมกับเรา แล้วโลกก็จะรวมเป็นหนึ่ง Imagine - John Lennon          Imagine - John Lennon          Imagine - John Lennon
#160drterdJul 11, 2011
Sailing -  Rod Stewart ฉันล่องเรือข้ามท้องทะเล ฝ่าทั้งพายุและคลื่นลมเพียงเพื่อจะกลับบ้านมาอยู่ใกล้ๆเธอ ฉันโบยบิน เหมือนดังนกที่เหินฟ้า ฝ่าหมู่มวลเมฆสูงแสนสูงเพียงเพื่อจะได้อยู่กับเธอ ได้ยินไหม ได้ยินฉันบ้างไหม แม้ราตรีจะมืดมิดจะไกลแสนไกลฉันก็ยังโหยหาแต่เธอ พยายามจนชั่วนิรันดร์ ..............ขอเพียงเพื่อ....................... ให้ได้อยู่กับเธอ Sailing ผลงานการประพันธ์ของ Gavin Sutherland เมื่อปี 1972 ถูกนำไปบันทึกโดย Sutherland's group ,และ The Sutherland Brothers, จนปี 1975, Rod Stewart นำมาบันทึกใหม่ที่ Muscle Shoals Sound Studio ในรัฐอลาบาม่า กับอัลบั้มที่ชื่อ Atlantic Crossing ซึ่งในอัลบั้มนี้ยังมีเพลงไพเราะอย่าง "I Don't Want to Talk About It" รวมอยู่ด้วย เป็นเพลงอันดับ 1ของอังกฤษเมื่อเดือนกันยายน 1975 ถึง 4 สัปดาห์ และปรากฏอยู่ในชาร์ตนานถึง 34 สัปดาห์ ในปีต่อมากลายเป็นเพลงอันดับ 1 ของอังกฤษได้รับความนิยมมากจนเป็น The Biggest Selling Single ขายไปกว่า 955,111 ก่อปปี้ส์ แม้จะเป็นเพลงฮิตในอังกฤษแต่ในอเมริกากลับไม่สามารถก้าวขึ้นไปได้สูงกว่าอันดับ 58 ของชาร์ตเพลงจาก The Billboard Hot 100. ร็อด สจ๊วร์ต Roderick David "Rod" Stewart CBE ''แหบมหาเสน่ห์'' นักร้อง-นักแต่งเพลงร็อกยอดนิยม จากกรุงลอนดอน, ประเทศอังกฤษ ผู้ขายผลงานได้มากกว่า 250 ล้านหน่วยทั่วโลก สจ๊วร์ต เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวน 5 คนของครอบครัวโรเบิร์ต และ เอลซี่ สจ๊วร์ต ชาวสกอตต์ - อังกฤษ ซึ่งมีอาชีพนักข่าว หลังออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 เขาไปเป็นช่างทำซิลค์สกรีน และไปลองเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรฟุตบอลเบรนท์ฟอร์ด ทำงานขุดหลุมฝังศพ, เป็นช่างทำรั้ว, เขียนป้ายโฆษณา ลงท้ายด้วยการเข้าร่วมวงดนตรีโฟล์กของ วิซซ์ โจนส์ และร่วมตั้งวง The Ray Davies Quartet ซึ่งต่อมาก็คือ "The' Kinks'' วงร็อกระดับตำนาน จากนั้นจึงมาเป็นนักร้อง และเล่นฮาร์โมนิก้าให้วง Jimmy Powell & The Five Dimensions ในปี 1964 ก่อนย้ายมาอยู่วง "Hoochie Coochie Men" (คือวง ''สตีมแพ็กเกต'' ในตอนหลัง) และ ''โซล เอเจนท์ส'' ช่วงนี้เองที่เขาได้ฉายา "Rod the Mod" เพราะไปออกสารคดีเกี่ยวกับวัฒนธรรม "Mod" (Modernist) ต่อมาไปตั้งวงชื่อ "Shotgun Express'' สาเหตุที่เปลี่ยนวงบ่อยๆก็เพราะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆในวงการ จนค่อยๆ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเป็นลำดับ ความเป็นนักร้องดาวรุ่ง ทำให้ร่วมกลุ่มกับ ''Jeff Beck Group'' และมีโอกาสร่วมงานกับ รอนนี่ วู้ด ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิทในภายหลัง ชีวิตส่วนตัวของสจ๊วร์ต แตกต่างจากอาชีพร้องเพลงมาก เพราะปี 1999 เขาป่วยเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แม้จะได้รับการผ่าตัด แต่ก็ทำให้เสียงของเขาไม่เหมือนเดิม ต่อมาเจ้าตัวจึงก่อตั้งมูลนิธิ The City of Hope เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะเด็กๆ สจ๊วร์ตมีลูก 7 คนจากภรรยา 5 คน แต่แต่งงานแค่ 3 ครั้ง ลูกคนโตคือ ซาราห์ ธูบรอน สตรีเตอร์ ตอนนี้อายุ 44 แล้ว และลูกคนเล็ก อลาสแตร์ วัลเลซ สจ๊วร์ต อายุ 3 ขวบ ภรรยาของสจ๊วร์ตส่วนใหญ่เป็นนางแบบ เช่น ดี แฮร์ริงตัน ที่คบกันช่วงปี 1971-75, เคลลี่ เอ็มเบิร์ก (1983-90), ราเชล ฮันเตอร์ (1990-2006) และ เพนนี แลนคาสเตอร์ ภรรยาคนปัจจุบัน สจ๊วร์ตยังเป็นแฟนบอลของสโมสร กลาสโกว์ เซลติก ซึ่งเป็นที่มาของเพลง ''You're in my Heart'', แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติสกอตแลนด์ โดยพวกเขาเคยร่วมร้องเพลง ''Ole Ola (Mulher Brasileira)'' ร่วมกับสจ๊วร์ตเพื่อหาเงินทุนก่อนไปเตะฟุตบอลโลกปี 1978 สจ๊วร์ตมีชื่อเข้าหอเกียรติยศวงการร็อก แอนด์ โรลล์ ปี 1994, ถูกจารึกชื่อบนทางเดินเกียรติยศของฮอลลีวู้ด เมื่อปี 2005 รับรางวัลแกรมมี่สาขา Best Traditional Pop Vocal Album ปี 2005 เข้าสู่หอเกียรติยศวงการดนตรีอังกฤษ ปี 2006 และได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น CBE (Commander of the British Empire) เมื่อปี 2007 http://www.youtube.com/watch?v=reuhRjgB6xg Sailing -  Rod Stewart I am sailing, I am sailing, ฉันล่องเรือ,ฉัีนล่องเรือไป home again 'cross the sea. เพื่อกลับบ้านอีกครั้ง ล่องเรือข้ามทะเลไป I am sailing, stormy waters ,ฉันล่องเรือ,ท่ามกลางสายน้ำที่พัดแรงมีพายุจัด to be near you, to be free. เพื่อจะได้ไปอยู่ใกล้เธอ เพื่อจะได้เป็นอิสระ I am flying, I am flying, ฉันบินไป,ฉันโบกบินไป like a bird 'cross the sky .เหมือนนกบินข้ามขอบฟ้า I am flying, passing high clouds ,ฉันบินไป,บินผ่านเมฆสูง to be with you, to be free. เพื่อจะได้มาอยู่กับเธออย่างอิสระ Can you hear me, can you hear me เธอได้ยินฉันไหม เธอได้ยินเสียงฉันไหม thro' the dark night, far away, ผ่านคืนเดือนมืดสนิท,ไกลแสนไกล I am dying, forever trying ฉันคอแห้งผาด,สุดแสนจะทรมาน to be with you, who can say .เพื่อจะได้อยู่กับเธอ ใครจะบอกได้ล่ะ Can you hear me, can you hear me thro' the dark night far away. I am dying, forever trying, to be with you, who can say. We are sailing, we are sailing, เราล่องเรือไป,เราล่องเรือไปด้วยกัน home again 'cross the sea. ข้ามทะเลเพื่อกลับบ้านอีกครั้ง We are sailing stormy waters, เราแล่นเรือผ่านกลางสายน้ำที่พัดแรงมีพายุจัด to be near you, to be free. เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้คุณ เพื่อเป็นอิสระ Oh Lord, to be near you, to be free. พระเจ้า,เพื่ออยู่ใกล้คุณ,เพื่อเป็นอิสระ Oh Lord, to be near you, to be free, Oh Lord. คำที่น่าสนใจ sailing = ออกใบ,กางใบ,เดินทางด้วยเรือใบขนาดเล็ก... stormy = พัดแรง,มีพายุจัด dying = แห้ง,แห้งแล้ง,ปราศจากน้ำ,หมดน้ำลาย (คอแห้ง)... forever = ตลอดไป... trying = ลำบากลำบน,สุดแสนจะทรมาน Sailing -  Rod Stewart          Sailing -  Rod Stewart          Sailing -  Rod Stewart
#161drterdJul 11, 2011
Let it be - The Beatles บั้นปลายอายุขัยแห่งวง The Beatles หรือสี่เต่าทองที่ทุกคนรู้จัก Paul McCartney ดูจะเป็นคนเดียวที่ใช้ความพยายามสูงส่งในการที่จะทำให้ลมหายใจของวงยังคงอยู่ แต่ในช่วงปี 1968 John Lennon ก็เริ่มฟื้นตัวจากการเป็นขี้เมา"แอลเอสดี" กลับมาเป็นนายปากร้ายตัวป่วนที่พร้อมจะกัดจิกทุกคนที่ขวางหน้าหรือแม้แต่อยู่ข้างๆ George Harrison ก็เริ่มเบื่อหน่ายเต็มทนกับการต้องอยู่ใต้บารมีของ John กับ Paul  แม้แต่คนง่ายๆอะไรก็ได้อย่างมือกลอง Ringo Starr  มือกลองก็ยังทนความเครียดไม่ไหว ต้องหนีออกจากวงชั่วคราวไปพักหนี่งระหว่างบันทึกเสียงThe Beatles (White Album) ซึ่ง Paulเองเลยดูจะรับบทหนักอยู่คนเดียว Let It Be กำเนิดขึ้นในคืนๆหนึ่งที่พอลนอนก่ายหน้าผากด้วยความกลุ้มในปัญหาสารพันของวง ก่อนที่จะผลอยหลับไป คืนนั้นเขาฝันถึงแมรี่-มารดาของเขาที่จากไปตั้งแต่พอลอายุแค่ 14  ในฝันเธอบอกพอลว่าอย่าไปเอาจริงจังอะไรนักกับทุกเรื่อง ให้ปล่อยมันไปเสีย สัญชาตญาณนักแต่งเพลงของพอลไม่เคยพลาด ความฝันนี้ได้กลายมาเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเพลงหนึ่งในยุคสุดท้ายของ Beatles และคำว่า Mary ในเพลงนี้ก็อาจมีผู้ตีความเป็นพระแม่มารีก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าผิด เพราะแนวเพลงของ Let It Be เป็นในสไตล์เพลงสวดอย่างค่อนข้างชัดเจน John Lennon ไม่เคยชอบเพลงนี้ เขาถามพอลก่อนการซ้อมครั้งหนึ่งว่า "เอ่อ นี่เราต้องหัวเราะคิกคักไปด้วยระหว่างโซโลรึเปล่า?" John คิดว่าพอลแต่งเพลงนี้เลียนแบบ Bridge Over Troubled Water ของ Simon and Garfunkel ทั้งๆที่พอลแต่งไว้ก่อนตั้งปีนึง แถมJohn ยังเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการตัดต่อใส่บทสนทนาล้อเลียนไว้หน้าเพลงนี้ใน Lp Let It Be อีกด้วย (Now we'd like to do Hark The Angels Come') ถ้าจะนับว่า Let It Be เป็น Anthem ที่เยี่ยมที่สุดของ Paul เมื่อไปเปรียบมวยกับ Imagine ของJohn จะเห็นได้ชัดว่ามองกันคนละมุมแท้ๆ ขณะที่เพลงของ John เต็มไปด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ แต่ Let It Be คือการปล่อยวางไปตามบุญตามกรรม ผมไม่อยากตัดสินใจว่าแนวคิดใดถูก แต่หลักง่ายๆก็คือ ถ้าคุณแน่ใจแล้วว่าเรื่องไหนอยู่เหนือความควบคุมของคุณแล้วจริงๆ มันก็ต้อง Let It Be ล่ะครับ แต่อย่าไป Let It Be มันทุกเรื่องล่ะ เพลง Let it be นี้ แต่งขึ้นโดย John Lennon และPaul Mccartney ในอัลบัมที่มีชื่อเดียวกับเพลงนี้คือ Let it be ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 12 เพลง ความหมายในเพลงนี้ก็จะบอกคร่าวๆว่า ปล่อยมันไปเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไป หลังพายุ ฟ้าย่อมสวยงามเสมอ  พรุ่งนี้ยังมีแสงสว่างและทางออกสำหรับทุกปัญหา Let It Be เริ่มต้นโครงการเมื่อต้นปี 1969 หลังจากที่พวกเขาพึ่งเสร็จสิ้นการบันทึกเสียงในอัลบั้ม White Album ไม่นาน  แผนตอนแรกที่วางไว้คือพวกเขาจะจัดคอนเสิร์ทพิเศษขึ้นที่ไหนสักแห่ง และจะมีการซ้อมดนตรีเพื่อการแสดงครั้งนี้ โดยจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์ระหว่างการซ้อมนี้ไว้ด้วย พวกเขาเปลี่ยนบรรยากาศมาซ้อมและถ่ายหนังกันที่ Twickenham Studio โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2-16 มกราคม และต่อมาก็ย้ายมาบันทึกเสียงที่ Apple Studio ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม จนสิ้นเดือน วันที่ 30    พวกเขาเล่นคอนเสิร์ท บนหลังคาอันลือลั่น... คอนเซ็พของ Session นี้คือจะเป็นการบันทึกเสียงสดๆเหมือนในยุคแรกๆของพวกเขา ไม่มีการอัดทับ เล่นผิดก็เล่นใหม่ George Martin แทบจะไม่มีบทบาทอะไรนัก Glyn Johns เป็นวิศวกรคุมเสียงมากกว่าโปรดิวเซอร์ ต่อมาพวกเต่าทองโยนเทปทั้งหมดให้เขาทำเป็นอัลบั้มออกมา ซึ่งGlyn Johns ก็ทำออกมาสองมิกซ์ แต่The Beatles ปฏิเสธงานของเขาทั้งสองครั้ง จนพวกเต่าทองหันไปทำ Abbey Road กับ George Martin ในช่วงกลางปี 1969 และออกอัลบั้มมาเรียบร้อย โปรเจ็ค Let It Be ถูกเรียกขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่ถ่ายทำจาก Session กำลังจะออกฉาย มันต้องการ Soundtrack จอห์นเรียกตัว Phil Spector เข้ามาจัดการทำอะไรก็ได้ให้มันออกมาเป็นอัลบั้ม ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า Paul และGeorge Martin  ไม่ทราบเรื่องนี้ และขณะนั้นThe Beatles ก็ใกล้สลายวงรอมร่อ สิ่งที่ Phil Spector ทำลงไปคือการกระทำที่ขัดกับ Concept เดิมที่ตั้งใจไว้อย่างสิ้นเชิง เขาทำทุกวิถีทางที่จะให้อัลบั้มมันออกมาดีในสไตล์ของเขา มิกซ์ใหม่ ตัดต่อ ปรับสปีด เพิ่มเสียงร้องประสาน ใส่เครื่องสาย ใส่ Echo ตัดต่อ เอาบทสนทนาแทรกลงไปนั้น ไม่ใช่ไอเดียของ Phil Spector มันเป็นสิ่งที่ตั้งใจกันไว้แต่แรกแล้ว แต่การตัดต่อใส่ลงไปของฟิลที่ทำไว้ใน Let It Be LP นั้นดูได้อารมณ์ขัน และถูกกาละเทศะกว่าที่ John ทำนัก เบื้องหลังเพลง Let It Be ก่อนที่ The Beatles จะแตกสลาย เมื่อ Beatles เริ่มต้นถ่ายทำ Let it be นั้น ความตั้งใจแรกคือ เก็บบันทึกขั้นตอนการทำงานของวง ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการทำอัลบั๊มใหม่ของ The Beatles  ปิดท้ายด้วยการแสดงสดของ Beatles ต่อหน้าแฟนเพลง เป็นครั้งแรก หลังจากที่หยุดการแสดงไปตั้งแต่ปี 1966 แต่แทนที่จะเป็นแสดงให้เห็นการบันทึกเสียงของ The Beatles แต่ Let it be กลับกลายเป็นการบันทึกภาพเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการแตกลายวงของ The Beatles แทน หลังจากสี่เต่าทองบันทึกเสียงอัลบั้มสองแผ่นคู่อันยิ่งใหญ่ในนาม ‘The Beatles’ แต่ทุกคนเรียกมันว่า White Album เสร็จสิ้นลง Paul Mccartney ก็ไม่ปล่อยให้อีกสามเต่าทองอยู่ว่างๆนาน (แม้ว่าในการบันทึกเสียงที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยความเครียดอย่างหนัก ถึงขนาดที่ว่าRingo Starr มือกลองผู้มีนิสัยที่ “อะไรก็ได้” ที่สุดแล้ว ยังรับความกดดันไม่ไหว สติแตกเผ่นออกจากวงไปในช่วงสั้นๆ) ไอเดียของพอลในคราวนี้คือให้Beatlesกลับไปสู่สิ่งที่พวกเขาเคยทำกันมาก่อนแต่ได้เลิกราไปนานตั้งแต่ปี 1966 นั่นก็คือการแสดงสดๆต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง โดยจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีประกอบไปด้วย ตั้งแต่การซ้อมในแต่ละวัน จนกระทั่งถึงวันคอนเสิร์ทจริงๆ ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่มีใครทราบว่าจะเป็นที่ไหน พวกเขายังพยายามหลีกเลี่ยงความจำเจในการบันทึกเสียงที่ Abbey Road studios ด้วยการยกทีมกันไปซ้อมและถ่ายทำกันที่ Twickenham studio แทน กำหนดการเริ่มที่ 2 มกราคม 1969 น่าเสียดายที่รูปการณ์ออกมาไม่น่าสนุกอย่างที่พอลคิด ภาพบาดใจเก่าๆกลับมาอีกครั้ง Yoko เข้ามานั่งบนแอมป์,จุ้นจ้านกับการทำงานของวง Paul เที่ยววางตัวเป็นเจ้านายสอนคนอื่นไปทั่ว โดยคนที่โดนหนักที่สุดคือ George Harrison และซ้ำร้ายกว่านั้น คือคุณภาพและปริมาณของบทประพันธ์ใหม่ๆจากจอห์นและพอลดูจะหดหายไป มันไม่น่าแปลกใจนักเพราะพวกเขาเพิ่งทุ่ม 30 เพลงเต็มๆลงไปใน White Album เมื่อสิบเอ็ดสัปดาห์ที่แล้วเท่านั้น เมื่อผสมผสานกับบรรยากาศเย็นยะเยือก การทำงานตอนเช้าที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และการที่ทุกอย่างต้องถูกบันทึกภาพไว้ตลอดเวลา ในวันที่ 10 มกราคม ก็ถึงคิวของเต่าทองผู้เงียบขรึม George Harrison ที่น็อตหลุดจริงๆจากการทะเลาะครั้งสุดท้ายกับจอห์น เขาเดินออกไปเงียบๆ และบอกคนอื่นๆแต่เพียงว่า “See you ‘round the clubs.” George กลับเข้าวงอีกครั้งในห้าวันต่อมาก่อนที่ John จะไปตาม Eric Clapton มาเล่นกีต้าร์แทน แต่คราวนี้ มีข้อแม้ว่าBeatles ต้องเลิกพูดเรื่องการแสดงสดอะไรนั่นเสีย และหันมาบันทึกเสียงเพลงลงอัลบั้มแทน โดยใช้เพลงที่ซ้อมๆกันมานั่นแหละ และอาจจะมีเพลงใหม่ๆเพิ่มเข้าไปอีกเล็กน้อย ทุกคนดูจะเห็นด้วย และก็เก็บข้าวของจาก Twickenham ไปบันทึกเสียงกันที่ Apple Studios ที่ Savile Row ของพวกเขาเอง แต่ก็ไม่วายต้องขอยืมอุปกรณ์บันทึกเสียงมาจาก Abbey Road เพราะ Magic Alex เพื่อนตัวแสบชาวกรีกของพวกเขาไม่อาจสร้างห้องบันทึกเสียงอัศจรรย์ 72 แทร็คอย่างที่คุยไว้ได้ (ริงโก้เล่าว่า พวกเขาได้ลองบันทึกเสียงด้วยอุปกรณ์ของอเล็กซ์จริงๆ แต่พอเอามา playback ดู เสียงที่ได้ยินมีแต่...แค่ก!! แค่ก!!. แค่ก!!!!) http://www.youtube.com/watch?v=1cfHhAoj3P4&feature=related Let it be - The Beatles When I find myself in times of trouble Mother Mary comes to me Speaking words of wisdom, let it be. And in my hour of darkness She is standing right in front of me Speaking words of wisdom, let it be. Let it be, let it be. Whisper words of wisdom, let it be. And when the broken hearted people Living in the world agree, There will be an answer, let it be. For though they may be parted there is Still a chance that they will see There will be an answer, let it be. Let it be, let it be. Yeah There will be an answer, let it be. And when the night is cloudy, There is still a light that shines on me, Shine on until tomorrow, let it be. I wake up to the sound of music Mother Mary comes to me Speaking words of wisdom, let it be. Let it be, let it be. There will be an answer, let it be. Let it be, let it be, Whisper words of wisdom, let it be. มันเป็นเช่นนั้นเอง* ในยามที่ฉันได้ประสบปัญหา องค์พระแม่มารีทรงเสด็จมาหาฉัน ท่านประทานสาส์นแห่งปัญญาว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” และเมื่อฉันได้อยู่ในโมงยามแห่งความมืดมน ท่านทรงปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทรงประทานสาส์นแห่งปัญญาว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” กระซิบสาส์นแห่งปัญญา “มันเป็นเช่นนั้นเอง” และในยามที่ผู้คนซึ่งอกหักผิดหวัง ต้องยังคงอยู่ในโลกแห่งพันธสัญญา ที่แห่งนั้นมีคำตอบอยู่เสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” บางคราเราท่านต้องประสบกับการแยกจาก มันเป็นโอกาสที่จะทำให้ได้พบเห็นว่า มันมีคำตอบหนึ่งเสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” , มันจะมีคำตอบหนึ่งเสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ในยามประสบค่ำคืนที่เมฆาคราคร่ำจนมืดมิด ณ ที่แห่งนั้นยังมีแสงสว่างฉายมาสู่ฉัน ซึ่งฉายตราบจนถึงวันพรุ่งนี้ “มันเป็นเช่นนั้นเอง” เมื่อฉันตื่นขึ้นมาเสนาะเสียงดนตรี องค์พระแม่มารีทรงเสด็จมาหาฉัน ทรงประทานสาส์นแห่งปัญญาว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” , มันมีคำตอบหนึ่งเสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” “มันเป็นเช่นนั้นเอง” , กระซิบสาส์นแห่งปัญญา “มันเป็นเช่นนั้นเอง” Let it be - The Beatles          Let it be - The Beatles          Let it be - The Beatles
#162drterdJul 12, 2011
Evergreen Tree  - Cliff Richard And The Shadows สนเป็นไม้ใบที่ให้สีสันในฤดหนาว ยามที่โลกมีการเปลี่ยนแปลง สภาพอากาศที่หนาวจัดจนถึงหิมะตกในบางฤดูของยุโรป พืชชนิดอื่นๆเปลี่ยนสีใบเป็นน้ำตาลและรอการผลัดใบ หรืออาจจะโพลนไปด้วยสีขาวของหิมะที่ปกคลุมต้นที่ผลัดใบทิ้งไปแล้ว แต่สนก็ยังคงมีใบสีเขียวตลอดปี ยังคงยืนสู้ลมฟ้าอากาศได้ทุกฤดูกาล สนจึงถูกจัดเป็นพืชที่ไม่ผลัดใบ บางครั้งจึงถูกเรียกว่า Evergreen Tree และด้วยความมั่นคงนี้เองจึงมีผู้นำไปเปรียบกับความรัก ดังเช่นเพลงนี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยมมาก เมื่อปลายปี 1959 ถึงต้นปี 1960 ก่อนที่จะถึงยุคของ เดอะ บีตเติล  หรือที่คนไทยเรียกกันว่ายุค 60's สมัยนั้นไม่มีใครไม่รู้จัก คลิฟ ริชาร์ท นักร้องเพลงป้อป ชาวอังกฤษ. เพลง Evergreen Tree อยู่ในอัลบั้มที่ 2 ของเขา ชื่อ Me and My Shadows ออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนตุลาคม 1960 จัดว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดของอัลบั้มชุดนี้ และจากผลงานการร้องเพลงจึงได้รับแต่งตั้งให้เทียบชั้นอัศวิน นับเป็นศิลปินคนแรกที่ได้รับตำแหน่งท่านเซอร์ เป็น Sir Cliff  เมื่อ 25 ตุลาคม 1995 เพลงนี้ ได้นำต้นสนมาเปรียบเทียบ เป็นเพราะเขาอยากมีรักที่มั่นคง เหมือนต้นสนที่คงความเขียวตลอดปีนั่นเอง http://www.youtube.com/watch?v=xCaHCT3pRBM&feature=fvwrel Evergreen Tree  - Cliff Richard And The Shadows ..Oh darling..will our love be like an evergreen tree Stay..ever green and young..as the seasons go Your kisses..could make love grow like an evergreen tree Bloom..in the summers sun..and the winters snow ..On every branch will blossom..dreams for me and you Our tree of love will stay ever green if our hearts stay ever true ..Oh darling..I love you so dont you know that Ill be True..til the leaves turn blue..on the evergreen tree ..On every branch will blossom..dreams for me and you Our tree of love will stay..ever green if our hearts stay ever true ..Oh darling..I love you so dont you know that Ill be True..til the leaves turn blue on the evergreen tree On the evergreen tree..on the evergreen tree ..On the evergreen tree..on the evergreen tree โอ...ที่รัก ความรักเรา จะเหมือนกับสนเอเวอร์กรีนไหม ? ที่ยังคงความเขียวสดและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แม้ฤดูกาลจะผันผ่าน จูบของเธอ  สามารถทำรักเติบโต เหมือนสนเอเวอร์กรีน เบ่งบานภายใต้ดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน และหิมะของฤดูหนาว ในทุกๆกิ่งจะเบ่งบาน ความฝันสำหรับฉันและเธอ ฉันรังสรรค์ความรักที่ยังคงสดใส เพราะหัวใจคงความจริงเสมอมา โอ......ที่รัก ฉันรักเธอมาก รู้ไหมว่าฉันหมายความว่าอย่างไร จนกว่าใบของต้นเอเวอร์กรีน จะเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง Evergreen Tree  - Cliff Richard And The Shadows     Evergreen Tree  - Cliff Richard And The Shadows     Evergreen Tree  - Cliff Richard And The Shadows
#163drterdJul 12, 2011
I love how you love me - Bobby Vinton อัลบี้มที่ 18 ของ Bobby Vinton ออกวางจำหน่ายในปี 1968.ขึ้นถึงอันดับ 9 ในอเมริกา.นอกจากผลงานของบ้อบบี้ วินตัน แล้วยังมีนักร้องอีกมากมายที่นำเพลงนี้ไปร้องในเวอร์ชั่นของแต่ละคน และหลายๆคนก็ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงหลายๆกลุ่ม Bobby Vinton นักร้องเพลงป้อปชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1935 ที่ Canonsburg,รัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งเป็นเมืองเกิดของวินตั้นเองและนักร้องคนดัง Perry Como อายุ 16 ก็มีวงดนตรีเป็นของตนเอง ออกตระเวณเล่นตามคลับต่างๆใน Pittsburgh ส่งตัวเองจนเรียนจนจบมหาวิทยาลัยที่ Duquesne University ซึ่งเป็นสถาบันทางด้านดนตรีโดยตรง จนแตกฉานในเครื่องดนตรีหลายชิ้น ทั้งเปียนโน คลาริเนต แซกโซโฟน ทรัมเปต ปี่โอโบ และกลอง ในช่วงปี 1960 หลังปลดจากทหารเขาจึงจริงจังกับดนตรี เข้าสังกัดกับ Epic Records และได้เป็นหัวหน้าวงของ "A Young Man With a Big Band." หลังจากทำไปแล้ว 2 อัลบั้ม กับซิงเกิลอีกหลายชุดก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาถึงเพลงที่ชื่อ "Roses Are Red (My Love)." ได้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของนิตยสารบิลบอร์ดติดต่อกัน 4 สัปดาห์ จากนั้นมาก็มีเพลงฮิตๆอีกหลายเพลง ส่วนเพลงของเขาที่คนไทยรู้จักดีคือเพลง "Sealed With a Kiss" ที่ออกมาในปี 1970 และเพลงนี้ I love how you love me ซึ่งต้นฉบับเคยเป็นเสียงร้องของ The Paris Sisters ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1961 และเคยขึ้นถึงอันดับ 5  มาก่อน และ Maureen Evans บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1964 ขึ้นถึงอันดับที่ 34 ในประเทศอังกฤษ เนื้อหาของเพลง เขาบอกเขารักเธอ รักทุกอย่างที่เป็นเธอ รักที่เธอหลับตาพริ้มแล้วจูบเขา รักที่เธอคิดถึงเขา  รักที่เธอปฎิบัติต่อเขาอย่างนุ่มนวล แต่ทั้งหมดทั้งปวงเขารักที่เธอรักเขา http://www.youtube.com/watch?v=O2aFnibWp0M I love how you love me - Bobby Vinton I love how your eyes close whenever you kiss me And when I'm away from you I love how you miss me I love the way you always treat me tenderly But, darling, most of all I love how you love me.(love how you love me) I love how your heart beats whenever I hold you I love how you think of me without being told to I love the way your touch is always heavenly But, darling, most of all I love how you love me (love how you love me) I love how your eyes close whenever you kiss me And when I'm away from you I love how you miss me I love the way your touch is always heavenly But, darling, most of all I love how you love me (love how you love me) I love how you hug me (love how you hug me) I love how you squeeze me, tease me, please me Love how you love me I love how you love me. I love how you love me - Bobby Vinton          I love how you love me - Bobby Vinton          I love how you love me - Bobby Vinton
#164drterdJul 12, 2011
Somewhere my love - Andy Williams "Lara's Theme" เป็นชื่อเพลงที่ถภูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้ประกอบในหนังเรื่อง Dr. Zhivago เมื่อปี 1965 ซึ่งเป็นหนังโรแมนติคที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น และได้รับรางวัลมากมาย ดอกเตอร์ชิวาโก้  นวนิยายจากปลายปากกาของนักเขียนรางวัลโนเบล  บอริส ปาสโตแนก ชาวรัสเซีย ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นหนังระดับ 5 ดาว และยังคงติดอันดับหนึ่งในหนังรักที่ยิ่งใหญ่และอมตะจนถึงทุกวันนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยพระเอกหนวดงาม โอมาร์ ชารีฟ กับ จูลี่ คริสตี้ นางเอกผมบลอนด์ตาสีฟ้าที่งามที่สุด เนื้อหาของหนัง พระเอกของเรื่อง ดร.ชิวาโก เป็นหมอและนักกวีโรแมนติก ในยุคปฏิวัติรัสเซีย เขาแต่งงานกับสาวที่หมั้นหมายกันมาแต่เด็ก แต่สุดท้ายกลับไปชอบ ลาร่า ที่มีคู่รักเป็นทหารหนุ่มนักปฏิวัติบอลเชวิค จึงกลายเป็นปัญหาหัวใจ ตอนจบของเรื่องนี้จึง สะเทือนใจสุด ๆ เพราะเป็นรักที่ไม่สมหวัง มีการพลัดพราก และสุดท้ายจบลงด้วยความตาย เพลงประกอบภาพยนต์เรื่องนี้คือ  Somewhere my love จัดเป็นเพลงบรรเลงที่ไพเราะมากที่สุดเพลงหนึ่ง  เพราะจะมีเสียง Accordian ที่โดดเด่น  ให้ความรู้สึกวังเวงใจ เหงา เศร้าและหนาว  ฉากที่สะเทือนอารมณ์  คือฉากการจากไปของลาร่า ต้นฉบับแท้จริงของเพลงนี้ ผู้กำกับต้องการเพลงบรรเลงสักเพลงเพื่อให้เหมาะกับคาแรคเตอร์ของ ลอร่านางเอกในเรื่อง ซึ่งต่อมา  Paul Francis Webster นำไปใส่เนื้อร้อง เลยกลายเป็นชื่อเพลงว่า  Somewhere my love เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งก็มีส่วนมาจากความดังของหนังเรื่องนั้น ต่อมามีการนำเพลงนี้ไปบันทึกใหม่ด้วยนักร้องอีกหลายคนเช่น  Ray Conniff, Kenny Rogers, Frank Sinatra .แต่ในเพลงนี้เป็นเสียงของ Andy Williams http://www.youtube.com/watch?v=YrRMQsnSvAE Somewhere my love - Andy Williams Somewhere my love There will be songs to sing Although the snow covers the hope of spring .. Somewhere we'll build blossoms and dream more And there are dreams all that your heart can hold .. * Someday we'll meet again my love Someday whenever the spring breaks through .. You'll come to me out of the long-ago Warm as the wind, soft as the kiss of snow .. Till then my sweet think of me now and then God speed my love 'til you are mine again ไกลห่างไกล ปลายฟ้า เวหากว้าง วันอ้างว้าง รักร้างไกล ในเวหน วิมานล่ม จมสลาย ในวังวน สุดทานทน ก่นร้อง ก้องกู่ไกล ฝากทิพย์เสียง เพลงรักหวาน ผ่านภูผา เปรียบทองทา ยอดผาภู ดูสดใส เขียวชอุ่ม พุ่มพฤกษา พนาไพร ลอยล่องไป ใจดวงน้อย ร้อยรักลอย เหมันต์ผ่าน วันแห่งหวัง ทางสู่ฝัน ธารสวรรค์ ซัดสาดซู่ ภูสุดสอย สายลมรัก ทอถักฝัน วันรอคอย ปีกรักร้อย ถ้อยรักหวาน ผ่านห้วงใจ ฝากเทพไท ได้นำชัก รักสู่สม ฝากสายลม พลิ้วพรมพร่าง ทางไสว ฝากความรัก ข้ามขอบฟ้า พร่าพราวไกล ลูบโลมไล้ เกี่ยวใจเจ้า เนาว์วิมาน Somewhere my love - Andy Williams          Somewhere my love - Andy Williams          Somewhere my love - Andy Williams
#165drterdJul 12, 2011
Just the way you are - Diana Krall Diana Krall เกิดในครอบครัวของนักดนตรีในเมือง Nanaimo,บริทิช โคลัมเบีย,ประเทศคานาดา เธอเริ่มเรียนเปียนโนตั้งแต่อายุแค่ 4 ขวบ หลังจากที่ครอบครัวย้ายไปอยู่เมือง Vancouver. เธอจึงหันมาเรียนรู้พวกเพลงแจสในโรงเรียนที่นั่น อายุ 15 เริ่มเล่นดนตรีเป็นอาชีพในร้านอาหาร, อายุ 17 ชนะเลิศรางวัล scholarship จากรายการ Vancouver International Jazz Festival  ต่อมาได้ศึกษาต่อทางด้านดนตรีที่ Berklee College of Music ในเมือง Boston,จบใน 3 เทอม Diana Krall แต่งงานกับนักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน Elvis Costello เมื่อปี 2003. และเขาทั้งคู่อยากมีลูกในปี 2006. หลังจากที่ประสบความสำเร็จจาก The Look Of Love จึงหันมาทำ แจ็สให้ออกเป็นป็อปๆทั้งนำเอาเพลงเก่ามาเล่นใหม่ โดยมี นักดนตรียอดฝีมือมาช่วยหลายคนและที่ขาดไม่ได้คือ Evis Costello สามีของเธอเอง "Just the Way You Are" เป็นเพลงที่ไพเราะอีกเพลงหนึ่งที่ถูกเลือกมารวมในอัลบั้มใหม่ของเธอ เพลงนี้เดิมเป็นของ Billy Joel โด่งดังเมื่อปี 1977 ในอัลบั้มที่ชื่อ The Stranger. แต่งขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด ให้กับภรรยาคนแรกของเขา Elizabeth Weber, โดย Joel เล่าว่าเขาจินตนาการมันขึ้นมาในขณะดินเนอร์หลังการแสดงสด และเป็นครั้งแรกที่เพลงนี้ติด อันดับที่ 3 จาก Top 10 ของอเมริกา และ Top 20 ของอังกฤษ Just the way you are by Billy Joel ในเพลง Original ครั้งนั้นเป็นเสียงโซโล่จาก alto sax ที่เป่าโดยศิลปินชาวแจส, Phil Woods, ล้อกับเสียงกีตาร์ของ Steve Khan "Just the Way You Are" ถูกนำมาร้องใหม่โดยศิลปินมากหน้าหลายตานอกจาก Diana Krall แล้ว ยังมี Grover Washington Jr. Barry White, Frank Sinatra. http://www.youtube.com/watch?v=d8RYUZT57XA&ob=av2e Just the way you are - Diana Krall Don't go changing, to try and please me. You never let me down before. Don't imagine you're too familiar and I don't see you anymore. I wouldn't leave you in times of trouble.We never could have come this far. I took the good times, I'll take the bad times. I'll take you just the way you are. รักเธอ เพราะเป็นเธอ ที่ฉันรัก มอบใจภักดิ์ ปักทรวง ให้จอมขวัญ เธอจะเป็น อย่างไร ไม่สำคัญ ขออย่าผัน พลันเปลี่ยน จากที่เป็น ขอเป็นเธอ ที่คือเธอ เป็นพอแล้ว งามดังแก้ว ตามที่ ฉันเคยเห็น มิต้องแพรว พราวราว ดวงจันทร์เพ็ญ มิซ่อนเร้น ความงาม ตามที่มี มิยินยอม ให้เธอ ต้องปวดร้าว เมื่อถึงคราว คับขัน มิพลันหนี จะขออยู่ ที่ยอด ดวงฤดี ขอยอมพลี กายใจ ให้แด่เธอ เป็นคู่อยู่ ร่วมกายใจ ในยามทุกข์ เห็นเธอสุข สรรพางค์ มิพร่ำเพ้อ เปลี่ยนฝันร้าย กลายเป็นฝัน ที่เลิศเลอ อยากให้เธอ เจอแต่สุข ทุกคืนวัน Don't go trying some new fashion. Don't change the colour of your hair You always have my unspoken passion.Although I might not seem to care มิต้องเปลี่ยน สิ่งที่เป็น ไปจากนี้ แม้แต่สี ของเกศา อย่าได้ผัน ถึงบางครา เหมือนไม่ สนใจกัน ขอยืนยัน อวจนะ ปรารถนา I don't want clever conversation.I never want to work that hard I just want someone that I can talk to.I want you just the way you are. ไม่ต้องการ เธอที่ เก่งล้ำเลิศ มิต้องเทิด ทูนเกิน กว่าใฝ่หา ฉันต้องการ เพียงคู่ สนทนา รู้เพียงว่า มีเธอ คนนี้พอ I need to know that you will always be. The same old someone that I knew What will it take 'till you believe in me. The way that I believe in you. ขอเป็นเธอ ที่ฉัน เฝ้าคิดถึง ตราติดตรึง ซึ้งทรวง ไม่ลวงล่อ ให้เธอรู้ ความจริงใจ เท่านั้นพอ ไม่อยากขอ สิ่งใด มากเกินควร I said I love you, and that's forever.And this I promise from the heart. I could not love you any better.I love you just the way you are. มอบใจภักดิ์ รักเธอ ไม่แปรเปลี่ยน วันคืนเวียน แต่ใจมั่น ไม่ผันผวน รักเธอสุด ดวงใจ ไม่เรรวน ฉันสงวน รักนี้ ไว้เพียงเธอ. Just the way you are - Diana Krall          Just the way you are - Diana Krall          Just the way you are - Diana Krall
#166KiJul 18, 2011
Lenka - Heart Skips A Beat Lenka – Heart Skips A Beat Heart skips a beat my heart skips a beat My heart is playing tricks on me And it’s building bricks on me I can’t break through And I can’t face you My world is turning slowly now But it’s burning up somehow I need some time To know what’s right Cause it’s only in the quiet that I feel some relief I’m trying hard not to resist the joy Don’t listen to me I’m being paranoid I might try hard but it’s too hard to avoid My heart skips a beat My heart skips a beat My heart is always first to know And as the feeling grows I can’t deny push those thoughts aside My world is full of loveliness But I focus on the stress My heart says “Go” but my brain says “No” And it’s only in the quiet that I hear myself breathe I’m trying hard not to resist the joy Don’t listen to me I’m being paranoid I might try hard but it’s too hard to avoid My heart skips a beat My heart skips a beat My heart skips a beat My heart skips a beat Oh I know this time ’cause it’s physical My blood has stopped and I am breathless as well But I need a minute to convince myself ‘Cause it’s only in the quiet that I know what to feel I’m trying hard not to resist the joy Don’t listen to me I’m being paranoid I might try hard but it’s too hard to avoid My heart skips a beat My heart skips a beat I’m trying hard not to resist the joy Don’t listen to me I’m being paranoid I might try hard but it’s too hard to avoid My heart skips a beat My heart skips a beat My heart skips a beat My heart skips a beat
#167drterdJul 20, 2011
Love Story - Andy Williams ตำนานกาล ก่อนเก่า เล่าเรื่องรัก ได้ประจักษ์ รักเริ่ม  เสริมสร้างสรรค์ รักยิ่งใหญ่  ไร้ขอบฟ้า  มาแบ่งปัน ห้วงมหรรพ์  อรรณพกว้าง  ทางสาคร                 ลมรักพลิ้ว  ลิ่วพัดผ่าน  กาลแรกรัก                 ได้ประจักษ์  รักจากใจ  ไม่ถ่ายถอน                 น้ำคำหวาน  ปานทิพย์เสียง  เพลงพรหมพร                 แว่วคำวอน  อ้อนเสน่หา  พาเพลิดเพลิน รักแรกเริ่ม  เติมต่อฝัน  วันสดใส พร้อมก้าวไป  ในทุกทาง  ไม่ห่างเหิน มีเธออยู่  คู่เคียงข้าง  ทุกทางเดิน พร้อมเผชิญ  ปัญหา  พาเข้าใจ                 รักนิรันดร์  กาลข้างหน้า  ฟ้าฟากฝัน                 เธอและฉัน  มั่นเสมอ  ไม่เผลอไผล                 หัตถ์แห่งรัก  ถักทอสาน  นานเนาว์ไกล                 ตลอดไป  ในทางรัก  จักมีเธอ "(Where Do I Begin?) Love Story" เป็นเพลงจากผลงานการประพันธ์ดนตรีของ Francis Lai  และประพันธ์เนื้อร้องโดย Carl Sigman  เมื่อปี 1970 เพื่อให้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในเรื่อง  Love Story. ต้นฉบับร้องโดย Andy Williams ต่อมามีนักร้องอีกหลายๆคนที่นำมาร้องใหม่เช่น Rick Astley Shirley Bassey,Francis Lai,Henry Mancini Johnny Mathis ,Henry Mancini, Rick Astley,  Nana Mouskouri. และยังถูกนำไปร้องในภาษาต่างๆเช่น โรมาเนียน ฝรั่งเศส เปอร์เขี่ยน รวมทั้งถูกนำไปทำกระทั่งในเวอร์ชั่นเพลงแร็ป เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในเรื่อง  Love Story. ที่คนหนุ่มสาวยุค 1970 รู้จักประโยคเด็ดแห่งยุคสมัยดังกล่าว จากหนังรักน้ำตาท่วมเรื่อง Love Story และต้องซาบซึ้งไปกับบทเพลง "Where Do I Begin" ที่หวานหยดย้อยบาดหัวใจจากเสียงเปียโนของ ฟรานซิส ไล และเสียงขยี้อารมณ์ นุ่มนวลยิ่งกว่าฟองเบียร์ของ แอนดี วิลเลียมส์ Love Story ภาคนวนิยายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับอยู่เป็นปี ขายไปกว่าสิบล้านเล่ม และได้รับการแปลหลายภาษาทั่วโลก (รวมทั้งไทย) ก่อนแปรสภาพเป็นหนังโรแมนติกที่นำแสดงโดย ไรอัน โอ'นีล และ อาลี แม็กกรอว์ เอริก ซีกัล เขียนนิยายรักเรื่องนี้-เรื่องราวของหนุ่มสูงศักดิ์กับหญิงสาวสามัญชนที่พบเจอกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน แล้วก็ถูกปฏิเสธจากครอบครัวชายหนุ่ม แต่ทั้งคู่ก็แต่งงานจนได้ หากท้ายสุด...ชีวิตไม่ได้สวยงามหลังจากนั้น เพราะสาวเจ้าด่วนลาโลกไปก่อนด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ผู้ที่ยังอยู่...แล้วเรื่องราวก็จบลง ความสำเร็จถล่มทลายของ Love Story ฉบับภาพยนตร์ในห้วงทศวรรษ 1970 ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร วาไรตี้ ในอีกสามสิบปีต่อมาว่าเป็น หนังบ็อกซ์บัสเตอร์เรื่องแรกสมัยใหม่" เพราะหนังเรื่องนี้ทำรายได้ได้ราวๆ สองร้อยล้านเหรียญสหรัฐ (ในวันนั้น) แล้วยังช่วยพยุงฐานะของพาราเมาต์ พิกเจอร์ส ให้อยู่รอดปลอดภัยจากการล้มละลายได้ นอกเหนือไปจากการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้เจ็ดสาขา และได้ไปจากรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม http://www.youtube.com/watch?v=O_FklOwMyoE Love Story - Andy Williams Where do I begin ฉันจะเริ่มจากตรงไหนดีนะ To tell the story of how great a love can be ในการจะเอื้อนเอ่ยถึงความยอดเยี่ยมแห่งรักอันแสนประเสริฐนี้ The sweet love story that is older than the sea เรื่องของความเสน่ห์หาหวานล้ำที่เก่าแก่กว่าชลธี The simple truth about the love she brings to me ความจริงอันแสนเรียบง่ายในรักที่เธอนำมา Where do I start.. ฉันควรจะเริ่มจากตรงไหนกัน.. With the first hello นับจากคำทักทายเมื่อแรกครั้ง She gave the meaning to this empty world of mine เธอได้สร้างความหมายอันลึกล้ำแก่โลกที่แห้งผากและแล้งไร้ There'd never be another love, another time มันคงจะไม่มีรักอื่นไหน หรือช่วงเวลาใหม่ She came into my life and made the living fine เธอได้เข้ามาในชีวิตฉัน และทำให้โลกกลับมางดงามยิ่งกว่าเดิม She fills my heart.. เธอเติมเต็มฉันให้สมบูรณ์ในตัวตน.. She fills my heart เธอได้เติมเต็มหัวใจฉัน With very special things ด้วยสิ่งที่แสนพิเศษนัก With angel songs โดยบทเพลงขับขานแห่งเทวานั้น With wild imaginings และจินตนาการอันแสนบรรเจิดล้น She fills my soul เธอได้เติมเต็มทั้งจิตวิญญาณ With so much love ด้วยรักมากเหลือ เกินจะกล่าวพ้น That anywhere I go กระทั่งไม่ว่าที่ใดที่ฉันต้องดั้นด้น I'm never lonely ความว้างเวิ้งเปลี่ยวเหงามิเคยสามารถย่างกรายเข้ามา With her along who could be lonely เมื่อมีเธอเคียงข้าง จะเดียวดายได้อย่างไร I reach for her hand เพียงเอื้อมมือออกเกี่ยวหา It's always there.. สัมผัสที่ปรารถนาคงอยู่ตรงนั้นทุกคราไป.. How long does it last มันจะเป็นเช่นนี้ไปถึงเมื่อใดกันนะ Can love be measured by the hours in a day จะสามารถคณานับความรักจากวันเวลาที่กำลังเลยผ่านนี้ได้หรือ I have no answers now ฉันคงมิสามารถให้คำตอบใดในบัดนี้หรอกหนา คนดี But this much I can say แต่ฉันสามารถเอื้อนเอ่ยแก่เธอได้ในสิ่งนี้ I know I'll need her till the stars all burn away เพราะฉันตระหนักดีว่าฉันต้องการเธอตราบทุกดวงดาราจะมอดไหม้มลายไป And she'll be there... และเธอจะยังคงตราตรึงอยู่ตรงนั้น.. How long does it last รักเราจะอยู่เหนือกาลเวลาไหม Can love be measured by the hours in a day เป็นไปได้ที่รักจะสามารถวัดจากแต่ละชั่วโมงเช่นนั้นหรือ I have no answers now เพราะฉันมิอาจกล้าจะให้คำตอบอันใดแก่เธอหรอก โฉมตรู But this much I can say แต่ที่ฉันประจักษ์ ณ เวลานี้ I know I'll need her till the stars all burn away คือ ฉันจะโหยหาเธอตราบแม้นดวงดาราสุดท้ายจะมอดไหม้เพียงธุลีดิน And she'll be there.. และเธอจะคงอยู่มิเสื่อมคลาย ณ ที่เดิม อันเป็นของเธอ.. Love Story - Andy Williams          Love Story - Andy Williams          Love Story - Andy Williams
#168drterdJul 20, 2011
Fly Me To The Moon - Frank Sinatra เพลงป้อปสแตนดาร์ด ประพันธ์ไว้เมื่อปี 1954 โดย Bart Howard. ช่วงอินโทรโดย Felicia Sanders ใช้ในการโชว์คาบาเร่ ครั้งแรกนั้นชื่อ "In Other Words". แต่มักเรียกกันว่าเพลง "Fly Me to the Moon" จนต้องเปลี่ยนจริงๆในเวลาต่อมา เพลงนี้บรรเลงโดย Kaye Ballard เพื่อใช้ประกอบหนังทีวีเรื่อง The Mothers-In-Law .จนปี 1956 Portia Nelson นำมาทำใหม่ในอัลบั้มที่ชื่อ Let Me Love You. ในปีเดียวกัน Johnny Mathis ก็ทำบ้างใช้ชื่อ"Fly Me to the Moon" Frank Sinatra ร้องปี 1964 ชื่ออัลบั้ม It Might as Well Be Swing และจากนั้นเป็นต้นมา มีนักร้องอีกหลายคนนำมาร้องเช่น Paul Anka, Shirley Bassey, Nat King Cole, Perry Como, Bobby Darin, Doris Day, Sarah Vaughn, Tom Jones, Utada Hikaru, http://www.youtube.com/watch?v=oCW9Hey6IVY&feature=related Fly Me To The Moon - Frank Sinatra Fly me to the moon Let me play among the stars Let me see what life is like On Jupiter and mars In other words, hold my hand In other words, baby, kiss me Fill my heart with song Let me sing forever more You are all I long for All I worship and adore In other words, please be true In other words, I love you ********* พาผมล่องลอยไปสู่ดวงจันทร์ด้วยเถิด ให้ผมได้สนุกสนานอยู่ท่ามกลางดวงดาว ให้ผมได้เห็นว่าชีวิตเป็นเช่นใด ที่ดาวพฤหัสและดาวอังคาร หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้... กุมมือผมสิ หรืออีกนัยหนึ่ง... สุดที่รัก จุมพิตผมด้วย เติมเสียงเพลงให้เต็มดวงใจผม ให้ผมร้องเพลงต่อไปได้อีกนานๆ คุณคือทุกสิ่งที่ผมปรารถนา ทุกอย่างที่ผมรักใคร่เทิดทูน หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้... โปรดจริงใจ หรืออีกนัยหนึ่ง... ผมรักคุณ Fly Me To The Moon - Frank Sinatra          Fly Me To The Moon - Frank Sinatra          Fly Me To The Moon - Frank Sinatra
#169drterdJul 20, 2011
How Do I Live - LeAnn Rimes LeAnn   Rimes เข้าสู่วงการเพลงเมื่อเธออายุเพียงแค่ 13 ปี  และเริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทยจากเพลง How Do I Live และ Can’t Fight the Moonlight  ที่อยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Coyote Ugly LeAnn Rimes นับเป็นศิลปินหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง โดยสามารถทำยอดจำหน่ายอัลบั้มไปได้กว่า 20 ล้านชุด และยังเป็นเจ้าของรางวัล Grammy อีกหลายรางวัล สำหรับเพลง How do I live นี้เผลิตในปี 1997 แต่งโดย Diane Warren, ร้องโดย LeAnn Rimes, และตามมาด้วย Trisha Yearwood. เป็นเพลงจากซาวด์แทร็กซ์ของหนังเรื่อง Con Air  เวอร์ชั่นของ LeAnn Rimes, เป็นแนว PoP มาตรฐาน  ส่วนเวอร์ชั่นของTrisha Yearwood. ที่ออกมาในแนวคันทรี่มากขึ้น แต่ทั้ง 2 เวอร์ชั่น ต่างก็ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน  เพราะของ Yearwood นั้นได้รับรางวัล Grammy Award for Best Female Country Vocal Performance, ส่วนของ Rimes นั้นจำหน่ายได้มากกว่า 3 ล้าน copies.และขึ้นสู่ The Billboard Hot 100 chart  ถึง 69  สัปดาห์ และนานถึง 34  สัปดาห์ของ UK singles chart.ในอังกฤษ http://www.youtube.com/watch?v=90e8ryPDKWo How Do I Live - LeAnn Rimes How do I get through one night without you ฉันจะรอดผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร..ถ้าไม่มีเธอ If i had to live without you ถ้าฉันต้องอยู่ต่อไปโดยไม่มีเธอ What kinda life would that be ชีวิตนั้นจะเป็นเช่นไร Oh and I, I need you in my arms need you to hold ฉันต้องการเธอ..ฉันต้องการให้เธอมาอยู่ในอ้อมกอดของฉัน ให้เธอกอดฉัน You're my world, my heart, my soul เธอคือโลกของฉัน เธอคือหัวใจของฉัน เธอคือจิตวิญญาณของฉัน If you ever leave ถ้าเธอทิ้งฉันไป Baby you would take away everything good in my life เธอเอาสิ่งดี ๆ ในชีวิตฉันไปด้วย Without you there'd be no sun in my sky ไม่มีเธอ..ไม่มีดวงตะวันในท้องฟ้าของฉัน There would be no love in my life ไม่มีรักในชีวิตฉัน There'd be no world left for me ไม่มีอะไรเหลืออีกในชีวิตฉัน And I, baby i don't know what i would do ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร I'd be lost if i lost you ฉันสูญสิ้นทุกอย่าง if you ever leave หากเธอจะทิ้งฉันไป baby, you would take away everything real in my life เธอจะเอาทุกอย่างในชีวิต ทุกอย่างที่เป็นจริงในชีวิตฉันไปด้วย And tell me now บอกฉันทีสิว่า How do I live without you ฉันจะอยู่อย่าไร..ถ้าต้องอยู่โดยไม่มีเธอ I want to know อยากจะรู้จริง How do i breathe without you ฉันจะมีลมหายใจต่อไปได้อย่างไร if you ever go ถ้าเธอจากฉันไป How do i ever, ever survive ฉันจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้อย่างไร How do I, How do I, Oh How do I live ฉันจะอยู่..อย่างไร..อย่างไร..ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร If you ever leave ถ้าเธอทิ้งฉันไป Baby you would take away everything เธอเอาทุกอย่างไปด้วย Need you with me ฉันต้องการให้เธออยู่กับฉัน Baby 'cause you know เธอก็น่าจะรู้ That you're everything good in my life ว่าเธอคือทุกอย่างที่ดี ๆ ในชีวิตฉัน And tell me now บอกฉันอีกทีสิว่า How Do I Live - LeAnn Rimes          How Do I Live - LeAnn Rimes          How Do I Live - LeAnn Rimes
#170drterdJul 20, 2011
Moon River - Audrey Hepburn Moon River ประพันธ์โดย Johnny Mercer และ Henry Mancini กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในปี 1961 เรื่อง Breakfast at Tiffany's ร้องโดย Andrey Hepburn ซึ่งในปีนั้นเองเพลงนี้ก็ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองสาขาเพลงยอดเยี่ยม Academy Award for Best Original Song และปีต่อมาถูกนำไปประกอบละครทางโทรทัศน์ หลังจากนั้น ในอัลบั้มของ Henry Mancini  นำเพลงนี้ไปรวมไว้และได้รับความนิยมมาก ต่อมา Dany Williams นักร้องชาวอาฟริกันใต้ นำกลับมาร้องใหม่ ได้ขึ้นอันดับหนึ่งของเพลงในอังกฤษ  จนกระทั่งถึงยุคของ Andy Williams นักร้องชื่อก้องโลกชาวอเมริกัน นำกลับมาร้องอีกครั้ง และใช้เป็นเพลงในรายการทีวีของเขาด้วย คราวนี้ฮิตกว่าผลงานของใครๆที่เคยทำไว้ ดังแบบฉุดไม่อยู่ จนกลายเป็นเพลงประจำตัวของเขาไปในที่สุด  กระทั่งปัจจุบันนี้เขามีร้านอาหารปิ้งๆย่างๆของตัวเองใช้ชื่อว่า  Moon River Grill ส่วนเนื้อเพลงบางข้อความที่หลายคนสงสัยคือ my huckleberry friend  นั้น เป็นเพื่อนแบบไหนหรือจะมีคำอธิบายอย่างไรนั้น หนังสือ "Our Huckleberry Friend" ซึ่งเป็นเรื่องราวของชีวิต และเนื้อเพลงที่ Johnny Mercer เจ้าของเพลงแต่งไว้ เล่าว่า  สมัยที่เขายังเป็นเด็กJohnny  เติบโตที่เมืองซาวานน่า ในรัฐจอร์เจียร์ สหรัฐอเมริกา เขามีเพื่อนชื่อ  Bob Bach และ Ginger Mercer เพื่อนๆในกลุ่มนี้เคยร่วมสนุกกันในช่วงต้นซัมเมอร์ โดยเข้าไปเก็บลูกฮัคเบอรรี่ป่า (huckleberry or Blueberries). ใส่ถังเอากลับไปเล่นกันที่บ้าน แล้วเอาไปทำไอศรีมกินกัน และนี่คือที่มาของ my huckleberry friend ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องสนุกสนานของกลุ่มเด็กๆในยุคนั้น แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะแต่งไว้เมื่อปี 1982 ก็ตาม แต่มันยังคงเป็นหลักฐานให้อ้างอิงได้บ้าง  http://www.youtube.com/watch?v=eluKv50Kck8&feature=related Moon River - Audrey Hepburn Moon river, wider than a mile I'm crossing you in style some day Oh, dream maker, you heart breaker Wherever you're goin', I'm goin' your way Two drifters, off to see the world There's such a lot of world to see We're after the same rainbow's end, waitin' 'round the bend My huckleberry friend, moon river, and me (moon river, wider than a mile) (I'm crossin' you in style some day) Oh, dream maker, you heart breaker Wherever you're goin', I'm goin' your way Two drifters, off to see the world There's such a lot of world to see We're after that same rainbow's end, waitin' 'round the bend My huckleberry friend, moon river, and me http://www.youtube.com/watch?v=0xnCoo7vYqI Moon River - Andy Williams and Henry Mancini Moon River - Audrey Hepburn          Moon River - Audrey Hepburn          Moon River - Audrey Hepburn
#171drterdJul 20, 2011
Tennessee Waltz - Patti Page [font=Lucida HandwritingPatti Page] ชาวอเมริกัน.เธอประสบความสำเร็จในผลงานที่จำหน่ายได้มากกว่า 100 ล้านแผ่น จัดเป็นศิลปินนักร้องหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกคนหนึ่ง ด้วยเสียงที่นุ่มนวลประดุจใยไหมของเธอเมื่อยุค the ‘50s , ‘60s, เธอมีเพลงฮิตมากถึง 111เพลงกับผลงาน 15 แผ่นเสียงทองคำ และ 4 อัลบั้มทองคำ. เป็นนักร้องคนแรกที่นำเพลงคันทรี่ขึ้นสู่ The Pop Charts ของต่างประเทศได้สำเร็จ กับเพลง “Tennessee Waltz,” นั้นขึ้นถึงอันดับ 1 ถึง 3 ชาร์ทคือทั้ง Pop, Country,และ R&B และจำหน่ายได้มากกว่า 20 ล้านก้อปปี้ส์. จนถึงวันนี้เธอยังคงใช้เสียงอันแสนหวานของเธอครองใจนักฟังเพลงหลายรุ่นได้อย่างนานแสนนาน และยังมีคอนเสิร์ทให้แสดงมากกว่าปีละ 50 ครั้งให้แฟนๆที่คลั่งใคล้เธอได้มีโอกาสฟังเสียงสดๆของเธอ เพลงTennessee Waltz ประพันธ์โดย Redd Stewart และ Pee Wee King เมื่อปี 1947, เข้าสู่อันดับ The Billboard Pop Music Chart ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤศจิกายน,1950, ยาวนานกว่า 30 สัปดาห์ และขึ้นสูงสุดในอันดับ 1นานติดต่อกันจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1951 พร้อมๆทั้งได้ขึ้นถึงอันดับ 2 ของ The Billboard Country Music Chart.อีกด้วย  จนทำให้ผู้ร้องเพลงนี้คือ Patti Page  ยิ่งใหญ่มาก ในยุคต่อๆมามีผู้นำมาร้องใหม่ และยังคงได้รับความนิยมจากคนฟังในรุ่นต่อๆมาโดยตลอด ล่าสุดถูกนำมาทำใหม่โดย Leonard Cohen ออกวางแผงเมื่อ 26 ตุลาคม ปี 2004 http://www.youtube.com/watch?v=_Ek3eCbfqp0 Tennessee Waltz - Patti Page I was dancing with my darling to the Tennessee Waltz When an old friend I happened to see I introduced her to my loved one And while they were dancing My friend stole my sweetheart from me I remember the night and the Tennessee Waltz Now I know just how much I have lost Yes, I lost my little darling The night they were playing The beautiful Tennessee Waltz I was dancing with my darling to the Tennessee Waltz When an old friend I happened to see I introduced her to my loved one And while they were dancing My friend stole my sweetheart from me I remember the night and the Tennessee Waltz Now I know just how much I have lost Yes, I lost my little darling The night they were playing The beautiful Tennessee Waltz ราตรีหนึ่ง ซาบซึ้งใจ ในอ้อมกอด กระซิบออด อ้อนคำ พร่ำเสน่หา รักเพียงเรา เคล้าเพลงหวาน ผ่านลีลา ฟลอร์เฟื่องฟ้า คราอิงแอบ แนบภิรมย์ กาลผ่านผัน บันดาล พานพบเพื่อน มิลืมเลือน เพื่อนรัก ชักสู่สม เพื่อนแห่งเรา เร้าเริงรื่น ชื่นชิดชม ดอมเด็ดดม ชมรักเรา ร้าวรักราญ เพลงรักแผ่ว แว่วรำพึง ถึงคืนเศร้า คืนเปลี่ยวเหงา ร้าวรานใจ เกินไขขาน เคยเคลียคลอ ฟลอร์สวรรค์ ม่านวิมาน งามตระการ ปานฟากฟ้า เทวาลัย สิ้นสลาย สายใยรัก หักเหหน ในวังวน กลกาม ความหลงใหล สูญเพียงรัก จักเยียวยา รักษาใจ แม้หม่นไหม้ ใช่แดดิ้น สิ้นชีวิน Tennessee Waltz - Patti Page          Tennessee Waltz - Patti Page          Tennessee Waltz - Patti Page
#172WarpBoyJul 21, 2011
Bastion - Percheron Gelding
#173drterdJul 22, 2011
More - Andy Williams มากกว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ใดๆในโลกที่เคยรับรู้ เป็นความรักที่ฉันมอบแด่เธอผู้เดียว มากเกินกว่าที่จะสรรหาคำบรรยายใดๆมาเปรียบ ฉันมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่อรักเธอให้มากขึ้นทุกวัน More เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อิตาลีเรื่อง Mondo Cane ในปี 1962 โดยต้นฉบับเป็นภาษาอิตาเลี่ยนชื่อเพลง Ti Guardero Nel Cuore แต่งโดย Riz Ortolani และ Nini Oliviero ส่วนเนื้อภาษาอังกฤษโดย Norman Newell, OBE บางครั้งเขาอาจจะใช้นามแฝงว่า  David West นักแต่งเพลงกิตติมศักดิ์ ที่เป็นโปรดิวเซอร์คนดังชาวอังกฤษ เจ้าของ ผู้จัดการบริษัท EMI Columbia ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องดังๆในยุค 50-60s อย่าง Shirley Bassey, Vera Lynn, Russ Conway, Bette Midler, Judy Garland, Petula Clark, , Peter and Gordon. กับบทเพลงดังๆที่เป็นผลงานของเขาอย่างเช่น "My Thanks To You"  "Portrait of My Love"  "This Is My Life" ("La Vita"),The Importance of Your Love" ("Important C'est La Rose",)  "Never, Never, Never" ("Grande, Grande Grande").  "Sailor", "A World Without Love". เพลงนี้ได้รับความนิยมมากๆจากเสียงร้องของ  Bobby Darin และ Frank Sinatra แต่ในบ้านเราจะคุ้นหุกับเสียงร้องของ Andy Williams http://www.youtube.com/watch?v=Zw1ElGVc1gA&feature=related More - Andy Williams More than the greatest love มากยิ่งกว่าความรักอันยิ่งใหญ่ the world has known เท่าที่โลกเคยรู้จักมา This is the love I'll give to you alone นี่คือความรักที่ฉันจะมอบให้เธอคนเดียว More than the simple words มากยิ่งกว่าคำพูดธรรมดา ๆ I try to say ที่ฉันพยายามจะเอ่ย I only live to love you more each day ฉันอยู่เพื่อรักเธอมากขึ้นทุกวัน More than you'll ever know มากกว่าเธอเีคยได้ประจักษ์ my arms long to hold you so อ้อมแขนฉันปรารถนาที่จะได้กอดเธอจัง My life will be in your keeping, ชีวิตของฉันจะอยู่ในการทนุถนอม waking, sleeping, laughing, weeping ในยามตื่น ยามหลับ ยามหัวเราะ และยามร่ำไห้ของคุณ Longer than always is long long time นานยิ่งกว่าที่เคยนาน ก็คือนานเกินนาน But far beyond forever แต่ว่าไกลเหนือกัลปวสนานนั้น you'll be mine เธอจะเป็นของฉัน I know I never lived before ฉันรู้ว่าฉันนั้นไม่เคยร่วมชีวิตมาก่อน and my heart is very sure แต่หัวใจของฉันนี้แน่วแน่มาก No one else could love you more ไม่มี่ใครอื่นสามารถรักเธอได้มากกว่า I know I never lived before and my heart is very sure No one else could love you more More - Andy Williams          More - Andy Williams          More - Andy Williams
#174drterdJul 22, 2011
The Sound of Music The Sound of Music เคยเป็นละครเวทีบรอดเวย์ ในปี 1959  และในปี 1965  ได้สร้างเป็นภาพยนตร์เพลงที่ยิ่งใหญ่ของบรอดเวย์ กำกับโดย โรเบิร์ต ไวซ์ แสดงนำโดย Julie Andrews ประพันธ์ดนตรีโดย Richard Rodgers ประพันธ์เนื้อร้องโดย  Oscar Hammerstein II ,Book Howard Lindsay และ Russel Crouse คนเดียวกับที่เขียนเนื้อเพลง You'll never walk alone เพลงประจำสโมสรลิเวอร์พูล ที่แฟนคลับของทีมลิเวอร์พูลทุกคนต้องร้องได้ และจะร้องกันกระหึ่มเมืองทุกนัดที่ทีมของพวกเขาลงสนามแข่ง The Sound Of Music ภาพยนตร์เพลงสุดอมตะในชื่อไทย “มนต์รักเพลงสวรรค์” ที่ออกฉายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี1965 (พ.ศ. 2508)   โดยมีเนื้อหาตามละครเพลง บรอดเวย์ The Sound of Music ที่ออกแสดงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2502 ละครบรอดเวย์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือเรื่อง "The Story of the Trapp Family Singers" ของ มาเรีย ฟอน แทรปป์ ถ่ายทำกันที่เมือง Salzburg ประเทศออสเตรีย เป็นเรื่องราวของครอบครัวTrapp Family หลังจากหนีพ้นการคุกคามของนาซี ในละครมีการประพันธ์บทเพลงที่โด่งดังขึ้นมากมายหลายเพลง เช่น "Edelweiss", "My Favorite Things", "Climb Ev'ry Mountain", "Do-Re-Mi", "Sixteen Going on Seventeen" และ "The Lonely Goatherd" รวมถึงเพลงนำเรื่องที่มีชื่อเดียวกับชื่อเรื่องด้วย คือเพลง "The Sound of Music" ภาพยนตร์ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเป็นภาพยนตร์เพลงที่โด่งดังที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างภาพยนตร์เพลงทั้งหมด มนต์รักเพลงสวรรค์ ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี พ.ศ. 2508 10 รางวัล และได้รับชนะเลิศ 5 รางวัล ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (โรเบิร์ต ไวส์) ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม เพลงประกอบยอดเยี่ยม (เออร์วิน คอสทัล) ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม (วิลเลียม เรย์โนลด์ส) สำหรับอีก 5 สาขาที่ได้เสนอชื่อเข้าชิง ได้แก่ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (จูลี่ แอนดรูว์) นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (เพ็กกี้ วูด - ผู้แสดงเป็นคุณแม่อธิการ) ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม http://www.youtube.com/watch?v=GHzhY5wa2wY The Sound of Music The hills are alive with the sound of music With songs they have sung for a thousand years ด้วยมนต์แห่งเสียงดนตรี หุบเขาเสมือนมีชีวิต ด้วยบทเพลงอันถูกขับขานมานานนับพันปี The hills fill my heart with the sound of music My heart wants to sing every song it hears ขุนเขาแต่งเติมจิตใจฉันให้เปี่ยมล้นด้วยมนตราแห่งเสียงดนตรี ใจฉันอยากจะขับขานทุกท่วงทำนองที่ได้ยลยิน My heart wants to beat like the wings of the birds that rise from the lake to the trees หัวใจของฉันอยากเต้นเป็นจังหวะเดียวกับปีกที่ไหวกระพือของนกน้อย ที่โบยบินจากทะเสสาบสู่แมกไม้ My heart wants to sigh like a chime that flies from a church on a breeze อยากจะถอนใจให้เหมือนกับเสียงระฆังที่แว่วกังวาล จากหลังคาโบสถ์ ล่องลอยไปตามสายลมเย็น To laugh like a brook when it trips and falls over stones on its way อยากจะสรวลสันต์ให้เหมือนเสียงน้ำในลำธาร ยามกระทบโขดหิน To sing through the night like a lark who is learning to pray อยากกู่ร้องตลอดคืน ดั่งนกน้อยที่เพิ่งหัดขับขาน I go to the hills when my heart is lonely I know I will hear what I've heard before ฉันจะไปยังหุบเขา ยามที่ใจรู้สึกเดียวดาย เพราะฉันรู้ว่า จะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมาก่อน My heart will be blessed with the sound of music And I'll sing once more ใจฉันจะเสมือนได้รับพรจากมนตราแห่งเสียงดนตรี และฉันจะได้ขับขานบทเพลงนั้นอีกครั้งหนึ่ง The Sound of Music          The Sound of Music          The Sound of Music
#175drterdJul 22, 2011
My Way - Frank Sinatra MY  WAY เพลงป็อปยอดฮิตแห่งศตวรรษที่ 20 ที่ติดอันดับ 144 SONGS OF THE CENTURY  อีกทั้งเป็นเพลงที่นิยมเปิดในพิธีศพในปัจจุบัน  หลายคนอาจรู้ว่าเป็นเพลงที่ทำให้แฟรงก์  ซิเนตรา  กลับคืนสู่วงการอีกครั้งในยุคปลายทศวรรษ 1960s หลังจากตกต่ำมาพักใหญ่ เรื่องราวของ   MY  WAY  เริ่มจากปี ค.ศ. 1965 เมื่อทีมนักแต่งเพลงฝรั่งเศส กิลส์  ธิโบลต์  (GILLES THIBAULT) (คำร้อง) และจาคส์ ริโวส์ (JACQUES  REVAUX) (ทำนอง) เขียนเพลงป็อปฝรั่งเศสเพลงหนึ่งชื่อ  COMME  D'HABITUDE  แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า  AS USUAL  (เหมือนอย่างเคย) เนื้อเพลงไม่ได้มีความหมายลึกซึ้ง  พูดถึงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่งมงายกับความรัก ลงท้ายต้องเจอกับความผิดหวัง เมื่อเขียนเสร็จธิโบลต์ส่งไปให้คลอด์  ฟรังซัวส์ (CLAUDE FRANCOIS) นักร้องป็อปฝรั่งเศส เพื่อพิจารณานำไปบันทึกเสียง คลอด์ ฟรังซัวส์ เพิ่งจะเลิกราความสัมพันธ์กับ   FRANCE   GALL  นักร้องสาวชื่อดังอีกคนหนึ่ง  เมื่ออ่านดูคำร้อง คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ชีวิตจริงที่กำลังดำเนินอยู่  จึงตกลงนำไปบันทึกเสียง  กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตในฝรั่งเศส ในปี  ค.ศ. 1968  ขณะที่  พอล  แองกา  ไปตากอากาศที่ฝรั่งเศส  เผอิญได้ยิน COMME   D'HABITUDE   เข้าทางวิทยุ เกิดติดใจในท่วงทำนองเพลง คิดว่าเหมาะกับแฟรงก์ ซิเนตรา  มากที่สุด  เมื่อกลับมาถึงอเมริกา พอลมีโอกาสพบกับแฟรงก์ที่ไมอามีขณะแฟรงก์ไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่นั่น   แฟรงก์เอ่ยปากกับพอลว่า เขากำลังจะรีไทร์ ช่วยแต่งเพลงให้สักเพลงเถอะ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่แฟรงก์ ซิเนตรา อยู่ในปัจฉิมวัย ชื่อเสียงกำลังถดถอย เมื่อพอลกลับมาถึงที่บ้านในนิวยอร์ก  คืนหนึ่งเวลาราวตีหนึ่งครึ่ง ฝนตกพรำๆ ขณะนั่งอยู่หน้าเปียโน พอลนึกถึงคำพูดของแฟรงก์ที่พูดกับเขาที่ไมอามี คิดถึงเพลง COMME D'HABITUDE ที่ฝังใจครั้งไปเยือนฝรั่งเศส  จากจินตนาการและพรสวรรค์ในตัว พอลค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ชีวิตตัวเองและของแฟรงก์  ซิเนตรา  เขียนออกมาเป็นเนื้อร้อง  โดยเริ่มจาก AND NOW THE END IS NEAR พอถึงในราวตีห้า พอลก็แต่งเสร็จ ตั้งชื่อเพลงว่า MY WAY พอล  แองกา  เคยให้สัมภาษณ์และอธิบายถึงข้อความบางตอนจากเนื้อเพลง  อย่างเช่น   I'VE   LIVED  A  LIFE THAT'S FULL, I'VE TRAVELLED EACH AND EVERY  HIGHWAY พอลกล่าวว่า  มาจากเหตุการณ์ในชีวิตจริงช่วงวัยทีนเอจ เขามีโอกาสใช้ชีวิตคุ้มค่า  เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตทุกมุมโลก  มีแฟนสาวคลั่งไคล้ในตัวเขามากมาย มีโอกาสร่วมดื่ม รับประทานอาหารกับศิลปินมีชื่อนับไม่ถ้วน กัญชาก็เคยลองมาแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาสามารถบังคับจิตใจได้ว่า สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร YES,  THERE  WERE  TIMES, I'M SURE YOU KNEW, WHEN I BIT OFF  MORE  THAN   I COULD CHEW. BUT THROUGH IT ALL WHEN THERE WAS DOUBT, I ATE IT UP AND SPIT IT OUT ข้อความดังกล่าวเขียนจากบุคลิกและชีวิตจริงของแฟรงก์  ซิเนตรา ชีวิตแฟรงก์ สมัยหนึ่งเต็มไปด้วยความโอ่อ่า  มีเพื่อนฝูงมาห้อมล้อมมากมาย แฟรงก์เป็นคนพูดจาค่อนข้างแข็ง ไม่แคร์ความรู้สึกของผู้อื่นเท่าไหร่ คนที่ไม่ชอบจึงมีมาก I  PLANNED  EACH  CHARTERED COURSE, EACH CAREFUL STEP ALONG THE BYWAY ข้อความนี้เขียนจากชีวิตจริงของพอลเอง  ซึ่งเป็นคนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุน  ปัจจุบันพอลเป็นหุ้นส่วนใหญ่ในทีมฮอกกี้ทีมหนึ่ง สะสมรูปภาพราคาแพง มีบริษัทลิขสิทธิ์เพลง และสะสมไวน์เก่า THE RECORD SHOW I TOOK THE BLOWS กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงปี  1964 เมื่อดนตรีและเพลงของเดอะบีทเทิลส์ เข้ามามีอิทธิพล ความนิยมชมชอบในตัวของพอลและแฟรงก์ค่อยๆ หายไป WHAT   IS   A  MAN, WHAT HAS HE GOT, IF NOT HIMSELF THEN HE HAS NOT พูดถึงการดำเนินชีวิตของตัวพอลเอง พอลเป็นตัวของตัวเอง ปฏิบัติสม่ำเสมอกับทุกคนด้วยดีตลอดมา แฟรงก์  ซิเนตรา บันทึกเสียง MY WAY เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1968 โดยมี   ดอน  คอสตา เป็นผู้ควบคุมวง  ใช้เวลาบันทึกเสียงเพียง 2 เทค ในเวลาครึ่งชั่วโมงก็แล้วเสร็จ  เมื่อ MY  WAY วางจำหน่าย เปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุทั่วประเทศ ได้รับความนิยมขึ้นถึงแค่อันดับ  27  ผิดกับในอังกฤษที่ขึ้นถึงอันดับ 5 จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปความนิยมในตัวเพลงยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ประจำตัวแฟรงก์ ซิเนตรา ที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้. My Way เป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งซึ่งใกล้จะสิ้นลม และมองย้อนกลับมาถึงชีวิตของตนเองแต่ครั้งในอดีต ผ่านให้เพื่อนของเขาที่นั่งอยู่ใกล้ๆฟัง เขาเคยมีชีวิตที่พรั่งพร้อม ถนนทุกสายเผชิญมาแล้ว ผ่านความรัก เสียงหัวเราะและเสียงร่ำไห้ จนมาบัดนี้รู้สึกขบขันกับอดีตที่ผ่านมา อยากบอกถึงความรู้สึกลึกๆในใจ ที่ได้ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ ต้นฉบับเพลงนี้เป็นเพลงฝรั่งเศส  เนื้อร้องโดย ชิลส์ ติโบลต์ ทำนองดนตรีที่ร่วมกันแต่งโดย โกลด ฟรองซัวร์ กับ ชากส์ เรอโวซ จดลิขสิทธิ์ที่กรุงปารีส ปี 1967  สำหรับที่นำมาร้องกันจนปัจจุบันนี้นี้น พอล แองก้า แต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ให้ แฟรงค์ ซีนาตรา นำไปร้องอัดแผ่นเสียง 'รีไพรส์' ที่แฟรงค์เป็นเจ้าของบริษัทเอง  ปรากฏว่าได้รับความนิยมมากกว่าเพลงอีกหลายเพลงที่ แฟรงค์ร้อง เพลงนี้แพร่หลายมากจนมีเป็นคาราโอเกะทุกหนแห่ง เป็นที่ประทับใจของชาวมหาวิทยาลัยแมซซาจูเซ็ท ที่แม้กระทั่งวงโยธวาทิตของ the University of Massachusetts Amherst นำไปบรรเลง, My Way แบบของใครไม่ฮิตเท่ากับ แฟรงค์ ซีนาตรา อดีตนักร้องนักแสดงที่มีแฟนมหาศาล เพลงนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเขา ไม่ว่าจะออกแสดงที่ไหน เมื่อใด My Way ต้องเป็นเพลงเอกของรายการ  แค่ร้องท่อนแรกของเพลงเท่านั้น ผู้ชมผู้ฟังก็ฮือฮาด้วยความชื่นชม ความยิ่งใหญ่ของแฟรงค์ไม่ธรรมดา การออกแสดงแต่ละครั้งมักจะจัดกันอย่างอลังการ มโหฬาร แม้กระทั่งบนถนน จะมีผู้คนสองฟากถนนยืนกันเต็มทางเท้าราวกับจะต้อนรับบุคคลสำคัญ http://www.youtube.com/watch?v=egY8rUpxqcE&feature=related My Way - Frank Sinatra And now, the end is near ; ตอนนี้ จุดจบก็ใกล้เข้ามาทุกที And so I face the final curtain. ในที่สุดผมก็คงต้องพบกับฉากสุดท้าย My friend, I’ll say it clear, เพื่อนเอ๋ย ผมจะบอกกันชัดๆเลยนะ I’ll state my case, of which I’m certain. ผมจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดของผมให้ฟังกัน ซึ่งผมมั่นใจว่าคงไม่มีอะไรผิดพลาด I’ve lived a life that’s full. ชีวิตที่ผ่านมา ผมใช้มันอย่างเกินคุ้ม I’ve traveled each and ev’ry highway; ท่องไปในทุกหัวระแหง And more, much more than this, และที่สำคัญไปกว่านั้น I did it my way. ผมได้ใช้ชีวิต...ในแบบของผม Regrets, I’ve had a few ; ถ้าจะถามว่าผมเคยเสียใจไหม? ก็คงมีบ้าง.... But then again, too few to mention. แต่มันก็น้อยเสียจนไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง I did what I had to do ผมทำในสิ่งที่ผมต้องทำ And saw it through without exemption. ผมมองมันทะลุทุกอย่างแบบไม่มีข้อแม้ใดๆ I planned each charted course ; ทุกเส้นทางผมวางแผนไว้เป็นอย่างดี Each careful step along the by way, ทุกย่างก้าวผมไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง But more, much more than this, และยิ่งไปกว่านั้น I did it my way. ผมทำมันทั้งหมด...ในแบบของผม... Yes, there were times, I’m sure you knew ใช่ ผมแน่ใจว่าคุณรู้ว่ามีหลายครั้ง... When I bit off more than I could chew. ... .ที่ผมทำอะไรเกินตัวไปหน่อย But through it all, when there was doubt , แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มันมีอุปสรรคอะไรมาทำให้ผมสะดุด I ate it up and spit it out. ผมก็จะกัดฟันแลกหมัดกับมัน I faced it all and I stood tall ; ผมเผชิญหน้ายืนสู้ไม่เคยถอยหนี And did it my way   และจัดการกับมัน...ในแบบของผม I’ve loved, I’ve laughed and cried. ผมเคยมีรัก, ผมเคยหัวเราะ ผมเคยร่ำไห้ I’ve had my fill; my share of losing. ผมเคยเปรมปรีดิ์....และ ผมก็เคยสัมผัสกับความสูญเสีย And now, as tears subside,   และวันนี้ เมื่อน้ำตาเหือดแห้งลง I find it all so amusing. ผมกลับมองว่าทุกเรื่องที่ผ่านมามันช่างน่าขัน..... To think I did all that;... .เมื่อมานั่งคิดดูว่าผมได้ทำมันมาทั้งหมดแล้ว.... And may I say - not in a shy way, ...และขอผมบอกหน่อยเถอะ. ..ว่าที่ผมทำมานั้นมันไม่ใช่ในแบบขัดๆเขินๆเลย No, oh no not me, โอ้...ไม่...ไม่ใช่ผมแน่ I did it my way. ผมทำในวิถีทางแบบของผม For what is a man, what has he got? ก็สำหรับชายคนหนึ่ง เขาจะมีอะไรเล่า? If not himself, then he has not. ถ้าเขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง นั่นก็เท่ากับเขาไม่มีอะไรเลย To say the things he truly feels; เพื่อที่จะพูดในสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ And not the words of one who kneels. ไม่ใช่คำพูดจากปากของผู้ยอมศิโรราบ The record shows I took the blows – ทุกอย่างบันทึกไว้ว่าผมรับมือได้กับทุกสิ่ง And did it my way ! และจัดการมัน...ในสไตล์ของผม..... Yes it was my way. ใช่แล้ว มันคือวิถีของผม.... http://www.youtube.com/watch?v=OlKJ-0bnxdA&feature=player_embedded My Way - Elvis Presley My Way - Frank Sinatra          My Way - Frank Sinatra          My Way - Frank Sinatra
#176KiJul 27, 2011
Beautiful U R- Deborah Cox Beautiful U R - Deborah Cox It’s your life Things may not always go right, for you In those times Just leave it behind Cause sometimes you gotta play the game Just to survive Without losing yourself It’s a fight, it’s true It takes time Don’t have all the answers No matter how hard it gets Hold on to what’s inside (CHORUS) Don’t never let nobody bring you down girl Don’t never let nobody tear your world apart Look in the mirror and see who you are Beautiful U R In the dark The paint chips have waited your heart So deep Can’t you see See the light in the distance Open up your eyes, look, look to the sky And believe There’s much more to life when you free That’s the key And in time You will find all the answers Don’t have to lose your pride Hold on to what’s inside (CHORUS) Don’t never let nobody bring you down girl Don’t never let nobody tear your world apart Look in the mirror and see who you are Beautiful U R Don’t never let nobody bring you down girl Don’t never let nobody tear your world apart Look in the mirror and see who you are Beautiful U R Don’t care what they say anymore There’s no time to be insecure I leave it all at the door She stearing at him in the face She’s taking it day by day I’m finally on my way (CHORUS) Don’t never let nobody bring you down girl Don’t never let nobody tear your world apart Look in the mirror and see who you are Beautiful U R Don’t never let nobody bring you down girl Don’t never let nobody tear your world apart Look in the mirror and see who you are Beautiful U R Beautiful U R Beautiful U R Beautiful U R
#177KiJul 27, 2011
Justin Nozuka featuring India.Arie - Heartless
#178drterdJul 29, 2011
Oh Donna - Ritchie Valens ริชชี่ วาเลนส์ เกิดที่ Pacoima ใน San Fernando เมือง Los Angeles เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1941  พออายุแค่ 5 ขวบ เริ่มสนใจดนตรี จึงขอให้พ่อซื้อทั้งกีตาร์ และทรัมเปตให้เขาเล่น และยังฝึกเล่นกลองในเวลาต่อมา อายุ 16 ก็ตั้งวงดนตรีตระเวณเล่นกันแล้ว โดยตัวเขาเล่นกีตาร์โซโลเอง ปี 1958 มีโอกาสทำแผ่นเป็นของตนเอง โดยมีเพลง Donna เป็นหนึ่งในชุดนี้ เพลงนี้ออกมาคู่กับเพลง La Bamba ซึ่งในปีนั้นเขาเองยังเรียนไม่จบระดับมัธยมด้วยซ้ำไป หลังจากไปท่องหาประสบการณ์ที่อเมริกา และฮาวาย ได้พักก็กลับมาหากินในถิ่นเดิมที่ลอสแองเจลลิส อีกครั้ง คราวนี้เขาได้เล่นหนังเรื่อง Go Johnny Go ช่วงฃีวิตนี้เขารุ่งโรจน์มาก ต้นปี 1959, Valens ออกเดินทางไป Midwest เพื่อร่วมทัวร์ เทศกาลดนตรี The Winter Dance Party และในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1959 ร็อคสตาร์ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนั้น 3 คนคือ บัดดี้ ฮอลลี (22 ปี) ริชชี วาเลนส์ (17 ปี) และ เจ พี ริชาร์ดสัน (23 ปี) ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิตในคราวเดียวกัน วันนี้ถูกเรียกว่า  The Day The Music Died? ตรงตามบัลลาด American Pie ของนักร้องดัง Don McLean แต่งให้ในปี 1971 สำหรับ Donna เพลงนี้เขาแต่งเพื่อเพื่อนสาวของเขา หล่อนชื่อ Donna  ครั้งหนึ่งทั้งสองเคยรักกันแต่เธอได้จากเขาไป ตอนนี้ เขาเหงา เขายังรักเธออยู่ เธอล่ะไปทำอะไรอยู่ที่ไหน http://www.youtube.com/watch?v=6eRdvfzDO6c Oh Donna - Ritchie Valens Oh Donna, Oh Donna Oh Donna, Oh Donna I had a girl. Donna was her name. Since she left me, I've never been the same. 'Cause I love my girl. Donna, where can you be Where can you be Now that you're gone and I'm left all alone. All by myself to wander and roam. 'Cause I love my girl. Donna, where can you be Darling, now that you're gone, I don't know what I'll do. Yeah and time had all my love, for you. Oh Donna, Oh Donna Oh Donna, Oh Donna I had a girl. Donna was her name. Since she left me, I've never been the same. 'Cause I love my girl. Donna, where can you be Where can you be Oh Donna, Oh Donna Oh Donna, Oh Donna Oh Donna, Oh Donna Oh Donna, Oh Donna Oh Donna - Ritchie Valens          Oh Donna - Ritchie Valens          Oh Donna - Ritchie Valens
#179drterdJul 29, 2011
La Bamba - Ritchie Valens เพลงพื้นบ้านของเม็กซิกันที่เก่าแก่กว่า 300 ปีมาแล้ว ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการเต้นรำแบบยิปซีของชาวสเปน ในเพลงนี้โชว์เสียงเครื่องดนตรีหลายชิ้นทั้งไวโอลิน กีตาร์ กีตาร์แบบเม็กซิกัน ฮาร์ป และใช้เสียงสูงในการร้อง มีเนื้อหาของเพลงที่ชักชวนให้เต้นระบำกัน "La Bamba" ไม่มีเวอร์ชั่นที่เป็นภาษาอังกฤษโดยตรง แต่ความหมายโดยรวมๆคือการเต้นรำแบบโยกสั่นไหวนั่นเอง เพลงเม็กซิกันโฟล์คซองเพลงนี้ดลใจให้ Ritchie Valens ทำเพลงออกมาในรูปแบบของร้อคแอนด์โรลเมื่อปี 1950. จนฮิตเปรี้ยงปร้างในอเมริกาทั้งๆที่เขาพูดภาษาเสปนไม่ได้เลย นอกจากนั้นยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Rolling Stone magazine ให้เป็นอันดับที่ 345 จาก 500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล Greatest Songs of All Time. สำหรับ La Bamba หนังของอเมริกันในปี 1987 จากบทประพันธ์ของ Luis Valdez. ซึ่งจำลองเรื่องราวมาจากชีวิตจริงของดาวร่งวงการร้อคในยุคนั้นคือ Ritchie Valens กับลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อ Bob Morales และเพื่อนสาวของเขา Donna Ludwig เป็นเรื่องราวตั้งแต่วัยเด็กของเขากับครอบครัว http://www.youtube.com/watch?v=PK2HANwsUWg&feature=related La Bamba - Ritchie Valens เนื้อร้องดั้งเดิมภาษา Spanish Para bailar la bamba Para bailar la bamba Se necesita una poca de gracia Una poca de gracia para mi para ti Arriba y arriba Arriba y arriba Por ti seré Por ti seré Yo no soy marinero Yo no soy marinero Soy capitán Soy capitán Soy capitán เนื้อร้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ In order to dance the Bamba In order to dance the Bamba A little humor is needed A little humor for me and for you Faster and faster Faster and faster I'll be for you I'll be for you I'm not a sailor I'm not a sailor I'm captain I'm captain I'm captain คำแปลภาษาไทย ในการที่จะเต้นแบมบา จะต้องมีอารมณ์ขันนิดนึง อารมณ์ขันก็มีสำหรับเธอและฉัน เต้นเร็วขึ้นเร็วขึ้น ฉันจะอยู่เพื่อคุณ ฉันไม่ใช่กลาสีเรือ แต่เป็นกัปตันเรือของคุณ... La Bamba - Ritchie Valens          La Bamba - Ritchie Valens          La Bamba - Ritchie Valens
#180drterdJul 29, 2011
Hey Paula - Paul & Paula Paul & Paula Ray Hildebrand เกิดเมื่อ 21 ธันวาคม 1940 ที่เมือง Joshua รัฐ Texas, Jill Jackson, เกิดเมื่อ 20 พฤษภาคม 1942 ที่เมือง McCamey รัฐ Texas ทั้งคู่เป็นนักร้อง Pop Duo ที่มีชื่อเสียงมากเมื่อ ปี 1963 "Hey Paula"เคยเป็นเพลงอันดับ 1ของ The Billboard Hot 100 ในอดีต ย้อนกลับไปเมื่อปี 1962 สมัยที่ทั้งคู่ยังเรียนอยู่ที่วิทยาลัย Howard Payne College ในเมือง Brownwood  รัฐ Texas  DJ ของรายการวิทยุในท้องถิ่น เชิญชวนให้แฟนเพลงในรายการ เข้ามาทดสอบเสียงในสตูดิโอ เพื่อเฟ้นหานักร้องและนำรายได้ไปช่วยเหลือสมาคมโรคมะเร็งของชาวอเมริกัน ผลงานของเขาได้รับการสนับสนุนจากแฟนเพลงในรายการด้วยดี  ทั้งคู่เลยได้แจ้งเกิดในเพลง  Hey Paula,ซึ่งประพันธ์โดย Hildebrand สมัยนั้นทั้งคู่ใช้ชื่อวงว่า "Jill & Ray," นอกจาก Hey Paula แล้วทั้งคู่ยังมีผลงานที่กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ท The US Top 40 Hits ในยุคนั้นอีก ได้แก่  Young Lovers และ First Quarrel. http://www.youtube.com/watch?v=IGCjR2NyCew&feature=related Hey Paula - Paul & Paula HEY PAULA Hey hey Paula, I wanna marry you Hey hey Paula, No one else will ever do I've waited so long For school to be through Paula I can't wait No more for you My love, my love. ..Hey hey Paul, I've been waiting for you Hey hey Paul, I want to marry you too If you love me true, If you love me still Our love will always be real My love, my love ...True love means planning a life for two Being together the holding throgh True love means waiting and hoping that soon Wishes we made will come true My love, my love ..Hey hey Paula I've been waiting for you ..Hey hey Paul I want to marry you too ...True love means planning a life for two Being together the hloding throgh True love means waiting and hoping that soon Wishes we made will come true My love, my love, My love Hey Paula - Paul & Paula          Hey Paula - Paul & Paula          Hey Paula - Paul & Paula
#181drterdJul 29, 2011
Autumn Leaves - Nat KingCole ต้นฉบับของเพลงนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อปี 1945 โดยนำมาจากเพลงของฝรั่งเศสชื่อ "Les feuilles mortes" ประพันธ์ดนตรีโดย Joseph Kosma และเนื้อร้องโดย Jacques Prévert, ถูกนำมาทำเนื้อเป็นภาษาอังกฤษเมื่อปี  1949 โดยนักเขียนชาวอเมริกันชื่อ Johnny Mercer. และตั้งชื่อว่า AUTUMN LEAVES เป็นเพลงที่ฮิตทั้งในเวอร์ชั่นที่เป็นเพลงป้อป และเพลงแจส ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสต้นฉบับ LES FEUILLES MORTES เป็นบทกลอนกล่าวรำลึกถึงความรักที่สูญเสียไป ความทรงจำที่ดีในอดีต  ซึ่งไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนได้  เนื้อร้องภาษาอังกฤษดูไม่ค่อยจะเศร้าหดหู่เหมือนเนื้อร้องภาษาฝรั่งเศส  ซึ่ง AUTUMN  LEAVES  นั้นเป็นการจากไปและความทรงจำที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น  ผิดกับ LES FEUILLES MORTES ซึ่งค่อนข้างจะเศร้าสลดหดหู่ถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ AUTUMN  LEAVES กลายเป็นเพลงสากลสแตนดาร์ดเพลงหนึ่งซึ่งนักร้องทั่วโลกนำมาร้องกันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นเพลงประทับใจของคอเพลงทุกรุ่นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ถูกนำไปทำเป็นไตเติลในหนังเรื่อง Les Portes de la Nuit. เข้าฉายเมื่อปี 1956  และเพลงนี้ในหนังร้องโดย Nat KingCole http://www.youtube.com/watch?v=8kP8jPa1wCg Autumn Leaves - Nat KingCole The falling leaves drift by the window The autumn leaves of red and gold I see your lips, the summer kisses The sunburned hand I used to hold Since you went away the days grow long And soon I'll hear old winter's song But I miss you most of all, my darling When autumn leaves start to fall I see your lips, the summer kisses The sunburned hand I used to hold Since you went away the days grow long And soon I'll hear old winter's song But I miss you most of all, my darling When autumn leaves start to fall Autumn Leaves - Nat KingCole          Autumn Leaves - Nat KingCole          Autumn Leaves - Nat KingCole
#182drterdJul 29, 2011
The Sound of Silence - Simon and Garfunkel "The Sound of Silence" แผ่นซิงเกิลฮิตของ Simon and Garfunkel กับอัลบั้มที่ชื่อ Sounds of Silence ออกวางขายเมื่อเดือนกันยายน  1965 ในสไตล์ของ เพลงโฟล์คร้อค  ที่บันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 1964 และ 15 มิถุนายน 1965ภ ายใต้ลิขสิทธิ์ของ Columbia Records โดยมี Paul Simon เป็นผู้ประพันธ์  Tom Wilson  เป็นโปรดิวซ์เซอร์ ในชุดอัลบั้ม ปี (1963) "The Sound of Silence" ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Graduate ก็ดังเปรี้ยงปร้างไปทั้งโลก "The Sound of Silence" ดั้งเดิมของ  Paul Simon ในอเมริกาฮิตหลังเพลง "Bridge Over Troubled Water" ที่จึ้ไล่ตามกันมาติดๆ  ด้วยเสียงอะคูสติก กีตาร์ของเขาทั้งคู่ ทั้งร้องกันเองเล่นกันเอง อัลบั้มแรกทำไว้เมื่อเช้าวันพุธ ในปี 1964 แล้วจึงนำมาอัดเสียง กลองเพิ่มลงไปในภายหลังโดย Al Gorgoni  ซิงเกิลนี้ขึ้นเป็นเพลงอันดับ 1 ในวันขึ้นปีใหม่ ของปี 1966  อัลบั้ม Sounds of Silence.ได้ถูกนำมาทำลงแผ่นอีกครั้ง ออริจินอลครั้งนั้นตั้งชื่อว่า The Sounds of Silence  ต่อมาถุกเปลี่ยนเป็น "The Sound of Silence" (ตัดตัว S ทิ้งไป) อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เขาชอบไปนั่งแต่งเพลงในห้องน้ำ เขาบอกว่าเขาชอบเสียงของน้ำที่ไหลออกมาจากก้อกน้ำทันทีที่เปิดมัน เป็นเสมือนมีมนต์สะกดเขาได้ทุกครั้ง และเขาชอบหยิบกีตาร์มาเล่นในความมืด' Hello darkness, my old friend / I've come to talk with you again'. หลังจากนั้น Simon มีโอกาสนำเพลงนี้ไปเล่นเป็นตัวอย่างอวดให้ Garfunkel ฟังในวันหนึ่ง, แล้วเขาทั้งสองจึงได้มีโอกาสแสดงในไนท์คลับ กรุงนิวยอร์ค ท่ามกลางการเฝ้ารอคอยของทั้งคู่ The Sound of Silence ค่อยๆไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยๆซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่เขาทั้งสองร่วมกับ Tom Wilson โปรดิวเซอร์ในสังกัดของ Columbia Records ใน New York, ร่วมกันทำให้เพลงนี้ถูกขอให้เปิดออกอากาศทางรายการวิทยุบ่อยที่สุดใน Boston, รัฐ Massachusetts และรอบๆ Gainesville และที่ Cocoa Beach ใน Florida จนมาถึงอัลบั้มสุดท้ายของพวกเขาคือ Bridge Over Troubled Water ก็ยังเป็นที่รู้จักไม่แพ้กัน จนกล่าวได้ว่า Simon and Garfunkel เป็นศิลปินแห่งปี 1960s, Simon and Garfunkel นำเพลงนี้กลับมาทำอีกครั้งในเดือนธันวาคมปี 1965 และออกวางขายในเดือนมกราคม 1966 กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ฮิตติด Top-five ในสหรัฐอเมริกา เมื่อฤดูร้อนปี 1966, วันที่ 15 มิถุนายน 1965 Wilson นำออริจินอลของแทร็กซ์นี้ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นปี  1964 จับมายำใหม่โดยใช้กีตาร์ไฟฟ้าเล่น จากฝีมือของ Al Gorgoni เบสไฟฟ้าโดย Bob Bushnell,และกลองโดย Bobby Gregg, เขาทำไปทั้งๆที่ไม่ได้พุดคุยปรึกษากับ Simon หรือ Garfunkel.  แต่ยังคงขึ้นกับสังกัดเดิมในเวลานั้นคือ Columbia Records, ปรากฎว่าไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย  Roy Halee ผู้เป็นเอนจิเนียร์ของการอัดเสียงในครั้งนี้  และเคยมีผลงานมาแล้วกับวงThe Byrds และทีมงานโฟล์ค ร้อคอื่นๆ ได้นำเอาเสียงเอฟเฟคมาใส่ในท่อนอินโทร ซึ่งเขามายอมรับในภายหลังว่าเสียงมันไปขัดกันเองกับเสียงของกีตาร์ไฟฟ้าที่ใช้เล่นในเพลงนี้ ในปี 1999, BMI ยกย่องให้ The Sound of Silence เป็นเพลงแห่งศตวรรษที่ 20  Song of the 20th Century. ในปี 2004 นิตยสาร Rolling Stone  ยกย่องให้เป็นเพลงในอันดับ 156 ของ 500 เพลงฮิตตลอดกาล The 500 Greatest Songs of All Time, ซึ่งเพลงประเภทดูโอนี้มีติดอันดับแค่ 3 เพลงเท่านั้น ในปี 2004, นิตยสาร Rolling Stone Magazine จัดอันดับที่ 40 ให้เขาในฐานะศิลปินผ้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล The 100 Greatest Artists of All Time. เขาได้รับรางวัลมากมายจาก Grammy's พร้อมทั้งได้รับการจารึกชื่อไว้ ณ หอเกียรติยศ The Rock and Roll Hall of Fame และที่ The Long Island Music Hall of Fame (2007). ในปี  2009 มีคนนำเพลงนี้ออกสู่ตลาดอีกครั้งคู่กับ "I Am a Rock" โดยออกมาให้โหลดจังหวะเล่นกับวีดิโอเกม เพลง The Sound of Silenceได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในยุค 60’s นักวิจารณ์สังคมบอกว่า แปลกดีนะที่คนอเมริกัน แห่กันไปดูคอนเสิร์ท Simon & Garfunken ยอมเสียเงินเพื่อเข้าไปฟังเพลงที่กำลังวิพากษ์ตนเองอย่างแสบๆคันๆ ฟังแล้วคนก็ดันชอบเสียด้วย เพลงนี้โดยตัวมันเองเป็นกวีนิพนธ์ที่คมคายงดงามบทหนึ่ง เนื้อหาคือการวิพากษ์สังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะสังคมปัจเจกนิยมสุดขั้วแบบอเมริกันที่ผู้คนต่างเมินเฉยไม่ยุ่งกันและไม่อยากให้ใครมายุ่งกับตัว จนกระทั่งผู้คนขาดทักษะในการสื่อสารกันแบบใจถึงใจ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวแต่อย่างเดียวคือการค้อมคารวะให้กับพระเจ้าแห่งแสงนีออน(เทียบได้กับลัทธิบริโภคนิยม)ที่มนุษย์สร้างขึ้น สภาวะเช่นนี้ เป็นเสมือนเสียงแห่งความเงียบที่ปกคลุมครอบงำไปทั่วทั้งสังคมซ้อนอยู่ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยแสงสีของผู้คนอีกทีหนึ่ง เนื้อหาเพลงค่อนข้างเป็นแอ๊บสแตร็คแต่สะกิดเพียงนิดเดียว คนจำนวนหนึ่งก็เข้าใจสภาวะความเป็นจริงรอบตัวเขา http://www.youtube.com/watch?v=kdD52DAaFRs&feature=related The Sound of Silence - Simon and Garfunkel Hello darkness, my old friend I’ve come to talk with you again Because a vision softly creeping Left its seeds while I was sleeping And the vision that was planted in my brain Still remains Within the sound of silence In restless dreams I walked alone Narrow streets of cobblestone ‘Neath the halo of a street lamp I turn my collar to the cold and damp When my eyes were stabbed by the flash of a neon light That split the night And touched the sound of silence And in the naked light I saw Ten thousand people maybe more People talking without speaking People hearing without listening People writing songs that voices never shared No one dared Disturb the sound of silence “Fools,” said I, “you do not know Silence like a cancer grows Hear my words that I might teach you Take my arms that I might reach you” But my words like silent raindrops fell And echoed in the wells of silence And the people bowed and prayed To the neon god they made And the sign flashed out its warning In the words that it was forming And the sign said “The words of the prophets are written on the subway walls And tenement halls And whispered in the sound of silence สวัสดีความมืดเพื่อนเก่า เรามาทักทายกันอีกหน ภาพฝันคืบคลานมาอย่างแยบยล เมล็ดพันธุ์ฝันหล่นฝังในจินตนาการ ยังคงอยู่อย่างนั้น เสียงแห่งความเงียบงันยังขับขาน เดินลำพังในฝันอันเนิ่นนาน ผ่านถนนแคบแอบแสงสลัวจากเสาไฟ ห่อห่มตัวหนีห่างความหนาวชื้น ยืนตะลึงจากแสงวาบสว่างไสว แยกคืนและคั่นวันออกไป และนั่นไงสัมผัสเสียงอันเงียบงัน ผู้คนมากมายภายใต้แสงอันว่างเปล่า ได้ยินคำบอกเล่าโดยไม่หัน เสวนาโดยไร้คำพร่ำรำพัน ไม่ปันเสียงประพันธ์เพลงบรรเลงใจ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงผ่านเสียงเพรียก ฉันกู่ก้องร้องเรียก “ผู้ไม่รู้อะไร จะโง่ไปถึงไหน ความเงียบงันดั่งมะเร็งกำเริบเติบโตไป จับมือฉันไว้ ตั้งใจฟัง อาจสอนคน” คำฉันคล้ายสายฝนหล่นเพียงแผ่ว ดั่งเสียงแก้วหล่นร่วงจากเวหน สะท้อนเสียงก้องกังวานผ่านเวียนวน ไม่ผ่านพ้นห้องแห่งเสียงอันเงียบงัน ผู้คนก้มลงกราบกล่าวภาวนา ต่อหน้าพระเจ้าเขาสร้างฝัน วาบแห่งแสงสัญลักษณ์จักเตือนกัน คำแห่งความหมายนั้นหาได้จากที่ใด ความรัักความหมายนั้นหาได้ในทุกที่ ขอแค่มีดวงใจที่เปิดไว้ บนท้องถนนหรือในห้องมองออกไป มีอยู่ในเสียงกระซิบเพลงบทแผ่วอันเงียบงัน The Sound of Silence - Simon and Garfunkel          The Sound of Silence - Simon and Garfunkel
#183drterdJul 29, 2011
Young Love - Tab Hunter ศิลปินในยุค 1956 น้อยคนนักที่จะมากความสามารถเป็นได้นักแสดงชั้นแนวหน้า และนักร้องเสียงคุณภาพ วัยรุ่นอย่างเขาจึงก้าวขึ้นมาอยู่แนวหน้ากับบริษัทแผ่นเสียง  Eric records ที่แย่งตัวเขามาได้ พร้อมกับออกแผ่นเสียงที่ชื่อ. The Best Of Tab Hunter กับบทเพลงแสนหวาน Young Love และ เปิดตัว Tab Hunter เจ้าของบทเพลงในแนว Classic Country และเป็นไปตามคาดเมื่อ Young Love ติดอันดับ 1 ในปี 1957 นานถึง 3 สัปดาห์ Tab Hunter.เกิดเมื่อปี  1931 ทีรัฐ New York City,  โดยบิดาเป็นชาวยิวที่โอนสัญชาติมาเป็นเยอรมัน มารดาเป็นโรมัน คาทอลิค ตั้งแต่เขายังเล็กๆแม่ก็หอบหิ้วไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนียกับพี่ชายเขาอีกคน ที่นี่เขาต้องเปลี่ยนนามสกุลใหม่เลยได้ชื่อตามทะเบียนใหม่ว่า  Arthur Geilenาก และได้มีโอกาสฝึกขี่ม้าผาดโผน ส่วนพี่ชายเขาไปเป็นแพทย์และเสียชีวิตในสงครามเวียตนาม เขาได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะลอกเลียนแบบพระเอกยอดนิยมในยุคนั้นคือ James Dean จนมีโอกาสได้เล่นหนังเรื่องแรกเมื่อปี  1950 จากนั้นก็มีหนังเข้ามาให้เล่นและแสดงนำกว่า 50 เรื่อง จนได้มีโอกาสร้องเพลงบ้าง และได้รับการยกย่องให้เป็น"Teen Idols" แห่งเพลงร้อค แค่เพลงแรกในชีวิตก็ทะลุขึ้นไปถึงอันดับ 1 แล้วนั่นคือเพลง . "Young Love" จากนั้นก็มีเพลงอื่นๆตามมาอีกหลายแนว ทั้งเพลงป้อป เพลงคันทรี Hunter ทั้งเล่นหนังทั้งแสดงทีวี ต่อเนื่องยาวมาจนถึงปี 70 และ 80 และยังรับเล่นหนังเรื่องสุดท้ายเมื่อปี  2005,จนได้นามว่า Tab Hunter ผู้ทรนงและประสบความสำเร็จในชีวิตการแสดงได้รับเกียรติประทับรอยเท้าในหอเกียรติยศของฮอลลี่วู้ด Hollywood Walk of Fame ที่ ถนนฮอลลี่วู้ด 6320 Hollywood Blvd. http://www.youtube.com/watch?v=fDI-daG7NEE Young Love - Tab Hunter They say for every boy and girl There's just one love in this whole world And I know I've found mine The heavenly touch of your embrace Tells me no one could take your place Ever in my heart Young love (young love), first love (first love) Filled with true devotion Young love (young love), our love (our love) We share with deep emotion Just one kiss from your sweet lips Will tell me that your love is real And I can feel that it's true We will vow to one another There will never be another Love for you or for me Young love (young love), first love (first love) Filled with true devotion Young love (young love), our love (first love) We share with deep emotion http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=S2jZOR51qOU Young Love - Donny Osmond Young Love - Tab Hunter          Young Love - Tab Hunter          Young Love - Tab Hunter
#184drterdJul 29, 2011
Puppy Love - Donny Osmond เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความรัก ที่แสดงออกของคน 2 คน ซึ่งอยู่ในวัยเด็กทั้งคู่ จึงเปรียบเปรยว่าเป็นแค่เรื่องของลูกสุนัข ถูกมองว่าเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว ความรักประเภทนี้ไม่จีรังยั่งยืน เพลงนี้เคยฮิตเมื่อปี 1960 นักร้องเชื้อสาย อเมริกัน-แคนาเดียน ชื่อ Paul Anka ร้องไว้เพราะมากจนขึ้นถึงอันดับ 2 ของ Billboard Hot 100 ในอเมริกา และอันดับที่ 33 ของ The UK singles charts.ในอังกฤษ ความหมายของเนื้อเพลงผู้ร้องพยายามบอกว่าเขาน่ะอายุ 17  ไม่เด็กอีกต่อไปแล้วนะ  จะบอกกับใครๆยังไงดีว่ามันไมได้เป็นแค่ puppy love นะ 12 ปี ต่อมา Donny Osmond, นำมาขับร้องใหม่ได้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของอังกฤษนานติดต่อกันถึง 5 สัปดาห์ และยังขึ้นถึงอันดับ 3 The Billboard Hot 100 ของอเมริกาในปี 1972. http://www.youtube.com/watch?v=P434_zT4b7Y&feature=related Puppy Love - Donny Osmond And they called it puppy love ใคร ๆ ต่างก็เรียกว่ารักอ่อนวัย oh I guess they'll never know โอ ฉันคาดว่าพวกเขาจะไม่มีวันรู้ how a young heart really feels ถึงหัวในวัยรุ่น จริง ๆ แล้วมันรู้สึกอย่างไร and why I love her so และทำไมฉันจึงรักหล่อนมากขนาดนี้ and they called it puppy love และใคร ๆ ต่างก็เรียกมันว่ารักอ่อนวัย just because we're in seventeen เพียงเพราะเราแค่สิบเจ็ดปี tell them all จงบอกพวกเขาทั้งหมด please tell them it isn't fair กรุณาบอกพวกเขาว่ามันไม่ยุติธรรมเลย to take away my only dream ที่จะพรากความฝันเพียงเท่านี้ของฉัีนไป I cry each night my tears for you ฉันร้องไห้แต่ละคืน น้ำตานี้เพื่อเธอ my tears are all in vain น้ำตาของฉันมันไร้ประโยชน์ I hope and I'll pray ฉันจะหวังและสวดมนต์ that maby some day you'll be back เผื่อว่าสักวันหนึ่งเธออาจกลับมา in my arms once again สู่อ้อมแขนฉันอีกสักครั้ง someone help me help me please ใครสักคนช่วยฉัน ช่วยฉันด้วยเถิด is the answer up above คำตอบนั้นอยู่เบื้องบนหรือเปล่า how can I oh how can I tell them ฉันจะ โอ ฉันจะบอกพวกเขาได้ไหม this is not a puppy love ว่านี่ไม่ใช่รักอ่อนวัยเลยนะ some one help me help me please is the answer up above how can I oh how can I tell them this is not a puppy love http://www.youtube.com/watch?v=UuG_fTwoUoU Puppy Love - Paul Anka Puppy Love - Donny Osmond          Puppy Love - Donny Osmond          Puppy Love - Donny Osmond
#185drterdJul 29, 2011
All I Have To Do Is Dream - The Everly Brothers The Everly Brothers ในปี 1957 Boudleaux Bryant แต่งเพลง All I have to do is dream นี้ขึ้นมา โดยทำการบันทึกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1958  ซิงเกิ้ลนี้ถูกปล่อยออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน และกลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดของวงนี้  ขึ้นอันดับ 1 ที่อเมริกา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1958 เป็นเวลา 4 สัปดาห์ แต่ดังมากยิ่งกว่าในอังกฤษ  เพราะขึ้นสู่อันดับ 1    เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม ปีเดียวกัน ถึง 7 สัปดาห์ แต่เพลง Bird dog ซึ่งเป็นผลงานของพวกเขาเอง กลับไปดังขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งที่ออสเตรเลียแทนในเดือนตุลาคม พอซิงเกิ้ลออกตัวมาไม่นาน อัลบั้มแรกของพวกเขาก็ออกตามมาทันทีโดยใช้ชื่อว่า The Everly Brothers    แต่แฟนเพลงมักจะเรียกชื่ออัลบั้มของเขาผิดเป็น "They're off and rolling" เนื่องจากคำนี้อยู่บนปกด้านหน้าของอัลบั้มนั่นเอง ซิงเกิ้ลนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกที่เข้าสู่ประเทศอังกฤษ เขาทั้งสองยังจำวันที่ Boudleaux แต่งเพลงนี้ได้ด้วยว่าในทันทีที่พวกเขาได้ฟัง "มันเป็นเพลงที่เพราะที่สุดของพวกเขา มันต้องดังแน่ๆ" All I Have To Do Is Dream เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง แต่งโดยสามี ภรรยาคู่หนึ่งชื่อ Felice และ Boudleaux Bryant  ถุกนำออกสู่สาธรณชนเมื่อปี 1958. สำหรับเวอร์ชั่นที่รู้จักกันแพร่หลายเป็นของวง The Everly Brothers จากอัลบั้ม Everly Brothers Best ในปี 1959. เวอร์ชั่นแรกนี้ถูกอัดไว้ 2 ครั้งเมื่อ 6 มีนาคม 1958 และเป็นเรื่องแปลกที่ทั้ง 2 แผ่นต่างติดอันดับ 1 ของ Billboard's Singles Charts พร้อมๆกันเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1958. กลับมาโด่งดังอีกครั้งในปี 1963 โดย Richard Chamberlain นำมาทำลงอัลบั้ม Richard Chamberlain Sings.ซึ่งในปีนี้เอง yé-yé singer Sheila นักร้องฝรั่งเศสก็นำเพลงนี้ไปร้องเช่นกัน ถือเป็นผลงานคลาสสิคที่ติดหูนักฟังชาวไทยมากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง และในเพลงนี้ปัจจุบันยังนิยมเปิดเล่นตามสถานีวิทยุต่างๆ  ส่วนผลงานที่ฮิตติดหูคนไทยบ้านเรามี 3 version คือของ The Everly Brothers ที่เป็นของต้นฉบับ ของ Andy Gibb & Victoria ทีสุดฮิตในยุค 90 และของ Cliff Richard ที่นำมาจากบันทึกการแสดงสด ส่งท้ายการทัวร์คอนเสิร์ตในชีวิตของเขา ซึ่งจัดขึ้นที่ อิมแพค เมืองทองธานี บ้านเรานี่เอง ใครที่เป็นคนรุ่นเก่าและเล่นกีตาร์เป็น คงจำได้ว่า เพลงแรก ๆ ที่เป็นเพลงบังคับ สำหรับหัดเล่นกีตาร์มือใหม่ ยังไง ๆ ก็หนีไม่พ้น ต้องฝึกเล่นเพลงนี้ http://www.youtube.com/watch?v=m24uUzJgfwQ All I Have To Do Is Dream - The Everly Brothers Dream, dream dream dream, dream, dream dream dream When I want you in my arms, when I want you and all your charms Whenever I want you, all I have to do, is Dream, dream dream dream ฝัน ฝัน ฝัน ฝัน ฝัน .. ฝัน ฝัน ฝัน .. เื่มื่อฉันต้องการเธอมาอยู่ในอ้อมแขน, และสเน่ห์ทั้งหมดของเธอ มีสิ่งเดียวที่ฉันต้องทำก็คือ ฝ้นๆๆๆๆๆ When I feel blue in the night, and I need you to hold me tight Whenever I want you, all I have to do, is dream ยามที่ฉันเศร้าโศกในเวลาค่ำคืน และ ฉันจำเป็นต้องมีเธอมากอดฉันไว้แบบแนบสนิท ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันต้องการเธอ สิ่งเดียวที่ฉันต้องทำคือ ฝัน I can make you mine, taste your lips of wine, any time, night or day Only trouble is, gee wiz, I'm dreamin' my life away ฉันสามารถทำให้เธอมาเป็นของฉัน, ได้ลิ้มรสริมฝีปากแดงระรื่อ, ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ, ฉันกำลังปล่อยเวลาในชีวิตไปกับการเพ้อไปเรื่อย I need you so that I could die, I love you so, and that is why Whenever I want you, all I have to do, is Dream, dream dream dream, dream ฉันต้องการเธอมากเหลือเกิน ถึงขนาดอาจจะตายเลยก็ได้, ฉันรักเธอมากมาย,และนั่นแหละ เป็นเหตุผลว่า ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันต้องการเธอ , สิ่งเดียวที่ฉันต้องทำก็คือการฝัน ยังไงล่ะ ฝันๆๆๆๆ All I Have To Do Is Dream - The Everly Brothers          All I Have To Do Is Dream - The Everly Brothers          All I Have To Do Is Dream - The Everly Brothers
#186drterdJul 29, 2011
Run To Me - The Bee Gees " Bee Gees " มาจาก BG เป็นชื่อย่อของคำว่า "Brothers Gibb" ซึ่งมีความหมายว่า คณะนี้เป็นพี่น้องกัน ที่เกิดจากตระกูล "Gibb" นำโดยพี่ชายคนโตคือ "Barry Gibb" เกิดที่เมือง แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ในเดือน กันยายน ปี ค.ส. 1946 ส่วนอีกสองคนเป็นฝาแฝดกัน คือ "Robin Gibb" และ "Maurice Gibb" ปี ค.ศ. 1958 ทั้งครอบครัวของพวกเขาย้ายไปปักหลักอยู่ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย และถือสัญชาติ"ออสเตรเลีย" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จากนั้นพวกเขาก็เริ่มต้นสร้างผลงานอย่างจริงจังผลงาน sigle แรกของพวกเขา ผลิตขึ้นในปี 1963 Bee Gees เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังก้องโลกใน ปี ค.ศ. 1970 ซึ่งเป็นยุคของ ดิสโก้ กำลังครองโลก จนถึงปี 1980 พวกเขาทำให้ดิสโก้กลายเป็นจังหวะที่ครองใจคนทั้งโลก เพราะเพลงที่พวกเขาแต่งประกอบภาพยนตร์ "Saturday Night Fever" โด่งดังมาก จนทำให้ภาพยนต์เพลงเรื่องนี้ทำเงินในทุกๆประเทศที่ฉาย  ปี 1970 เป็นปีที่โด่งดังที่สุดของ Bee Gees ผลงานการจำหน่ายแผ่นเสียงของพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียง Elvis Presly, The Beatles, Micle Jackson, และ Paul Mc Cartney เท่านั้น พวกเขาขายแผ่นเสียงได้มากกว่า 110 ล้านแผ่นทั่วโลก และมีเพลงฮิตมากมาย คงไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าเพลงของ Bee Gees ในปัจจุบันก็ยังคงคุ้นหูและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอมตะไปแล้ว Run to me ฉบับดั้งเดิมเป็นเพลงจากอัลบั้ม Bee Gees Story ของ The bee gees ผลิตออกมาครั้งแรกเมื่อปี 1989 แต่ในปี 2000 คนทั้งโลกรู้จักเพลงนี้จากเสียงร้องของ Oscar De La Hoya นักมวยที่เป็นขวัญใจคนทั้งโลก เขามีชื่อเสียงขึ้นมาในการที่เป็นนักมวยเพียงคนเดียวในทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิคมาได้เมื่อปี ค.ศ. 1992  ต่อมาภายหลังได้ฉายาว่า Golden Boy เป็นแชมป์โลก 6 รุ่น คนแรกของโลก ได้แก่ แชมป์ในรุ่นจูเนีบร์ไลท์เวท ขององค์กรมวยโลก (WBO) ในปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) แชมป์ในรุ่นไลท์เวท ของทั้งองค์กรมวยโลก (WBO) และสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) ในปีพ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) แชมป์รุ่นเวลเตอร์เวท ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) แชมป์ซูเปอร์เวลเตอร์เวท ส่วนแชมป์รุ่นที่ 6 คือ มิดเดิลเวทขององค์กรมวยโลก (WBO)และแชมป์ WBC (สภามวยโลก) ปัจจุบัน เดอ ลา โฮยา ยังไม่แขวนนวม แม้จะผ่านจุดสูงสุดของการชกมวยมาแล้ว มีกิจการจัดการชกมวยเป็นของตนเอง คือ " โกลเด้น บอย โปรโมชั่น " (Golden Boy Promotion) โดย เดอ ลา โฮยา ทำหน้าที่เป็นโปรโมเตอร์เอง อนึ่ง ชื่อ Oscar De La Hoya ซึ่งมีความหมายว่า " เพชร "นั้น แท้ที่จริงแล้ว การออกเสียงที่ถูกนั้น ต้องออกว่า " เด ลา โฮยา " หรือ " เด ลา ฮอยยา " ซึ่งเป็นสำเนียงสเปน http://www.youtube.com/watch?v=HlAHMwSExM4 Run To Me - The Bee Gees เพียงแค่เธอ....Run to me If ever you got rain in your heart, เมื่อหยาดฝนหล่นร่วง...กลางดวงใจ someone has hurt you and torn you apart, และยามใด...ใครเขาทำเธอร่ำไห้ am I unwise to open up your eyes to love me? ฉันโง่หรือหากจะกล่าวอย่างจริงใจ เพียงแค่เธอ...ให้โอกาสได้รักเธอ And let it be like they said it would be: ก็เพียงแค่.....เปิดหัวใจให้ฉันบ้าง me loving you, girl, and you loving me. ไม่แตกต่างคนอื่นเขา...เคยเสนอ Am I unwise to open up your eyes to love me? “ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันรักเธอ” เพียงแค่เธอ....ให้ฉันกล่าวบ้างสักครา Run to me whenever you're lonely เมื่อยามใดเธอเหงาและเศร้าสร้อย Run to me if you need a shoulder. ฉันยังคอย...ซับน้ำตาที่เปื้อนหน้า Now and then, you need someone older, คอยปรึกษาทุกเรื่องราวที่มีมา... so darling, you run to me. ขอเพียงว่า...เธอเปิดใจให้สักคราว... And when you're out in the cold, หากเธอเหน็บหนาวและสิ้นไร้คนเคียงข้าง no one beside you and no one to hold, เดียวดาย....และอ้างว้าง...กลางลมหนาว am I unwise to open up your eyes to love me? เพียงแค่เธอ..เปิดใจ....ให้อีกคราว ฉันพร้อมก้าว...ไปหาเธออย่างจริงจัง And when you've got nothing to lose, วันใด....เธอท้อแท้และเหนื่อยหน่าย nothing to pay for, nothing to choose, สูญสิ้นความหวังใดๆ....ที่ให้หวัง am I unwise to open up your eyes to love me? เพียงแค่เธอไม่หมดสิ้นซึ่งพลัง เปิดเปลือกตา...มองฉันบ้างอย่างจริงๆ Run to me whenever you're lonely. รันทูมีเวนเอฟเว่อร์ยูวโลนลี่ Run to me if you need a shoulder. เมื่อยังมี....อ้อมอกฉัน..รับทุกสิ่ง.. Now and then you need someone older, ชั่วนิรันดร์เคียงข้างเธอด้วยใจจริง, so darling, you run to me. โซดาร์ลิ่งยูรันทูมี Run to me whenever you're lonely (to love me). เมื่อยามใดเธอเหงาและเศร้าสร้อย Run to me if you need a shoulder. ฉันยังคอย...ซับน้ำตาที่เปื้อนหน้า Now and then you need someone older, กับเรื่องราว..ทุกอย่างที่ผ่านมา, so darling, you run to me. เพียงเธอกล้า...ยืนยัน... run to me. Run To Me - The Bee Gees          Run To Me - The Bee Gees          Run To Me - The Bee Gees
#187drterdJul 29, 2011
Judy Judy Judy - Johnny Tillotson Johnny Tillotson หรือ John Tillotson   นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 20 เมษายน 1939 ที่ เมืองแจ้คสันวิล รัฐฟลอริดา เขาอัดแผ่นเสียงและเล่นละครเวทีตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยม, พอเรียนมหาวิทยาลัยที่ University of Florida,   ก็มีรายการ วาไรตี้โชว์ ทางสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง ด้านการศึกษาเขามีดีกรีปริญญาตรีวารสารศาตร์จากมหาวิทยาลัย เมื่อปี1959 และมีกิจการห้องอัดแผ่นเสียง Cadence Records เป็นของตนเองแล้วจึงย้ายไปอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค ปี 1960, เขาอัดแผ่นครั้งแรกชื่ออัลบั้ม"Poetry in Motion"ขึ้นถึงอันดับ 2 The Billboard Hot 100 pop music charts ในอเมริกา  และอันดับ 1 UK Singles Chart. ในอังกฤษ แนวเพลงของTillotson ประสบความสำเร็จทั้ง country music charts และ pop charts. ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Grammy Award ในฐานะนักร้องยอดเยี่ยมในปี 1965. และยังมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์ด้วย 40 ปีในวงการเพลง ซิงเกิลของเขาขึ้นชาร์ทบิลบอร์ดมากถึง  26 เพลง  ดังไปทั่วทั้งในอเมริกาและในหลายๆประเทศ ด้วยบทเพลงรักอมตะ แสนหวาน เช่น Dreamy Eyes , Why Do I Love You So, Cutie Pie, Princess Princess , Judy Judy Judy , Without You , Poetry in Motion , Send Me the Pillow You Dream On เคยมาเปิดการแสดงที่เมืองไทยที่ดุสิตธานีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และครั้งล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคม  2548   ชื่อคอนเสิร์ต A Romantic Evening With Johnny Tillotson ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซ่า(ลาดพร้าว) ท่ามกลางแฟนเพลงคนไทยยุค 60 ที่ร่วมเข้าชมและร่วมร้องคลอตามกันอย่างมีความสุขกระหึ่มห้อง http://www.youtube.com/watch?v=ibjZpPNY2z4 Judy Judy Judy - Johnny Tillotson Judy's got the lips I love to kiss And when she walks she's got the cutest twist She's grown up before my eyes and all at once I realize Judy, Judy, Judy I love you จูดี้มีริมฝีปากที่ฉันชอบจุมพิต และเวลาเธอเดิน เธอมีท่าทางที่น่ารักที่สุด เธอโตขึ้นต่อหน้าฉัน และในบัดนั้น ฉันตระหนักว่า จูดี้ จูดี้ จูดี้ ฉันรักเธอ Judy's got the hands I love to touch The way she wrinkles her nose, it's just too much No more shirts and tight blue jeans, all at once she's seventeen Judy, Judy, Judy I love you จูดี้มีมือที่ฉันชอบสัมผัส แบบที่เธอขยับจมูก มันยิ่งมากมาย ไม่ใส่เสื้อเชิร์ตและกางเกงยีนส์ฟิตๆ อีกต่อไป เผลอแป๊บเดียวเธอก็สิบเจ็ดแล้ว จูดี้ จูดี้ จูดี้ ฉันรักเธอ I'm prayin' I'll stay in her heart for evermore Cause she's the girl I've dreamed of, that I've been waiting for ฉันกำลังภาวนาอยู่ว่า ฉันจะขออยู่ในใจเธอตลอดไป เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ฉันใฝ่ฝันหา ที่ฉันรอเรื่อยมา Judy's gonna share my life some day And in my heart I know she's gonna stay (And I'll be true to her in every way) When I look into her eyes I just can't help but feel alive Judy, Judy, Judy I love you จูดี้จะใช้ชีวิตร่วมกันกับฉันสักวัน และ ในหัวใจฉัน รู้ว่าเธอจะมาอยู่ (ฉันจะจริงใจกับเธอในทุกๆทาง) เมื่อฉันมองเข้าไปในดวงตา ฉันหลีกไม่พ้น แต่ก็รู้สึกมีชีวิตชีวา I'm prayin' I'll stay in her heart for evermore Cause she's the girl I've dreamed of, that I've been waiting for ฉันกำลังภาวนาอยู่ว่า ฉันจะขออยู่ในใจเธอตลอดไป เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ฉันใฝ่ฝันหา ที่ฉันรอเรื่อยมา Judy Judy Judy - Johnny Tillotson          Judy Judy Judy - Johnny Tillotson          Judy Judy Judy - Johnny Tillotson
#188drterdJul 29, 2011
Wall in your heart - Shelby Lynne Wall in your heart เป็นผลงานเพลงของ Shelby Lynne และนำไปเป็นเพลงประกอบหนังชีวิตในแนวโรแมนติค เมื่อปี 2001 เรื่อง Shallow Hal นำแสดงโดย Gwyneth Paltrow, Jack Black และJason Alexander. กำกับโดย   Peter Farrelly และ Bobby Farrelly, และกลายเป็นเพลงที่ทุกคนถามหาเมื่อTRUE นำเพลงของเธอมาใช้เป็นเพลงโฆษณา Orange ยักษ์ใหญ่ตัวใหม่แห่งวงการสื่อสารของโลก ที่เข้ามาจับมือกับ C.P. ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ภายใต้ชื่อว่า T.A. Orange  ธุรกิจด้านโทรศัพท์มือถือ T.A. Orange เข้ามาเปิดตัวด้วยการทุ่มเม็ดเงินโฆษณากว่า 1200 ล้านบาท ใช้สื่อโฆษณาทุกประเภทอย่างทั่วถึง ประกอบกับโปรดักชั่นที่เป็นหนังโฆษณาทางโทรทัศน์ โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ว่ากันว่า ออเรนจ์มี Consultant ส่วนตัว คือ  www.lostboys. com ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ทำให้ Orange เป็นที่จดจำของคนไทยเกือบทั่วประเทศ ด้วย Campaign ที่ออกมาสวย โดยเฉพาะตัว Spot TV เพลงเพราะ ถามใคร ๆ ก็รู้จัก ส่งผลให้เพลง Wall in your heart ของ Shelby Lynne ดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ Shelby Lynne Moorer เกิดเมื่อวันที่  22 ตุลาคม ปี 1968 ที่ Quantico รัฐเวอจิเนีย สหรัฐอเมริกา  เธอเป็นนักร้องในแนวคันทรี และเป็นนักแต่งเพลงด้วย ถูกคัดเลือกให้เป็นศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมปี 2001 "Best New Artist" จากแกรนมี อวอร์ด เนื้อหาของเพลง Wall in your heart เธอเล่าถึงความเจ็บปวดของเธอที่มีต่อชายคนที่เธอรัก แต่ไม่สามารถเข้าใจเขาได้ เพราะกำแพงที่กั้นขวางนี่ละ มันทั้งหนาวเหน็บและมืดมน และเขาก็ไม่ยอมเปิดช่องทางให้เข้าไปถึง  แต่กำแพงนี้ต้องพังลง หากมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้เธอผ่านเข้าสู่ใจของเขาได้ เพราะเธอรู้ใจของเขา รู้ว่าเธอคือที่พักพิงของเขา http://www.youtube.com/watch?v=_rAcc6v2wdA Wall in your heart - Shelby Lynne I fill your pain ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดในใจเธอ I feel the rain ฉันรู้สึกถึงสายฝนที่หนาวเหน็บ What happened to you สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอนั้น I can't get to you ฉันเข้าไปไม่ถึงหรอก Cause there's a wall เพราะมีกำแพง In your heart ที่เธอสร้างขึ้น (ในใจเธอ) That no one can get through และไม่มีใครสามารถผ่านเข้าไปได้ And it's cold and it's dark มันทั้งหนาวเหน็บและมืดมิด And you don't have a clue และเธอก็ไม่ได้บอกอะไรให้ฉันรู้เลย But this wall it will fall แต่กำแพงนี้จะทลายลง If it's the last thing I do ถ้าหากมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำ I'll get through this wall in your heart ฉันจะฝ่ากำแพงเพื่อไปอยู่ในหัวใจเธอ I know your soul ฉันหยั่งรู้จิตใจของเธอ I know I'm home ฉันรู้ว่า ฉันคือบ้านที่อบอุ่น Just come here to me เพียงแค่กลับมาหาฉันที่นี่ I'll let you run through me เพียงแค่คุณวิ่งมาหาฉัน Cause there's a wall In your heart That no one can get through And it's cold and it's dark And you don't have a clue But this wall it will fall If it's the last thing I do I'll get through this wall in your heart We'll break down all the troubles we have found ฉันจะฟันฝ่าอุปสรรค์ทั้งหลายที่เจอะเจอ And I'll find a way to mend your broken pieces และฉันจะหาทางสมานใจที่รวดร้าวนั้น We'll hold hands and be friends จับมือฉันซิ แล้วเรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ Until the end and our love will be forever จนกว่าจะจากกัน และจากนี้ความรักเราก็จะอยู่นิรันดร But there's a wall In your heart That no one can get through And it's cold and it's dark And you don't have a clue But this wall it will fall If it's the last thing I do I'll get through this wall in your heart Wall in your heart - Shelby Lynne          Wall in your heart - Shelby Lynne          Wall in your heart - Shelby Lynne
#189drterdJul 30, 2011
When You Say Nothing At All - Keith Whitley "When You Say Nothing at All" ออริจินอลเป็นเสียงร้องของ Keith Whitley จากอัลบั้ม  Don't Close Your Eyes ออกวางจำหน่ายเมื่อ 5 กันยายน 1958 ในแนวเพลงคันทรี่ เป็นผลงานการประพันธ์เนื้อและทำนองโดย  Paul Overstreet, และ Don Schlitz โปรดิวซ์โดย Garth Fundis และ Keith Whitley "When You Say Nothing at All" เป็นเพลงที่เคยได้รับความนิยมขึ้นถึงอันดับ 1 จากนักร้อง 3 คน 3 แนว คนแรกที่นำไปร้องและประสบความสำเร็จคือ Keith Whitley ติดอันดับ 1 ของ  The Billboard Hot Country Singles Chart เมื่อ 24 ธันวาคม 1988  อีก 7 ปีต่อมา คันทรี่สาวมากความสามารถ  Alison Krauss,ออกซิงเกิลเดี่ยวครั้งแรกนำเพลงนี้ขึ้นไปถึงอันดับ 1 อีกครั้งในปี 1995  และล่าสุดนักร้องชาวไอริชได้นำเพลงนี้กลับมาทำให้แฟนเพลงคลั่งใคล้ได้อีก เขาคือ Ronan Keatin ซึ่งเป็นการออกซิงเดี่ยวครั้งแรกของเขาเช่นเดียวกัน และติดอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงในประเทศอังกฤษเมื่อปี  1999. Overstreet and Schlitz เจ้าของบทเพลงนี้ประพันธ์มันขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจนัก หลังจากที่เขาหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นคลอตามไปโดยคิดจะเริ่มต้นเขียนเพลงใหม่สักเพลง และคิดว่าเพลงนี้ "When You Say Nothing at All" ก็พอได้ แต่ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าเพลงอื่นๆเลย จนกระทั่ง    Keith Whitley มาได้ยินเข้ากลับชอบมันเลยขอเอาไปร้อง ในช่วงแรกนั้นเขาทำไม่สำเร็จ เพลงอันดับ 1 ในตอนนั้นเป็นเพลงของ Randy Travis' ชื่อเพลง "On the Other Hand."  Keith Whitley มีผลงานเพลงอันดับ 1 ถึง 5 เพลง โดยมี "When You Say Nothing at All"  เป็นผลงานชิ้นที่ 2 ของเขา เข้าอันดับครั้งแรกของ The Hot Country Singles Chart เมื่อ 17 กันยายน 1988 ในอันดับที่ 61 และวิ่งฉิวไปจนติดอันดับ 1  เขาได้ชื่นชมผลงานของตัวเองไม่ทันไรก็เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุรา เมื่อ 9 พฤษภาคม 1989 และในปี 2004 เสียงร้องที่เป็นออริจินอล ของเขาก็ได้รับการประกาศให้เป็นเพลงอันดับ 12 ของ CMT's 100 Greatest Love Songs.โดยมี Sara Evans เป็นผู้นำโชว์ในวันนั้น. Alison Krauss, นักร้องคันทรี่สาวผู้คร่ำหวดกับแนว Bluegrass เมื่ออายุ 23, ได้บันทึก "When You Say Nothing at All" กับวงคู่ใจของเธอ Union Station ในปี 1994 และในเวอร์ชั่นนี้กลายเป็นเพลงที่ถูกขอให้เปิดออกอากาศบ่อยที่สุดทางรายการวิทยุในเดือนมกราคม 1995 ติดอันดับ 3 ของ The Billboard Hot Country Singles & Tracks Chart, เป็นเพลงที่ขายดีที่สุดอันดับ 2 ของ  Hot Country Singles Sales chart.ได้รับรางวัล CMA award ในประเภท "Single of the Year ในปี 1955 When You Say Nothing at all กลายมาเป็นเพลงสุดฮิตอีกครั้งเมื่อถูกนำไปใฃ้ประกอบหนังเรื่อง Notting Hill ซึ่งนำแสดงโดย Julia Robert ดาราหญิงค่าตัวแพงที่สุดของ Hollywood ที่ร้องโดย Ronan Keating และในเวอร์ชั่นนี้เองก็เป็นอีกบทเพลงที่คนไทยชอบฟังมากที่สุด เนื้อหาของเพลงเช่นเดียวกับเพลงรักทั่วๆ ไป ที่ออดอ้อนรำพึงรำพันถึงคนรักด้วยถ้อยคำหวานซึ้งในทำนองว่า ไม่ต้องกล่าวคำพูดใด แค่มองตาก็รู้ใจ มันช่างประหลาดนักที่ใจฉันมันรับรู้ทั้งๆที่เธอไม่ได้พูดอะไรสักคำ ก็ไม่รู้ จะอธิบายยังไงถูก ยิ้มของเธอบอกว่าเธอต้องการฉัน บางสิ่งในดวงตาเธอบอกว่าเธอจะไม่พรากจากฉัน แค่ได้สัมผัสมือเธอก็รู้แล้วว่าเธอจะฉุดรั้งในยามที่ฉันพลั้งพลาด สิ่งที่ดีที่ สุดที่เธอบอกเมื่อเธอไม่ได้พูดอะไรเลย ฉันได้ยินเสียงจากผู้คนอื้ออึงตลอดทั้งวัน แต่มีเธออยู่ใกล้เธอก็กลบเสียงเหล่านั้นจนหมดความหมาย สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอบอกเมื่อเธอไม่ได้พูดอะไรเลย http://www.youtube.com/watch?v=2El6y-9qMoU When You Say Nothing At All - Keith Whitley It's amazing how you can speak right to my heart มันเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่คุณสามารถสื่อตรงมายังใจฉัน Without saying a word, you can light up the dark แม้ไม่ได้กล่าวอะไร คุณก็ยังสามารถทำให้ความมืดกลายเป็นแสงสว่าง Try as I may I could never explain พยายามเหมือนฉันทำ ฉันไม่มีทางสามารถอธิบาย What I hear when you don't say a thing สิ่งที่ฉันได้ยินเมื่อคุณไม่ได้กล่าวอะไรเลย The smile on your face lets me know that you need me รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณทำให้ฉันรู้ว่าคุณต้องการฉัน There's a truth in your eyes saying you'll never leave me ความจริงในดวงตาของคุณกำลังบอกว่า คุณไม่มีวันที่จะทิ้งฉัน The touch of your hand says you'll catch me whenever I fall สัมผัสจากมือของคุณบอกว่าคุณจะช่วยทำให้ฉันยืนหยัดขึ้นเมื่อไรก็ตามที่ฉันหมดหวัง You say it best.. when you say nothing at all คุณสื่อมันออกมาได้ดีที่สุด เมื่อคุณไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย All day long I can hear people talking out loud ตอลดวันอันยาวนาน ฉันได้ยินผู้คนพูดกันเสียงดัง But when you hold me near, you drown out the crowd (the crowd) แต่เมื่อคุณโอบฉันไปใกล้ คุณพาฉันออกจากฝูงชน Try as they may they can never define พยายามเหมือนพวกเขาทำ พวกเขาไม่สามารถจำกัดความ What's been said between your heart and mine อะไรที่ได้ถูกกล่าวระหว่างใจของคุณและฉัน The smile on your face lets me know that you need me รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณทำให้ฉันรู้ว่าคุณต้องการฉัน There's a truth in your eyes saying you'll never leave me ความจริงในดวงตาของคุณกำลังบอกว่า คุณไม่มีวันที่จะทิ้งฉัน The touch of your hand says you'll catch me whenever I fall สัมผัสจากมือของคุณบอกว่าคุณจะช่วยทำให้ฉันยืนหยัดขึ้นเมื่อไรก็ตามที่ฉันหมดหวัง You say it best.. when you say nothing at all คุณสื่อมันออกมาได้ดีที่สุด เมื่อคุณไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย The smile on your face lets me know that you need me รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณทำให้ฉันรู้ว่าคุณต้องการฉัน There's a truth in your eyes saying you'll never leave me ความจริงในดวงตาของคุณกำลังบอกว่า คุณไม่มีวันที่จะทิ้งฉัน The touch of your hand says you'll catch me whenever I fall สัมผัสจากมือของคุณบอกว่าคุณจะช่วยทำให้ฉันยืนหยัดขึ้นเมื่อไรก็ตามที่ฉันหมดหวัง You say it best.. when you say nothing at all คุณสื่อมันออกมาได้ดีที่สุด เมื่อคุณไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย (You say it best when you say nothing at all คุณสื่อมันออกมาได้ดีที่สุด เมื่อคุณไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย You say it best when you say nothing at all..) คุณสื่อมันออกมาได้ดีที่สุด เมื่อคุณไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย The smile on your face รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณ The truth in your eyes ความจริงในดวงตาของคุณ The touch of your hand สัมผัสจากมือของคุณ Let's me know that you need me.. บอกฉันให้รู้ว่าคุณต้องการฉัน http://www.youtube.com/watch?v=AuJrEBtmM1Q When You Say Nothing At All - Ronan Keating When You Say Nothing At All - Keith Whitley          When You Say Nothing At All - Keith Whitley          When You Say Nothing At All - Keith Whitley
#190drterdJul 30, 2011
Bridge over trouble water - Simon and Garfunkel เพลงรักหวานๆเศร้าๆ ที่พรรณาถึงความเสียสละ ด้วยพลังรักอันยิ่งใหญ่ ในยามที่เธอมีทุกข์ หาใครพักพิงไม่ได้ เขานี่แหละที่จะขออยู่เคียงข้างเธอ ยอมแม้จะต้องทอดร่างเป็นสะพาน เพื่อให้เธอก้าวข้ามสายธารอันเชี่ยวกราก ไปสู่อีกฝั่งให้ได้ Bridge over Troubled Water เพลงของ Simon and Garfunkel  ในอดีตประสบความสำเร็จมาก ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ The Billboard Hot 100 Chart เมื่อ 28 กมภาพันธ์ 1970, และขึ้นชาร์ทนานติดต่อกันถึง 6 สัปดาห์. นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ The Beatles' ต้องสูญเสียอันดับที่ 1 จากเพลง "Let It Be" ที่เขาครอบครองอยู่ในเวลานั้น Bridge over Troubled Water เป็นอัลบั้มที่ 5 แต่เป็นอัลบั้มสุดท้ายที่ทำในสตูดิโอ  ออกวางจำหน่ายครั้งแรก 26 มกราคม 1970 ตัวอัลบั้มขึ้นถึงอันดับ 1 Billboard Music Charts ในประเภท Pop Albums .และในปี  1971เพลงนี้เหมาไปหลายรางวัลทั้ง  Album of the Year, Best Engineered Recording,  Record of the Year รวมทั้ง Song of the Year ของรางวัล  Grammy Awards ในปีนั้น ตัวอัลบั้มประสบความสำเร็จในประเทศอังกฤษ ขึ้นถึงอันดับ 1 เป็นอัลบั้มเพลงที่ขายดีที่สุดในปี 1970 The country's biggest-selling album of the year  และยังครองใจนักฟังเพลงจากอดีตมาจนปัจจุบัน http://www.youtube.com/watch?v=GYKJuDxYr3I&feature=player_embedded Bridge over trouble water - Simon and Garfunkel When you're weary, feeling small     When tears are in your eyes, I'll dry them all     I'm on your side, Oh when times get rough     And friends just can't be found Like a bridge over trouble water, I'll will lay me down Like a bridge over trouble water, I'll will lay me down     When you're down and out, when you are on the street     When evening falls so hard, I'll comfort you     I'll take your part , Oh when darkness come     And pain is all around Like a bridge over trouble water, I'll will lay me down Like a bridge over trouble water, I'll will lay me down     Sail on silver girl, sail on by     Your time has come to shine     All your dreams are on their way, see how they shine     Oh, if you need a friend, I am sailing right behind Like a bridge over trouble water, I'll will lay me down Like a bridge over trouble water, I'll will lay me down ยามเธอเหงา ร้าวรวดใจ ไร้มวลมิตร         เหมือนฟ้าปิด มิดมืดมน บนทางเปลี่ยว         จักเคียงข้าง ซับน้ำตา อย่าดายเดียว         สายธารเชี่ยว จักทอดกาย คล้ายสะพาน แม้วันคืน จักโหดร้าย หมายปลอบขวัญ อย่าโศกศัลย์ แม้เจ็บปวด รวดร้าวฉาน สายธารเชี่ยว จักทอดกาย คล้ายสะพาน อย่าร้าวราน อย่าสิ้นหวัง พลังใจ         ทางสู่ฝัน ฉายบรรเจิด เพริศพราวพร่าง         ส่องสว่าง พร่างพราวเพริศ บรรเจิดใส         แล่นไปเถิด ดรุณน้อย ค่อยแล่นไป         อีกยาวไกล ฟากฝั่งฝัน นั้นอีกไกล จักเคียงข้าง และเคียงคู่ สู่ทางฝัน ชั่วนิรันดร์ จักเคียงข้าง ไม่ห่างหาย นาวาน้อย ค่อยแล่นไป ไม่เดียวดาย จักทอดกาย คล้ายสะพาน สายธารเชี่ยว Bridge over trouble water - Simon and Garfunkel          Bridge over trouble water - Simon and Garfunkel          Bridge over trouble water - Simon and Garfunkel
#191drterdJul 30, 2011
Free me - Uriah Heep ให้อิสระผมเถอะนะ ทำไมไม่ปล่อยฉผมไปซักทีล่ะครับ ผมละสงสัยนักเชียวว่า คุณรักผมแน่หรอ คูณไม่ได้เป็นรักแรกของผมหรอกนะ ความทรงจำที่ดีมันปลอบผมเรื่อยมา ผมน่ะรักคุณมากเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะพึงรักผู้หญิงได้นะ แต่มันคงไม่มากพอที่จะทำให้คุณรักผมละสิ ตราบเท่าที่ยังรักคุณอยู่ จะเนิ่นนานสักแค่ไหนหรืออาจจะในเร็วๆนี้ก็ตาม ผมเชื่อว่าคงจะลืมคุณได้สักวัน  ถ้าผมปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลอง จะเอาไงเอากัน คุณจะหลอกผมไปได้อีกสักกี่นานก็ช่างเหอะ ผมขอวิงวอนนะ ให้อิสระผมเถอะ เป็นเพลงของวงเฮพวี่ฮาร์ดร้อค รุ่นใหญ่ URIAH HEEP ฮาร์ดร็อกยอดนิยมมืองผู้ดี จากเกาะอังกฤษ ตั้งวงกันครั้งแรกเมื่อเดือนธีนวาคม 1969 ที่มาของชื่อวงนั้น มาจากตัวละครของนิยายเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ที่เขียนโดยชาร์ลส ดิ๊กเกนส์  Free me หลุดออกมาเป็นเพลงซ้อฟร้อคที่ค่อนข้างจะแปลกแหวกแนวเพลงในอัลบั้ม http://www.youtube.com/watch?v=Spd9CbidW0M Free me - Uriah Heep Free me, free me ปล่อยฉันไป,ปล่อยฉันไป Why wont you free me ทำไมเธอไม่ปล่อยฉันเสียทีล่ะ Free me from your spell ปล่อยฉันไปจากเสน่ห์มนต์ตราของเธอ Come on and free me มาเถอะมาปล่อยฉัน Why wont you free me ทำไมเธอจึงไม่ปล่อยฉัน Come on and free me มาเถอะมาปล่อยฉัน Free me from your spell ปล่อยฉันไปจากมนต์ตราของเธอ Why should I worry ทำไมฉันต้่องมานั่งกังวล That you might not love me ว่าเธออาจจะไม่ได้รักฉัน You're not the only love เธอไม่ใช่ความรักครั้งเดียว That Ive ever had ที่ฉันจะมีได้สักหน่อย Your sweet memory ความทรงจำอันแสนหวานเกี่ยวกับเธอ Will always comfort me จะคอยปลอบประโลมฉัน So why should I be feeling sad ฉะนั้น ไม่เห็นจะมีอะไรที่ต้องเศร้า As far as I can tell ฉันสามารถบอกได้เลย You knew so well ว่าฉันรู้จักเธอดี I was always ฉันรู้จักเธอดีเสมอ At the end of the line จนสุดที่ปลายขอบฟ้า I've loved you as much ฉันรักเธอขนาดนั้นแหละ As any man can มากที่สุดเท่าที่ชายคนหนึ่งจะทำได้ But not enough แต่มันก็ไม่มากพอ To make you mine ที่จะได้ใจเธอ So long, easy rider ต่อจากนี้ไป I know I'll miss you for awhile ฉันคิดว่าฉันคงคิดถึงเธอไปอีกพักใหญ่ But sooner or later แต่ไม่ช้าก็เร็ว I know that I'll forget you ฉันรู้ว่าคงจะลืมเธอได้สักวัน And I tell you babe และฉันจะบอกอะไรให้นะที่รัก Free me, free me ปล่อยฉันไป,ปล่อยฉันไป Why wont you free me ทำไมเธอไม่ปล่อยฉันเสียทีล่ะ Free me from your spell ปล่อยฉันไปจากเสน่ห์มนต์ตราของเธอ Come on and free me มาเถอะมาปล่อยฉัน Why wont you free me ทำไมเธอจึงไม่ปล่อยฉัน Come on and free me มาเถอะมาปล่อยฉัน Free me from your spell ปล่อยฉันไปจากมนต์ตราของเธอ We let a good love die เราปล่อยให้ความรักดีๆตายไป We let it pass us by เราปล่อยให้มันผ่านเราไป Though you tried to ต่อให้เธอจะพยายาม Keep me hanging on ทำให้ฉันรั้งความรักนี้ไว้ But with all this doubt แต่ปัญหาคาใจระหว่างเราทั้งหมดนี้ It'll never work out ก็จะไม่มีวันได้รับการแก้ไขอยู่ดี So tomorrow I'll be travelling on ฉะนั้นพรุ่งนี้ฉันจะจากไป And saying: และบอกกับเธอว่า So long, easy rider ต่อจากนี้ไป I know I'll miss you for awhile ฉันคิดว่าฉันคงคิดถึงเธอไปอีกพักใหญ่ But sooner or later แต่ไม่ช้าก็เร็ว I know that I'll forget you ฉันรู้ว่าคงจะลืมเธอได้สักวัน And I tell you babe และฉันจะบอกอะไรให้นะที่รัก Free me Come on and free me Why wont you free me Free me from your spell I'm on my knees, babe Free me Why wont you free me Free me from your spell Oh babe, come on Come on and free me Why wont you free me Free me from your spell Free me - Uriah Heep          Free me - Uriah Heep          Free me - Uriah Heep
#192drterdJul 30, 2011
Wind beneath my wings - Bette midler "Wind beneath My Wings" เป็นเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ Bette Midler จาก Soundtrack ของหนังเรื่อง Beaches. ซึ่งเป็น Record of the Year และ Song of the Year ของรางวัล Grammy Awards ในปี1990. เพลงนี้ประพันธ์โดย Larry Henley และ Jeff Silbar, ในปี 1982 มีนักร้องนำมาร้องใหม่หลายคนเช่น Perry Como, Willie Nelson, Kiki Carter, Nana Mouskouri, Sonata Arctica, , B.J. Thomas, Kenny Rogers,Judy Collins, Shirley Bassey, ฮิตขนาดที่ว่าผู้เข้าแข่งขันในรายการทีวี American Idol ในยุคนั้น นำไปใช้ร้องประกวดหลายต่อหลายรอบ และ Version ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นเสียงร้องของเธอ Bette  Midler ฮิตติดชาร์ต อันดับ 1 ของ The Billboard Hot 100 ของอเมริกาในปี 1989 Bette Davis Midler เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1945  เธอประสบความสำเร็จได้รับรางวัล Emmy Award และ Tony Award. เบตต์ มิดเลอร์ พบกับ แบร์รี แมนิโลว  เมื่อปี ค.ศ. 1972  ในขณะที่เขาเล่นเปียโนและร้องเพลงอยู่ที่ผับแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเธอเป็นนักร้องสาวที่เพิ่งเข้าสู่วงการ  จากนั้นเธอไว้วางใจให้แมนิโลวเป็นผู้ควบคุมวงดนตรีและเรียบเรียงเสียงประสานในเพลงที่เธอขับร้อง  อีกทั้งมอบหมายให้เป็นโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มชุดแรก THE DIVINE MISS M ซึ่งบันทึกเสียงกับสังกัด BELL หนึ่งในอัลบั้มชุดนี้คือ  BOOGIE  WOOGIE BUGGLE BOY เพลงคัฟเวอร์ของคณะดิแอน ดรูว์ส ซิสเตอร์ส เมื่อออกจำหน่ายได้รับความนิยมขึ้นถึงอันดับ  8  ทำให้วงการเพลงรู้จักตัว เบตต์  มิดเลอร์ รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ จากนั้นเธอยังยกหน้าที่คอนดักเตอร์และผู้เล่นเปียโนให้แก่ แบร์รี   แมนิโลว  ทุกครั้งที่เธอไปแสดงคอนเสิร์ตทั่วอเมริกา   จนกระทั่งปี 1989 เธอนำเพลง Wind Beneath My Wings กลับมาร้องใหม่และได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยมี อาริ มาร์ดิน เป็นโปรดิวเซอร์ให้ เพลง Wind Beneath My Wings เป็นซิงเกิลติดอันดับ 1 ประกอบในซาวด์แทรคภาพยนตร์เรื่อง  BEACHES ซึ่งต่อมาทั้งสองได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และมาร์ดินกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเบตต์ มิดเรอร์ อย่างต่อเนื่องจนถึงยุค 90s นิตยสาร "บิลบอร์ด" เจ้าเก่า จัด 10 อันดับคอนเสิร์ตขายดีปี 2004 เป็นทัวร์ที่ทำเงินสูงสุด โดยมีเธอ เบตต์ มิดเลอร์ อยู่อันดับที่ 6  ทำเงิน 53.3 ล้านดอลลาร์ (2,132 ล้านบาท)  โพลเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดกับการสดุดีผู้จากไปของชาวอังกฤษ http://www.youtube.com/watch?v=c9ZMDPf9hZw Wind beneath my wings - Bette midler Ohhhh, oh, oh, oh, ohhh. It must have been cold there in my shadow, to never have sunlight on your face. You were content to let me shine, that's your way. You always walked a step behind. So I was the one with all the glory, while you were the one with all the strength. A beautiful face without a name for so long. A beautiful smile to hide the pain. Did you ever know that you're my hero, and everything I would like to be? I can fly higher than an eagle, for you are the wind beneath my wings. It might have appeared to go unnoticed, but I've got it all here in my heart. I want you to know I know the truth, of course I know it. I would be nothing without you. Did you ever know that you're my hero? You're everything I wish I could be. I could fly higher than an eagle, for you are the wind beneath my wings. Did I ever tell you you're my hero? You're everything, everything I wish I could be. Oh, and I, I could fly higher than an eagle, for you are the wind beneath my wings, 'cause you are the wind beneath my wings. Oh, the wind beneath my wings. You, you, you, you are the wind beneath my wings. Fly, fly, fly away. You let me fly so high. Oh, you, you, you, the wind beneath my wings. Oh, you, you, you, the wind beneath my wings. Fly, fly, fly high against the sky, so high I almost touch the sky. Thank you, thank you, thank God for you, the wind beneath my wings. มันคงหนาวแสนหนาว ที่ต้องอยู่ภายใต้เบื้องหลังเงาของฉัน ที่ที่ไม่มีแสงสว่างส่องต้องใบหน้าของคุณเลย คุณเต็มใจที่จะสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่ฉัน คุณยอมที่จะขอเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ฉันเป็นคนที่ได้รับเกียรติ ได้รับการสรรเสริญทุกอย่าง ในขณะที่คุณเป็นผู้แบกรับภาระแต่เพียงลำพัง ฉันอยากให้คุณได้รับรู้ว่าฉันรู้ความจริงทั้งหมด ฉันอาจไม่เหลืออะไรเลย หากไม่มีคุณ คุณเคยรู้ไหม ฉันเคยบอกคุณบ้างไหม คุณคือฮีโร่ของฉัน คุณเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นแบบอย่างที่ฉันอยากจะเจริญรอยตาม ฉันบินได้สูงเสียดฟ้า แข็งแกร่งดังพญาอินทรีย์ ก็เพราะว่าคุณเป็นเสมือนสายลมที่พยุงอยู่ใต้ปีกของฉัน โอ...สายลมที่พยุงอยู่ใต้ปิกของฉัน คุณคือสายลมที่พยุงอยู่ใต้ปิกของฉัน ทำให้ฉันบินได้ จนสูงเสียดฟ้า ขอบคุณ ขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ประทานคุณมาให้ คุณผู้เป็นเสมือนสายลม ที่พยุงอยู่ใต้ปีกของฉัน Wind beneath my wings - Bette midler           Wind beneath my wings - Bette midler           Wind beneath my wings - Bette midler
#193drterdJul 30, 2011
The Cruel War - Peter, Paul & Mary เป็นบทเพลงโฟล์คซองเก่าแก่แสนรันทดที่สาวเจ้าเล่าถึงความโหดร้ายของสงครามทำให้เธอต้องพลัดพรากจากคนรัก พรุ่งนี้แล้วที่จอห์นนี่จะต้องออกสู่สงคราม ห่วงแสนห่วงจนอยากขอปลอมตัวเข้าไปร่วมรบด้วย หวังเพียงจะได้อยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก The American Civil War : 1862 ศึกสงครามระหว่างรัฐ (Civil War) ในปี 1862 ขยายวงไปทั่วประเทศอเมริกา เด็กหนุ่มทุกคนต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปเป็นทหารประจำรัฐ  ที่มาของเพลงนี้เป็นเรื่องราวแสนรันทดของสงคราม ที่สาวเจ้าเล่าถึงความโหดร้ายจนทำให้เธอต้องพลัดพรากจากคนรัก ปะรืนนี้แล้วที่จอห์นนี่จะต้องออกสู่สงคราม ห่วงแสนห่วงจนอยากขอปลอมตัวเข้าไปร่วมรบด้วย หวังเพียงจะได้อยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก สงครามไม่เคยปราณีใคร แม้จะมีฝ่ายที่ได้รับชัยชนะใช่ว่าจะได้ทุกอย่าง ชีวิตที่เสียไปไม่สามารถเรียกคืนได้ หลายคนต้องพิกลพิการไม่อาจเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เบื้องหลังของสงครามคือความหายนะและความเจ็บปวด สุดท้ายคือการสูญเสียและเป็นบาดแผลที่ตอกย้ำไปถึงคนในครอบครัวอีกด้วย http://www.youtube.com/watch?v=MHdC7vQn8PQ The Cruel War - Peter, Paul & Mary The Cruel War is raging, Johnny has to fight I want to be with him from morning to night. I want to be with him, it grieves my heart so, Won't you let me go with you? No, my love, no. Tomorrow is Sunday, Monday is the day That your Captain will call you and you must obey. Your captain will call you it grieves my heart so, Won't you let me go with you? No, my love, no. I'll tie back my hair, men's clothing I'll put on, I'll pass as your comrade, as we march along. I'll pass as your comrade, no one will ever know. Won't you let me go with you? No, my love, no. Oh Johnny, oh Johnny, I fear you are unkind I love you far better than all of mankind. I love you far better than words can e're express Won't you let me go with you? Yes, my love, yes. Yes, My Love, Yes. The Cruel War - Peter, Paul & Mary          The Cruel War - Peter, Paul & Mary          The Cruel War - Peter, Paul & Mary
#194drterdJul 30, 2011
I will survive - Gloria Gaynor เนื้อหาของเพลงเล่าว่า เธอกลัวความผิดหวัง ในครั้งแรกๆเธอขวัญเสีย กลัวจะไม่มีเขาอยู่เคียงข้าง  วันเวลาที่ผ่านมาทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น หลังจากเขาทิ้งเธอไปแล้ว เธอจึงได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดสู้โลกได้ด้วยตัวเอง  ถึงเขาหวนกลับมาขอคืนดี เธอขอปฏิเสธ ไปซะเถอะฉันไม่ต้อนรับคุณอีกต่อไป ฉันเจ็บช้ำมามากแล้ว ยกเว้นฉันไว้คนเถอะ ต่อแต่นี้ไป ฉันขออยู่ด้วยตัวฉันเอง และขอเก็บความรักไว้มอบให้กับคนที่รักฉันจริงเท่านั้น ด้วยเนื้อหาที่ให้กำลังใจตัวเอง มีความมุ่งมั่นเช่นนี้ คงเป็นข้อคิดได้ว่าแม้จะเกิดเหตุวิกฤตในชีวิต  ก็พร้อมที่จะยืนหยัดสู้ไม่ถอย เคยอ่อนแอเท่าไรก็ต้องแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่มักรักจริงหวังแต่งกับเพศตรงข้าม บรรดาเกย์ทั้งหลายจึงต้องพบกับความผิดหวังบ้างเป็นของธรรมดา กับท่วงทำนองที่สะใจและเสียงร้องอันทรงพลังของGloria Gaynor  เพลงนี้จึงเป็นที่นิยมของชายไม่จริงหญิงไม่แท้ทั้งหลาย จนเรียกกันติดปากไปแล้วว่าเพลงนี้เป็นเพลงชาติเกย์ นานเท่าใดเนื้อหาของเพลงนี้ก็ยังคงเป็นเพลงร่วมสมัย ผับเกย์แทบทุกที่จะต้องใช้งาน Gloria Gaynor …The Queen Of Disco ทุกค่ำคืนเปิดตั้งแต่สมัยเป็นแผ่นเสียงจนเป็นไฟล์ดิจิตอล  บางแห่งก็ใช้เป็นเพลงบวงสรวงก่อนตอนเริ่มต้น บางแห่งก็เปิดคืนล่ะ 2-3 รอบ แล้วแต่ลูกค้าจะขอหรือดีเจจะคึกเอง นับว่าเป็นเพลงที่ถูกเรียกใช้งานบ่อยที่สุด   ความนิยมของ I will survive แพร่หลายไปในแถบละตินอเมริกา Gloria Gaynor มีเพลงนี้ในเวอร์ชั่นภาษาสเปน และในเมืองไทยเองยังมีคนดัดแปลง I Will Survive ร้องในเวอร์ชั่นหมอลำด้วย http://www.youtube.com/watch?v=ZBR2G-iI3-I I will survive - Gloria Gaynor I will survive - Gloria Gaynor First I was afraid แรก ๆ ฉันกลัวน๊ะ I was petrified และก็งงเหมือนถูกสาป Kept thinking I could never live คิดอยู่แต่เพียงว่าฉันจะไม่มีทางมีชีวิตอยู่ได้ without you by my side หากไม่มีเธออยู่เคียงข้าง But I spent so many nights แต่ฉันใช้เวลาอยู่หลายคืน thinking how you did me wrong มาคิดดูว่า เธอทำผิดต่อฉันอย่างไร (เธอทำอะไรไม่ดีใส่ฉัน) I grew strong ฉันก็ค่อย ๆ แกร่งขึ้น I learned how to carry on ฉันเรียนรู้ที่จะเดินหน้าต่อไป and so you're back และแล้วเธอก็หวนกลับมา from outer space จากอีกซีกโลกหนึ่ง I just walked in to find you here ฉันเพียงแค่เดินเข้าไปแล้วกลับพบเธออยู่ที่นี่อีก with that sad look upon your face ใบหน้าเธอเศร้าหมองนัก I should have changed my stupid lock ฉันน่าจะเปลี่ยนกลอนกุญแจนั่นซะ (เธอจะได้ไม่ต้องเข้ามาอีก) I should have made you leave your key ฉันน่าจะให้เธอทิ้งกุญแจของเธอไว้ที่ฉันน๊ะ (จะได้ไม่มากวนใจฉันได้อีก) If I had known for just one second หากฉันรู้ในช่วงแวบนั้นว่า you'd be back to bother me เธอจะหวนกลับมากวนใจฉันอีก Go on now go walk out the door ไปไหนก็ไป ออกไปซะ (คงจะตัดใจได้แล้วกระมัง) just turn around now หันกลับไปซะเถอะ 'cause you're not welcome anymore เพราะที่นี่ไม่ต้อนรับเธออีกแล้ว weren't you the one who tried to hurt me with goodbye เธอนั้นไ่ม่ใช่คนที่พยายามทำให้ฉันเจ็บปวดด้วยการกล่าวคำอำลาหรอกหรือ you think I'd crumble เธอคิดว่าชีวิตฉันจะต้องพังละซิ (โธ่เอ๊ย ไม่มีวันซะร๊อก) you think I'd lay down and die เธอคิดว่าฉันคงจะล้มลงและสิ้นลมปราณละซิ Oh no, not I ไม่มีทาง,ไม่ใช่ฉันแน่ I will survive ฉันต้องอยู่ as long as i know how to love ตราบเท่าที่ฉันรู้ว่าจะรักได้อย่างไรแล้ว I know I will stay alive ฉันรู้ว่า ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ I've got all my life to live ฉันมีชีวิตของฉันอีกทั้งชีวิตเพื่อจะอยู่ต่อไป I've got all my love to give และฉันก็มีความรักทั้งหมดที่จะให้คนอื่นด้วย and I'll survive และฉันจะต้องมีชีวิตรอดอยู่ต่อไป I will survive ฉันจะต้องอยู่ี It took all the strength I had ล้วนต้องใช้ความเข้มแข็งที่ฉันมี not to fall apart ที่จะไม่ให้หัวใจแตกสลาย kept trying hard to mend พยายามต่อไปอย่างหนักเพื่อซ่อมใจดวงนี้ the pieces of my broken heart เศษชิ้นส่วนของหัวใจที่แตกสลายดวงนี้ and I spent oh so many nights ซึ่งฉันต้องใช้เวลาอีกหลายคืนเหลือเกิน just feeling sorry for myself เพียงเพื่อจะมานั่งสมเพชตัวเอง I used to cry ฉันเคยร้องไห้ Now I hold my head up high แต่ตอนนี้ฉันเดินอย่างภาคภูมิใจ and you see me และหากเธอมาเห็นฉันตอนนี้ล่ะก้อ (เธอจะหนาว) somebody new ฉันเป็นคนใหม่ไปแล้ว I'm not that chained up little person ฉันไม่ใช่คนที่ต้องถูกบังคับให้ทำอะไรที่ฉันไม่ต้องการ still in love with you ที่ยังรักเธอเหมือนเดิม (ไม่อีกแล้ว) and so you felt like dropping in และ ดังนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนว่า อยากจะแวะเวียนมา and just expect me to be free และเพียงแค่หวังให้ฉันเป็นอิสระ (ก็คงต้องผิดหวังแล้ว) now I'm saving all my loving เพราะตอนนี้ ฉันกำลังเก็บรักทั้งหมด for someone who's loving me เพื่อที่จะรักใครสักคนที่กำลังรักฉันอยู่ Go on now go walk out the door just turn around now 'cause you're not welcome anymore weren't you the one who tried to hurt me with goodbye you think I'd crumble you think I'd lay down and die Oh no, not I I will survive as long as i know how to love I know I will stay alive I've got all my life to live I've got all my love to give and I'll survive I will survive Go on now go walk out the door just turn around now 'cause you're not welcome anymore weren't you the one who tried to hurt me with goodbye you think I'd crumble you think I'd lay down and die Oh no, not I I will survive as long as i know how to love I know I will stay alive I've got all my life to live I've got all my love to give and I'll survive I will survive I will survive - Gloria Gaynor          I will survive - Gloria Gaynor          I will survive - Gloria Gaynor
#195drterdJul 30, 2011
Welcome To My World - Jim Reeves Jim Reeves หรือJames Travis Reeves เจ้าของฉายา นักร้องเสียงนุ่มกำมะหยี่ เกิดที่เมือง Galloway,รัฐ Texas. เขาเป็นนักร้องที่ได้รับการชื่นชมกับผลงานในแนวคล่าสสิค คันทรี่ อย่างเพลง He'll have to go , Adios Amigo,Am I Losing You และ Welcome to my World ในช่วงที่เขาเรียนที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสตินและกำลังเป็นนักเบสบอลดาวรุ่งมาแรง ทั้ง ๆ ที่ได้ทำสัญญาลงเล่นให้กับทีม St. Louis Cardinals ไปแล้ว แต่บังเอิญเกิดลื่นหกล้มและได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า ทำให้ต้องพลาดโอกาสทองนั้นไป Jim Reeves เกิดในปี ค.ศ. 1923 ที่ Galloway, Panola County, Texas เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถทั้งทางด้านกีฬาและดนตรี หลังจากที่พลาดอาชีพนักเล่นเบสบอล ก็มุ่งหน้าสู่อาชีพการใช้เสียง ในปี 1947เขาแต่งงานกับ Mary White เธอเป็นครูสอนหนังสือ แล้วย้ายไปยัง Shreveport ได้งานเป็นผู้ประกาศของสถานีวิทยุ KWKH นอกจากทำหน้าที่ผู้ประกาศแล้ว นาน ๆ ครั้งJim Reeves ยังมีโอกาสได้ร้องเพลงอีกด้วย ปี 1952 จุดหักเหได้มาถึงเขาในค่ำคืนหนึ่ง Hank Williams ไม่สามารถมาออกรายการได้ ทำให้เขาต้องรับหน้าที่แทน จากครั้งนั้นจึงได้รับการติดต่อให้เซ็นสัญญากับบริษัทบันทึกเสียง Abbott  แต่การบันทึกเสียงในช่วงแรก ๆ นั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าใด จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธุ์ ปี 1957 อัลบั้มชุด "Four Walls" ออกมาพิสูจน์ความสามารถในอาชีพที่แท้จริงของเขา ว่ากันว่าในยุค 60 นั้น ที่อาฟริกาใต้เขาดังกว่าเอลวิส ด้วยซ้ำไปเพราะเขาไปถ่ายหนังที่นั่น และยังออกอัลบั้มที่นั่นด้วย ในอินเดียเขามีแฟนคลับชาวคริสเตียนที่คลั่งใคล้เขาอีกมากมาย  ถ้าไปเดินตามบ้านในช่วงวันคริสตมาสจะได้ยินแต่เสียงเพลงของเขากระหึ่มทุกบ้าน ตามห้างร้านจะมีแต่แผ่นของเขาวางจำหน่ายทุกที่ไป เพลง Welcome to My World เป็นเพลงที่ไม่มีนักฟังเพลงในยุค 60คนไหนที่ไม่รู้จักเพลงนี้ เพราะมีผู้นำเอาไปร้องมากมาย รวมทั้ง Elvis Presley ราชาร้อคแอนด์โรลด้วย แต่ด้วยเสน่ห์ของเสียงที่นุ่มดังกำมะหยี่ของเขา ทุกคนยังพอใจที่จะฟังในเวอร์ชั่นของเขามากกว่านักร้องคนอื่นๆ เขาเสียฃีวิตในขณะที่มีอายุเพียง 42 ปี เพราะเครื่องบินเล็กที่เขาขับเองตกในขณะเกิดพายุฝนที่เมือง Nashville, รัฐTennessee. เมื่อ 31 กรกฎาคม 1964 เพลงนี้เขาเชิญชวนให้เธอเข้ามาสู่โลกของเขา อย่าไปแคร์อะไรอีกเลย มาซิแล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้มีเพียงเราสองคน ฉันคอยคุณอยู่ ยินดีต้อนรับคุณนะ http://www.youtube.com/watch?v=tOCCvN8YDuc Welcome To My World - Jim Reeves Welcome to my world Won't you come on in Miracles I guess Still happen now and then Step into my heart Leave your cares behind Welcome to my world Built with you in mind Knock and the door will open Seek and you will find Ask and you'll be given The key to this world of mine I'll be waiting here With my arms unfurled Waiting just for you Welcome to my world Knock and the door will open Seek and you will find Ask and you'll be given The key to this world of mine I'll be waiting here With my arms unfurled Waiting just for you Welcome to my world Waiting just for you Welcome to my world Welcome To My World - Jim Reeves          Welcome To My World - Jim Reeves          Welcome To My World - Jim Reeves
#196drterdJul 30, 2011
I don't like to sleep alone - Paul Anka Paul Anka เป็นอเมริกันไอดอลคนหนึ่งของวัยรุ่นในยุคนั้น ด้วยผลงานเพลงสุดฮิตอย่าง Diana, Lonely Boy,และ Put Your Head on My Shoulder. รวมทั้งเพลงนี้ที่เขาร้องไว้ตั้งแต่ปี 1974 "I don't like to sleep alone" หรือตรงกับความหมายในภาษาไทยว่า.... ฉันไม่อยากนอนคนเดียว ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า คนเราเวลานอน จะเริ่มจากช่วงที่ยังตื่น คลื่นสมองจะเป็นลักษณะที่เรียกว่า อัลฟ่า... เบต้า    เมื่อเริ่มเข้าสู่ระดับที่ 1 คลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็นแบบ "ธีต้า" ช่วงนี้ถ้าสังเกตจะเห็นว่าหลับไปแล้ว  พอเข้าสู่ระดับที่ 2  คลื่นสมองจะเป็นรูปเข็มและเกิดลักษณะ K-complex  เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 คลื่นสมองจะตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ .... แต่ทั้งสามระดับนี้ถ้าถุกปลุกก็ยังตื่นขึ้นมาได้ ถ้าระดับ 1หลับๆตื่นๆก็ปลุกง่ายหน่อย ถ้าระดับ 3 ตื่นมาจะงัวเงีย พอเข้าสู่ระดับที่ 4  คลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็นลักษณะที่เรียกว่า "เดลต้า" ช่วงนี้คลื่นสมองจะตัวใหญ่มาก เป็นภาวะหลับลึก ถึงจะเขย่าตัวแรงๆก็อาจจะไม่ตื่น ทั้งสี่ระดับนี้เป็นช่วงที่อยู่ใน non REM(ตาไม่เคลื่อนไหว) เป็นช่วงที่อาจจะมีความฝันได้ แต่เวลาตื่นจะลืมเอาง่ายๆถ้าไม่ได้จดไว้ พอพ้นระดับสี่ คลื่นสมองจะเด้งกลับมาเป็นเหมือนคนตื่นนอน ลูกตาจะเคลื่อนไหว (REM) เป็นช่วงที่คนเรากำลังฝัน(แบบที่จำความฝันได้) ช่วงนี้ถ้าหากปลุกก็มักจะตื่นและรู้สึกสดชื่นเหมือนได้นอนมาอย่างเต็มอิ่ม แต่ความรู้สึกที่ว่ามันไม่ใช่ความฝัน ยังไม่ได้หลับเลย ปัญหาในเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีประสบการณ์แปลกๆเกิดขึ้นมากมาย  เพราะหลายๆคนที่เกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้นกับตนเองจะรู้สึกว่าไม่ได้หลับ . ถ้าหลับจะไปเกิดเป็นความฝันซึ่งเจ้าตัวมักจะรู้ว่าฝันแน่ๆ  แต่บางคนแค่นั่งพักหลับตาเท่านั้นเองก็รับรู้ความรู้สึกแปลกๆเหล่านั้นได้แล้วบางคนก็รับรู้เสียง สัมผัสกลิ่น รสหรือแม้แต่เห็นภาพ ซึ่งไม่น้อยทีเดียวที่โยงไปกับเรื่องผีวิญญาณและความเชื่อ สำหรับผู้ที่กำลัง  IN LOVE ไม่ว่าจะหลับหรือตื่นก็เหมือนถูกมนต์สะกด เหมือนเรื่องราวของ Paul ในเพลงนี้ที่เขาบอกว่าฉันไม่อยากนอนคนเดียว อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนอย่าเพิ่งไปไหน คุยกันก่อน  สักนิดก็ยังดี แต่งงานกับฉันเถอะนะ ให้ฉันได้อยู่กับเธอ ฉันไม่อยากนอนคนเดียว แล้วคุณล่ะ? http://www.youtube.com/watch?v=1ZBNjU1V26M I don't like to sleep alone - Paul Anka I don't like to sleep alone ฉันไม่อยากนอนคนเดียว Stay with me Don't go จงอยู่กับฉัน อย่าไปไหนน๊ะ Talk with me for just a while อยู่คุยกับฉันอีกสักประเดี๋ยว So much of you to get to know มีหลายอย่างในตัวเธอที่เธอควรรู้ Reaching out touching you ขอมุ่งไปไฝ่หาแล้วสัมผัสเธอ Leaving all the worries all behind ปล่อยทิ้งความกังวลไว้เบื้องหลัง Loving you the way i do ขอรักเธอในแบบของฉันคือ My mouth on yours and yours on mine ปากของฉันอยู่บนปากเธอและปากเธออยู่บนปากฉัน Marry me or Let me live with you แต่งงานกับฉันหรือว่าให้ฉันอยู่กับเธอ Nothing's wrong when love is right ไม่มีอะไรผิด ในเมื่อรักนั้นถูกเสมอ Like a man says in his song เหมือนดังชายที่ได้กล่้าวในเพลงของเขาว่า Help me make it through the night จงช่วยฉันทำให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ Loneliness can get you down ความเดียวดาย อาจทำให้เธอผิดหวัง When you get to thinking no one cares เมื่อเธอได้เริ่มคิดว่าไม่ีมีใครสนใจ Lean on me And I'll lean on you อิงแอบฉันซิ และฉันก็จะอิงแอบเธอ Together we will see it through พร้อม ๆ กัน เราก็จะได้เห็นมันผ่านไปด้วยดี No, I don't like to sleep alone ไม่, ฉันไม่ต้องการนอนคนเดียว It's sad to think some folks do มันแสนจะเศร้านักเมื่อบางคนเป็นเช่นนี้ No I don't like to sleep alone ไม่ ฉันไม่อยากนอนตามลำพัง No one does คงไม่มีใครเป็นเช่นนี้ร๊อกน่า Do you? เธอล่ะ เป็นมั้ย No, I don't like to sleep alone It's sad to think some folks do No I don't like to sleep alone No one does Do you? I don't like to sleep alone - Paul Anka          I don't like to sleep alone - Paul Anka          I don't like to sleep alone - Paul Anka
#197drterdJul 30, 2011
Donna Donna  - Joan Baez Donna Donna เป็นเพลงที่ร่ำร้องหาเสรีภาพ ว่าด้วยเรื่องของลูกวัวตัวหนึ่งไม่เคยพบอิสระเหมือนนกตั้งแต่เกิดจนถูกฆ่าตาย เป็นวัฏจักรชีวิต       โจน บาเอซ Joan Baez ศิลปินหญิงที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์และจิตสำนึกต่อสังคมและสิทธิของเพื่อนร่วมโลก             เธอเกิดที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นชาวอเมริกันแมกซิกัน มีแม่เป็นชาวสก๊อต เธอย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ตะวันออกกลาง ณ กรุงแบกแดด อิรัคตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ และที่นี่เองที่บ่มเพาะความเข้าใจในชีวิตให้แก่ตัวเธอ...             เธอเรียนรู้ความทุกข์ยาก ความอดอยาก ความไม่เท่าเทียมกันในการดำรงชีวิตจากที่นี่...กระทั่งครอบครัวของเธอเดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่อเมริกา อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งในปี 1956 เธอมีโอกาสได้ฟังคำปราศรัยของมาร์ติน ลูเธอร์คิง Martin Luther King นั่นทำให้เธอศรัทธาในวิถีของผู้นำคนนี้เป็นอย่างมาก...             โจน บาเอซ เริ่มต้นชีวิตการร้องเพลงครั้งแรก เมื่อเธอได้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย บอสตัน Boston University ด้วยการไปทำงานร้องเพลงในร้านกาแฟและคลับเล็กๆ กระทั่งได้เธอรับเชิญจาก Bob Gibson ให้ไปเปิดการแสดงที่งาน Newport Folk Festival ในปี 1959 เป็นครั้งแรก ครั้งนั้นทำให้เสียงร้องอันทรงพลังของเธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน             และส่งผลให้เธอได้มีอัลบั้มชุดแรกของตัวเองในปี 1960 และกลายเป็นศิลปินหญิงชื่อดังในบัดดล ด้วยเสียงร้องโซปราโนที่สามารถตรึงผู้ฟังได้ทุกครั้งที่เธอขึ้นเวที...             และในที่สุด เธอก็ค่อยๆก้าวเข้าสู่แวดวงนักเคลื่อนไหวทางการเมือง...จนกระทั่งได้กับการขนานนามว่า ราชินีเพลงประท้วง และผู้ที่ต่อสู้บนความคิดอหิงสาตลอดมา....ทุกครั้งที่เธอขับขานบทเพลง มันกลายเป็นหอกคอยทิ่มแทงผู้นำเผด็จการและบรรดาความอยุติธรรมทั้งหลายในสังคม             ในช่วงทศวรรษ 1960 ที่สหรัฐอเมริกามีการเหยียดผิวอย่างรุนแรง โจน บาเอซเป็นคนหนึ่งที่ร่วมเดินขบวนประท้วงต่อต้านความไม่เท่าเทียม และเรียกร้องความเสมอภาคให้แก่เพื่อนร่วมโลกทุกคน...             บทเพลงแห่งการปฏิวัติ (Song of Revolution) กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวโจน บาเอซ เสียงร้องของเธอกลายเป็นตัวแทนความรู้สึกของผู้ฟังได้อย่างถึงอารมณ์ เธอเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักต่อสู้ตามแนวทางอหิงสา ก็คือ การลบล้างความคิดที่เกี่ยวกับชาติกำเนิดออกไปให้หมดสิ้นจากหัวสมอง...             นอกจากความเป็นศิลปินทางด้านดนตรีแล้ว โจน บาเอซ ยังเป็นนักสิทธิมนุษยชนอีกด้วย เหตุการณ์ที่ดูจะทำให้ใครหลายคนรู้จักตัวเธอมากยิ่งขึ้น น่าจะเป็นช่วงสงครามเวียดนามที่มีกลุ่มนักศึกษาอเมริกันออกมาเรียกร้องและต่อต้านการทำสงครามในครั้งนั้น รวมทั้งโจน บาเอซ ด้วย เธอออกมาเดินขบวนประท้วง รวมทั้งทำหน้าที่ส่งจดหมายไปยังบ้านต่างๆที่มีนักโทษทหารถูกจองจำอยู่ด้วย             อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงประจำชาติต่อรัฐบาลอเมริกันในช่วงนั้น ที่โจนเป็นต้นคิดก็คือการไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐ เพราะเธอประกาศว่า เงินภาษีที่จ่ายไปในช่วงนั้นเป็นการนำไปใช้สำหรับผลิตความตายให้กับประชาชนของโลก...             ในปี 1968 บาเอซออกหนังสือชื่อ Daybreak และกล่าวคำอุทิศให้กับ บรรดาพลเมืองชายผู้ถูกคุมขัง เนื่องมาจากการปฏิเสธหมายเกณฑ์ ด้วยความรัก ความนิยมยกย่อง และความรู้สึกกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง...             เมื่อเอ่ยถึงโจน บาเอซ ก็มักจะต้องนึกถึงนักร้องคู่ขวัญอย่างบ๊อบ ไดแลน ที่ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ทั้งคู่เคยร่วมแสดงคอนเสิร์ตและร่วมประท้วงในเหตุการณ์ด้วยกัน ก่อนที่โจน บาเอซจะตัดสินใจแต่งงานกับผู้นำนักศึกษานาม เดวิด แฮร์ริส (David Harris) ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกัน ก่อนที่ตัดสินใจแยกทางกันหลังจากนั้น...             ในช่วงปี 1979 โจน บาเอซ เคยทำจดหมายเปิดผนึกส่วนตัว ถึงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะที่เธอเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากล หรือ Humanities International Human Rights Committee ซึ่งถือเป็นกลุ่มเรียกร้องและต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต่อสิทธิมนุษยชน                   แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร แต่แนวคิดและความเชื่อมั่นของผู้หญิงคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอยังคงใช้ชีวิตส่วนหนึ่งไปกับงานสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ ขับขานบทเพลงเพื่อเรียกร้องและสื่อสาร เช่นเดิม...เพราะเธอเชื่อว่า ดนตรีก็คืออาวุธชนิดหนึ่ง ที่มีพลังและช่วยให้ความหวังของคนทั้งหลายเป็นจริงขึ้นมาได้ http://www.youtube.com/watch?v=_J3zXHE6brY Donna Donna  - Joan Baez On a wagon bound for market, บนเกวียนที่มุ่งหน้าไปตลาด There's a calf with a mournful eye, บรรทุกลูกวัวที่มีดวงตาอันเศร้าสร้อย High above him there's a swallow, แต่เหนือขึ้นไปนั้นมีนกนางแอ่น Winging swiftly through the sky. ที่โผผินไปในท้องฟ้า CHORUS: How the winds are laughing, นั่นสายลมกำลังหัวเราะ They laugh with all their might, พวกเขาหัวเราะอย่างงอหาย Laugh and laugh the whole day through, หัวร่อหัวใคร่อยู่ทั้งวัน And half the summers night, ถึงครึ่งค่อนราตรีในฤดูร้อน Dona dona dona dooonaa.. dona dona dona da... etc. ดอนนา ดอนนา Stop complaining! said the farmer, เลิกบ่นเสียที ชาวนาว่า Who told you a calf to be? ใครบอกให้เจ้าเกิดมาเป็นวัวล่ะ? Why don't you have wings to fly with ทำไมไม่เกิดมามีปีกติดตัว จะได้บินไป Like a swallow so proud and free? เหมือนนกนางแอ่นแสนภาคภูมิและอิสระ CHORUS Calves are easily bound and slaughtered, วัวนั้นอาจถูกมัดและล้มได้ง่ายดาย Never knowing the reason why, โดยไม่รู้ว่าเหตุผลเป็นเพราะอะไร But whoever treasures freedom, แต่ใครก็ตามที่ทะนุถนอมอิสรภาพของตนไว้ Like the swallow has learned to fly. เช่นเดียวกับนกนางแอ่น จะได้เรียนรู้ที่จะโบยบิน CHORUS Donna Donna  - Joan Baez          Donna Donna  - Joan Baez          Donna Donna  - Joan Baez
#198drterdJul 30, 2011
I will always love you - Whitney Houston Whitney Elizabeth Houston  วิทนีย์ ฮูสตัน ราชินีเพลงโซลชาวอเมริกัน เจ้าของเสียง I Will Always Love You เพลงจากหนังที่คนไทยรู้จักกันดีคือ  The Bodyguard เธอเคยมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งหลังสุดที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อปี  2547 ข่าวซุบซิบว่า  เธอออกจากสถานบำบัดผู้ติดยาที่แอตแลนตาไม่ถึงปี ก็กลับเข้าโปรแกรมรีดยาอีกครั้ง เป็นผลมาจากสารเสพติดที่เธอเสพทั้ง“โคเคน” กัญชา และยากระตุ้นประสาท รวมถึงเหล้าที่ขาดไม่ได้ แม้แต่ลูกสาวยังระอากับพฤติกรรมของทั้งพ่อและแม่ อยากย้ายบ้านไปอยู่กับยายซะให้พ้นๆ แล้ว ปลายปี 2004 เธอออกมาประกาศตัวว่าเลิกแล้วเด็ดขาดเรื่องยาเสพติด สัญญาว่าจะกลับมาร้องเพลงให้ดีเหมือนเดิม และออกอัลบั้มใหม่ "Just Whitney" หวังทวงบัลลังก์นักร้องหญิงซูเปอร์สตาร์คืน แต่คงจะลำบาก เพราะมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าเธอยังไม่เลิกกับพฤติกรรมเก่าๆ คงจะหมดสิ้นอนาคตทางขายเสียงอีกต่อไป จึงอยากให้แฟนเพลงของเธอจดจำเพลงนี้ไว้ในความทรงจำที่ดีตลอดไป http://www.youtube.com/watch?v=14ivtcelIo0 I will always love you - Whitney Houston If I should stay, หากฉันจะต้องอยู่ I would only be in your way. โดยฉันจะต้องอยู่บนทางของเธอ So I'll go, ถ้าเช่นนั้นฉันขอลาดีกว่า but I know I'll think of you ev'ry step of the way แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันคิดถึงเธอทุกย่างก้าวบนทางที่ฉันเดิน. And I will always love you. และฉันนั้นยังคงรักเธอเสมอ I will always love you. จะคงรักแต่เพียงเธอเสมอ You, my darling you. Hmm. ที่รัก,เธอคือสุดที่รักของฉันจ Bittersweet memories ความทรงจำที่หวานและขมขื่น that is all I'm taking with me. คือสิ่งที่ฉันได้รับมันไว้ So, goodbye. Please, don't cry. ดังนั้น,ฉันขอลาก่อนน๊ะ,ได้โปรดอย่าร้องไห้ We both know เราทั้งสองคนต่างก็รู้กันแล้วนี่นา I'm not what you, you need. ว่าฉันนั้นไม่ใช่คนที่เธอต้องการ And I will always love you. และฉันนั้นจะรักเธอเสมอ I will always love you. ฉันจะรักเธอตลอดไป (Instrumental solo) I hope life treats you kind ฉันหวังว่าวิถีชีวิตเธอจะปฏิบัติต่อเธอด้วยความกรุณา And I hope you have all you've dreamed of. และฉันขอให้เธอมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอไฝ่ฝันอยากได้ And I wish to you, joy and happiness. ฉันขอให้เธอมีความสุขสนุกสนาน But above all this, I wish you love. แต่นอกเหนือจากนี้ ฉันต้องการเพียงรักจากเธอเท่่านั้น And I will always love you. I will always love you. I will always love you. I will always love you. I will always love you. I, I will always love you. You, darling, I love you. เธอ,ที่รักของฉัน ฉันรักเธอ Ooh, I'll always, I'll always love you. โอ้..,ฉันรักเธอเสมอ,ฉันยังคงรักเธอเสมอ I will always love you - Whitney Houston          I will always love you - Whitney Houston          I will always love you - Whitney Houston
#199WarpBoyJul 31, 2011
หนุ่มน้อย
#200KiAug 01, 2011
09 คำตอบอยู่ในสายลม บทเพลงรวมมิตรคาราวาน
#201drterdAug 03, 2011
Take me Home Country roads - John Denver จอห์น เดนเวอร์ นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรีโฟล์คร้อคชาวอเมริกันเป็นบุตรชายนายทหารอากาศ ที่ได้ตั้งชื่อเขาโดยเอาชื่อเมืองที่อยู่บริเวณเทือกเขาร๊อคกี้ในรัฐที่เขาอาศัยอยู่ ให้มาใช้ในวงการเพลง โชคชะตาหันเหให้เขากลายมาเป็นอีก 1 ตำนาน ของราชาเพลงคันทรี่ที่คนไทยในยุคเก่าๆรู้จักเขาเป็นอย่างดี เมื่อวันที่เขาครบรอบ 11 ขวบ ย่าเขาซื้อของขวัญวันเกิดให้เป็นกีตาร์โปร่งยี่ห้อ GIBSON ซึ่งเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดของเขา ในยุคนั้นใครๆหันไปสนใจแนวเพลงร็อคแอนด์โรล แต่เขากลับสนใจแนวเพลงโฟร์คคันทรี่ จนเมื่อเรียนจบมหาลัยในปี 1964 จึงเริ่มเล่นดนตรีเป็นอาชีพ ด้วยแนวเพลงในสไตล์ที่เขาถนัด และเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น แต่เป็นเพราะนามสกุล Deutschendorf ของเขาช่างเรียกยาก จึงเปลี่ยนมาใช้ Denver ผลงานเพลงของเขามีกว่า 300 เพลง ครึ่งหนึ่งของเพลงเหล่านี้เขาแต่งเอง  เชื่อว่าหลายคนคงมีความหลังและฝังใจกับเพลง Take me Home Country roads,Annie's Song,Leaving on a Jet Plane John Denver เป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานเพลงยิ่งใหญ่มากในยุค 1970เพลงในแนวคันทรี่ของเขา กินใจคนฟังและฮิตไปทั่วโลก อัลบัมขายได้มากกว่า 60 ล้านแผ่นทั่วโลก และอัลบัมรวมฮิตก็ขายได้มากกว่า 10 ล้านแผ่น ชีวิตจริงของเขาออกจะตรงข้ามกับบทเพลงที่เขาเขียน  Annie's song ซึ่ง เป็นเพลงที่จอห์นแต่งให้กับภรรยาของเขาในช่วงที่ใกล้จะหย่ากัน และเขาใช้เวลาแต่งเพียง  10 นาทีเอง แต่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในอเมริกา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1974 นานสองสัปดาห์  และที่อังกฤษในเดือนตุลาคมปีเดียวกันอีก 1 สัปดาห์  เพลง Take me home Country road ของเขาขึ้นสูงสุดอันดับ 2 ปี 1971 ในอเมริกา บั้นปลายชีวิตของเขา อพยพกลับไปอยู่ที่บ้านไร่ ชนบทในมลรัฐเดนเว่อร์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินส่วนตัว LONG-EZ ตก เมื่อ 12 ตุลาคม 1997 ในแคลิฟอร์เนีย รวมอายุ 54 ปี เนื้อหาของเพลงนี้บรรยายถึงความผุกพันของเขากับธรรมชาติในแถบ เวอร์จิเนียตะวันตก ที่ตั้งของ เทือกเขาบลูริดจ์ Blue Ridge Mountains แม่น้ำเชนนันโด Shenandoah river ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเติบโตมา "ถนนสายชนบท ช่วยทอดพาฉันกลับบ้าน สู่สถานที่ที่ฉันเคยอยู่ เคยเติบโตมา เวอร์จิเนียตะวันตก….พระแม่ขุนเขา นำฉันกลับบ้านด้วยเถิด".................. ฉันได้ยินเสียงของเธอ เสียงเพรียกจากขุนเขา เตือนให้คิดถึงบ้าน ยิ่งขับรถไปตามถนนที่ทอดไป...ฉันยิ่งรู้สึกว่า ....ฉันควรจะกลับบ้าน กลับไปสู่อดีตเสียที รัฐเวอร์จิเนียได้รับฉายาว่าเป็นถิ่นกำเนิดแห่งประธานาธิบดีของสหรัฐ” ตั้งแต่ จอร์จ วอชิงตัน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน, เจมส์ แมดิสัน, เจมส์ มอนโร, วิลเลี่ยม เฮนรี่, จอห์น ไทเลอร์, แซคารี่ เทเลอร์ และวูดโรว์ วิลสัน บุคคลเหล่านี้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2332-2464 และเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย รัฐเวอร์จิเนียนอกจากจะเป็นบ้านเกิดของผู้นำในอดีตแล้ว ยังเป็นรัฐต้นกำเนิดของการทำสงครามกลางเมืองชื่อ First Battle of Manassas ใกล้เมืองมานาสซัส เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ปี 1861 จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองหลายแห่ง นอกจากนี้ความโดดเด่นของรัฐเวอร์จิเนียคือ ชื่อที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Commonwealth of Virginia เพราะเป็น 1 ใน 13 รัฐที่อังกฤษเข้ามาจับจองเป็นอาณานิคมแห่งแรกของอเมริกา เป็นรัฐที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1607 ที่เมืองเจมส์ทาวน์ และเป็นรัฐลำดับที่ 10 ของสหรัฐ รัฐเวอร์จิเนียตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ในเขตอ่าวเชสซาพีค อยู่ติดกับรัฐแมริแลนด์ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทางตอนเหนือและตะวันออก ด้านตะวันตกของรัฐมีเทือกเขาบลูริดจ์ ทำให้เกิดเป็นหุบเขา Shenandoah Valley เหมาะกับการปลูกองุ่นสำหรับทำไวน์ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในสหรัฐ โดยรัฐนี้มีแหล่งทำไวน์ชั้นเยี่ยมถึง 140 แห่ง Shenandoah Valley เป็นหุบเขาอยู่ในเทือกเขาบลูริดจ์ มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำโปโตแม็คและแม่น้ำเจมส์ เขตหุบเขาแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ชื่อว่า Shenandoah National Park ที่ผู้คนชอบที่จะขับรถมาเที่ยวพักผ่อน เวอร์จิเนียเป็นรัฐที่มีรายได้มาจากหลายทาง เริ่มจากเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐหลายแห่ง และยังมีรายได้จากการเป็นเมืองท่าริมมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนั้นด้านอุตสาหกรรมไฮเทคของเวอร์จิเนียมีชื่อเสียงโด่งดังในการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ด้วย ส่วนด้านการท่องเที่ยวได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรัฐเวอร์จิเนียมาเป็นเวลานาน มีการตั้งชื่อแคมเปญว่า Virginia is for Lovers (เวอร์จิเนียเมืองแห่งคู่รัก) แคมเปญนี้ใช้มานานถึง 40 ปี เพื่อสื่อสารให้คนทั่วโลกได้รู้ถึงความหมายของความรักที่มีต่อชีวิตและความลุ่มหลงในการเดินทาง เทือกเขาบลูริดจ์ Blue Ridge Mountains เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอปพาเลเชียน Appalachian Mountains อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา ที่ทอดตัวยาวกว่า 1050 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากตอนใต้ของรัฐเพนซิลวาเนียผ่านแมรีแลนด์ เวอร์จิเนีย และ นอร์ทแคโรไลนา ไปสุดที่จอร์เจีย ซึ่งบริเวณแนวเขาเป็นป่าและมีอุทยานแห่งชาติหลายแห่งตั้งอยู่ http://www.youtube.com/watch?v=MWzeInQaUk4 Take me Home Country roads - John Denver Almost heaven, West Virgina เกือบจะเป็นแดนสวรรค์ เวอร์จิเนียตะวันตก Blue Ridge Mountains, Shenandoah River ภูเขาบลูริดจ์ แม่น้ำเชนันโดห์ Life is old there, older than the trees อยู่กินมาช้านาน,เก่าแก่กว่าต้นไม้ใบหญ้า Younger than the mountains, flowing like the breeze. อ่อนเยาว์กว่าขุนเขา,เติบโตดั่งสายลม (Chorus) Country roads, take me home ถนนบ้านนา,พาฉันกลับบ้าน To the place I belong กลับสู่ท้องถิ่นเกิด West Virginia, mountain mama เวอร์จิเนียตะวันตก หุบเขาแม่ Take me home, country roads. พาฉันกลับบ้าน ถนนบ้านนา All my memories gather 'round her ความทรงจำทั้งปวง วนเวียนอยู่รอบตัวเธอ Miner's lady, stranger to blue water สาวชาวเหมือง แปลกหน้าต่อน้ำสีคราม Dark and dusky, painted on the sky ความมืดมน,ระบายบนแผ่นฟ้า Misty taste of moonshine, teardrop in my eye. แสงจันทร์เลือนพร่า หยดน้ำตาเอ่อล้นท่วมท้นตา (Chorus) I hear her voice, in the morning hour she calls to me ฉันได้ยินเสียงหล่อนเพรียกหายามรุ่งเช้า Radio reminds me of my home far away เสียงวิทยุเตือนให้อาลัยหาบ้านเกิดที่ห่างไกล Driving down the road I get a feeling ขณะขับรถไปตามถนนฉันรู้สึกได้ว่า That I should have been home yesterday (yesterday) ฉันน่าจะกลับบ้านตั้งแต่เมื่อวันวานแล้ว (Chorus) Country roads, take me home To the place I belong West Virginia, mountain mama Take me home, country roads. Take me home, country roads Take me home, country roads คำที่น่าสนใจ breeze = ลมพัดอ่อน ๆ เย็นสบาย ๆ  (ผงซักฟอกนำไปตั้งเป็นชื่อยี่ห้อ)...belong = เป็นของ...miner = คนงานเหมือง gather round เป็นสำนวน หมายถึง ล้อมรอบ หรือ ชุมนุมพร้อมเพรียงกัน...dusty = เต็มไปด้วยฝุ่น... Take me Home Country roads - John Denver          Take me Home Country roads - John Denver          Take me Home Country roads - John Denver
#202drterdAug 06, 2011
Have you ever seen the rain - Creedence Clearwater Revival Creedence Clearwater Revival กำเนิดในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1959-1972 เป็นร้อคแบนด์ ซึ่งประกอบด้วยนักดนตรี 4 คน คือ John Fogerty  - กีตาร์  ฮาร์โมนิกา, เปียโน ออร์แกน Tom Fogerty - กีตาร์, เปียโน, เปอร์คัสชั่น Stu Cook – เบส Doug Clifford – กลอง เครื่องเคาะจังหวะ Creedence Clearwater Revival  หรือชื่อย่อ  CCR เดิมใช้ชื่อวง The Blue Velvets ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ต่อมาเปลี่ยนชื่อวงเป็น The Visions และ The Golliwogs ผลงานของวงในช่วงนี้ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนมาถึงปี พ.ศ. 2510 จึงเปลี่ยนมาเป็น Creedence Clearwater Revival  Creedence  มาจากชื่อ ครีเดนซ์ นูบอล เพื่อนของทอม, Clearwater มีความหมายถึง การรักษาสิ่งแวดล้อม Revival  หมายถึงการประกาศเจตนารมย์ของพวกเขา ในช่วงระหว่าง ปี 1967 -1974  C.C.R. ส่งเพลงถล่มชาร์จบิลบอร์ดหลายเพลง โดยมี John Forgerty ร้องนำ และเล่นลีดกีต้าร์ อีกทั้งเป็นผู้เเต่ง เพลงหลักให้กับทางวง  เกือบทุกเพลงของเขามักจะโดนใจคนฟังเสมอ ทั้งๆที่เพลงของเขาไม่เน้นเรื่องรักๆใครๆ  แต่ตรงกันข้าม John Forgerty มักจะเเต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตของชนชั้นกลางเเละชนชั้นล่าง ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเสียมากกว่า โดยมีวิธีคิดเเบบคนหนุ่มสาวในยุคนั้น ที่เป็นยุคเเสวงหา เป็นวงร้อคเพื่อชีวิตแห่งอเมริกา เพลงส่วนใหญ่มักมีเนื้อหาที่ต่อต้านความไม่ถูกต้องในสังคมมาโดยตลอด เพลง Lodi เกี่ยวกับ การเเสวงหาตัวตน ,Prond marry เกี่ยวกับ การล่องลำน้ำ มิสซิสซิปปี้,Travelling band เกี่ยวกับชีวิตนักดนตรีที่ต้องร่อนเร่ไปเล่นตามที่ต่างๆ ,Bad Moon Rissing เกี่ยวกับความน่ากลัวในสังคมเเละต่อต้านสงครามด้วยเพลง Who'll stop the rain Have You Ever Seen The Rain?  ถูกแต่งขึ้นมาในช่วงที่ทหารอเมริกันโดนเกณฑ์เข้าไปร่วมรบในสมรภูมิเวียตนาม  เพลงนี้เป็นที่นิยมมากในเมืองไทย ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 1971 เพลงนี้ในเวบบอร์ดของฝรั่งหลายๆแห่งยังให้ความเห็นแตกต่างกัน เมื่อมีคนตั้งคำถามถึงความหมายของชื่อเพลง  ซึ่งสรุปความเห็นของฝรั่งได้ 3 กรณีคือ กรณีแรกวงกำลังจะแตกในขณะที่กำลังได้รับความนิยมจากแฟนเพลงเป็นเพราะพี่ชายคนโตของจอห์นคือทอมกำลังจะแยกตัวออกไป กรณีที่ 2 หมายถึงความโศกเศร้าจากภาวะสงครามเวียตนาม ฝนในความหมายของเพลงคือห่ากระสุนที่ถูกยิงลงมาจากเครื่องบิน และกรณีสุดท้ายเกี่ยวข้องกับสารเสพติด http://www.youtube.com/watch?v=Gu2pVPWGYMQ Have you ever seen the rain - Creedence Clearwater Revival Someone told me long ago, there's a calm before the storm. I know, and it's been comin' for some time. When it's over, so they say, it'll rain a sunny day. I know, shinin' down like water. I want to know, have you ever seen the rain? I want to know, have you ever seen the rain comin' down on a sunny day? Yesterday, and days before, sun is cold and rain is hard. I know, been that way for all my time. 'Til forever on it goes through the circle fast and slow, I know, and it can't stop, I wonder. I want to know, have you ever seen the rain? I want to know, have you ever seen the rain comin' down on a sunny day? Have you ever seen the rain - Creedence Clearwater Revival          Have you ever seen the rain - Creedence Clearwater Revival
#203drterdAug 07, 2011
I Who Have Nothing - Tom Jones I (Who Have Nothing) บางครั้งถูกเรียกว่า "I Who Have Nothing"  ต้นฉบับเพลงนี้เป็นเสียงร้องของ Ben E. King  ซึ่งออกผลงานไว้เมื่อปี 1963 จากนั้นมีนักร้องอีกหลายคนนำเพลงนี้มาร้องใหม่ "I (Who Have Nothing)" พื้นเพดั้งเดิมเป็นเพลงอิตาเลียนชื่อเพลง "Uno dei tanti," ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า  "One of the Many" ( 1 ในจำนวนมากมาย ) ประพันธ์ดนตรีโดย Carlo Donida และประพันธ์เนื้อร้องโดย Giulio "Mogol" Rapetti. "Uno dei tanti" ร้องโดย Joe Sentieri ในปี  1961 สำหรับ เนื้อเพลง "I (Who Have Nothing)" แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Jerry Leiber และ Mike Stoller. นักวิจารณ์บางคนเชื่อว่าทำนองบางท่อนของเพลงนี้ถูกนำไปก้อปปี้ใช้ในเพลง  "Nights in White Satin," ที่เป็นผลงานของ The Moody Blues ในปี 1967 แผ่นออริจินอลต้นฉบับของ Ben E. King ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 1963 ขึ้นถึงอันดับ 29 ของ The Billboard Charts. ต่อมาTom Jones นำมาร้องใหม่ได้ขึ้นถึงอันดับ 14 ในปี 1970 และยังมีนักร้องอีกหลายคนที่นำไปร้องใหม่และได้รับการจัดอันดับของบิลบอร์ด ชาร์ท ตัวอย่างเช่น  Terry Knight and The Pack อันดับ 46 ในปี 1966 Liquid Smoke อันดับ 82 ในปี  1970 Sylvester อันดับ 40 ในปี 1979 Shirley Bassey เป็นนักร้องอีกคนที่นำไปร้องและได้รับการโปรดิวซ์โดย George Martin เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 1963 ขึ้นถึงอันดับ 6 ของชาร์ทเพลงในอังกฤษ นอกนั้นยังมีผลงานของ  Tom & Mick, Petula Clark, The Spectres, Roberta Flack & Donny Hathaway, Hodges, James & Smith, Luther Vandross & Martha Wash, Brook Benton, Neil Diamond, Joe Cocker, Normie Rowe, Katherine Jenkins, and Manfred Mann's Earth Band. เนื่องจากเพลงนี้เป็นเพลงที่นักร้องสามารถแสดงออกทางอารมณ์และโชว์พลังเสียงได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ในภาคดนตรีก็ถูกอะเรนจ์ไว้อย่างพิถีพิถัน มีความละเอียดสมบูรณ์ ด้วยเครื่องออเครสต้าหลายชิ้น จึงมักถูกนำไปประกวดนักร้องในรายการใหญ่ๆอยู่เสมอ และที่ฮือฮาที่สุดเป็นการประกวดในรายการ American Idol โดยผู้ที่นำเพลงนี้ไปใช้ร้องประกวดคือ แชมป์ซีซั่นที่ 6 Jordin Sparks ในเวอร์ชั่นภาษาดัชที่เคยถูกนำไปใช้แข่งมาแล้วโดย  Pop Idol ที่ 4 ชาวดัช Nikki Kerkhof. สำหรับเนื้อหาของเพลงนี้เขาคร่ำครวญให้เธอรู้ว่า เขานั้นแตกต่างกับเธอลิบลับ เขาเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรเลยและไม่มีใครนอกจากเธอคนเดียว ไม่มีสิ่งไหนที่จะมอบให้ได้นอกจากความรัก ของมีค่าที่เธอซื้อหาให้คนอื่นนั้นเชื่อสิว่าเธอจะไม่ได้รับสิ่งใดๆตอบแทนจากเขา เขาไม่ได้รักเธอเหมือนที่ฉันรัก...ฉันรักเธอนะ..รักเธอ...รักเธอ http://www.youtube.com/watch?v=f4Of1_qlGQU I Who Have Nothing - Tom Jones I, I who have nothing ฉัน,ฉันผู้ไม่มีอะไรเลย I, I who have no one ฉัน,ฉันผู้ไม่มีใครเลย Adore you, and want you so ได้แต่รักบูชาคุณ,และต้องการคุณเหลือเกิน I'm just a no one, ฉันเป็นแค่ใครไม่รู้ With nothing to give you but Oh กับไม่มีอะไรให้คุณเลย แต่ว่า โอ้ I Love You ฉันรักคุณ He, He buys you diamonds เขา,เขาซื้อเพชรให้คุณ Bright, sparkling diamonds เพชรใสสกาววาววับ But believe me, dear when I say, แต่จงเชื่อเถอะที่รัก,เวลาที่ฉันพูด That he can give you the world, ว่าเขาสามารถให้โลกทั้งโลกแก่คุณ But he'll never love you the way แต่เขาจะไม่มีวันรักคุณในแบบที่ I Love You ฉันรักคุณ He can take you anyplace he wants เขาอาจพาคุณไปได้ทุกแห่งที่เขาต้องการ To fancy clubs and restaurants ไปยังคลับหรูหราและภัตตาคาร But I can only watch you with แต่ฉันทำได้แค่มองดูคุณด้วย My nose pressed up against the window pane จมูกแนบแน่นอยู่กับบานประตูหน้าต่าง I, I who have nothing ฉัน,ฉันผู้ไม่มีอะไรเลบ I, I who have no one ฉัน,ฉันผู้ไม่มีใครเลบ Must watch you, go dancing by ได้แต่เฝ้ามองดูคุณ เต้นรำผ่านไป Wrapped in the arms of somebody else ซ่อนกายอยู่ในอ้อมแขนของใครสักคน When darling it's I ในขณะนั้น ที่รักจ๊ะ คือฉัน Who Loves you ผู้ซึ่งรักคุณ I Love You I Love You I Love You I Who Have Nothing - Tom Jones          I Who Have Nothing - Tom Jones          I Who Have Nothing - Tom Jones
#204drterdAug 07, 2011
Always on my mind - Brenda Lee บางทีผมอาจจะไม่ได้ดูแลคุณ ไม่ได้รักคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมควรจะทำ สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมเคยพูดเคยทำ ผมไม่ได้ลืมมัน ที่รัก  ผมขอโทษจริงๆ ผมเหมือนคนตาบอด ได้ไปรดให้โอกาสผมลบล้างความผิดอีกสักครั้ง คราวนี้ผมทำให้คุณพอใจ.....นะครับ You were always on my mind คุณยังอยู่ในใจผมเสมอ "Always On My Mind" เพลงนี้ดั้งเดิมแท้ๆร้องโดย แบรนด้า ลี  เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1972, ประพันธ์เนื้อร้อง และดนตรีโดย Johnny Christopher, Mark James และ Wayne Carson Thompson. Elvis Presley เป็นนักร้องคนแรกที่ทำให้เพลง "Always on My Mind" โด่งดังจนใครๆรู้จัก ขึ้นถึงอันดับ 16 ในชาร์ทเพลงของนิตยสารบิลบอร์ด Billboard magazine's Hot Country Singles chart เมื่อ ต้นปี 1973 สำหรับเวอร์ชั่นของ Brenda Lee ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ทำได้แค่อันดับที่ 45 ของThe country charts ในปี 1972. แต่ที่ดังสุดๆต้องเป็นผลงานของ Willie Nelson.เมื่อฤดูใบไม้ผลิในปี 1982 ขึ้นถึงอันดับ 1ของ Billboard magazine's Hot Country Singles chart ในเดือนพฤษภาคมปีนั้น ติดอันดับนานถึง 2 สัปดาห์ และยังได้รับความนิยมจากนักฟังเพลงทางคลื่นวิทยุ เข้าถึงอันดับ,Top 40 radio, ในอันดับที่ 5ของ Billboard's Hot 100 chart. ความนิยมของผู้ฟังที่มีต่อเพลงนี้มีติดต่อกันมาหลายยุคสมัย เพราะหลายปีจากนั้นมาก็มีผู้นำเพลงนี้มาร้องอีกหลายคน ประสบความสำเร็จจนได้รางวัล Song of the Year ในปี 1982 และ 1983 และเมื่อไม่นานมานี้ Shakira ศิลปินสาวซุปเปอร์สตาร์ลาติน ยังนำเพลงนี้มาเปิดคอนเสิร์ตที่ ลาสเวกัส ในปี 2002 เอลวิส เกิด ณ เมืองTupelo มลรัฐ Mississippi เขาเติมโตขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีในแนวกอสเพล-บูลส์ และคันทรีย์ ทางภาคใต้ เขาอัดเสียงครั้งแรก ในปี 1953     ช่วง 1960  ยังเป็นทศวรรษของเอลวิส จนกระทั่ง  The Beatles เข้ามาแทนที่ความนิยม เอลวิสตระเวนออกคอนเสิร์ต โชว์เพลงที่ลาสเวกัสและอื่นๆทั่วประเทศ แฟนเพลงเก่าๆยังคงหนาแน่น ตลอดมาจนถึง 1970 จากปัญหาการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ติดยานอนหลับและยากระตุ้นให้ตื่นตามเวลา ทำให้สุขภาพเขาทรุดโทรมลงกว่าวัย จนจากไปเมื่ออายุแค่ ๔๒ ปี เกร็ดชีวิตที่หลายๆคนยังไม่รู้ ชีวิตส่วนตัวตอนเด็กเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะแม่ตาย และพ่อก็รับปากว่าจะดูแลเขาเป็นอย่างดี แม่ตายไม่นาน พ่อก็แต่งงานใหม่ หญิงคนนั้นก็มีลูกติดตั้ง 3 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด จนเอลวิสเสียใจมาก คิดว่า "ชีวิตตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว" ก็เลยตัดสินใจออกจากบ้านเกิดเมืองนอน เร่ร่อนไปเป็นนักร้องจนโด่งดัง     พริสซิลล่า เพรสลี่ เล่าให้ฟังว่า 21 ปีแรกในวงการเพลง เอลวิส ลำบากมากๆ เหนื่อยแทบขาดใจ พอหลังจากนั้น 18 ปี ก่อนเสียชีวิต ชีวิตดีขึ้น ร่ำรวยจากงานร้องเพลง แต่ผู้หญิงที่เอลวิส รักมากที่สุดคือ พริสซิลล่า  และลูกสาวคือ  มารี เพลสลี่  หลังจากที่ชีวิตคู่ล้มเหลว เพราะการทำตัวของเอลวิสเอง พริสซิลล่า ก็แยกทางไป และนำลูกลิซ่า มารี ติดไปด้วย จึงทำให้ลูกสาวห่างๆไปจากวงการเพลง ตัวเธอเองได้ขอร้องนักข่าวทั่วโลก อย่าทำข่าวอะไรเกี่ยวกับชีวิตของเธอและลูก เพราะไม่อยากให้ลูกเติบโตมามีปัญหาเหมือนพ่อ  เอลวิส ก็เป็นพ่อที่ดี ส่งเสียเลี้ยงดูลูกสาวมาโดยตลอดจนเขาตายจากโลกนี้ไป แต่เอลวิส ก็มีผู้หญิงเยอะแยะมาก จุดนี้เองที่ทำให้อดีตภรรยาทนไม่ได้ ข้อเสียของเอลวิส คือ ทำลายผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขา โดยใช้เงินปรนเปรอทุกคน ไม่ว่า ดาราภาพยนตร์ นักร้อง หญิงตามบาร์อะโกโก้ เขามีเงินมากมายนับพันๆล้านเหรียญ แต่จริงๆแล้วเขาไม่มีความสุขในชีวิต ใช้ชีวิตไปอย่างแหลกเหลว ติดพนัน ติดผู้หญิง ติดเฮโรอีน กัญชา  สารพัดเลย  ผลสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตกับผู้หญิงขายตัว แต่ในสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่   เขาได้ทำบุญโดยช่วยการกุศต่างๆในนามของตัวเองมากมายเช่นกัน ทุกวันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่เขาเสียชีวิต ยังมีแฟนเพลงจากหลายๆประเทศทั่วโลกจัดงานเพื่อระลึกถึงเขา ราชาเพลงร้อคแอนด์โรลผู้ยิ่งใหญ่ เอลวิส เพรสลี่ http://www.youtube.com/watch?v=MHKNk2He7vc Always on my mind - Brenda Lee Maybe I didn't treat you บางทีผมอาจจะไม่ได้ดูแลคุณ Quite as good as I should have ซึ่งจริงๆแล้วผมควรจะทำ Maybe I didn't love you บางทีผมอาจจะไม่ได้รักคุณ Quite as often as I could have ซึ่งหลายครั้งที่ผมควรจะทำ Little things I should have said and done สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมได้เคยพูดและทำ I just never took the time ผมไม่เคยลืมเลือนมัน You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป Maybe I didn't hold you บางทีผมอาจจะไม่ได้โอบกอดคุณ All those lonely, lonely times ในยามที่คุณโดดเดี่ยว เดียวดาย And I guess I never told you และผมเดาว่าผมคงไม่เคยบอกคุณ I'm so happy that you're mine ผมมีความสุขมาก ที่คุณเคยอยู่เคียงข้างผม If I made you feel second best ถ้าผมเคยทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นที่สอง Girl I'm so sorry I was blind ที่รัก  ผมขอโทษจริงๆ ผมเหมือนคนตาบอด You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป Tell me, tell me that your sweet love hasn't died บอกผม,  บอกผมที ว่าความรักของคุณนั้นไม่ได้ตายไป Give me, give me one more chance to keep you satisfied, satisfied ได้โปรด, ได้ไปรดให้โอกาสผมอีกสักครั้ง ที่ผมจะลบล้างความผิดและทำให้คุณมั่นใจ Little things I should have said and done สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมได้เคยพูดและทำ I just never took the time ผมไม่เคยลืมเลือนมัน You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป You were always on my mind คุณจะอยู่ในใจผมตลอดไป Maybe I didn't treat you บางทีผมอาจจะไม่ได้ดูแลคุณ Quite as good as I should have ซึ่งจริงๆแล้วผมควรจะทำ Maybe I didn't love you บางทีผมอาจจะไม่ได้รักคุณ Quite as often as I could have ซึ่งหลายครั้งที่ผมควรจะทำ Maybe I didn't hold you บางทีผมอาจจะไม่ได้โอบกอดคุณ All those lonely, lonely times ในยามที่คุณโดดเดี่ยว เดียวดาย And I guess I never told you และผมเดาว่าผมคงไม่เคยบอกคุณ I'm so happy that you're mine ผมมีความสุขมาก ที่คุณเคยอยู่เคียงข้างผม   http://www.youtube.com/watch?v=jYeReAqfaRQ Always on my mind - Elvis Presley Always on my mind - Brenda Lee          Always on my mind - Brenda Lee          Always on my mind - Brenda Lee
#205drterdAug 07, 2011
Because - Dave Clark Five The Dave Clark Five หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า DC5 วงร้อคจากเกาะอังกฤษ  ที่ดังไปถึงฝั่งอเมริกา จาก Glad All Over เพลงในอันดับ 6 ของ The Billboard  เมื่อปี 1964 และเป็น 1 ใน 2 วง จากเกาะอังกฤษที่ทำได้ นอกจากนี้พวกเขาเคยทำให้เพลง ของ The Beatles  หล่นจากอันดับสูงสุดในชาร์ทเพลงของอังกฤษมาแล้ว แผ่นเสียงของพวกเขาตลอดช่วงทศวรรษที่ 1960  จนถึงปัจจุบัน The Dave Clark Five  5 หนุ่ม จากย่านโตเตนแฮม ใจกลางมหานคร ลอนดอน  สามารถทำสถิติขายได้กว่าหนึ่งร้อยล้านแผ่นทั่วโลก  ช่วงปี ค.ศ. 1993 เป็นยุคทองที่ DC5  รุ่งโรจน์มาก มีเพลงติดอันดับ TOP 20 ในอเมริกาถึง 15 เพลง  มากกว่าทุกศิลปินจากอังกฤษนอกจากเดอะบีทเทิลส์ เบื้องหลังความสำเร็จของ  DC5  ผู้ก่อตั้งวงคือ Dave Clarx  ทำน้าที่ตีกลอง เขียนเพลง รวมทั้งเป็นโปรดิวเซอร์ และคนประสานงาน ส่วนอีกคนคือ Mike Smith คนเขียนเพลง ร้องนำ และเล่นคีย์บอร์ด DC5 ก่อตั้งวงในปี ค.ศ. 1958 โดยเดฟ คลาก ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นนักแสดงและสตั้นท์แมน ได้นำรายได้จากอาชีพหลักทุ่มทุนซื้อเครื่องดนตรีและเครื่องเสียง เพื่อใช้ในการฝึกซ้อมวงร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ  ช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมีการเปลี่ยนตัวสมาชิกในวง และจากนั้นมาอีก 5 ปี จึงเริ่มสร้างตำนานเพลงฮิตในปลายเดือนตุลาคม  ค.ศ. 1963 เมื่อนำเพลง Do You Love Me ของวง The Contours มาร้องใหม่  ได้ขึ้นถึงอันดับที่ 30 ในชาร์ตเพลงของอังกฤษ จากนั้นเป็นต้นมาจึงเริ่มเป็นที่กล่าวขวัญ จนมาถึงเดือนมกราคม 1964 เพลง Glad All Over ของเขาได้รับความนิยมขึ้นถึงอันดับหนึ่ง เบียดเอา I Want To Hold Your Hand ของเดอะบีทเทิลส์หล่นจากอันดับ 1  ขณะเดียวกัน Glad All Over ในอเมริกาได้ขึ้นถึงอันดับที่ 6 จนพวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในอังกฤษและอเมริกา ได้รับเชิญไปออกรายการทีวีหลายรายการ เคยออกรายการพร้อมกับ The Beatles มาแล้ว รวมทั้งเคยเดินทางไปโชว์คอนเสิร์ตในนิวยอร์ก และออกรายการทีวี เอ็ด ซัลลิแวนโชว์ มาแล้ว เดือนกันยายน 1964    Because เพลงบัลลาดหวานๆ  ที่เขียนโดยเดฟ  คลาก กับไมค์ สมิธ ได้รับความนิยมขึ้นถึงอันดับที่  3  ในอเมริกา ผิดความคาดหมายของสังกัดอิปิคในอเมริกา ที่ตอนแรกปฏิเสธไม่ยอมออกซิงเกิลนี้  แต่ถูกคะยั้นคะยอจนต้องตอบตกลง ทำให้ Because กลายเป็นเพลงยอดนิยมดังไปทั่วโลก รวมทั้งในบ้านเราด้วย เนื้อหาของเพลงนี้เขาบอก ใช่แล้วเขาแคร์เธอ ในยามเธอเศร้าเขาต้องพยายามทำให้เธอมีความสุข อย่าบอกเชียวนะว่าไม่คิดถึงกัน มันเจ็บนะคำนี้ จูบฉันสักครั้งสิแล้วฉันจะมีความสุข ให้โอกาสฉันได้อยู่ใกล้ๆเธอเถอะนะ ก็เพราะ..Because........ Because I love you. 28 กุมภาพันธ์ 2008 ไมค์ สมิธ นักร้องนำคู่หูของ เดฟ คลาก เสียชีวิตด้วยโรคนิวมอเนีย ล่าสุดเมื่อ 10 มีนาคม 2008 DC5 ก็ได้รับการจัดเข้าทำเนียบ The Rock and Roll Hall of Fame and Museum :ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์และหอเกียรติยศของชาวร้อคแอนด์โรล ที่ตั้งอยู่ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา http://www.youtube.com/watch?v=-TwQw6yVwdo&feature=related Because - Dave Clark Five It's right that I should care about you And try to make you happy when you're blue It's right, it's right to feel the way I do Because, because I love you It's wrong to say I don't think of you 'Cause when you say these things You know it makes me blue Give me one kiss and I'll be happy Just, just to be with you Give me, give me, a chance to be near you Because, because I love you Give me one kiss and I'll be happy Just, just to be with you Give me, give me, a chance to be near you Because, because I love you Because, because I love you Because - Dave Clark Five          Because - Dave Clark Five          Because - Dave Clark Five
#206drterdAug 11, 2011
Lover's concerto - Kelly Chen "A Lover's Concerto" เพลงป้อปที่ประพันธ์โดยนักเขียนชาวอเมริกัน Sandy Linzer และ Denny Randell, บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1965 โดยวง The Toys. ได้รับความนิยมมากทั้งในอังกฤษ และอเมริกาเมื่อปี 1965  ต้นฉบับของเพลงนี้ ดั้งเดิมจริงๆ เป็นเพลงคลาสสิคของ J.S.Bach ชื่อเพลง Minuet in G และใช้จังหวะ 3/4 ในการเล่น แต่ Sandy Linzer และ Denny Randell นำมาปรับเปลี่ยนเป็นจังหวะ 4/4 ต่อมาภายหลังมีศิลปินหลายคนนำมาร้องใหม่เช่น -Sarah Vaughan, -The Supremes ซึ่งเป็นวง Back up ของ Diana Ross ร้องไว้ตั้งแต่ปี 1966 ในอัลบั้ม I Hear a Symphony และยังมี -Mrs. Miller ร้องไว้ในอัลบั้ม Mrs. Miller's Greatest Hits เมื่อปี 1966 -Kelly Chen หรือชื่อในภาษาจีนคือ เฉิน ฮุ่ย หลิน เธอเป็นทั้งนักร้อง นักออกแบบเสื้อผ้า ที่สำคัญคือเธอเป็นนางเอกหนังฮ่องกง ผลงานหลายเรื่องของเธอมีคนไทยติดกันตรึม และมีผู้นำเพลงนี้ของเธอมาใส่ในสปอทโฆษณาบ้าน -Yakushimaru Hiroko นักร้องสาวชาวญี่ปุ่นร้องเป็นภาษาของเธอด้วย http://www.youtube.com/watch?v=CCQWvP_SE3Q Lover's concerto - Kelly Chen * How gentle is the rain, สายฝนอ่อนละมุนได้อย่างไร that falls softly on the meadow. ร่วงหล่นพร่างพรมลงบนพื้นหญ้า Birds high up on the trees, หมู่มวลนกบินสูงเสียดยอดไม้นาๆ serenade the clouds ขับกล่อมเมฆาด้วยเสียงบรรเลง with their melodies.* กับท่วงทำนองที่หลากหลาย Repeat * Oh! See there beyond the hill, ดูนั่น มันอยู่ถัดโพ้นภูภส the bright colors of the rainbow. แสงสายรุ้งงดงามเหลือเกินคณา Some magic from above. ประหนึ่งว่ามีเวทมนต์มายาร่ายจากเบื้องบน Made this day for us, just to fall in love. สร้างวันนี้มาเพื่อเรา ให้เราได้ตกหลุมรักกันและกัน You'll hold me in your arms, เธอโอบกอดฉันไว้ในอ้อมแขน and say once again you'll love me. และเอ่ยขึ้นมาอีกสักครั้งว่าเธอรักฉัน And that your love is true, และหากว่ารักของเธอนั้นเป็นสัจจริง everything will be just as wonderful. ทุกสรรพสิ่งคงงดงามและน่ามหัศจรรย์ Now, I belong to you, ตอนนี้ ฉันเป็นของเธอ from this day until forever. จากช่วงนาทีนี้จนนิจนิรันด์ Just love me tenderly เพียงแค่ทะนุถนมรักฉันให้มั่น and I'll give to you และจะให้ทุกสิ่งแก่ฉัน every part of me ให้ทุกสิ่งที่ฉันเป็น. Oh! Don't ever make me cry, เพียงแต่อย่าทำให้ฉันร้องไห้ through long lonely nights without us. ผ่านค่ำคืนอันแสนยาวนานโดยปราศจากเรา Be always true to me, โปรดซื่อสัตย์ต่อกัน keep this day in your heart eternally. เก็บคืนวันเหล่านั้นไว้ในหัวใจเธอ ชั่วนิจนิรันดร์ You hold me in your arms, เธอ โอบกอดฉันด้วยอ้อมแขนของเธอ and say once again you love me. และเอ่ยอีกสักครั้งว่าเธอรักฉัน And that your love is true, และรักนั้นของเธอที่เป็นความจริง everything will be just as wonderful. ทุกสิ่งในโลกใบนี้ก็จะกลับกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหมด Lover's concerto - Kelly Chen          Lover's concerto - Kelly Chen          Lover's concerto - Kelly Chen
#207drterdAug 14, 2011
Can't Help Falling In Love With You - Elvis Presley "Can't Help Falling in Love" เพลงป้อปจากต้นฉบับของนักร้องชาวอเมริกัน Elvis Presley ที่เขาแปลงมาจากเพลงฝรั่งเศส "Plaisir d'Amour" ผู้ประพันธ์เพลงนี้คือ George David Weiss, Hugo Peretti and Luigi Creatore,   มีศิลปินดังๆมากมายนำเพลงนี้ไปทำใหม่เช่น  Andy Williams, Javier Fontana ,The Beach Boys, The Association, Sam Cooke, Simon And Garfunkel, Neil Diamond, The Stylistics ฯ และเมื่อ 10 พฤษภาคม 1993  ผลงานเพลง "Can't Help Falling in Love" ถูกนำออกวางจำหน่ายในนามของกลุ่มศิลปินเรกเก้ชาวอังกฤษ  UB40 ในแนวเพลงที่แตกต่างไปจากเดิมมาก เวอร์ชั่นนี้เป็นซิงเกิลแรกของพวกเขาที่ทำลงในอัลบั้ม Promises and Lies. และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มาก ได้ขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงทั้งในอังกฤษและอเมริกา ทั้งยังเป็นเพลงอันดับ 1 ของ The Billboard Hot 100 นานถึง 7 สัปดาห์ รวมทั้งเป็นเพลงอันดับ 1ในออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แม้แต่ในเมืองไทยเอง เพลงนี้ก็ได้รับความนิยมสูงมากเช่นกัน ทั้งในเวอร์ชั่นช้าจากต้นฉบับของเอลวิส และในเวอร์ชั่นแดนซ์ของ UB40 Cant help falling in love with you เพลงเอกจากภาพยตร์เรื่อง  Blue Hawaii เป็นหนึ่งในผลงานที่สร้างความสำเร็จสูงสุดแก่เอลวิส โดยตัวเขาร้องเองและนำแสดงเอง เข้าฉายไปเมื่อปี 1962 ยุคนั้นฝูงชนคลั่งไคล้ในตัวเอลวิส มากกว่าคลั่งหนังหรือคลั่งเพลง  ซาวด์แทร็กซ์ของหนังเรื่องนี้ เป็นเพลงอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงในสหรัฐอเมริกา และเป็นสถิติที่ติดอยู่ในลิสต์นานติดต่อกันถึง 20 สัปดาห์ จนกระทั่งในปี 1977 สถิตินี้จึงถุกทำลายลง โดยเพลงจากอัลบั้ม Rumours ของ Fleetwood Mac ก่อนจะออกมาสู่ตลาดเพลง เอลวิส ต้องใช้สมาธิในการบันทึกเพลงนี้ถึง 29 takes ผลงานของเขาจึงออกมาดีมีคุณภาพ  ในหนังเรื่อง Blue Hawaii ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับอัลบั้มนั้น ทั้งๆที่เป็นเพลงรักหวานแหวว แทนที่เขาจะร้องให้คนรักฟัง แต่เขากลับนำไปร้องให้ย่าฟัง โดยในครั้งนั้นเขาเปิดกล่องดนตรี และร้องคลอกับเมโลดี้ที่ออกมาจากกล่องดนตรี    เรื่องราวในเพลงเป็นเรื่องความรักที่มั่นคงจริงจังและซื่อสัตย์ จากวันนั้นจนวันนี้ แม้วันเวลาจะล่วงเลยมานานมาก ความไพเราะหวานซึ้งกินใจของเพลงนี้ ยังคงครองใจคนทั้งโลกเรื่อยมา ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 10 เพลงรัก ที่ผ่านการรับรองจากสำนักข่าว BBC ว่า sweet และน่าฟังที่สุดในเทศกาลวาเลนไทน์ เพลงนี้ได้แผ่นแพลทตินั่มจากการที่ขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น โดยการรับรองของ  RIAA, สถาบันรับรองยอดขายของอเมริกา และที่ BBC การันตีว่าน่าฟังอย่างไรใ ห้อ่านน้อมูลว่ามีนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคนนำเพลงนี้ไปร้อง จนโด่งดังไปคนละแนว ตามข้อมูลข้างล่าง Elvis Presley นักร้อง นักแสดงชาวอเมริกัน มีชื่อจริงว่า Elvis Aaron Presley  เจ้าของฉายา The King of Rock 'n' Roll หรือ The King ราชาแห่งร็อกแอนด์โรลล์ เป็นผู้ที่ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงทั่วโลก เป็นเจ้าของสถิติอัลบั้มเดี่ยวที่ขายได้มากที่สุดกว่า 2 พันล้านแผ่นทั่วโลก  ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy  มากกว่า 14 รางวัล Love Me Tender เพลงจากหนังเรื่องแรกในชีวิตที่สร้างชื่อให้เขา และส่งผลให้เพลงชื่อเดียวกับหนัง  ติดหูคนฟังมาจนทุกวันนี้  ตลอดชีวิตของเอลวิสเขาทำสถิติได้แผ่นเสียงทองคำถึง 88 แผ่น ได้พลาตินั่ม 45 แผ่น  และอีก 22 แผ่น เป็นระดับมัลติพลาตินัม ในขณะที่ขายซิงเกิ้ลส์ได้ 51 แผ่นทองคำ, 27 แผ่นพลาตินั่ม และ 7 มัลติพลาตินั่ม ในปี 1960 เขามีหนังเล่นมากถึง 31 เรื่อง เพราะความนิยมในตัวเขาทำให้หนังที่เล่น ดังตามเพลงของเขา และยังมีรายการพิเศษที่จัดโชว์ทางทีวีด้วย  ซึ่ง The Ed Sullivan Show รายการสุดฮิตทางทีวีในช่วงนั้นจองตัวเขา 3 ครั้ง ด้วยค่าจ้างแพงลิ่ว $50,000  เพื่อดึงเรทติ้งคืน หลังจากโดนคู่แข่ง รายการ The Steve Allen Show กระหน่ำจนย่ำแย่ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2520 เวลาหลังเที่ยงคืน หลังจากที่เอลวิสไปพบทันตแพทย์ในช่วงเช้า แฟนสาวของเขาก็พบเอลวิสนอนหมดสติอยู่ภายในห้องน้ำ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ที่คฤหาสน์เกรสแลนด์ของเขาเอง ด้วยวัยเพียง 42 ปี และข่าวนี้ก็สร้างความตกตะลึงและเสียใจอย่างยิ่งแก่แฟนเพลงทั่วโลก http://www.youtube.com/watch?v=-lLokrNsYfU Can't Help Falling In Love With You - Elvis Presley Written by :George David Weiss,Hugo E. Peretti,Luigi Creatore Performed by: Elvis Presley Album : Blue Hawaii Genre : Pop, Blue Eyed Soul Released : October 1, 1961 Wise men say only fools rush in But I can't help falling in love with you Shall I stay Would it be a sin If I can't help falling in love with you Like a river flows surely to the sea Darling so it goes Some things are meant to be Take my hand, take my whole life too For I can't help falling in love with you Like a river flows surely to the sea Darling so it goes Some things are meant to be Take my hand, take my whole life too For I can't help falling in love with you For I can't help falling in love with you คนฉลาดพูดว่า มีแต่คนโง่ที่รีบเร่ง แต่ฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักเธอ ฉันจะ อยู่ต่อหรือเปล่า มันจะเป็นบาปไหม ถ้าฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุม รักเธอ เหมือน แม่น้ำไหลลงสู่ท้องทะเล อย่างไม่ต้องสงสัย ที่รัก,ดังนั้นมันจึง ดำเนินไป บางอย่างถูกกำหนดมาให้เป็น จับมือฉันไว้,นำเอาทั้ง ชีวิตของฉันไปด้วย เพราะฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักเธอ เหมือนแม่น้ำ ไหลลงสู่ท้องทะเล อย่างไม่ต้องสงสัย ที่รัก,ดังนั้นมันจึงดำเนินไป บางอย่าง ถูกกำหนดมาให้เป็น จับมือฉันไว้,นำเอาทั้งชีวิตของฉันไปด้วย เพราะ ฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักเธอ เพราะ ฉันอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักเธอ Can't Help Falling In Love With You - Elvis Presley          Can't Help Falling In Love With You - Elvis Presley          Can't Help Falling In Love With You - Elvis Presley
#208drterdAug 14, 2011
Tears in heaven - Eric Clapton ผลงานของ Eric Clapton นักกีต้าร์ชาวอังกฤษที่แต่งเอง ร้องเอง เล่นกีตาร์เอง โดยเขาแต่งร่วมกับ Will Jennings เพื่อระลึกถึง Conor บุตรชายที่เกิดกับ Lory Del Santo ภรรยานางแบบชาวอิตาเลียนของเขา ที่กำเนิดเมื่อเดือนสิงหาคม 1986 แต่เขาต้องสูญเสียบุตรชายคนนี้ไปในขณะที่วัยเพียง 4 ขวบเศษ จากอุบัติเหตุพลัดตกหน้าต่างของชั้นที่ 53 ที่ New York skyscraper อพาร์ทเมนท์ในเมืองแมนฮัตตั้น กรุงนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่พักของเพื่อนภรรยาเมื่อ 20 มีนาคม ปี 1991   การที่เขาสูญเสียบุตรชายไปในครั้งนั้น สร้างความสะเทือนใจแก่ตัวเขามาก จนต้องสะท้อนออกมาเป็นบทเพลง Tears in Heaven ที่มีท่วงทำนองหวานเศร้า และเนื้อหาที่กินใจ จนชนะใจกรรมการ กวาดรางวัลแกรมมี่ อวอร์ด จากซิงเกิลเพลงนี้ ไปถึง 3 รางวัล ทั้ง Song of the Year, Record of the Year และ Male Pop Vocal Performance ในปี ค.ศ. 1992 และจากอัลบั้ม Unplugged อีก 3รางวัล คือ Album of the Year and Best Rock Vocal Performance for Unplugged  และจากเพลง Layla อีก 1 รางวัล Eric Clapton รำพึงรำพันระบายความรู้สึกเสียใจและอาลัยไว้ในเพลง โดยมีเนื้อหาบ่งบอกว่า ถ้าเขาได้พบกับลูกบนสวรรค์ ลูกจะยังคงรู้จักเขา และมีความรู้สึกต่อเขาเช่นเดิมหรือไม่ เขาเชื่อว่าดินแดนที่ถูกประตูสวรรค์ปิดกั้นระหว่างเขากับลูกนั้น จะมีแต่ความสงบสุขไม่มีความทุกข์และน้ำตาอีกต่อไป แต่สวรรค์ยังไม่ต้อนรับเขาในขณะนี้  เขาจึงจำต้องเข้มแข็ง และยืนหยัดอยู่กับคืนวันที่ผ่านพ้นไป ด้วยความปวดร้าว จนเมื่อไม่นานมานี้  PRS for Music องค์กรจัดเก็บค่าสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเพลงในอังกฤษได้จัดอันดับให้ Tears In Heaven ของ Eric Clapton เป็นเพลงอันดับ 2 ที่สามารถเรียกน้ำตาจากผู้ชายได้มากที่สุด  จากผลการโหวตหา Tops Poll of 'Songs That Make Men Cry' Eric เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี1945  ในประเทศอังกฤษ เริ่มสนใจการเล่นกีตาร์เมื่ออายุได้ 17 ปี และเอาจริงเอาจังกับการเป็นนักดนตรีอาชีพ เมื่อเขาได้เข้าร่วมเล่นกับวงดนตรี ต้นกำเนิดเพลง Rock ที่มีชื่อว่า Yardbirds วงดนตรีที่เคยมีนักดนตรีดังๆมาร่วมเล่น หลังจากนั้นอิริคก็ได้แยกตัวออกมาจากวงยาร์ดเบิรด์ โดยมาร่วมเล่นให้กับ John Mayall แต่ชตาชีวิตของอิริคต้องผกผันอยู่เรื่อยๆ เมื่อเขาเริ่มเสพยาอย่างหนัก   ต่อมาอิริคได้เริ่มตั้งคณะดนตรีที่มีชื่อว่า CREAM วงครีมนี้เถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งดนตรีในแบบ Heavy Methal  เลยก็ว่าได้ เพราะในขณะนั้นไม่มีวงดนตรีวงใดอีกแล้วที่จะเล่นดนตรีได้หนักหน่วงเร้าใจเท่ากับดนตรีของวง Cream และกับวงครีม อิริคได้ร่วมออกอัลบั้มถึง 4 ชุดด้วยกัน ERIC CLAPTON. เป็นหนึ่งในสี่เทพเจ้ากีตาร์ ที่คนทั่วโลกยอมรับในฝีมือ เป็นตำนานกีตาร์ที่ยังมีชีวิต และมีผลงานออกมาอยู่เรื่อยๆ แม้แต่คนฟังเพลงที่ไม่ใช่คนเล่นดนตรีก็รู้จักเขาดี ในอดีต CLAPTON ได้รับฉายาว่า SLOW HAND มือกีตาร์ที่เล่นได้ไม่ว่องไวนัก แต่เด็ดขาดในสำเนียง นั่นเป็นบทสรุปโดยยย่อของความเป็น ERIC CLAPTON เพลงนี้ถูกนำไปประกอบในหนังเรือง RUSH ในปี 1993 ก่อนจะมาเป็นเพลง Tears in Heaven Edward Fryer นักเปียนโน นักร้องบาร์ชาวคานาเดียน ที่สมัครไปเป็นทหารจนไปพบรักกับ Patricia Molly Clapton ที่ผับแห่งหนึ่งในลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนเกิดมือกีตาร์ชื่อก้องโลก Eric Clapton สมัยเด็กๆแคลปตันชอบบอกใครๆว่า”แพท”น่ะคือพี่สาวของเขา Clapton แต่งเพลงนี้ให้แก่ Conor บุตรชายของเขาที่พลัดตกจากหน้าต่างชั้นที่ 53 ของ อพาร์ทเม้นท์ใน New York City ซึ่งในขณะนั้นเขามีลูกเพียงคนเดียว ส่วน Ruth  ลูกสาวอีกคนของเขาเกิดทีหลังในปี 1987 Clapton ร่วมกับ Will Jennings นักประพันธ์เพลงที่มีผลงานเป็นที่รู้จักอย่างเพลง "Up Where We Belong" "My Heart Will Go On" โดย Jennings นั้นแต่งให้กับนักร้องดังๆอีกหลายคน เช่น Steve Winwood ,B.B. King, Roy Orbison, The Crusaders, Peter Wolf Jennings เล่าว่า "Eric กับเขา ร่วมกันทำเพลงในหนังเรื่อง Rush. ชื่อ Help Me Up ในตอนจบของเรื่อง แต่เมื่อ Eric ไปเห็นสถานที่ถ่ายทำในหนังเขากลับบอกว่า, 'เขาอยากแต่งเพลงให้กับลูกชายของเขา จากนั้นก็ขึ้นประโยคแรกให้ทันที  'Time can bring you down, time can bend your knees. มันเป็นเพลงที่เศร้าที่สุดในชีวิตการเขียนเพลงของเขา หลังจากที่สูญเสียลูกชายไปแล้ว Clapton พยายามเตือนผู้ปกครองทุกคนให้ระมัดระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับบุตรหลาน  ต่อมาในปี 1993 เพลงนี้ก็คว้าไป 6 รางวัลแกรมมี่   ปี 1992 แคลปตันก็ทำเพลงนี้ออกมาในเวอร์ชั่นอะคูสติค ในการแสดงที่ชื่อ MTV Unplugged special. ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จสูงมาก   http://www.youtube.com/watch?v=AscPOozwYA8&feature=player_embedded Tears in heaven - Eric Clapton Would you know my name เธอจะยังจำฉันได้ไหม If I saw you in heaven? ถ้าหากฉันได้พบเห็นเธอบนสวรรค์นั้น Would it be the same แล้วมันจะเป็นเช่นเดิมไหม If I saw you in heaven? ถ้าหากฉันได้พบเห็นเธอบนสวรรค์นั้น I must be strong ฉันคงจะต้องเข็มแข็ง และจะต้องก้าวต่อไป และต้องก้าวต่อไป 'Cause I know I don't belong เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่เหมาะสมกับ Here in heaven บนฟ้าเบื่องบนนี้ Would you hold my hand เธอจะจับหมือฉันไว้ไหม If I saw you in heaven? ถ้าฉันได้พบเห็นเธอบนสวรรค์ Would you help me stand เธอจะช่วยฉันพยุงให้ฉันยืนได้ไหม If I saw you in heaven? ถ้าฉันพบเธอบนฟ้าเบื่องบน I'll find my way ฉันจะต้องหาทางไป Through night and day, ผ่านคืนและวัน 'Cause I know I just can't stay เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่อาจอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ Here in heaven. ซึ่งเป็นสวรรค์ Time can bring you down เวลาสามารถทำให้เธอเศร้า Time can bend your knees. เวลาสามารถทำให้เข่าเธอบาดเจ็บ Time can break your heart, เวลา สามารถ ทำให้หัวใจเธอร้าวรอน Have you begging please, begging please ทำไมเธอจึงไม่ร้องขอพระผู้เป็นเจ้าล่ะ.ได้โปรดเถิดโปรดร้องขอ Beyond the door เหนือประตูนั้น There's peace I'm sure, เป็นที่ที่สงบสุขที่สุด ฉันมั่นใจเช่นนั้น And I know there'll be no more และที่ฉันรู้ ที่นั้นไม่มี Tears in heaven น้ำตาบนสวรรค์ Would you hold my hand If I saw you in heaven? Would you help me stand If I saw you in heaven? I'll find my way Through night and day, 'Cause I know I just can't stay Here in heaven. Tears in heaven - Eric Clapton          Tears in heaven - Eric Clapton          Tears in heaven - Eric Clapton
#209drterdAug 14, 2011
Try to Remember - The Brothers Four Try to Remember ประพันธ์เนื้อร้องโดยนักร้องคนดังTom Jones, ต้นฉบับร้องโดย Jerry Orbach ในหนังของ บรอดเวย์เรื่อง  The Fantasticks. เคยขึ้นอันดับบิลบอร์ด 3 ครุ้ง ในปี 1965 ในเวอร์ชั่นของ"Ed Ames, Roger Williams and the Brothers Four Try to Remember ถูกนำมาทำเป็นซาวด์แทร็กซ์หนังอีกครั้งในเรื่อง The Man Who Fell to Earth, และเป็นวิดีโอ เกมส์ ใน Chrono Trigger. http://www.youtube.com/watch?v=8jV-fnarDho Try to Remember - The Brothers Four TRY TO REMEMBER Artist : The Borthers Four Try to remember the kind of September When life was slow and oh, so mellow. Try to remember the kind of September When grass was green and grain was yellow. Try to remember the kind of September When you were a tender and callow fellow. Try to remember, and if you remember, Then follow. Follow, follow, follow, follow, follow, Follow, follow, follow, follow. Try to remember when life was so tender That no one wept except the willow. Try to remember when life was so tender That dreams were kept beside your pillow. Try to remember when life was so tender That love was an ember about to billow. Try to remember, and if you remember, Then follow. Follow, follow, follow, follow, follow, Follow, follow, follow, follow. Follow, follow, follow, follow, follow, Follow, follow, follow, follow. Follow, follow, follow, follow, follow, Follow, follow, follow, follow. Deep in December, it's nice to remember, Although you know the snow will follow. Deep in December, it's nice to remember, Without a hurt the heart is hollow. Deep in December, it's nice to remember, The fire of September that made us mellow. Deep in December, our hearts should remember And follow. เดือนกันยา พาคำนึง ถึงความหลัง ยามเรายัง เยาว์วัย ไร้เดียงสา ทุ่งหญ้าเขียว เราเที่ยวชม ลมโชยมา ท้องทุ่งนา คือสีทอง ผ่องอำไพ ยังจำได้ ไม่เคยทุกข์ มีสุขนัก เมื่อมีรัก โลกดูสวย แสนสดใส มีความฝัน บรรเจิด เพลิดเพลินใจ เก็บเอาไว้ ข้างหมอน นอนฝันดี ถึงเหมันต์ แห่งธันวา พาครวญคิด ร้าวรานจิต เจ็บสุดใจ เกินหน่ายหนี ยังคงจำ ถึงวันเก่า เราเคยมี เจ็บปานนี้ พี่ยังคง......ความทรงจำ... Try to Remember - The Brothers Four          Try to Remember - The Brothers Four          Try to Remember - The Brothers Four
#210drterdAug 15, 2011
Can't Take My Eyes Off You - Frankie Valli & The Four Seasons เพลงจากบทประพันธ์ของ  Bob Crewe and Bob Gaudio, ที่เขียนไว้เมื่อปี 1967 ครั้งนั้นทำเป็นซิงเกิลร้องโดย Frankie Valli. มีเนื้อเพลงที่ต่างไปจากที่เคยได้ยินในปัจจุบัน แต่เพลง Can't take my eyes off of you เป็น The biggest hits, ไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 2 ของ The Billboard Hot 100 ได้รับแผ่นเสียงทองคำเป็น 1 ในหลายๆเพลงของ  Frankie Valli.  ที่ร้องคนเดียว จนThe Four Seasons, ซึ่งเป็นวงคู่ใจของเขานำมาทำบ้าง ขึ้นไปถึงอันดับ 1ในปี 1974 ในชื่อ"My Eyes Adored You" นอกจากนี้ยังมีศิลปินอีกหลายๆคนนำเพลงนี้มาทำใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ในเวอร์ชั่นของ Andy Williams ขึ้นถึงอันดับ 5 ในอังกฤษเมื่อปี 1968. ปี 1982, วงดิสโก้จากซานฟรานซิสโก Boys Town Gang นำมาทำในสไตล์ดิสโก้ ได้รับความนิยมมากเช่นกัน และเป็นสัญลักษณ์ของดิสโก้ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอีกเพลงในยุค  '80s http://www.youtube.com/watch?v=U0IM7Mvg80w&feature=player_embedded Can't Take My Eyes Off You - Frankie Valli & The Four Seasons Can't Take My Eyes Off You ไม่อาจละสายตาไปจากคุณ You're just too good to be true. คุณช่างดูงดงามประดุจภาพฝัน.... Can't take my eyes off you. งดงามกระทั่งผมไม่สามารถละสายตาไปจากคุณได้.... You'd be like Heaven to touch. คุณเป็นราวกับสรวงสวรรค์ที่อยู่แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส.. I wanna hold you so much. ผมอยากโอบกอดคุณไว้ ..ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด.... At long last love has arrived ราวกับความรักอันเป็นนิรันดร์ได้มาถึง.... And I thank God I'm alive. และผมขอขอบคุณคนบนฟ้า ที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่... You're just too good to be true. Can't take my eyes off you. คุณช่างดูงดงามประดุจภาพฝัน... จนกระทั่งผมไม่สามารถละสายตาไปจากคุณได้... Pardon the way that I stare. ต้องขออภัย ที่ผมจ้องมองคุณอย่างไม่วางตา There's nothing else to compare. ไม่มีสิ่งใดที่จะเทียบเคียงได้เลย....(กับความงามของคุณ) The sight of you leaves me weak. ภาพของคุณทำให้ผมรู้สึกอ่อนแรง..... There are no words left to speak, จนไม่รู้จะหาคำใดใดมาพูดให้คุณฟัง... But if you feel like I feel, หากเพียงแค่คุณคิดตรงกันกับผม... Please let me know that it's real. กรุณาบอกกับผม ว่านี่คือความเป็นจริง... You're just too good to be true. Can't take my eyes off you. คุณช่างดูงดงามประดุจภาพฝัน จนกระทั่งผมไม่สามารถละสายตาไปจากคุณได้.... I love you, baby, And if it's quite alright, ผมรักคุณ ที่รัก และหากคุณจะไม่ว่าอะไร..... I need you, baby, To warm a lonely night. ผมต้องการคุณที่รัก เพื่อให้อุ่นไอกับค่ำคืนที่เดียวดายนี้.... I love you, baby. Trust in me when I say: ผมรักคุณที่รัก.. โปรดเชื่อผม ในสิ่งที่ผมได้กล่าวออกไป.... Oh, pretty baby, Don't bring me down, I pray. โอ้ โฉมงามที่รัก... ได้โปรดอย่าทำให้ผมต้องผิดหวัง.... Oh, pretty baby, now that I found you, stay โอ้ โฉมงามที่รัก... และในวันนี้ที่ผมได้พบคุณ.... ได้โปรดอยู่กับผม... And let me love you, baby. Let me love you. และโปรดให้ผมได้รักคุณ... ได้รักคุณ... Can't Take My Eyes Off You - Frankie Valli & The Four Seasons          Can't Take My Eyes Off You - Frankie Valli & The Four Seasons
#211drterdAug 18, 2011
Alone Again - Gilbert O'Sullivan "Alone Again (Naturally)" เป็นเพลงจากเสียงร้องของกิลเบิร์ต โอ ซุลลิแวน นักร้อง นักแต่งเพลงชาวไอริช เพลงนี้ออกวางจำหน่ายเมื่อปี  1972, ได้ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ The United States Billboard Hot 100 Singles Chart.ในสหรัฐอเมริกา นานติดต่อกัน 6 สัปดาห์ และ อันดับ 3 ขาร์ทเพลง  The UK Singles Chart. ของประเทสอังกฤษ เนื้อหาของเพลงที่แสนเศร้านี้เขาเล่าว่าตั้งใจไว้แล้วว่าเขาจะโดดหอฆ่าตัวตายและเล่าถึงการสูญเสียทั้งพ่อทั้งแม่ของเขา ตอนแม่อายุ 65   แม่ทำใจไม่ได้ที่พ่อตาย แม่เลยอยู่อย่างคนหัวใจสลาย แม้เขาจะช่วยปลอบประโลมให้กำลังใจยังไงเธอก็ไม่ดีขึ้น จนถึงวันที่แม่จากไปอีกคน เขาได้แต่ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ตามลำพัง....... อีกครั้ง Gilbert O'sullivan เกิดเมื่อเดือนธันวาคม 1946 ที่ Waterford ไอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ เป็นอีกศิลปินในยุคปลาย 60's ต่อเนื่องยุค 70's  ช่วงวัยรุ่น กิลเบิรต์ (Gilbert O'Sullivan) ได้ลองแต่งเพลงและส่งเทปเดโมแต่ไม่เป็นผล จนได้มีโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายซีบีเอสซึ่งในช่วงปี 1970-1973 นับเป็นช่วงที่เขาประสบความสำเร็จกับงานดนตรีเป็นอย่างมาก วันที่ 29 กรกฏาคม 1972 เพลง Alone Again (Naturally) ก็ได้ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาสำเร็จ ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ซ้อน ก่อนโดน Brandy ของ Looking Glass ล้มไป 1 สัปดาห์ แล้วก็ทวงบัลลังฆ์กลับคืนมาได้อีก 2 สัปดาห์ ทั้งหมด 5 สัปดาห์ในอันดับ 1 เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มแรกที่กิลเบิรต์ได้วางตลาดเป็นครั้งแรกที่อเมริกา สำหรับเรื่องราวในเพลง alone again นั้นเขาบอกว่ามันไม่ใช่ประวัติจริงๆของเขา และเขาก็ไม่รู้จริงๆว่าพ่อเป็นอะไรตาย แต่ตอนพ่อตายนั้นเขาอายุ 11 ขวบ เพลงนี้เพลงเดียวของเขาก็เกินพอที่จะทำให้คนทั้งโลกรู้จักกิลเบอร์ต และรู้จัก Alone again เช่นเดียวกับที่รู้จัก เพลง Alone again จะต้องรู้จัก Gilbert O'sullivan จากอดีตหนุ่ม อาชีพ sales man กลายมาเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ผลงานเพลงนี้ของเขา มียอดจำหน่ายสูงทั้งในอังกฤษ อเมริกาและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับคอเพลงสากลในยคนั้น ยังคงซาบซึ้ง กับเนื้อหาที่เศร้ากินใจ และสำเนียงอะคูสติค กีตาร์ที่หวานเศร้า จนเป็นอีก1 บทเพลงที่แอบเก็บไว้ในความทรงจำ http://www.youtube.com/watch?v=8ImIZBYGKMA&feature=related Alone Again - Gilbert O'Sullivan In a little while from now If I'm not feeling any less sour I promise myself to treat myself And visit a nearby tower And climbing to the top will throw myself off In an effort to make it clear to who Ever what it's like when you're shattered Left standing in the lurch at a church Where people saying: "My God, that's tough She's stood him up" No point in us remaining We may as well go home As I did on my own Alone again, naturally To think that only yesterday I was cheerful, bright and gay Looking forward to well wouldn't do The role I was about to play But as if to knock me down Reality came around And without so much, as a mere touch Cut me into little pieces Leaving me to doubt Talk about God and His mercy Or if He really does exist Why did He desert me in my hour of need I truly am indeed Alone again, naturally It seems to me that there are more hearts broken in the world that can't be mended Left unattended What do we do? What do we do? Alone again, naturally Now looking back over the years And whatever else that appears I remember I cried when my father died Never wishing to hide the tears And at sixty-five years old My mother, God rest her soul, Couldn't understand why the only man She had ever loved had been taken Leaving her to start with a heart so badly broken Despite encouragement from me No words were ever spoken And when she passed away I cried and cried all day Alone again, naturally Alone again, naturally จากนี้ไปอีกไม่นานนัก ถ้าหากความรู้สึกขมขื่นนี้ยังไม่ลดน้อยลง ฉันขอสัญญากับตัวเองว่าจะไปยังหอคอยที่ใกล้ที่สุด แล้วปีนขึ้นไปถึงบนยอด กระโดดลงมายังพื้นข้างล่าง เพื่อให้ใครต่อใครที่เคยสงสัยได้ประจักษ์แจ้งเสียที ว่ายามเมื่อคนเราต้องแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆนั้นเป็นอย่างไร พวกเค้าที่ยืนมองกันอย่างตกตะลึงอยู่ที่โบสถ์ คงจะพูดกันว่า "พระเจ้า น่าตกใจจริงๆ คงจะโดนแฟนทิ้ง" แล้วทุกคนก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะไม่มีอะไรให้ต้องเฝ้าดูต่อไปแล้วนี่ เหมือนที่ฉันโดดลงมาตัวคนเดียว ตามลำพัง อีกครั้ง...ตามประสาคนของความเหงา นึกย้อนไปถึงวันวาน ยามที่ฉันมีแต่ความสุขสดใส ร่าเริง เฝ้ารอคอยที่จะได้ดำเนินชีวิตไปตามบทบาทที่วาดหวังไว้ แต่เมื่อความเป็นจริงก้าวเข้ามา ทุกอย่างที่เคยหวังก็กลับพังทลาย ความเป็นจริงเพียงแค่เสี้ยวสัมผัส กลับตัดสะบั้นความฝันของฉันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทิ้งไว้แต่ความไม่เข้าใจ ว่าพระเจ้า...ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา หากแม้ท่านมีตัวตนอยู่จริง แล้วไฉนกลับทอดทิ้งฉันไว้อย่างนี้ ในยามที่ฉันต้องการท่านที่สุด ฉันกลับต้องอยู่อย่างลำพัง อีกครั้ง...ตามประสาคนของความเดียวดาย ดูเหมือนว่ายังมีหัวใจอีกหลายล้านดวงที่แตกสลายอยู่บนโลกใบนี้ รอคอยการเยียวยาทั้งที่ไม่อาจรักษาได้ รอคอยการใส่ใจทั้งที่ไม่มีใครคิดจะเหลียวแล จะทำอย่างไรดีหนอ จะทำอย่างไรดี... และเมื่อมองย้อนกลับไปอีกครั้ง ถึงวันเวลาแห่งความสิ้นหวังในชีวิต ฉันยังจำได้ว่าตัวเองร้องไห้ฟูมฟายเพียงไหนเมื่อพ่อของฉันจากไป ส่วนแม่ซึ่งตอนนั้นอายุได้ 65 ปี...ขอพระเจ้าโปรดเมตตาเธอ แม่ไม่อาจทำใจได้เลยว่าชายคนเดียวที่เธอรักดั่งชีวิต ต้องมาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ นับแต่นั้น แม่ก็ใช้ชีวิตอย่างคนที่หัวใจแตกสลาย แม้ฉันจะคอยปลอบประโลมให้กำลังใจเธอซักเพียงใด แม่ก็ไม่ดีขึ้น และไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย จนถึงวันที่แม่จากไปอีกคน ฉันได้แต่ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ตามลำพัง อีกครั้ง...อีกตามเคย Alone Again - Gilbert O'Sullivan          Alone Again - Gilbert O'Sullivan          Alone Again - Gilbert O'Sullivan
#212drterdAug 18, 2011
Let It Be Me - The Everly Brothers เป็นเพลงรักหวานในอดีตที่คนไทยยุคนั้นนิยมนำมาร้องจีบแฟนกันมาก  นัยของเพลงคือ ถ้าเธอคิดจะรักใครสักคน ขอให้เป็นฉันเถอะ เพลงนี้เขียนโดย Gilbert Bécaud, Mann Curtis, and Pierre Delanoé. ต้นฉบับของแท้เป็นเพลงในภาษาฝรั่งเศส มีผู้นำเอาเพลงนี้มาร้องเป็นภาษาอังกฤษมากมาย เริ่มจาก ปี 1960, The Everly Brothers นำเพลงนี้ขึ้นสู่ top 10 hit ของ The Billboard Hot 100. ปี 1962, The Lettermen นำมาทำใหม่ และอีกหลายๆคณะซึ่งล้วนประสบความสำเร็จในการครองใจนักฟังเพลง และได้รับการคัดเลือกขึ้นสู่ The Billboard Hot 100. อีกหลายสมัย เช่น ในปี 1964 ,1967, 1969 http://www.youtube.com/watch?v=n_5-oVJAdHA Let It Be Me - The Everly Brothers     I bless the day I found you,        I want to stay around you       And so I beg you:            Let it be me!      Don't take this heaven from one,        If you must cling to someone.        Now and forever :            Let it be me.        Each time we meet love,          I find complete love,        Without your sweet love          What would life be.            So never leave me lonely,          Tell me you love me only,          And that you'll always              Let it be me.    ขอให้เป็นฉัน บุรุษหนึ่ง พึงใจ ได้รู้จัก           เพียงพบพักตร์ รักแรก แปลกไฉน           บุรุษนั้น งามสง่า กว่าชายใด           ประทับใจ ท่าทีถ้อย ร้อยวาจา ขอเป็นหนึ่ง ตรึงตราไว้ แห่งใจเจ้า ขอเป็นเงา เฝ้าตามติด ชิดเสน่หา ขอเป็นทาส พิศวาส ไม่คลาดคลา ทุกเพลา ไม่คลา-คลาด นิราศไกล           หากใจเจ้า ไร้คนครอง ขอจองไว้           ฝากดวงใจ ไว้เพียงเจ้า เนาว์ไศล           ด้วยบุญบรรพ์ สรรค์สร้าง ปางก่อนไกล           หนุนนำให้ ได้ประสบ พบอีกครา วอนหันมา อย่าราร้าง ทางแห่งรัก วอนปกปัก รักษาใจ ได้ห่วงหา ฝากชีวิต ฝากความหวัง ทั้งวิญญา วอนเมตตา อย่าทอดทิ้ง หญิงเดียวดาย http://www.youtube.com/watch?v=jAGW9nyTzjo&feature=related Let It Be Me - Elvis Presley Let It Be Me - The Everly Brothers          Let It Be Me - The Everly Brothers          Let It Be Me - The Everly Brothers
#213drterdAug 18, 2011
Put Your Head On My Shoulder - Paul Anka เพลงรักหวานโรแมนติค ประพันธ์โดย นักร้องเชื้อสายอเมริกัน-แคนาเดียน Paul Anka. ซึงฮิตในปี 1959  ประสบความสำเร็จในการขึ้นถึงอันดับ Top ten ของThe Billboard Hot 100. เพลงนี้กลับมาฮิตอีกครั้งเมื่อ The Lettermen นำมาร้องใหม่ในปี 1968. เวอร์ชั่นนี้ไปไม่ถึง The top forty of the Hot 100, แต่ก็ยังได้รับให้บรรจุเข้า The top forty adult contemporary hits.จนได้ พอล แองก้า เชื้อสายซีเรีย เกิดในประเทศแคนาดา เริ่มร้องเพลงกับวงประสานเสียงในโบสถ์ออร์โทด็อกซ์ ในเมืองออตตาวา ตอนอายุ 10 ปี ช่วงเรียนไฮสกูลที่เมืองนี้ เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงทรีโอ 'บ็อบบี้ แซ็กเซอร์ส' พอลร้องเพลงฮิตไว้มากมาย ที่รู้จักกันในหมู่แฟนเพลงบ้านเรา เช่น  I Don’t Like Sleep Alone;  Crazy Boy;  Put Your Hand On My Shoulder;  You Are My Destiny;  Puppy Love… พอลนอกจากร้องเพลงเก่งแล้วยังแต่งเพลงเก่งอีกด้วย  uเพลงที่หลายๆคนรู้จักดีที่เป็นผลงานของเขาคือเพลง My way พอล แองก้า แต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ให้ แฟรงค์ ซีนาตรา นำไปร้องอัดแผ่นเสียง  'รีไพรส์' ที่แฟรงค์เป็นเจ้าของบริษัทเอง  ปรากฏว่าได้รับความนิยมมากกว่าเพลงอีกหลายเพลงที่แฟรงค์ร้อง เช่น  New York, New York; L.A. Is My Lady; I’ve Got You Under My Skin; The Lady Is A Tramp พอล แองก้า เริ่มโด่งดังในวงการดนตรี 'ป๊อป' เพลงแรก  Diana  เพลงที่เขาแต่งและร้องเองใน ปี 1957  ช่วงนั้นต้องถือว่าสร้างความประหลาดใจให้แก่คนในวงการดนตรีที่พอลสามารถเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดดนตรีป๊อปและร็อคที่เอลวิสครองความยิ่งใหญ่ไว้เบ็ดเสร็จ  เกือบทุกเพลงของเอลวิสติดชาร์ทหมดอาทิ เพลง  Jail House Rock;  Treat Me Nice;  Love Me Tender;  Loving You;  Lawdy Miss Clawdy;  Teddy Bear , ก่อนหน้านี้ ตอนอายุ 14  พอล ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ให้ได้ร้องเพลงอัดแผ่น 'ซิงเกิล' แผ่นแรกเพลง  I Confess  ไม่ประสบความสำเร็จ  เขาเดินทางจากแคนาดาไปยังนครนิวยอร์กเพื่อทดสอบร้องเพลงที่ห้องบันทึกเสียงของแผ่นเสียง 'เอบีซี'  เพลง  Diana  ที่เขาแต่ง  เนื้อหาเกี่ยวกับคนเลี้ยงเด็กชื่อ ไดอานา อาโยบ  ในจังหวะ 'รุมบา-ร็อค'  พอออกแผ่นสู่ตลาด  ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ความฮิตของ  Diana  เพลงลูกทุ่งในบ้านเราลอกทำนองมาใส่เนื้อร้อง  เทปขายดีจนทำให้นักร้องที่ร้องใหม่รับเละ หลัง  Diana  พอล แองก้า ร้องและแต่งเพลงอีก 4-5 เพลง ได้รับความนิยมขึ้นไปอยู่ในอันดับเพลงดัง 20 อันดับ ทำให้พอลได้ไปตระเวนแสดงที่อังกฤษแล้วไปแสดงที่ประเทศออสเตรเลียกับบัดดี้ ฮอลลีเพลงฮิตดังกล่าวข้างต้นเขาแต่งเองหมดและยังแต่งเพลงให้นักร้องอื่นร้องจนฮิตอีกหลายเพลง เช่น แต่ง  It Doesn’t Matter Anymore ให้ บัดดี้ ฮอลลีร้อง ได้รับความนิยมมากจน จอห์นนี คาร์สัน อดีตนักจัดรายการ 'ทอล์กโชว์' ดังที่สุดทางโทรทัศน์สหรัฐอเมริกาต้องเลือกเพลงนี้เป็นเพลงประจำรายการ Tonight Show แต่งเพลง  She’s A Lady ให้ ทอม โจนส์ นักร้องอังกฤษร้องจนขายดิบขายดี เพลงมาร์ช The Longest Day เพลงเอกในภาพยนตร์สงคราม The Longest Day สร้างชื่อเสียงให้แก่ พอล แองก้า อย่างมาก The Times Of Your Life  เพลงโฆษณา 'โกดัก' ของ พอลได้รับความนิยมมากอย่างไม่น่าเชื่อ พอลมีรายการแสดงประจำที่ลาสเวกัส บางครั้งออกตระเวนร้องตามเมืองใหญ่ในประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทย พอลมาแสดง 2 ครั้ง มาครั้งแรกกับวงขนาดใหญ่ แสดงที่ห้องนภาลัย แกรนด์บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี ค่ำวันที่ 21 ธันวาคม 1992 บัตรรวมดินเนอร์ราคาใบละ 5,000 บาท ขายหมดเกลี้ยง ครั้งที่สองมาแสดงที่ห้องบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นทรัล ลาดพร้าว พอล แองก้า นักร้อง นักแต่งเพลงวัย 65 ที่มีผลงานกว่า 900 เพลง  ผู้นี้ยังไม่ยอมหยุดนิ่ง  ปลายปีที่แล้วได้ออกแผ่นกับ 'เวิร์ฟ' ชุด  Rock Swings  รวมเพลงไพเราะไว้ถึง 14 เพลง มีเพลงที่แต่งเองและเพลงของคนอื่น เช่น  Tears In Heaven โดย เอริก แคลปตัน Jump โดย แวน เฮเลน Wonderwall โดย โอเอซิส Smells Like Teen Spirit  โดย นิร์วานา. http://www.youtube.com/watch?v=XKQL3262tjo Put Your Head On My Shoulder - Paul Anka Put your head on my shoulder Hold me in your arms, baby Squeeze me oh so tight Show me that you love me too Put your lips next to mine, dear Won't you kiss me once, baby Just a kiss goodnight, maybe You and I will fall in love (You and I will fall in love) People say that love's a game A game you just can't win If there's a way I'll find it someday And then this fool with rush in Put your head on my shoulder Whisper in my ear, baby Words I want to hear Tell me, tell me that you love me too (Tell me that you love me too) Put your head on my shoulder Whisper in my ear, baby Words I want to hear, baby Put your head on my shoulder Put Your Head On My Shoulder - Paul Anka          Put Your Head On My Shoulder - Paul Anka          Put Your Head On My Shoulder - Paul Anka
#214drterdAug 18, 2011
Cotton Fields - Creedence Clearwater Revival ยุคที่คนไทยคลั่งใคล้เพลงนี้เป็นผลงานของ  Creedence Clearwater Revival ซึ่งนำไปบันทึกใหม่เมื่อปี 1969 เนื้อหาของเพลงนี้เขาเล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ที่ขลุกตัวอยู่กับแม่ในไร่ฝ้ายที่ Louisiana, ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Texarkana. นัก และเมื่อยามดอกฝ้ายบานเต็มทุ่ง ทุกๆคนก็เก็บเล่นได้ด้วย ซึ่งในเพลงนี้มีประเด็นที่มีการพุดคุยกันในเว็บบอร์ดของฝรั่งเรื่องเนื้อหาของเพลงที่กล่าวถึงท้องทุ่งฝ้ายแห่งเมืองหลุยส์เซียน่า ว่าห่างจากเมืองแทกซาแคนน่าแค่ไมล์เดียว It was down in louisiana,Just about a mile from texarkana,แต่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้เพราะเมือง Texarkana อยู่ห่างจากเมือง Louisiana ไกลถึง 30 ไมล์ เมื่อมองย้อนกลับไปที่อเมริกาในยุคนั้นอาชีพทำไร่ฝ้ายยังเป็นอาชีพหลักอย่างหนึ่งของคนอเมริกันในชนบท แม้ในปัจจุบันรอบนอกของทาวน์หลายๆเมืองยังเต็มไปด้วยไร่ฝ้าย ซึ่งปลูกมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ ยามฤดูออกดอก ทั่วทั้งท้องทุ่งจะขาวสพรั่งไปด้วยดอกฝ้ายสวยสะอาดตา พอดอกแก่และมีลมแรงๆพัด ดอกฝ้ายก็จะปลิวตามแรงลม  ดังนั้นวิถี ชีวิตเด็กชนบทที่เติบโตมากับทุ่งฝ้ายจะมีความสุขที่ได้ลงไปเล่นในทุ่งฝ้ายเหมือนเนื้อหาของเพลงๆนี้ อเมริกาในยุคก่อนและหลัง สงครามกลางเมือง( Civil War ) แม่น้ำ Mississippi เต็มไปด้วยเรือกลไฟ (steam-boat) ที่ใช้ขนส่ง Cotton จากท้องทุ่งชนบท ไปส่งแหล่งอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงาน ล้างและแยกเมล็ดฝ้ายออกจากใยฝ้าย  ผ้ายีนส์ไม่ว่าเสื้อหรือกางเกงล้วนแต่เป็นผลผลิตจาก "Cotton" ดังนั้นฝ้ายจึงเป็นต้นกำเนิดยีนส์นั่นเอง http://www.youtube.com/watch?v=KjhYcXT1s-Y Cotton Fields - Creedence Clearwater Revival When I was a little bitty baby ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่นั้น My mama would rock me in the cradle, แม่ฉันได้แกว่งไกวเปลให้ฉัน In them old cotton fields back home; ในไร่ฝ้ายเก่าแก่อยู่ที่หลังบ้าน It was down in Louisiana, ซึ่งอยู่ที่หลุยเซียน่า Just about a mile from Texarkana, ห่างประมาณ 1 ไมล์จากเท็คซาแคนน่า In them old cotton fields back home. ในไร่ฝ้ายเก่าแก่ซึ่งอยู่หลังบ้าน Oh, when them cotton bolls get rotten โอ, เมื่อฝักของฝ้ายเกิดเน่าขึ้นมา You can’t pick very much cotton, คุณก็ไม่อาจที่จะเก็บฝ้ายได้มาก In them old cotton fields back home. ในไร่ฝ้ายเก่าแก่ซึ่งอยู่หลังบ้าน It was down in louisiana, Just about a mile from texarkana, In them old cotton fields back home. When I was a little bitty baby My mama would rock me in the cradle, In them old cotton fields back home; It was down in louisiana, Just about a mile from texarkana, In them old cotton fields back home. Oh, when them cotton bolls get rotten You can’t pick very much cotton, In them old cotton fields back home. It was down in louisiana, Just about a mile from texarkana, In them old cotton fields back home. When I was a little bitty baby My mama would rock me in the cradle, In them old cotton fields back home; It was down in louisiana, Just about a mile from texarkana, In them old cotton fields back home. Cotton Fields - Creedence Clearwater Revival          Cotton Fields - Creedence Clearwater Revival          Cotton Fields - Creedence Clearwater Revival
#215drterdAug 18, 2011
Mother of mine - Donny Osmond แม่..มีอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ในใจลูกทุกคน จนยากที่จะเปรียบเทียบได้กับทุกสรรพสิ่งในโลก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้พระราชดำรัสคำว่า แม่ ไว้ว่า“แม่เป็นพระอรหันต์ของลูก คนที่เที่ยววิ่งหาพระเพื่อกราบไหว้ระอรหันต์  อย่าลืมว่ามีพระอรหันต์อยู่กับตัวแล้ว ควรปฏิบัติต่อแม่อย่าให้บกพร่องได้”  พระคุณของแม่อันประกอบไปด้วยความรักที่มีต่อลูกอย่างสุดหัวใจเช่นนี้ คงไม่ยากจนเกินไปนัก หากเอ่ยคำว่า “รัก” ให้แม่ได้ชื่นใจบ้าง เพราะคุณอาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่ได้เพียงแต่รำลึกถึงพระคุณแม่ ผ่านภาพและเงา ที่ตราตรึงไว้ในความทรงจำเท่านั้นว่า “ลูกรักแม่”  "MOTHER," ตามความหมายของ Howard Johnson (c. 1915) "M" is for the million things she gave me, "O" means only that she's growing old, "T" is for the tears she shed to save me, "H" is for her heart of purest gold; "E" is for her eyes, with love-light shining, "R" means right, and right she'll always be, A word that means the world to me. Put them all together, they spell     Howard Johnson (c. 1915) คนไทยยกย่องให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ แต่ในความเป็นสากลแล้ว อีกหลายๆประเทศกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่สากล ซึ่งต้นกำเนิดวันแม่นั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่ชาวกรีกที่เฉลิมฉลองวันแม่ the Mother of the Gods จนปี 1960 ชาวอังกฤษจึงเริ่มใช้ "Mothering Sunday". สืบเนื่องมาจาก พวกกรรมกรนำเค้กชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า  the mothering cake,  นำกลับไปเยี่ยมมารดาของตน ต่อมาปีในปี 1872  Julia Ward Howe ชาวบอสตัน สหรัฐอเมริกา ต้องการเรียกร้องสันติสุขสำหรับการพบแม่ในวันแม่ Mother's Day meetings จนกระทั่งมีผู้เรียกร้องอย่างมุ่งมั่นที่ต้องการให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการเมื่อ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ซึ่งใช้ความพยายามถึง 2 ปี จนถึงปี ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457)    ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ  ต่อมาชาวโลกได้ร่วมกันกำหนดฉลองวันแม่สากล ตรงกันหลายๆประเทศเช่น United Kingdom, Denmark, Finland, Italy, Turkey, Australia, Mexico, Canada, China, Japan, and Belgium. คือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ของทุกๆปี และในปีนี้จะตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 แต่อย่างไรก็ตามยังมีบางประเทศที่กำหนดวันแม่แห่งชาติของตนเอง ซึ่งยังคงกำหนดวันอาทิตย์เช่นกันโดยใช้คำว่า  Mothering Sunday  ส่วนของประเทศไทยนั้นทุกคนคงทราบดี เนื่องจากคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นสมควรกำหนดวันแม่ โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ ดังนั้น ก่อนถึงวันแม่แห่งชาติของเรา เพื่อความเป็นสากล โรงเรียนศึกษานารีจึงขอนำบทกวีสำหรับวันแม่ ของต่างประเทศมาให้ศึกษากันดังต่อไปนี้ วันแม่สากล Mother's Day มีความสำคัญต่อชนหลายชาติแม้แต่ละชาติจะกำหนดวันนี้ไม่ตรงกันแต่ส่วนใหญ่แล้วยังเลือกวันอาทิตย์เป็น  วันแม่ Date of Mother's Day ประเทศอังกฤษ ตรงกับวันอาทิตย์ที่สี่ ของเดือนมีนาคม บาห์เรน,ฮ่องกง,อินเดีย,มาเลเซีย,เม้กซิโก,ปากีสถาน, ซาอุดิอารเบีย,สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์  ตรงกับวันที่ 10 พฤษภาคม ประเทศนอร์เวย์ ตรงกับ อาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ประเทศแอลบาเนีย  บัลกาเรีย เวียตนาม ตรงกับ วันที่ 8 มีนาคม ประเทศอิยิปต์ และ เลบานอน ตรงกับ วันที่ 21 มีนาคม (วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ) ประเทศฮังการี,โปรตุเกส,แอฟริกาใต้ และ สเปน ตรงกับ อาทิตย์ที่1ของเดือนมีนาคม ประเทศลิทัวเนีย  ตรงกับ อาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม ประเทศออสเตรเลีย,ออสเตรีย,เบลเยี่ยม,บราซิล,แคนนาดา,เดนมาร์ก,ฟินแลนด์เยอรมัน,ฮ่องกง,อิตาลี,ญี่ปุ่น,เนเธอร์แลนด์,นิวซีแลนด์,สิงคโปร์,สโลวักเกีย,ไต้หวันตรุกี และอเมริกา ตรงกับ อาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ประเทศเสปน  ตรงกับ อาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม ประเทศโปแลนด์ ตรงกับ วันที่ 26 พฤษภาคม ประเทศสวีเดน ตรงกับ อาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ประเทศฝรั่งเศส อาทิตย์แรกของเดือนมีนาคมหรืออาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ประเทศไทย ตรงกับ วันที่ 12 สิงหาคม เมืองแอนเวิร์บ (เบลเยี่ยม),คอสตาริกา ตตรงกับ วันที่ 15 สิหาคม (วันครองราชสมบัติ) ประเทศอาร์เจนตินา ตรงกับ อาทิตย์ที่สองหรือสามของเดือนตุลาคม ประเทศรัสเซีย ตรงกับ วันที่ 28 พฤศจิกายน ประเทศอินโดนีเซีย ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม http://www.youtube.com/watch?v=OYwhXjjmt50 Mother of mine - Donny Osmond Mother of mine! You gave to me all of my life to do as I please. I owe everything I have to you. Mother, sweet mother of mine! mother of mine! When I was young You showed me the right way things should be done. Without your love, where would I be? Mother, sweet mother of mine. Mother, you gave me happiness much more than words can say. I pray the Lord that He may bless you every night and every day. Mother of mine! Now I am grown. And I can walk straight all on my own. I"d like to give you what you gave to me. Mother, sweet mother of mine. Mother, you gave me happiness much more than words can say. I pray the Lord that He may bless you every night and every day. Mother of mine! Now I am grown. And I can walk straight all on my own. I'd like to give you what you gave to me. Mother, sweet mother of mine. Mother, sweet mother of mine แม่ของฉัน แม่..แม่เป็นผู้ให้กับฉัน ทุกสิ่งในชีวิตฉันตามที่ปราถนา เป็นหนี้ที่ฉันต้องชดใช้คืนด้วยทุกสิ่งที่ฉันมี แม่..แม่ที่แสนดีของฉัน แม่จ๋า..เมื่อครั้งฉันยังเป็นเด็ก แม่ให้ฉันได้รู้สิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ หากไม่มีแม่คอยโอบอุ้ม ชีวิตฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไร แม่..แม่ที่แสนดีของฉัน แม่..แม่ให้ความสุขกับฉัน มากเกินกว่าจะหาถ้อยคำมาบรรยาย ขอพระเจ้าจงคุ้มครองแม่ด้วย ทุกคืน ..และทุกวัน แม่จ๋า..เดี๋ยวนี้ลูกโตแล้ว และลูกสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ลูกอยากตอบแทนสำหรับทุก ๆสิ่งที่แม่เคยให้ แม่..แม่ที่แสนดีของฉัน Mother of mine - Donny Osmond          Mother of mine - Donny Osmond          Mother of mine - Donny Osmond
#216drterdAug 18, 2011
Sleepy lagoon - The Platters "Sleepy Lagoon" ดั้งเดิมเป็นเพลงจากการบรรเลงเปียโน ซึ่งประพันธ์ไว้โดย Sir Eric Coates ชาวอังกฤษ และประพันธ์เนื้อร้องโดย Jack Lawrence. นักร้องที่นำเพลงนี้ไปร้องจนมีชื่อเสียงได้แก่ Dinah Shore, David Rose, Fred Waring, Glenn Miller และเป็นครั้งแรกที่ผลงานของ Harry James ได้ขึ้นอันดับเพลงขายดีของวารสารThe Billboard magazine Best Seller chart เมื่อวันที่ 17 เมษายน 1942 นานติดต่อกัน 18 สัปดาห์และยังขึ้นถึงอันดับ 1 ด้วยความฮิตของเพลงจึงมีคนไทยนำมาทำใส่เนื้อร้องภาษาไทยหลายชื่อ ด้วยทำนองเพลง Sleepy Lagoon ที่เก่าสุดคงเป็น"เทพประทานรัก"ของสมยศ ทัศนพันธ์ รองมาคือเพลง"เหงาใจ" ของประเทือง บุญญประพันธ์  และเพียงพิศ ศิริวิไล (บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกร้องโดย ศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งใช้ชื่อเพลงว่า"เหงาใจ" ) และเพลง"ละเมอ" ร้องโดย สุเทพ วงศ์คำแหง http://www.youtube.com/watch?v=WpL26j92YSA Sleepy lagoon The Platters words by Jack Lawrence music by Eric Coates A Sleepy Lagoon, a tropical moon and two on an island A Sleepy Lagoon and two hearts in tune in some lullaby-land The fire-flies gleam, reflect in the stream, they sparkle and shimmer A star from on high falls out of the sky and slowly grows dimmer The leaves from the trees all dance in the breeze and float on the ripples We're deep in a spell as nightingales tell of roses and dew The memory of this moment of love will haunt me forever A tropical moon, a Sleepy Lagoon and you.  ยลคลื่นพลิ้ว ลิ่วซัดสาด หาดสวรรค์ ฟ้าฟากฝัน จันทร์กระจ่าง พร่างเวหา เพลงกล่อมชล บนเกาะแก้ว แนวพนา ตรึงติดตรา คราสองเรา เคล้าเคลียคลอ   วิบวับแสง แห่งหิ่งห้อย ลอยวิบวับ   วิหค-รับ ขับขานร้อง กู่ก้องหอ   สายลมรัก จักทอสาน แทนป่านปอ   ร้อยเรียงช่อ รอรักบาน กาลเวลา เนิ่นเนาว์นาน กาลราตรี มีเราสอง อาบละออง ทิพย์ทองโปรย โรยเสน่หา หยดน้ำค้าง พร่างใบพลิ้ว ลิ่วลับลา สกุณา กู่ลาลับ กลับรวงรัง   ดาวโรยรา ฟ้าเรืองรอง ทองทาบฟ้า   เนาว์นิทรา ตราติดตรึง ซึ่งมนต์ขลัง   เกาะสวาท หาดแห่งรัก จักจีรัง   ห้วงแห่งหวัง ยังคงมั่น ฉันและเธอ Sleepy lagoon - The Platters          Sleepy lagoon - The Platters          Sleepy lagoon - The Platters
#217drterdAug 18, 2011
One Moment In Time - Whitney Houston เป็นผลงานจากการประพันธ์ของ Albert Hammond, John Bettis  ออกวางจำหน่ายเมื่อ 3 กรกฎาคม 1968 ร้องโดย Whitney Elizabeth Houston  หรือ วิทนีย์ ฮูสตัน ราชินีเพลงโซลชาวอเมริกัน จากนั้นมีนักร้องอีกหลายคนนำมาร้องใหม่อย่างเช่น The Four Tops, The Bee Gees, Eric Carmen, Taylor Dayne และ John Williams. เนื้อหาของเพลงเป็นการปลุกปลอบให้ความเชื่อมั่นกับตนเอง แม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นสักเพียงไหน ฉันจะต้องเผชิญกับโชคชะตาให้ได้. "ฉันยอมเจ็บปวดเพื่อรอความสำเร็จในวันข้างหน้า แม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน ยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ฉันก็ยังยังหวังที่จะเห็นวันแห่งความสำเร็จวันนั้น ฉันอยากได้สักครั้งในช่วงชีวิตเพื่อเป็นในสิ่งที่มากกว่าฉันจะเป็นได้ ฉันฝันถึงวันนั้นเสมอ ให้โอกาสฉันสักครั้งนะ ฉันจะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงชั่วนิรันดร์ " "One Moment in Time" เป็นเพลงฮิตอีกเพลงของ Houston, ขึ้นถึงอันดับ 5 ของ  The Billboard Hot 100, ติดอยู่ในอันดับ TOP 40 นานถึง 11 สัปดาห์ เป็นเพลงอันดับ 1 ของชาร์ทประเภท  The Adult Contemporary charts 2 สัปดาห์ และเป็นเพลงอันดับ 5 ของ  The R&B Charts. ในอังกฤษนั้นได้รับความนิยมมากจนเป็นเพลงอันดับ 1 ในหลายๆชาร์ท ถูกนำมาใช้ในงานคืนสู่เหย้าทุกๆปี ของEasley High School รวมทั้งถูกนำไปใช้ในพิธีแข่งขันกีฬา Summer Olympics  ที่จัดขึ้นใน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ ปี  1988 http://www.youtube.com/watch?v=tYFHAvULvJ0 One Moment In Time - Whitney Houston Each day I live แต่ละวันที่มีชีวิตอยู่ I want to be a day to give ฉันอยากให้แต่ละวัน เป็นวันที่จะเป็นผู้ให้ The best of me สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันมีฉันเป็น I'm only one ฉันอาจเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร But not alone แต่ฉันก็ไม่ได้อยู่คนเดียวน๊ะ My finest day วันเวลาที่ดีที่สุดของฉัน Is yet unknown จะเป็นเมื่อไรก็ยังไม่รู้ I broke my heart ฉันทำให้ตัวเองเจ็บปวด Fought every gain ฉันต่อสู้ให้ได้มาในทุกสิ่ง To taste the sweet เพื่อจะซาบซึ้งถึงรสชาติของความหอมหวาน I face the pain ฉันต้องเผชิญกับความเจ็บปวด I rise and fall ฉันลุกขึ้นและล้มลงอยู่หลายครั้ง Yet through it all แต่กระนั้นก็ผ่านมาได้ This much remains ทั้งหมดยังอยู่ในใจฉัน I want one moment in time ฉันเพียงแต่ต้องการเวลาสักเสี่ยวเดียวเท่่านั้นแหละ When I'm more than I thought I could be เพื่อที่จะเป็นในสิ่งที่อยากจะเป็นได้มากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ When all of my dreams are a heartbeat away เมื่อความฝันทั้งหมดนั้นอยู่ใกล้เพียงใจรับรู้ได้ And the answers are all up to me และคำตอบทั้งหมดนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวฉันเองนี่แหละ Give me one moment in time ขอเพียงเศษเสี่ยวเวลานั้นให้ฉันเถอะ When I'm racing with destiny ยามที่ฉันกำลังต่อสู้กับโชคชะตาของฉัน Then in that one moment of time และในช่วงเวลานั้นแหละ (หากได้ช่วงเวลานั้นมา) I will feel I will feel eternity ฉันจะรู้สึกถึงความวิเ้ศษอันเป็นนิรันดร์ I've lived to be ฉันมีชีวิตอยู่มานาน The very best ก็เพื่อจะเป็นในสิ่งที่ดีที่สุด I want it all ฉันอยากได้สิ่งนี้ทั้งหมด No time for less ไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว I've laid the plans ฉันได้วางแผนไว้แล้ว Now lay the chance แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องใช้โอกาศ Here in my hands ที่มีอยู่ในมือฉันนี้ Give me one moment in time When I'm more than I thought I could be When all of my dreams are a heartbeat away And the answers are all up to me Give me one moment in time When I'm racing with destiny Then in that one moment of time I will feel I will feel eternity You're a winner for a lifetime เธอจะเ้ป็นผู้ชนะไปจนตลอดชีวิต If you seize that one moment in time ถ้าเธอเก็บช่วงเวลานั้นไว้ได้ Make it shine แล้วทำให้ช่วงเวลานั้นเจิดจรัส Give me one moment in time When I'm more than I thought I could be When all of my dreams are a heartbeat away And the answers are all up to me Give me one moment in time When I'm racing with destiny Then in that one moment of time I will be I will be I will be free I will be I will be free ฉันจะมีอิสรภาพ One Moment In Time - Whitney Houston          One Moment In Time - Whitney Houston          One Moment In Time - Whitney Houston
#218drterdAug 18, 2011
Que sera, sera - Doris Day Whatever Will Be, Will Be เป็นเพลงประกอบหนังของ Alfred Hitchcock เรื่อง "The Man Who Knew Too Much" เข้าฉายในปี 1956 นำแสดงโดย Doris Day และ James Stewart. เป็นลิขสิทธิ์ของ Columbia Records ประพันธ์ดนตรีโดย Jay Livingston และประพันธ์เนื้อร้องโดย Ray Evans ซึ่งทั้งคู่นั้นมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ในหลายๆเรื่องกับสังกัดของ Paramount Pictures ออกสู่ตลาดเพลงในปี 1956 ขึ้นถึงอันดับ Top 40 Hits ของนิตยสารบิลบอร์ด ชาร์ทครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 1956 และในปีนั้นได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยม Academy Award for Best Original Song ในชื่อเพลง "Whatever Will Be, Will Be (Que Sera, Sera) ฮิตเป็นอันดับ 2 ของชาร์ตเพลงบิลบอร์ดที่อเมริกาและ อังกฤษ ระหว่างปี1968 -1973, และกลายเป็นเพลง The Biggest Hit และเป็นสัญญลักษณ์ขอ Doris Day ที่คนทั้งโลกรู้จัก ทั้งๆที่ในครั้งแรก Doris Day ปฎิเสธที่จะร้องเพลงนี้ โดยอ้างว่ามันเป็นเพลงของเด็กๆ ก่อนจะมาใช้ชื่อเพลงนี้ Jay Livingston เปลี่ยนมาจาก ชื่อ "Che sera sera," เป็นข้อความที่เขาเคยเห็นจากในหนังเรื่อง The Barefoot Contessa. ซึ่งเป็นภาษาอิตาเลียน แต่ในอเมริกานั้นมีคนนิยมใช้ภาษาสเปนกันอย่างแพร่หลาย Que será มีความหมายว่า "what will be"เพื่อความสละสลวยของภาษาจึงใช้ "whatever will be". แต่ในภาษาฝรั่งเศสใช้ว่า ce qui sera ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า quello che sarà ส่วนโปรตุเกสเรียกว่า o que sera และในภาษาสเปน ใช้  lo que sera รางวัล Oscar เริ่มมีการประกาศผลครั้งแรกในปี 1950 เป็นรางวัลที่มอบให้หนังที่ออกฉายในปีก่อนหน้านั้น คือตั้งแต่ปี 1949  วันที่ 27 มีนาคม 2500 มีการจัดงาน 2 ที่พร้อมกัน และเชื่อมโยงเป็นงานเดียวกันด้วย คือที่ NBC International Theatre  โดยมี  Bob Hope เป็นพิธีกร และที่ Celeste Holm มี Jerry Lewis เป็นพิธีกร ผลรางวัลเพลงยอดเยี่ยม Academy Award for Best Original Song  เป็นของ Jay Livingston กับ Ray Evans ในเพลง "Whatever Will Be, Will Be (Que Sera, Sera)" จากหนังของ Alfred Hitchcock เรื่อง The Man Who Knew Too Much ที่เข้าฉายในปี 1956, นับเป็นออสการ์ตัวที่ 3 ของ Livingston and Evans, หลังจากที่เคยได้รับไปแล้วเมื่อปี 1948 และ 1950. Que Sera, Sera ท่อนสร้อยของเพลงนี้ที่นางเอกในเรื่องใช้ร้องส่งสัญญาณถึงลูกชายที่ถูกจับอยู่ในบริเวณสถานที่กักกัน ได้กลายไปเป็นคำที่ใช้กันติดปากในหลายๆประเทศ หมายถึงอะไรจะเกิดมันก็เกิด หรือเป็นไงเป็นกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ฟังดูอาจจะรู้สึกทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นดิ้นรนไขว่คว้า แต่ในการสื่อความหมายของบทเพลงนี้ บอกให้เรามีความสุขอย่างพอเพียงกับสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน เพราะอนาคตนั้น มันยังมาไม่ถึง ฉะนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด  Que Sera, Sera. What ever will be will be หรือ  Que sera sera เพลงนี้เคยมีผู้กำกับนำไปใช้ประกอบหนังไทยเรื่อง เพชรพระอุมา โดยปรากฏอยู่ในตอนที่ 85  “จอมผีดิบมันตรัย “ เล่มที่ 3 (ตอนที่สามของเพชรพระอุมา มี 4 เล่ม) เมื่อไชยยันต์และมาเรียได้เข้าไปในถ้ำ หลังจากนั้นจึงพบกับหินเสือดำหรืออีกนัยหนึ่งคือ อีกร่างหนึ่งของมันตรัย ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสำรวจถ้ำนั้นมาเรียก็ได้ร้องเพลงนี้ขึ้น ท่อนหนี่งจากเพลงนั้นที่ปรากฏในเพชรพระอุมาคือ "When I was just a little girl … I ask my mother what will I be Will I be pritty?  Will I berich ? This was she answered me…. Que zera zera What ever will be will be จนเมื่อหนังออกฉายเพลงนี้จึงกลายเป็นเพลงยอดฮิตที่นำมาร้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และยังเคยถูกนำไปใช้แปลเป็นเนื้อร้องอีกหลายภาษา และทำเป็นบทเรียนสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กๆในหลายๆหลักสูตร รวมทั้งในบทเรียนของคนไทย  ได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีหลายเวอร์ชั่นจากหลายนักร้อง เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงของหลายประเทศทั้งอังกฤษ อเมริกา เบลเยี่ยม โปรตุเกส ฝรั่งเศส แคนาดา ฮังการี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี เคยถูกนำมาเป็นเพลงประกอบในหนัง ในรายการโทรทัศน์  และถูกนำไปร้องก่อนการแข่งขันฟุตบอล FIFA World Cup ที่ประเทศเยอรมันในปี 2006 และออกคอนเสิร์ต ที่ สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2007 หรือแม้กระทั่งนำไปตั้งเป็นชื่อเครื่องบินรบ C-47 Skytrain  ของกองทัพเรืออเมริกัน จนปัจจุบัน Que Sera, Sera ท่อนสร้อยของเพลงนี้ ได้กลายไปเป็นคำที่ใช้กันติดปากในหลายๆประเทศ หมายถึงอะไรจะเกิดมันก็เกิด หรือเป็นไงเป็นกัน http://www.youtube.com/watch?v=xZbKHDPPrrc Que sera, sera - Doris Day Que sera, sera - Doris Day When I was just a little girl เมื่อฉันยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ I asked my mother what will I be ฉันได้ถามแม่ว่าฉันจะเป็นอะไร Will I be pretty, will I be rich หนูจะสวยไหม หนูจะรวยไหม Here's what she said to me แม่ก็บอกฉันว่า *Que sera, sera อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด Whatever will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด The future's not ours to see เราไม่อาจมองเห็นอนาคตของเราได้ Que sera, sera สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด What will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด When I was just a child in school เมื่อฉันเข้าโรงเรียน I asked my teacher what should I try ฉันถามครูว่า หนูจะเรียนอะไรดี Should I paint pictures? Should I sing songs? ขับร้องหรือวาดเขียน ควรจะเพียรเรียนทางไหนดี Here was her wise reply คุณครูท่านก็ฉลาดในการตอบ *Que sera, sera อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด Whatever will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด The future's not ours to see เราไม่อาจมองเห็นอนาคตของเราได้ Que sera, sera สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด What will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด When I grew up and fell in love เมื่อฉันโตขึ้นและมีความรัก I asked my sweetheart what lies ahead ฉันได้ถามที่รักของฉันว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร Will we have rainbows day after day เราจะมีความสุขด้วยกันตลอดไปไหม Here's what my sweetheart said สิ่งที่คนรักของฉันบอกก็คือ *Que sera, sera อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด Whatever will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด The future's not ours to see เราไม่อาจมองเห็นอนาคตของเราได้ Que sera, sera สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด What will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด Now I have children of my own ตอนนี้ฉันมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว They asked their mother what will I be พวกเขาถามแม่ของเขาว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอะไร Will I be handsome, will I be rich ผมจะหล่อไหม ผมจะรวยไหม I tell them tenderly ฉันก็ตอบพวกเขาอย่างอ่อนโยนว่า *Que sera, sera สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด Whatever will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด The future's not ours to see เราไม่อาจหยั่งรู้อนาคตได้ Que sera, sera สิ่งใดจะเกิดมันก็ต้องเกิด What will be, will be อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด Whatever Will Be, Will Be          Whatever Will Be, Will Be          Whatever Will Be, Will Be
#219drterdAug 18, 2011
You And I - Scorpions http://www.youtube.com/watch?v=hBYYLw9WXcY You And I - Scorpions I lose control because of you babe ฉันเสียศูนย์ไปก็เพราะเธอนะที่รัก I lose control when you look at me like this ฉันเสียการควบคุมตัวเองไปเมื่อเธอมองที่ฉันแบบนั้น something in your eyes that is sayin' tonight บางอย่างในสายตาของเธอที่บอกกับฉันว่า คืนนี้ I'm not a child anymore, life has opened the door ฉันไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว ประตูแห่งชีวิตได้เปิดขึ้นแล้ว to a new exciting life ไปยังชีวิตใหม่ที่น่าตื่นเต้น I lose control when I'm close to you babe ฉันเสียการควบคุมตัวเอง เมื่อฉันอยู่ใกล้เธอ ที่รัก I lose control don't look at me like this ฉันเสียการควบคุมตัวเอง อย่ามองฉันอย่างนี้ซิ something in your eyes, is this love at first sight บางสิ่งในตาเธอ,เป็นรักแรกพบหรือเปล่านะ like a flower that grows, life just wants you to know เหมือนดอกไม้บาน,ชีวิตอยากให้เธอได้รับรู้ all the secrets of life ถึงความลับทั้งหมดของชีวิต It's all written down in your lifelines เรื่องทั้งหมดได้ถูกเขียนบนเส้นชีวิตของเธอแล้ว it's written down inside your heart มันได้ถูกเขียนไว้ในใจของเธอ You and I just have a dream เธอและฉันมีฝันด้วยกัน to find our love a place ที่จะหาสถานที่แห่งรัก where we can hide away ที่ซึ่งสามารถซ่อนตัวไกลจากผู้คน you and I were just made เธอและฉันได้ตกลงใจแล้ว to love each other now ที่จะรักต่อกันและกัน ตั่งแต่บัดนี้ forever and a day ไปตลอดกาลนาน Instrument I lose control because of you babe ฉัีนเสียการควบคุมตัวเองเพราะเธอนะ ที่รัีก I lose control when you look at me like this ฉันเสียการควบคุมตัวเอง เมื่อเธอมองฉันแบบนี้ something in your eyes that is sayin' tonight บางอย่างในสายตาของเธอที่บอกกับฉันว่า คืนนี้ I'm so curious for more just like never before ฉันอยากรู้อยากเห็นมาก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน in my innocent life ต่อความไร้เดียงสาของชีวิตฉัน It's all written down in your lifelines it's written down inside your heart You and I just have a dream to find our love a place where we can hide away you and I were just made to love each other now forever and a day Time stands still เวลาหยุดหมุน when days of innocence are falling for the night เมื่อวันแห่งความไร้เดียงสากำลังจะหมดไปในคืนนี้ I love you girl I always will ฉันรักเธอน้องสาว และฉันจะรักตลอดไป I swear I'm there for you till the day I'll die ฉันสาบานว่า ฉันจะอยู่ที่นี่เพื่อเธอ จนกว่าชีวิตฉันจะหาไม่ You and I just have a dream to find our love a place where we can hide away you and I were just made to love each other now forever and a day You and I just have a dream to find our love a place where we can hide away You And I - Scorpions          You And I - Scorpions          You And I - Scorpions
#220drterdAug 20, 2011
will you still love me tomorrow - The Shirelles เดอะเชอเรลเลส (The Shirelles) เป็นกลุ่มเด็กสาวชาวอเมริกัน รวมตัวกันขึ้นมาช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 ถือเป็นกลุ่มศิลปินหญิงล้วนกลุ่มแรกที่มีเพลงอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 ประกอบด้วยสมาชิก 4 คนคือ เชอร์ลีย์ โอเวนส์ (นักร้องนำ ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ เชอร์ลีย์ อัลส์ตัน แล้วก็กลายเป็นเป็นเชอร์ลีย์ อัลส์ตัน รีฟส์) ดอริส โคลีย์ (ต่อมาเป็น ดอริส โคลีย์ เคนเนอร์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นดอริส เคนเนอร์ แจ็กสัน เธอร้องนำในเพลง "Dedicated to the One I Love", "Welcome Home Baby", "Blue Holiday" และอีกหลายเพลงในหน้าบีและเพลงในอัลบั้ม) เบเวอร์ลี ลี และแอดดี "มิกกี" แฮร์ริส สมาชิกทั้ง 4 คนร่วมก่อตั้งวงที่นิวเจอร์ซีย์ ในปี 1958 ออกซิงเกิ้ลดังอย่าง "เบบี้อิตส์ยู" (เพลงเขียนโดยเบิร์ต แบแคแรก/ฮัล เดวิด/บาร์นีย์ วิลเลียมส์) , "Mama Said", "Foolish Little Girl" และเพลงอันดับ 1 ถึง 2 เพลงอย่าง "Will You Still Love Me Tomorrow" (เกอร์รี กอฟฟิน/คาโรล คิง) และ "Soldier Boy" (ฟลอเรนซ์ กรีนเบิร์ก/ลูเธอร์ ดิกซอน) ส่วนเพลง "Sha La La" ของพวกเธอเป็นเพลงฮิตที่ถูกนำมาทำใหม่ในสหราชอาณาจักรโดยวงแมนเฟรดแมนน์ ติดท็อป 5 ในปี 1965 และเพลง "Boys" ถูกนำไปทำใหม่โดยวงเดอะบีตเทิลส์ พวกเขายังนำเพลง "เบบี้อิตส์ยู" ไปทำใหม่อยู่ในอัลบั้ม "Please, Please Me"อีกด้วย http://www.youtube.com/watch?v=cbxxkwBQk_o will you still love me tomorrow - The Shirelles will you still love me tomorrow Tonight you're mine completely คืนนี้เธอเป็นของฉันโดยสมบูรณ์ (เธอเสร็จฉันแล้ว) You give you love so sweetly เธอพรอดคำหวานมากมาก Tonight the light of love is in your eyes คืนนี้แสงของความรักช่ำในดวงตาของเธอ But will you love me tomorrow? แต่ในวันพรุ่งนี้เธอจะยังรักฉันอยู่หรือเปล่า? Is this a lasting treasure มันเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้าย Or just a moment's pleasure? หรือเธอคิดว่าเป็นความสุขชั่วครั้งชั่วคราว Can I believe the magic of your sighs? ฉันควรจะเชื่อในสายตาที่ชวนหลงไหลของเธอหรือไม่? Will you still love me tomorrow? ในวันต่อ ๆไป เธอจะยังรักฉันหรือไม่? Tonight with words unspoken คืนนี้แม้เธอจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา You say that I'm the only one เธอเอ่ยขึ้นมาว่า ฉันเป็นคนเดียวของเธอ But will my heart be broken แต่ฉันก็ยังกลัวว่าหัวใจฉันอาจแตกสลาย When the night meets the morning sun? เมื่อผ่านคืนนี้ไปแล้วจนถึงตะวันส่องในตอนเช้า I'd like to know that your love ฉันอยากจะรู้ว่่าความรักของเธอนั้น Is love I can be sure of ยังรักฉันอยู่และทำให้ฉันมั่นใจได้มากเพียงไร So tell me now, and I won't ask again บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เถิด,และฉันก็จะไม่กวนใจเธออีก (ถามเธออีก) Will you still love me tomorrow? เธอยังรักฉันตลอดไปหรือไม่ (INSTRUMENTAL) So tell me now, and I won't ask again Will you still love me tomorrow? Will you still love me tomorrow? Will you still love me tomorrow? will you still love me tomorrow - The Shirelles          will you still love me tomorrow - The Shirelles          will you still love me tomorrow - The Shirelles
#221kungnangAug 24, 2011
ขอบคุณดีเจ drterd นะคะ สำหรับเพลงที่จัดมาตามฟังอยู่ค่ะ ช่วงนี้ห่างหายจากคลื่นนี้ไปเลย ยังไม่มีเพลงเหมาะๆมาแชร์เลย ไม่ค่อยได้หาฟังเองแล้วค่ะช่วงนี้ แต่ยังงัยจะพยายามตามฟังให้ครบทุกเพลงค่ะ ;D
#222drterdAug 24, 2011
With Pen In Hand ลายเซ็นต์(หย่า) ...ด้วยปากกาในมือคุณ... Bobby Goldsboro ซึ่งเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง เจ้าของเพลง See the Funny Little Clown และ Honey ได้เขียนเพลง With Pen in Hand นี้เมื่อปี 1968 ชื่อเพลงเป็นหัวข้อสะท้อนเรื่องราวของเนื้อเพลง ได้เป็นอย่างดี ....ด้วยปากกาในมือ...เซ็นชื่อลงไปเลย...แล้วเราก็จะเป็นอิสระต่างคนต่างไป.... เพลงนี้มี 2 เวอร์ชั่น คือของฝ่ายหญิง และของฝ่ายชาย เนื้อเพลงจะต่างกันตรงท่อนกลางโดยของฝ่ายหญิงบอกว่า ....คุณจะดูแลเจนนี่ให้ดี..สอนให้แกม้วนผม... หรือเล่นแบบที่เด็กผู้หญิงเขาเล่นกันน่ะ...จะทำได้มั้ยล่ะ ส่วนของฝ่ายชายจะบอกว่า ....คุณจะดูแลจอห์นนี่ให้ดี..สอนให้แกตกปลา...ผิวปาก...ป้องกันตัวเองจากพวกเด็กเกเร....จะทำได้มั้ยล่ะ เพลงนี้มีนักร้องทั้งชายและหญิงหลายคนนำไปร้อง ในที่นี้ได้นำเสนอเสียงของ Vicki Carr เจ้าของเพลง It Must Be Him ที่โด่งดัง เธอใส่อารมณ์ในเพลงนี้ได้ดีมาก โดยเฉพาะตอนที่กล่าวถึงลูกสาว มีเสียงร้องกลั้วสะอื้นเข้ากับอารมณ์เพลง http://www.youtube.com/watch?v=eVuSpMSOoPo With Pen In Hand - Vikki Carr With Pen In Hand - Vikki Carr ..ด้วยปากกา .ในน้ำมือ(คุณ) With pen in hand you sign your name ลายเซ็นต์(หย่า) ...ด้วยปากกาในมือคุณ... Today I find I'll be on that train วันนี้..ฉันจะออกเดินทางด้วยรถไฟ And you'll be free and i will be alone และคุณก็จะได้.เป็นอิสระ..ส่วนฉันก็.อยู่คนเดียว So alone เหลือ..ตัวคนเดียว.. If you think we can't find The love we once knew หากคุณคิดว่า..เรานั้นไม่สามารถ คันพบ(เข้าใจ)รัก ..ของเราที่เคยมี(กันและกัน) If you think I can't make Everything up to you หากคุณคิดว่า..ฉันไม่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คุณเลยสักนิด Then I'll be gone And you'll be on your own เช่นนั้น.. ฉันก็จะเป็นฝ่ายไป...และคุณก็จะได้เป็นตัวของคุณเอง You'll be on your own ..คุณก็จะได้เป็น(อิสระ)ในตัวคุณ Can you take good care of Jenny คุณสามารถ ดูแล เจนนี่(ลุกเรา) ได้เป็นอย่างดี? Can you take her to school everyday คุณสามารถ พาเธอไปโรงเรียนได้ทุกวัน? Can you teach her how to play..All the games that little girls play คุณสามารถ สอนเธอ ให้เล่น.....เกมส์ทั้งหมดที่ เด็กผู้หญิงเล่น..? Here what I say ที่ฉันกล่าว..มาหน่ะ. Can you teach her how to roll up her hair คุณสามารถ สอน ให้เธอม้วนผม ด้วยตัวเธอเอง? Can you make sure each night That she says her prayers คุณมั่นใจว่า สามารถให้เธอ สวดมนต์ก่อนนอน ในตอนกลางคืน ? Well if you can do these things Then maybe she won't miss me เอ้อ...ถ้า คุณสามารถทำได้ดีกว่านั้น..งั้นก็อาจจะทำให้ เธอไม่ต้อง คิดถึงฉัน Maybe she won't miss me ...เธอคงอาจ..จะเลิกคิดถึงฉันได้ And tonight as you lay In that big lonely bed และ .กลางคืน..คุณ เอนตัวลง..นอนบน เตียงใหญ่คนเดียว And you look at that pillow Where I laid my head และ คุณมอง ไปที่หมอน..ที่ฉันหนุนหัว With your heart on fire Will you have no desire..To kiss me Or to hold me กับ หัวใจ(ราคะ).อันร้อนลุ่มของคุณ ..ที่คุณจะไม่ได้ ..จูบฉัน...หรือ กอดฉันอีก And if you can forget...The good times that we had และ..ถ้าคุณ สามารถ ลืม ...ช่วงเวลาดีๆ ที่เราเคยมี(กันและกัน) If you don't think the good times..Outweigh the bad หาก คุณไม่คิดว่า..ช่วงเวลาที่ดีนั้น..มีมากกว่า.. เรื่องแย่ๆ Than go ahead and sign your name งั้นก็เชิญเลย..เซ็นต์ ไปซะ..! And I'll be on my way ฉันก็จะได้ไปตามทางของฉัน I'll be on my way ฉัน..จะได้ ไปตามทางของฉัน La da da da da da da da da ฮือๆ ๆๆ ฮือๆ ๆๆ :cry: La da da da da da da da da ลา ล๊า ลา ดี๊..ด๊า...ดี๊..ด๊า... ศัพท์และสำนวนที่ใช้้ Make (something) up to (somebody), Make it up to (somebody) สำนวนทั้งสองนี้หมายถึง จะทำบางอย่างเป็นการแก้ตัว หรือชดเชยให้ If you think I can't make everything up to you, than go ahead and sign your name and I'll be on my way. ถ้าคุณคิดว่าฉันไม่อาจชดเชยสิ่งดีๆให้คุณได้ละก็...เอาเลย...เซ็นชื่อลงไป แล้วฉันก็จะไปตามทางของฉัน Say the prayers สวดมนต์ Can you make sure each night that she says her prayers? คุณจะดูแลให้แน่ใจว่าแกได้สวดมนต์ทุกคืนจะได้มั้ย Outweigh(v) ลบล้าง, มีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่า, ได้เปรียบกว่า If you don't think the good times outweigh the bad, then go ahead and sign your name..... หากคุณไม่เห็นว่า ช่วงเวลาดีๆร่วมกันของเรา มีความหมายเหนือเรื่องเลวร้ายอื่ นๆแล้วละก็...เชิญเซ็นชื่อของคุณลงไปเลย..... หมายเหตุ คำว่า Outweigh มักใช้สับสนกับคำว่า Overweight Overweight(adj) น้ำหนักเกินพิกัด you will have to pay extra if you luggage is overweight of that allowed. คุณจะต้องจ่ายเพิ่มหากกระเป๋าเดินทางของคุณน้ำหนักเกินที่กำหนด Overweighted(adj) with (something) รับน้ำหนักเกิน These fruits are overweighted with this small plastic bag. ผลไม้เหล่านี้้หนักเกินกว่าถุงพลาสติกเล็กๆใบนี้จะรับได้ http://www.youtube.com/watch?v=7RZ7Z0_8TPs&feature=player_embedded#! With Pen In Hand - Vikki Carr          With Pen In Hand - Vikki Carr          With Pen In Hand - Vikki Carr
#223kungnangAug 24, 2011
With Pen In Hand - Vikki Carr เพลงนี้เหมาะที่จะร้องในละครเวทีนะคะ กึ่งพูดกึ่งร้องแต่เนื้อหา ลีลาจับใจผู้ฟังดีค่ะ เล่นเอาน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว ขอฟังเ่วอร์ชั่นชายด้วยค่ะ  ;D
#224We Care!Aug 24, 2011
ขอร่วมแชร์เพลงแนวรักๆ แต่ให้กำลังใจดามอกเดาะคะ http://www.youtube.com/watch?v=Cqzb09FXE7o&feature=player_embedded     ขอบคุณ drterd ที่ชี้แนะวิธีการโพสต์วิดีโอจากยูทูปนะคะ...  :D
#225drterdAug 25, 2011
Bobby Goldsboro - With Pen In Hand ในปี 1968 Bobby  Goldsboro แต่งเพลง With Pen In Hand ด้วยความเศร้าสร้อย จากประสพการณ์ชีวิตคู่ที่อัปปางของเขา......Vikki  Carr บันทึกเสียงเพลงนี้ในปี 1969  และยังมีผู้นำไปร้องอีกหลายคน ทั้งหญิงและชาย  ส่วนเจ้าของเพลง Bobby บันทึกเสียงปี 1972....เป็นเพลงไพเราะที่คลอด้วยความหมองหม่นของการ พลัดพราก ความล่มสลายแห่งชีวิตครอบครัว....นักวิจารณ์ยกย่องให้เป็น1ในเพลงที่เศร้าที่สุดในโลก....เนื้อเพลงนั้นดัด แปลงไปเล็กน้อยตามแต่ว่าคนร้องจะเป็นชายหรือหญิง http://www.youtube.com/watch?v=8GswhVEUp1o Bobby Goldsboro - With Pen In Hand Bobby Goldsboro - With Pen In Hand With pen in hand you sign your name Today at five, I'll be on that train And you'll be free and I will be alone So alone If you think we can't find the love we once knew If you think I can't make everything up to you Then I'll be gone and you'll be on your own You'll be on your own Can you take good care of Johnny? Can you take him to school every day? Can you teach him how to catch a fish? And keep all those bullies away? Hear what I say? Can you teach him how to a whistle a tune? Can you tell him about the man in the moon? If you can do these things, then maybe he won't miss me Maybe he won't miss me And tonight as you lay in that big, lonely bed Can you look at the pillow where I laid my head? With your heart on fire, will you have no desire to kiss me and to hold me? And if you can forget the good times we had If you think that the good times don't outweigh the bed Then sign your name and I'll be on my way I'll be on my way ศัพท์และสำนวนที่ใช้้ Bully(n) เด็กเกเรที่ชอบรังแกเด็กที่อ่อนแอกว่า whistle a tune ผิวปากเป็นเพลง Man on the Moon มีตำนานเล่าขานแตกต่างกันไปในแต่ละชาติแต่ละศาสนาของชาวตะวันตก เกี่ยวกับผู้ชายที่เห็นอยู่ในดวงจันทร์ บ้างก็กล่าวว่า ชายที่อยู่ในดวงจันทร์ เป็นชายแก่ที่แบกฟืนไว้บนหลัง บ้างก็ว่าเป็นชายแก่หลังโกงนั่งเหลาไม้ตกปลา อยู่ใต้ต้นกร่าง และบ้างก็ว่าเป็นเทพที่ดูแลรักษาวิญญานมนุษย์และสัตว์โลก Bobby Goldsboro - With Pen In Hand          Bobby Goldsboro - With Pen In Hand          Bobby Goldsboro - With Pen In Hand
#226thainiyomAug 25, 2011
ความรุนแรงของสงครามเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเล่า ทำให้นึกถึงบุบผาชนรุ่นก่อนๆที่หายไป หายไปเพราะการเกณฑ์ทหาร แล้วไปจบที่ลงหลุมที่ป่าช้ากัน Where have all the flowers gone? Live
#227thainiyomAug 25, 2011
The Rolling Stones - Sympathy For The Devil
#228drterdAug 26, 2011
Smoke Gets in Your Eyes - The Platters ในบ้านเรา เมื่อราวๆ 20 ปีที่แล้ว มีหนังฝรั่งเรื่อง Always พระเอกเป็นคนขับเครื่องบินดับเพลิง แล้วประสบอุบัติเหตุ และคนไทยก็ได้รู้จัก เพลงStandard เพลงหนึ่ง ซึ่งเป็น Sound Track ในเรื่องนี้ นั่นก็คือเพลง Smoke Gets in Your Eyes – ใน version ของ The Platters ปี 1959 http://www.youtube.com/watch?v=JXE_QsBs5Hc Smoke Gets in Your Eyes - The Platters เพลง : Smoke gets in ypur eyes ศิลปิน : The Platters They asked me how I knew My true love was true Oh, I of course replied Something here inside cannot be denied ใครๆ ถามผมว่า ผมรู้ได้อย่างไร ว่ารักแท้ของผมนั้นจริงแท้แน่แล้ว แน่นอน ผมตอบว่า ผมมั่นใจได้ด้วยตัวเอง They said someday you'll find All who love are blind Oh, when your heart's on fire You must realize Smoke gets in your eyes เขาเหล่านั้นก็ยังบอกผมอีกว่า สักวันผมก็จะรู้ คนมีความรักมักตาบอด เมื่อใจคุณเร่าร้อนเหมือนอยู่บนกองไฟ คุณก็จะสำนึกว่า ควันเข้าตาคุณเสียแล้ว So I chaffed them and I gaily laughed To think they could doubt my love Yet today my love has flown away I am without my love ผมฟังแล้วก็ยังล้อเลียนและขบขันถ้อยคำของเขา ที่บังอาจสงสัยความรักของผม แต่วันนี้ความรักของผมล่มลงแล้ว ผมอยู่ไปอย่างไร้รัก Now laughing friends deride Tears I can not hide Oh, so I smile and say When a lovely flame dies Smoke gets in your eyes Smoke gets in your eyes ตอนนี้เพื่อนๆพากันหัวเราะเยาะ น้ำตาที่ผมไม่อาจซ่อน ผมก็ได้แต่ยิ้มและบอกว่า เมื่อเปลวไฟสวยงามมอดไป ควันก็เข้าตาผมน่ะ ควันเข้าตาผมเท่านั้นเอง อันไฟคุ ระอุร้อน ก่อนจะดับ ย่อมอบอับ ควันรม สุมแสบเศร้า ควันหลงรัก นั้นหนา เข้าตาเรา จะบรรเทา ต้องทำใจ... “ดับไฟรัก” (Smoke Gets in Your Eyes แปลโดย คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา จากภาพยนตร์เรื่อง Always) http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=ztZCSFVeDII Smoke Gets in Your Eyes - Ray Conniff Smoke Gets in Your Eyes - The Platters          Smoke Gets in Your Eyes - The Platters          Smoke Gets in Your Eyes - The Platters
#229drterdAug 27, 2011
Love me with all your heart Love Me with All Your Heart เป็นเพลงฮิตที่มีรากฐานมาจากเพลงของสเปนชื่อ "Cuando caliente el sol" ทั้งเนื้อร้องและดนตรีดั้งเดิมที่เป็นของสเปนประพันธ์โดย Carlos Rigual เป็นเพลงพ็อพท็อปฮิตในช่วงปี 1961 ที่ศิลปินมากหลายนำมาร้องกัน แต่เท่าที่ทราบเนื้อเพลงของทั้งสองภาษามิได้แปลงมาในความหมายเดียวกัน http://www.youtube.com/watch?v=j1jpyjbyP2g Love Me with All Your Heart - Engelbert Humperdinck Lyrics & music: Mario Rodriguez Rigual English lyrics: M. Vaughn Love me with all of your heart รักชั้นด้วยหัวใจทั้งหมดของคุณ That’s all I want, love นั้นคือสิ่งทั้งหมดที่ชั้นต้องการ Love me with all of your heart รักชั้นด้วยหัวใจทั้งหมดของคุณ Or not at all หรือก้อไม่ทั้งหมด Just promise me this แค่สัญญากับชั้น That all you'll give me ทั้งหมดนั้นคุณจะยกให้ชั้น All your kisses จูบทั้งหมดของคุณ Every winter Every summer Every fall ทุกฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ When we are far apart เมื่อเวลาที่เราไกลกัน or when you’re near me หรือเมื่อเวลาที่คุณใกล้ชั้น Love me with all of your heart รักชั้นด้วยหัวใจทั้งหมดของคุณ as I love you อย่างที่ชั้นรักคุณ Don’t give me your love อย่าให้ความรักชั้น For a moment Or an hour แค่เพียงชั่วคราวหรือแค่ชั่วโมง Love me always รักชั้นตลอดเวลา As you loved me From the start เหมือนอย่างที่คุณรักชั้นแต่เริ่มแรก With every beat of your heart ด้วยทุกๆเวลาการเต้นของหัวใจคุณ http://www.youtube.com/watch?v=bX9yz6JQUi0 "CUANDO CALIENTA EL SOL" - Connie Francis http://www.youtube.com/watch?v=Cx7Sho5aFUU Love Me with All Your Heart - Ray Charles Singers http://www.youtube.com/watch?v=CjOqQlrZgbM Love Me with All Your Heart - Agnetha Faltskog http://www.youtube.com/watch?v=3jMc3IfD_v8 Love Me with All Your Heart - Petula Clark http://www.youtube.com/watch?v=G2174kt30L0 Love me with all your heart - the Lettermen Love me with all your heart          Love me with all your heart          Love me with all your heart
#230thainiyomAug 28, 2011
สมัยการสื่อสารของกระทรวงคมนาคม ยังล้าหลัง การขอโทรศัพท์ต้องรอมีคู่สาย จะขอโทรศัพท์ใหม่จะต้องรอ1ชาติ หรือหาเงินแสนไปเซ้งเบอร์โทรของคนอื่นมาใช้ หาโทรก็ยังแพงมหาโหด ที่พึ่งของคนไกลบ้านก็คือจดหมาย การกลับถึงหอพัก ห้องเช่า สิ่งแรกๆที่จะทำกันคือการไขกุจแจตู้จดหมาย วันไหนได้รับจดหมายจากใครก็ตามที่ส่งมาจากเมืองไทย พอเห็นจดหมายจะดีใจกันทุกๆคน..เลยเอาเพลงนี้มาฝากกัน mr postman - the marvelettes High Quality (Video with artist and music info) must see this
#231thainiyomAug 28, 2011
Black Sabbath - Changes
#232drterdAug 29, 2011
Just Let Me Cry - Lesley Gore "ปล่อยให้ฉันร้องไห้" http://www.youtube.com/watch?v=ct6GMl-Fg3c&feature=related Just Let Me Cry - Lesley Gore Oh, stars on high, โอ,หมู่ดาวที่อยู่เบื้องบน why can't I make you see ทำไมฉันไม่อาจทำให้พวกเจ้าเห็นได้ That I don't want your light to shine on me? ว่าฉันนะ ไม่ต้องการแสงสว่างของเจ้าที่สาดส่องมายังฉันอีก He said good-bye, เพราะเขาได้กล่าวลาไปแล้ว Just let me cry ay-ay-ay ปล่อยให้ฉันร้องไห้เถิดนะ Don't let me hear the robins sing above, อย่าให้ฉันได้ยินเสียงนกโรบินร้องอยู่ข้างบน What good's their song if I've no one to love? เพลงของพวกเค้าจะมีประโยชน์อะไร หากฉันไม่มีใครจะมารักเลย He said good-bye, เขาได้บอกอำลาไปแล้ว Just let me cry ay-ay-ay ก็ขอให้ปล่อยฉันได้ร้องไห้เถิด Hide every lovely flower from my sight, จงซ่อนดอกไม้ทุกดอกให้พ้นจากสายตาฉัน Don't let that dreamy moon come out, oh, tonight. อย่าปล่อยให้ดวงจันทร์สลัวออกมาในคืนนี้ And please don't let me see two lovers kiss, และได้โปรดอย่าให้ฉันเห็นคนรักทั้งสองหอมกัน Don't let me be reminded what I miss. อย่าให้ฉันถูกเตือนในสิ่งที่ฉันได้สูญเสียไป He said good-bye, เขาได้บอกลาฉันไปแล้ว Just let me cry ay-ay-ay ปล่อยให้ฉันได้ร้องไห้เถิด (Instrumental Break) He said good-bye, Just let me cry, yeah, Just let me cry, Just let me cry... http://www.youtube.com/watch?v=t2EmuhRnaf4&feature=related Mary Ann - Just Let Me Cry Just Let Me Cry          Just Let Me Cry          Just Let Me Cry          Just Let Me Cry
#233drterdAug 30, 2011
Today - The New Christy Minstrels เป็นเพลงเพราะๆฟังสบายๆ เนื้อหาเกี่ยวกับความรักที่เพรียกหา กล่าวถึงความสวยงามของพรรณไม้ คนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์รัก วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างช่างสวยงามสำหรับเขาเพราะมีเธอ ขอฝากเพลงนี้ไปถึงเธอ พรุ่งนี้ฉันคงไม่รอ จากฤดูหนาวจะให้รอไปถึงฤดใบไม้ผลิ คงรอไม่ไหวแล้ว ขอลืมทุกสิ่งทุกอย่างในวันพรุ่งนี้ และขอให้วันนี้เป็นวันของฉัน The New Christy Minstrels กลุ่มนักดนตรีโฟล์คซองชาวเมริกัน เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ปี 1960 โดยมีเพลงติดอันดับในTop 40 folk music hits, หลายเพลง และToday เป็นเพลงจากซาวด์แทร็กซ์หนังเรื่อง"Advance to the Rear" และขึ้นสู่อันดับที่ 17 ในปี 1964 http://www.youtube.com/watch?v=r97s3KJ_kHI Today - New Christy Minstrels Today, while the blossoms still cling to the vine I’ll taste your strawberries, I’ll drink your sweet wine A million tomorrows shall all pass away ere I forget all the joy that is mine, today   I’ll be a dandy, and I’ll be a rover You’ll know who I am by the songs that I sing I’ll feast at your table, I’ll sleep in your clover Who cares what the morrow shall bring   Today, while the blossoms still cling to the vine I’ll taste your strawberries, I’ll drink your sweet wine A million tomorrows shall all pass away ere I forget all the joy that is mine, today   I can’t be contented with yesterday’s glory I can’t live on promises winter to spring Today is my moment, now is my story I’ll laugh and I’ll cry and I’ll sing   Today, while the blossoms still cling to the vine I’ll taste your strawberries, I’ll drink your sweet wine A million tomorrows shall all pass away ere I forget all the joy that is mine, today   Today, while the blossoms still cling to the vine I’ll taste your strawberries, I’ll drink your sweet wine A million tomorrows shall all pass away ere I forget all the joy that is mine, today http://www.youtube.com/watch?v=fdZ2TwNitOA&feature=related John Denver - Today http://www.youtube.com/watch?v=7OBJwtKnK1I Today - Bobby Goldsboro http://www.youtube.com/watch?v=8a-6OZj_gWM&feature=related Today - Catherine McKinnon Today           Today           Today          Today          Today
#234drterdAug 31, 2011
The Wedding - Julie Rogers ถ้าจะจัดลำดับนักร้องหญิงที่ได้รับความนิยมจากคนฟังแล้วชื่อของเธอต้องอยู่ในลำดับต้นๆ Julie Rogers เจ้าของเสียงเพลง The Wedding ที่เคยติดอันดับ 3 ชาร์ทเพลงของประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1963 เธอฝึกหัดร้องเพลงตั้งแต่ยังเด็กๆ พร้อมทั้งปูพื้นฐานทางด้านดนตรี จากการเรียนเปียนโน ประกอบกับการที่เธอมี พรสววรค์ทางด้านการร้องเพลง จึงทำให้อาชีพของเธอไปได้สวย เริ่มจาก การร้องกับวง TEDDY FOSTER ORCHESTRA จนออกแผ่นเสียงแผ่นแรกของเธอคือ 'It's Magic' เพลงของเธอถูกนำไปเปิดทางสถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศน์ ส่วนแผ่นที่ 2 ของเธอชื่อว่า, 'The Wedding', ดังกระหึ่มไปทั้งโลกขายดีเป็นอันดับ 1 โดยขายได้มากกว่า 15 ล้านก้อปปี้ส์ เพลงนี้ถูกนำมาใช้ในพิธีแต่งงานของคนทั่วโลกมากที่สุดจนปัจจุบัน  เนื่องจากมีเนื้อร้องที่สื่อถึงความเป็นเจ้าสาวได้อย่างตรงไปตรงมา http://www.youtube.com/watch?v=S-0INi8ziCw The Wedding - Julie Rogers You by my side, that's how I see us. เธอเคียงข้างฉัน,นั่นคือลักษณะที่ฉันเห็นเราทั้งสอง I close my eyes, and I can see us. ฉันก็หลับตาลง,แล้วก็สามารถเห็นเราทั้งคู่ We're on our way to say, "I Do." เราอยู่บนหนทางที่จะกล่าวคำว่า "ฉันเต็มใจ" My secret dreams have all come true ความฝันที่ซ่อนเร้นของฉันเป็นความจริงแล้ว I see the church, I see the people, ฉันมองเห็นโบสถ์,ฉันมองเห็นคน Your folks and mine happy and smiling. ญาติมิตรของคุณและัฉันต่างสุขใจและแย้มยิ้ม And I can hear sweet voices singing, และฉันสามารถได้ยินเสียงอันหวานซึ้งว่า "Avé Maria." ขออวยพรแด่พระนางมาเรีย Oh, my love, my love, โอ,ความรักของฉัน,ความรักของฉัน This can really be that some day นี่คงเป็นจริงได้สักวันหนึ่ง you'll walk, down the aisle with me. เธอจะเดิน,ไปบนทางเดินในโบสถ์กับฉัน Let it be, make it be, ขอให้มันเป็นไป จงทำให้เป็นไปว่า That I'm the one for you. ฉันคือผู้เดี่ยวผู้นั้นสำหรับเธฮ I'd be yours, all yours,now and forever. ฉันขอเป็นของเธอ,ของเธอตลอด,เดี๋ยวนี้และตลอดไป I see us now, your hand in my hand. ฉันเห็นเราทั้งสองขณะนี้,มือเธออยู่ในมือฉัน This is the hour, this is the moment. นี่แหละคือโอกาศ,นี่คือช่วงเวลาที่ต้องการ And I can hear sweet voices singing, และฉันสามารถได้ยินเสียงร้องอันหวานซึ้ง "Avé Maria, avé Maria, avé Maria." ขออวยพรแด่พระแม่มาเรีย http://www.youtube.com/watch?v=si3DYM2kzps&feature=related The Wedding (Ave Maria) http://www.youtube.com/watch?v=3trisY1ewfM&feature=related Gloria Lasso - La Novia http://www.youtube.com/watch?v=aWGjrOny_t0&feature=related Connie Francis - The Wedding - Italian http://www.youtube.com/watch?v=5i1YblPXtZo CONNIE FRANCIS - THE WEDDING -SPANISH The Wedding - Julie Rogers          The Wedding - Julie Rogers          The Wedding - Julie Rogers
#235drterdSep 02, 2011
Hey jude The Beatles The Beatles (ค.ศ.1962-1970) เริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1956 /15 มิถุนายน ........ John กับ Paul ได้รู้จักกัน และเริ่มแสดงดนตรีร่วมกัน ต่อมา ค.ศ. 1958 /29 สิงหาคม ........ George Harrison ได้เข้ามาก้วนอีกหนึ่งนาย ซึ่งในขณะนั้นมีมือกลองชื่อ Pete Best และ....ใช้ชื่อวงว่า Johnny And The Moondogs หลังจากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Silver Beatles 21 มีนาคม (ค.ศ.ไม่แน่ชัดเดี๋ยวไปเปิดตำราดูอีกที) พวกเขาได้ไปแสดงครั้งแรกที่ Carvern Club ใน Liverpool โดยใช้ชื่อวง The Beatles เป็นครั้งแรก Brian Epstein เจ้าของร้านแผ่นเสียง NEMS สนใจและได้ไปดู The Beatles ที่ Carvern Club หลังจากนั้น Brian Epstein ก็ได้ทำสัญญากับ The Beatles โดย Brian เป็นผู้จัดการวง และ ต่อมา วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1962 The Beatles ได้ไปทดสอบเสียงกับ George Martin โปรดิวเซอร์ของ EMI 1 สิงหาคม ค.ศ. 1962 .......... Ringo Starr ได้เข้ามาร่วมวง เป็นมือกลองแทน Pete Best 11 กันยายน ค.ศ. 1962 ......... George Martin ก็เข้ามาเป็น Producer ให้กับ The Beatles โดยเริ่มทำ Single แผ่นแรกคือเพลง Love Me Do และ P.S. I Love You ออกมาชิมลางคนฟัง http://www.youtube.com/watch?v=aMTqvhV_nDM Hey jude The Beatles Hey Jude, don't make it bad. เพื่อนเอ๋ยอย่ามัวเศร้าอยู่เลย Take a sad song and make it better. เก็บเพลงเศร้าไปซะแล้วจงทำให้มันดีขึ้น Remember to let her into your heart, จดจำไว้เพื่อเก็บเธอเอาไว้ในหัวใจ Then you can start to make it better. แล้วจงเริ่มต้นเพื่อให้มันดีกว่าเดิม Hey Jude, don't be afraid. เพื่อนเอ๋ยอย่ากลัวไปเลย You were made to go out and get her. จงออกไปแล้วรับเธอกลับมาเสีย The minute you let her under your skin, นาทีที่ได้กอดเธอเอาไว้แนบชิด Then you begin to make it better. นั่นถึงจะเริ่มทำให้มันดีกว่าเดิม And anytime you feel the pain, hey Jude, refrain, และเวลาใดที่รู้สึกเจ็บปวด เพื่อนเอ๋ย เก็บมันเอาไว้ Don't carry the world upon your shoulders. อย่าแบกโลกทั้งใบไว้ที่บ่าเลย For well you know that it's a fool who plays it cool เพราะนายเองก็รู้ดีว่านั่นมันคนโง่ที่อวดฉลาด By making his world a little colder. ทำเหมือนโลกเขาเองไม่หนาวยังงั้นแหละ Hey Jude, don't let me down. เพื่อนเอ๋ย อย่าทิ้งฉันเลย You have found her, now go and get her. เมื่อได้พบเธอ จงไปและรับเธอมา Remember to let her into your heart, จดจำไว้เพื่อเก็บเธอไว้ในใจ Then you can start to make it better. จากนั้นจึงเริ่มเพื่อให้มันดีกว่าเดิม So let it out and let it in, hey Jude, begin, ให้มันออกมาและกลับเข้าไป เพื่อนเอ๋ย จงเริ่ม You're waiting for someone to perform with. นายรอคอยใครสักคนมาเดินเคียงคู่ And don't you know that it's just you, hey Jude, you'll do, แต่รู้หรือไม่ว่านั่นก็คือนายเอง เพื่อนเอ๋ย นายต้องทำได้ The movement you need is on your shoulder. ที่นายต้องการอยู่กับนายแล้ว Hey Jude, don't make it bad. เพื่อนเอ๋ยอย่าทำให้มันแย่เลย Take a sad song and make it better. เก็บเพลงเศร้าไปเสียแล้วทำให้มันดีขึ้น Remember to let her under your skin, จดจำไว้เพื่อกอดเธอไว้ข้างกาย Then you'll begin to make it แล้วจึงเริ่มทำให้มัน... Better better better better better better, oh. ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น.... Na na na, na na na na, na na na, hey Jude... นา นา นา นา นา นา นา เพื่อนเอ๋ย.... Hey jude The Beatles          Hey jude The Beatles          Hey jude The Beatles
#236drterdSep 03, 2011
Sweetheart Tree - Natalie Wood ประมาณมีนาคม พ.ศ. 2509 มีภาพยนต์ฟอร์มใหญ่ เข้าฉายที่โรงภาพยนต์เฉลิมไทย (ซึ่งเป็นอดีตไปแล้ว) ชื่อ The Great Race มี ดารานำคือ Jack Lemmon  Natalie Wood และTony Curtis เป็นภาพยนต์ตลกร้ายที่ลงทุนสูง ของการแข่งรถยนต์ข้ามทวีป จากนิวยอร์ค ไปสู่กรุงปารีส โดยเดินทางเข้าทวีปเอเซีย ผ่านทางอะลาสกา ภาพยนต์เรื่องนี้ มีเพลงสั้นๆเพลงหนึ่ง ที่ฟังแล้วรู้สึกไพเราะจับใจ มันเป็นเพลงรักชื่อ Sweetheart Tree ผู้ประพันธ์เพลงคือ เฮนรี แมนซินี นักแต่งเพลงชื่อดัง ผู้สร้างผลงานดังๆมากมาย อาทิ Baby Elephant Walk (จากภาพยนต์เรื่องฮาตาริ), Moon River, Days of Wine and Roses, Charade เพลงนี้เคยฮิตมากในบ้านเราสมัยที่นักร้องสาวชาวฟิลิปปินส์ วีจี นำมาร้องในแนวของเพลงโฟล์คซองเมื่อปี 2515 ต้นฉบับประพัน์เนื้อร้องโดย Johnny Mercer และประพันธ์ดนตรี ในจังหวะวอลทซ์โดย Henry Mancini, ได้รับความนิยมประมาณปี 1960 Johnny Mathis นำเพลงนี้ไปร้องในปี 1965 และยังนำไปรวมลงอัลบั้ม The Ultimate Hits Collection อีกครั้งในปี 1998 ในปี1966 แอนดี้ วิลเลี่ยมส์ หรือ Howard Andrew Williams นักร้องเพลงป้อป ชาวอเมริกัน เคยนำเพลงนี้ไปร้องและคว้ารางวัลจากเพลงนี้ด้วย http://www.youtube.com/watch?v=f_wXFnBn7xc Sweetheart Tree - Natalie Wood The Sweetheart Tree From "The Great Race" Music by Henry Mancini, Lyrics by Johnny Mercer They say there's a tree in the forest, A tree that will give you a sign; Come along with me, to the Sweetheart Tree, Come and carve your name next to mine. They say if you kiss the right sweetheart, The one you've been waiting for, Big blossoms of white will burst into sight And your love will be true evermore. http://www.youtube.com/watch?v=L6nayO5073g&feature=related Sweetheart Tree - Bobby Darin http://www.youtube.com/watch?v=bZzlFisSNR4&NR=1 Sweetheart Tree - WeeGee Sweetheart Tree           Sweetheart Tree           Sweetheart Tree
#237thainiyomSep 11, 2011
เรือนแพ - กัน นภัทร Ost.เรือนแพ
#238thainiyomSep 12, 2011
Sister Act- I Will Follow Him- Finale The Searchers - Needles And Pins
#239thainiyomSep 22, 2011
Bobby Vinton - Sealed With A Kiss
#240kungnangOct 25, 2011
ขอส่งผ่านความห่วงใยไปยังพี่น้องชาวไทยผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ทุกๆท่านทุกๆครอบครัวค่ะ ดูเอ็มวีแล้วน้ำตาคลอ ยังไงก็สู้ๆค่ะ เพลง เปลี่ยนน้ำท่วมให้เป็นน้ำใจfull.VOB
#241WarpBoyOct 29, 2011
:) :) :) Dr Dre Ft. Eminem and Skylar Grey-I Need a Doctor
#242kungnangDec 25, 2011
ขอให้ผู้ฟังทุกท่านมีความสุขสมหวังในปีใหม่ที่จะเข้ามานี้ ความทุกข์ผิดหวังใดๆ ปล่อยทิ้งไปกับปีเก่าค่ะ Christmas
#243WarpBoyFeb 17, 2012
ถ้าเธอพร้อม ฉันก็พร้อม โบ สุนิตา
#244kungnangMar 06, 2012
ยอดวิวกระทู้ติดอันดับที่สาม แสดงว่าพี่น้องชาวเวปยังชอบฟังเพลงที่จัดให้ได้ฟังกันอยู่ ถึงแม้จะไม่ค่อยได้มาโพสน์ให้ฟังบ่อยๆ แต่ยังมีเพื่อนสมช.ดีเจท่านอื่นๆมาร่วมแจมกันอยู่บ้าง ไงก็ขอบคุณดีเจจำเป็นและสมช.ที่ติดตามกันอย่างเงียบๆค่ะ ;D ;D ;D ไงมาแจมกันบ้างก็ดีค่ะ จะได้ฟังเพลงแปลกๆใหม่ๆตามรสนิยมการฟังเพลงของสมช.ท่านอื่นๆด้วยน่ะค่ะ วันนี้ก็ขอเสนอเพลงร่วมไว้อาลัยให้ป้าวิทนีย์นะค่ะ :'( :'( :'(  RIP Whitney Houston - I Will Always Love You - Lyrics
#245phanprapaMar 08, 2012
อยากจะแชร์มั่ง แต่โพสต์ไม่เป็นอ่ะค่ะ
#246morphin1112Mar 09, 2012
ขอบคุณมากคร้าาา
#247kungnangMar 23, 2012
วันนี้นำขอเหนอเพลงรักไม่สมหวังอีกเพลง ของทางฝ่ายชายแก้กับเพลงป้าวิทนีย์ ประมาณรักนะแต่เราเข้ากันไม่ได้ ฉันจึงต้องขอจบทั้งๆที่ยังรักอยู่นะ เนื้อร้อง ทำนอง โดนค่ะ Frankie J - Don't Wanna Try
#248phanprapaApr 04, 2012
Liquide ephemere - Eths Gravis venter - Eths Avant que tu - Kells ___________________
#249phanprapaApr 04, 2012
Eths - Liquide Ephémère  Liquide ephemere - Eths Eths - Gravis Venter (paroles)  Gravis venter - Eths Kells - "Avant Que Tu" Season of Mist  Avant que tu - Kells
#250holidaytoursSep 04, 2014
เวลาของเรา (OST.คิวบิกฯ) - ปนัดดา เรืองวุฒิ, โอ๊ค สมิทธิ์ 【OFFICIAL MV】 เวลาของเรา (OST.คิวบิกฯ) - ปนัดดา เรืองวุฒิ, โอ๊ค สมิทธิ์ 【OFFICIAL MV】 เพราะมากครับ :)
#251thainiyomSep 15, 2014
Doris Troy - Just One Look
#252thainiyomSep 15, 2014
Enya Greatest Hits - Full Album
#253bieSep 18, 2014
All of me; John Legend https://www.youtube.com/watch?v=h0dvSoTQ0DY
#254di_annSep 19, 2014
ดูหนังเรื่อง Begin Again เมือสองอาทิตย์ก่อน ชอบทุกเพลง หนังน่ารัก ดนตรีน่ารักๆ  ลองฟังนะคะ https://www.youtube.com/watch?v=GyiQtznyCGU&index=2&list=PLlKIMyHZvzAOEdR8Rfb4z_LfI01XWeT52
#255thainiyomSep 30, 2014
Ann & Nancy Wilson (Heart) Stairway To Heaven Live HD
#256playaiOct 02, 2014
นำเพลงมาฝากจ๊ะ  :D Halie Loren - Perhaps, Perhaps, Perhaps
#257WarpBoyOct 01, 2015
https://www.youtube.com/watch?v=E31oirzTfP4 :) :)