`r`n
Others / Potpourri

เมืองไทยวันนี้

by Yui Praewpimp2008-03-2040,938 views83 posts
#1Yui PraewpimpMar 20, 2008
ไปเมืองไทยมา 11 วัน เพิ่งกลับมาจากเมืองไทยได้ 2 วัน มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังจ้า เปิดโทรทัศน์ดู ละครทุกช่องมีพระเอก นางเอก รุ่นเยาว์ที่ทรงผม และใบหน้าละม้ายคล้ายกันไปหมด บางคนน่ารักตัดผมที่เขาเรียกว่าทรงเกาหลีแล้วก้ดูดี  บางคนเหมือนปลาจวดอ่ะ ละครสมัยก่อนว่าน้ำเน่าแต่ยังพอมีเนื้อบ้าง  แต่ละครปัจจุบันที่บรรดาเด็ก (พยายามเหมือน) เกาหลีเล่นนั้น ไม่มีเนื้อเลย รถไม่ค่อยติดเหมือนตะก่อนนะเราว่า  อาจเป็นเพราะมีคนใช้รถสาธารณะมากขึ้นเพราะสะดวก หรือเป็นเพราะนำ้มันแพงมาก ก็ไม่ทราบได้ ของแพงดีค่ะ หลายวันก่อนเพิ่งออกข่าวทีวีในไทย หมูปิ้งชิ้นขนาด 2นิ้ว x 1 นิ้ว ราคาไม้ละ 3 บาทและ5บาท แล้วแต่พื้นที่ ก๋วยเตี๋ยวร้านข้างทาง ไม่มีแอร์ ราคาชามละ 30-50 บาท ราคา 30 บาทก็มีลูกชิ้น 1  หื่อก้วย 1 หมูชิ้น 1 และเส้นขยุ้มน้อยๆ 1 ถั่วงอกหน่อย แม้แต่น้ำแกงก๋วยเตี๋ยวยังร้อยเลย  ส่วนพิเศษ 50 ก็มีลูกชิ้นเพิ่ม 1 ลูก หื่อก้วย 1 และหมู 1 กินชามเดียวไใม่พอ ต้องเบิ้ลด้วยล่ะ  อย่างเราเนี่ยกินเก่งเล่น 3 ชามรวด คนขับแท็กซี่บางคนยังขับวนไปวนมา เพื่อให้มิตเตอร์ขึ้นเหมือนเดิม คนขับแท็กซี่หลายๆ คนก็บ่นว่าหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ว่า รมต.และ รมช.ตะละคน ดูไม่ด๊าย อากาศ ไม่มีอะไรใหม่ เพราะร้อนเป็นปกติ  มีคนว่าว่า ก่อนเราไปมันออกจะเย็นๆ พอเราไปถึงวันรุ่งร้อนทันที 34 องศา สงสัยเราจะเป็นสาวแรงสูง ไปซื้อของที่ซุปเปอร์สโตร์ มีแต่ของเล็กๆ น้อย เป็นของใช้ทั่วไป สบู่ ยาสีฟัน ไม่กี่ถุง เกือบ 4 พันบาทได้ยังไงไม่รู้ เสื้อผ้าในห้างที่เดินๆ กันนั่นแหละค่ะ  over size อย่างเราตัวละ 3-4 พันบาท ตอนเราไป ค่าเงิน 1 เหรียญแคนาดา แลกได้ 30 บาท  น้ำมันแกซโซฮอลล์ 91 ลิตรละ 36 บาท เฮ้อ...
#2JJ_JenMar 21, 2008
พี่ Yui Praewpimp ..วันนี้บ้านเจน 38 องศาแล้วค่ะ..ร้อนๆๆๆแล้วก็ร้อน ทาแต่แป้งตรางูหมดไปสองกระป๋องแล้ว อิอิ น้ำมันแพงเลยปั่นจักรยานแทน ...  ปลูกผักบุ้งกับผักคะน้าไว้หลังบ้าน ... ตอนเย็นหลังเลิกงาน ก็มารดน้ำผัก...รู้สึกสบายใจและหายเครียด เวลาที่เห็นผักเจริญเติบโตและสวยงาม แมงกัดบ้าง ไม่เป็นไร เพราะเรารู้ว่าเราจะปลอดภัย คนงานที่ทำงาน เป็นลูกจ้างชี่วคราว บอกว่าลูก(วัยรุ่น)อยากกิน KFC , MK suki , Swenzens , Fuji ...... พ่อแม่ก็ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาซื้อให้ลูกกิน เพราะเงินเดือนก็แค่เดือนละห้าพันกว่าบาท ไหนจะหนี้สิน สิ้นเดือนมาติดลบประจำ... ถ้าไม่ให้ลูกกิน ลูกก็บ่นว่า"ไม่ทันสมัยเหมือนเพื่อนเดี๋ยวเพื่อนไม่คบ"  ของขึ้นราคา แต่เงินเดือนขยับขึ้นปีละเล็กน้อย ค่านิยมในการดำเนินชีวิตเปลี่ยน เด็กวัยรุ่นติดโทรศัพท์ ติดเกมส์ออนไลน์มากขึ้นแต่สติและปัญญาลดต่ำลง... คุยโทรศัพท์ได้ทีละ 4 ชั่วโมง แต่อ่านหนังสือแค่ 20 นาทีต่อวัน บอกว่าเบื่อ ระดับIQ ของเด็กไทยที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อปีที่แล้ว โดยภาพรวม = 83 (Borderline)  เป็นห่วงอนาคตอีก 20-30 ปีข้างหน้าที่เด็กในวันนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นวัยทำงานและพัฒนาประเทศ สังคมเศรษฐกิจเปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน อะไรๆๆก็เปลี่ยนไป  เฮ้อ! ด้วยอีกคนค่ะ
#3SornramMar 21, 2008
ที่ไหน ก็เหมือนกันครับ มีข้อดี ข้อเสีย เรา focus ที่ไหนล่ะครับ ส่วนเรื่องส่วนตัว ของแต่ละคน นี่ตัวใครตัวมันครับ ใครจะคุยโทรศัพท์ ทำสถิติกินเนส book ก็ช่างเขา วัยรุ่นที่ไหนก็ไม่เบาทั้งนั้นล่ะครับ ไม่ว่าหัวดำ หัวแดง พ่อแม่สอนไงมันก็ได้อย่างงั้นล่ะครับ ยกเว้นสอนแล้วมันไม่จำก็ช่วยลำบาก อยู่ไหนก็เหมือนกันล่ะครับ (คือ สอนไม่จำ ทำตามใจฉัน จะโทษแต่เด็กก็ไม่ได้ พ่อแม่เลี้ยงไงล่ะ???? เงินเดือน 5 พันนี่อยู่ได้ด้วยหรือ มีลูก 2 คน ?? ผมอยู่คนเดียวมีรายได้แค่นี้ยังแย่เลย
#42pornMar 21, 2008
เงินเดือนมาก หรือน้อย จะพอใช้หรือไม่พอใช้ นี่น่าจะขึ้นอยู่ที่ life style และนิสัยการจับจ่ายใช้สอยของแต่ละบุคคลน่ะ  เงินเดือนน้อย ใช้ชีวิตเรียบง่าย อยู่แบบพอเพียง รักษาสุขภาพให้ดี ทำตัวให้ปลอดหนี้สินเข้าไว้ มันก็พอประคองตัวไปได้  แต่อันนี้ดูเหมือนว่าจะทำได้ยากมากนะในสภาพแวดล้อมของสังคมไทยในปัจจุบัน สำหรับคนเงินเดือนมาก ก็มักสนุกกับการจับจ่ายใช้สอย และดำเนินชีวิตไปตามกระแสสังคม จนเกือบจะเป็นแพทเทิร์นเดียวกันหมด อันนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มชนชั้นกลางของเมืองไทยในปัจจุบัน การรับวัฒนธรรมการบริโภคจากต่างแดนทั้งตะวันตกและตะวันออกแบบเกาหลีญี่ปุ่นเข้ามานี่ ทำให้สังคมไทยเราเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ  ใครเลี้ยงลูกให้มีภูมิต้านจากกระแสสังคมแบบนี้และสอน ให้เขารู้จักเลือกเสพได้นี่  นับถือจริงๆค่ะ
#5friendlymittMar 21, 2008
คุณ yui นานๆเจอที ยัง เฮ้อ.... แล้วพวกผมล่ะครับ เจอทั้งปีทั้งชาติ เฮ้อ..... ด้วยคน  ;D  ;D  ;D
#6ThaigirlMar 21, 2008
อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลยค่ะ ไหน ๆ มันก็คือบ้านเรา แทนที่จะมองในด้านไม่ดี เรามีอะไรที่ดี ๆ เยอะแยะไปค่ะ  อันไหนแก้ได้เราก็ช่วยกัน อันไหนแก้ไม่ได้ ก็ปล่อยวางไปก่อน และอย่าทิ้งประเทศแม่ หนีออกมาอยู่แคนาดาเสียหมดนา ชาติเรายังต้องการคนดี และมีความสามารถอยู่ อย่าให้โรคสมองไหลมันคุกคามจนเอาไม่อยู่นะคะ ได้โปรดเถอะ
#7NickMar 21, 2008
คุณไทยเกิร์ลไม่อยากให้คนไทยเป็นโรคสมองไหลจนเอาไม่อยู่  แต่ปรากฎว่าในบอร์ดนี้กลับอุดมไปด้วยคนที่เป็นหรืออยากเป็นโรคสมองไหล อยากไหลมาอยู่แคนาดากันทั้งนั้น  :P  ถ้ามาแล้วรวยแล้ว กลับไปช่วยพัฒนาบ้านเมืองของเราด้วยนะครับ ไม่ได้ไปช่วยด้วยตัวเองก็ช่วยไปท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินหรือส่งตังค์ไปเข้าไปช่วยสะพัดบ้างก็ยังดี  :) สภาวะของบ้านเมืองทุกวันนี้ก็เป็นผลพวงจากพวกเรากันเองที่มีส่วนได้ช่วยกันสร้างสรรค์คนละเล็กคนละน้อย ดังนั้น ทุกคนจึงควรภูมิใจและน้อมรับกับผลงานของตนเอง  สำหรับผม เป็นความภูมิใจที่เหนือคำบรรยาย ;D
#8Mini MeMar 24, 2008
ตอนนี้อยู่เมืองไทย เรื่องของแพงนี่ เราว่าบางอย่างแพงไม่สมเหตุสมผลเลยค่ะ ยิ่งถ้าเทียบกับเงินเดือนยิ่งไปกันใหญ่ แต่บางอย่างก็ยังสมเหตุสมผลอยู่ เพิ่งตื่นนอน ทานโจ๊กแถวบ้านถุงละยี่สิบ มีเนื้อนิดหน่อย พอรับได้ ปาท่องโก๋สามตัวห้าบาท เมื่อวานทานเย็นตาโฟยี่สิบห้าบาท มีเนื้อมีหนังโอเคเลยค่ะ อ้อบ้านอยู่แถวบางนากิโลสี่ วันก่อนนัดเจอเพื่อนเก่าที่ทำงาน ไปทานข้าวร้านอาหารแถวสุขุมวิทของนักร้องรุ่นเดอะชื่อดัง พอดีพี่ที่รู้จักกันที่ทำงานเก่าเป็นเพื่อนสนิทกับพี่นักร้องคนนี้ ก็ไม่แพงนะคะ สั่งอาหารเยอะมาก มีปลาทอดตั้งหลายตัว แต่เป็นปลาทับทิมมั้งก็เลยไม่แพง อร่อยด้วย ตกคนละสองร้อยบาท เราว่าก็โอเคนะคะ เหมือนสมัยอยู่เมืองไทยเมื่อสี่ปีก่อน แต่พอไปต่อร้านเค้กนี่โห เค้กชิ้นละแปดสิบ น้ำปั่นแก้วละร้อย ดีที่ไม่ได้ทานเพราะไม่ทานของหวานซักเท่าไหร่ แต่เห็นเพื่อนเค้าสั่งกัน แต่โรงแรมที่พักนี่แพงไปแบบว่าหน้ามืดมากๆ ก่อนย้ายมาอยู่แคนาดาเมื่อสี่ปีก่อนไปพักโรงแรมชื่อดังแถวปราณบุรี คืนละสามพันบาท เช็คตอนนี้สี่พันห้า ช่วงเวลาเดียวกันเลยค่ะ เลยแอบเช็คราคาโรงแรมที่ภูเก็ตที่พักเมื่อสองปีก่อนตอนกลับมาเที่ยวก็ประมาณเดียวกันค่ะ จากสามพันเป็นสี่พันห้า ก็อึ้งไป งงว่าสี่ปีขึ้นราคาห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เงินเดือนเพื่อนเราเห็นว่าขึ้นปีละห้าถึงหกเปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้อห้าจุดห้าเปอร์เซ็นต์ โห ไรเนี่ย ไปเดินห้างแบบเผินๆ เสื้อผ้าตามห้างคุณภาพดีๆ ราคาเต็มพอๆ กัน ถ้าลดราคาก็ยังพอๆ กับที่แคนาดาเวลาลดราคา เผลอๆ แคนาดาถ้าไปเอาท์เลทถูกกว่าอีกตะหาก เสื้อผ้าตามห้างราคาต่ำลงมาหน่อย คุณภาพก็ต่ำตามไปด้วย ซื้อลดราคาที่แคนาดาอาจจะหาได้ดีกว่า แต่ก็อย่างว่าเสื้อผ้าเมืองร้อนที่ไทย แบบจะสวยกว่า อันนี้ยังไม่แน่ใจ ฟันธงไม่ได้ ต้องไปเดินแบบเต็มที่อีกทีแล้วจะมาบอก แต่อันนี้อาจจะเป็นเฉพาะกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร พอดียังไม่ได้ไปต่างจังหวัด เลยยังตอบไม่ได้ แต่คิดอีกทีอาจจะเป็นเราเองที่เปลี่ยนไป  ;) สมองเราก็ไม่ได้ไหลซะทีเดียว มาแคนาดาแบบลมพัดมา บริษัทที่ทำงานอยู่ก็มีสาขาอยู่เมืองไทย งานที่ทำก็เพื่อวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยตรง ขอยกเว้นไว้คนนึงได้เปล่าคะ คุณไทยเกิร์ล  ;D
#9SornramMar 24, 2008
I think you can choose what is the best price for anything in Thailand. I heard from expert , Thailand is the most reasonable econimy place compare to others. By the way , I agree, something can not choose.   I don't want to debate on this topic. For me , I think Thailand is the best place. You can see many Caucasian migrate to Thailnad and find Thai's wife. Do you agree??? Bangkok is rate number 2 , best city ,vote by many tourist.... Try check it out.
#10PennyMar 24, 2008
เราเป็นหนึ่งคนไทย ที่อยู่เมืองไทย และคิดว่า เมืองไทยไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วอ่ะ เรื่องของแพง ชั่วโมงนี้เป็นปกติค่ะ คนทำงานกินเงินเดือนจะอกแตกตายกันเป็นแถวอยู่แล้ว หมูกก.ละ 120 บาท นมก็แพงเอาๆ ผักชีกำละ 10 บาท ถั่วฟักยาว 2 มัด 10 บาท มัดหนึ่งมีอยู่ไม่กี่ฟัก ชมพูเพชรโลละ 60 บาท ฝรั่งโลละ 30 ส้มโลละ 30-60 บาท แล้วแต่ไซส์ ตับไก่ที่เคยซื้อให้หมาที่บ้านกินประจำ โลละประมาณเกือบๆ 80 บาท  อื่นๆ อีกหลายรายการ เดี๋ยวนี้ไปซื้อของสดที่ตลาดต้องมีเงินอย่างน้อย 500 ในมือแถมยังต้องลุ้นว่า จะพอหรือเปล่า ฝรั่งหลายคนแต่งกับหญิงไทย ย้ายมาอยู่เมืองไทย เพราะอยากอยู่แบบสบายๆ ด้วยเงิน pension หารู้ไม่ คนไทยที่มีความรู้ ความสามารถ ไม่รู้เท่าไหร่ ทำเรื่องขอไปอยู่เมืองนอกกันเยอะมาก ที่พูดเพราะเห็นมากับตาตัวเองที่ สตช. ตอนไปขอใบรับรองประวัติ คนเยอะมากๆ ไหลเข้ามาตลอด ยื่นกันแน่นไปหมด เราถาม จนท. ว่า วันๆ บริการประชาชนที่มาขอใบรับรองประวัติ ถึง 200 คนมั้ย เขาว่า ประมาณนั้น สูสีๆ โดยเฉพาะวันจันทร์ วันศุกร์ คนเยอะมากๆ น่าจะมากกว่า 200 อีกวันที่เราเห็น คือ วันที่ไปรับใบรับรองประวัติตามนัด (วันอังคาร) คนก็เยอะเหมือนเดิม  แล้วส่วนใหญ่ที่สังเกตเห็น ก็คิดว่า น่าจะเป็นคนมีการศึกษา มีหน้าที่การงานดี เพราะบุคลิกแต่คนไม่ใช่แนวตาสี ตาสา หรือแบบว่า... คิดดูเล่นๆ มีคนมาขอใบรับรองวันละเฉลี่ย 200 คน อาทิตย์ละ 1000 เดือนละ 4000 ปีละ 48000 คน นี้ยังไม่รวมวันเสาร์ที่เปิดให้บริการอีกนะ วันนั้น เห็นแล้วนึกทันทีเลยว่า เมืองไทย ทำท่าจะไม่น่าอยู่สำหรับคนที่มีทางเลือกในชีวิตเสียจริงๆ ละกระมัง คิดแล้วก็สะท้อนใจในอกตัวเอง... เฮ้อ ประเทศชาติของฉัน มันเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย
#11funkyladyMar 25, 2008
คนไทยไม่รักกัน จะรักกันอีกทีก็ตอนไม่เหลืออะไรแล้ว ดูได้จากนักการเมือง ขายชาติ โกงกิน ไม่รักพี่น้องตาดำๆที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ไม่เห็นแก่บรรพบุรุษที่เสียเลือดเสียเนื้อเพื่อได้มาซึ่งขวานทอง เลือกพวกเค้าเข้ามาเพราะมีความไว้เนื้อเชื่อใจ น่าสงสารคนไทยที่โดนหลอก ต่อหน้าด่ากันให้ประชาชนดู ลับหลังแบ่งผลประโยชน์จากเงินภาษีประชาชน ลูกเมียใช้ของแบรนเนม (เงินภาษีของใคร..) คนดีไม่ที่อยู่ ดิฉันยังเชื่อว่าพอมีคนดีในการเมืองบ้างแต่คงอยู่ไม่ได้นานถ้าคนชั่วมากกว่าคนดี สุดท้ายก็ต้องมีเรื่องให้อยู่ไม่ได้ อย่างนั้นก็ต้องเลวไปตามน้ำ สุดท้ายประชาชนต้องกลายเป็นผู้รับกรรม เด็กๆ ไม่มีการศึกษา (จะเข้าโรงเรียนทีก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะ เข้าเรียนก็ต้องไปเรียนพิเศษ แล้วใครจะมีเงิน..) เวลาผ่านไป..เมื่ออนาคตของชาติไม่มีการศึกษา ไม่มีความคิดทางการเมืองและการใช้ชีวิต ก็จะกลายเป็นประชาชนที่ถูกนักการเมือง (ที่เกิดมาจากลูกคนรวยที่ซื้อปริญญา บูชาเงิน)หลอก... สุดท้ายจะเป็นยังไงก็ต้องคอยดูกันไปเรื่อยๆ แต่หวังเหลือเกินว่า คนไทยจะรักกัน ภูมิใจที่เป็นคนไทยและช่วยเหลือกันและกัน ก่อนที่เราจะสูญเสียแผ่นดินอันเป็นที่รัก.... "บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ  ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา  หน้าที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า  จะได้มีพสุธาอาศัย อนาคตจะต้องมีประเทศไทย  มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น  จะสู้กันไม่หลบหนีหาย สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย  ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู บ้านเมืองเราเราต้องรักษา  อยากทำลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู  เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว.........สู้ๆๆๆๆๆ (จะกลับไปพัฒนาบ้านเกิดอย่างแน่นอน ขอสัญญา :))
#12Mini MeMar 25, 2008
เราว่ารัฐไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงมั้งคะ เรามานั่งคิดๆ ดู อัตราเงินเฟ้อปีละ 5.5 แต่ดอกเบี้ยแบงค์ปีละ 2.5 มันไม่ได้ไปด้วยกันเลยอ่ะค่ะ แปลว่าถ้าเก็บเงินไว้ในแบงค์ ทุกๆ ปีจะมีเงินน้อยลงเรื่อยๆ เราเดาว่าพอราคาน้ำมันสูงข้าวของก็แพง เพราะประเทศไทยอะไรๆ ก็ขนใส่รถบรรทุก ระบบรถไฟไทยไม่ต้องไปพูดถึงสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้าอยู่มาจนทุกวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมีรถไฟผ่านกลางคณะ ถ้านั่งรถไฟกลับเข้าเมืองต้องรอสับราง แบบว่าปี 2000 แล้วยังเป็นงี้อยู่เลยอ่ะ  :o รถไฟที่ใช้ขนสินค้าที่มีก็เห็นขนกันแต่สินค้าส่งออก ไม่เห็นขนสินค้าในประเทศ เครือข่ายเห็นมีแค่จากนิคมฯ ไปท่าเรือ ของแพงแปลว่าเงินเฟ้อ ปกติเงินเฟ้อก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมไม่ให้มันเฟ้อเกินงาม แต่ก็ไม่เห็นขึ้นดอกเบี้ย สงสัยกลัวว่าถ้าขึ้นดอกเบี้ย เงินนอกอาจจะไหลเข้า เงินนอกไหลเข้าเงินบาทก็แข็ง (แค่ดอลลาร์อ่อน เงินบาทก็แข็งขึ้นมากพอแล้ว) เงินบาทแข็งมากก็ส่งออกไม่ได้ นักท่องเที่ยวก็อาจจะลดลงเป็นต้น เรื่องนักการเมืองโกงกิน เมืองไทยนักการเมืองโกงกินเป็นอาชีพ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติหลักของนักการเมืองไทยคือต้องโกงกินได้ดี วิสัยทัศน์เลยมีน้อย เพราะมัวแต่ไปทุ่มเทฝึกฝนวิธีโกงกิน เราเคยคิดเล่นๆ สมัยยังเรียนอยู่ว่านักการเมืองไทยน่ะฉลาด ที่ไม่ให้การศึกษากับประชาชน เพราะหากประชาชนฉลาด ก็จะไม่เลือกพวกเค้าเข้ามาเป็นนักการเมือง ที่นี้เค้าก็หมดอาชีพกันพอดี อย่างคุณไทยเกิร์ลว่า ทำเท่าที่ทำได้ เราก็ทำเท่าที่ทำได้
#13ThaigirlMar 25, 2008
อ้า.. ประเทศไทยที่รัก เหมือนกับแฟนเก่าที่จากกันด้วยดี ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ เลือกคบกับแฟนใหม่ แต่บางครั้งก็หวนคิดถึงบางสิ่งที่คุ้นเคยแต่คนใหม่ไม่มีให้ ไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว แต่ใครจะมาว่าทำร้ายเธอไม่ได้นะ ฉันเคยรักของฉันอยู่ ปัญหาของประเทศนั้นใหญ่หลวง ข้าน้อยมิบังอาจเข้าแก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นก่อนการพัฒนาประเทศ คือการพัฒนาคน ถ้าคนเราตัวเล็ก ๆ รู้จัดคิด เลือกเสพข้อมูล แยกแยะความจริงจากความคิดเห็น เลือกค้นคว้าแทนการทำตามคนอื่น เลือกเรืยนรู้แทนการจดจำ วันหนึ่ง ชาติจะพัฒนา จริง ๆ นะจะบอกให้ คุณมินิมีเที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ ฝากกินส้มตำหน้าปากซอยให้หน่อย ไม่ต้องเข้าร้านหรูหรอก ไม่ค่อยอร่อย แล้วจะให้อภัยเรื่องสมองไหลจ้า
#14KhingMar 25, 2008
เพื่อนเพื่งถูก lift กระเป่าถือทั้งใบที่ Carfuer ส่วนอีกคนถูกเพื่อนของญาติที่คอยตามต้อยๆไปทุกที่เม้ม ATM card เฉยตอนเผลอ บางคนบอกว่าเให้นับของทุกชิ้นก่อนออกจาก cashier ที่ supermarket เพราะของไม่ครบตามใบเสร็จบ่อย ไปร้านอาหารเลี้ยงเพื่อนหรือญาติขอให้ดูราคาก่อนเพราะเขาดูออกว่าคุณเพิ่งมาจากเมืองนอกเขาจะโก่งราคาเพราะรู้ว่าคุณคงอายไม่กล้า protest  (ทั้งๆที่เพื่อนแต่ละคนของเราพวกนี้ tough cookies แล้วเชียวนา) ทานอาหารที่ห้องอาหารแบบมีนักร้องคนเดียวกับเครื่องดนตรีชิ้นเดียว ทานกันสี่คน อาหารธรรมดา เล่นเข้าไปเก้าพันกว่า.....
#15Mini MeMar 25, 2008
คุณไทยเกิร์ลขอมา เราจัดให้  ;) ขอปุ๊บได้ปั๊บเลยนะ เดินไปปากซอย 140 บาท ได้ไก่ย่างหนึ่งตัว ตำไทย ซุปหน่อไม้และข้าวเหนียวสองห่อ ถ้าท้องเสียนี่คุณไทยเกิร์ลจะช่วยค่ายามั้ยอ่ะ  ;D
#16richeMar 25, 2008
ไก่ย่างน่ากลัวจัง เหมือน cat'autopsy !!!
#17JBMar 25, 2008
Wow!! What a mouth watering ส้มตำ, krab. Could you please give me some???? If you don't mind, please eat หมูปิ้ง and sticky rice for me. I personally don't know when I can go back to Thailand.  :D
#18ThaigirlMar 25, 2008
ใจดีจริ้ง ขอปุ๊ปได้ปั๊ป อิ่มแปล้เลย ถูกตังค์อีกต่างหาก  :-* ขอบคุณค้า..
#19funkyladyMar 25, 2008
น่ากินมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ขอซักหยิบสองหยิบได้ไหมเอ่ย....
#20funkyladyMar 25, 2008
อ่านดูเล่นๆนะคะ เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะเคยอ่านมาแล้ว... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่พระเจ้าสร้างโลก พระองค์มีถุงหนังใบใหญ่เอาไว้ใส่ของวิเศษต่างๆ มากมาย พระองค์เริ่มต้นด้วยการสร้างมหาสมุทรทั้ง 7 โดยหลักของการวางของวิเศษคือพระองค์จะต้องวางทั้งของดีและของไม่ดีคู่กันไป เพื่อไม่ให้ประเทศหนึ่งประเทศใด สมบูรณ์ไปกว่าประเทศอื่นๆ ทรงเอาเทือกเขาร็อกกี้ น้ำตกไนแองการ่า วางไว้ให้อเมริกา แล้วก็เอาทะเลทรายอริโซน่า กับพายุทอนาโดวางไว้ด้วย เอาป่าอเมซอนวางไว้ให้บราซิล ทรงเอาไข้ป่าวางไว้ให้ด้วย เอาขั้วแม่เหล็กโลกวางไว้ให้แคนาดา แต่ก็ทรงเอาความหนาวเย็นวางไว้ให้ เอาเทือกเขาหิมาลัย วางให้ธิเบตกับเนปาล เพื่อเป็นปราการกั้นข้าศึก แต่ก็เอาความเบาบางของอากาศ และความแห้งแล้งไว้ให้ ทุกประเทศจะได้ของคู่กันแบบนี้ทั้งหมด..... จึงไม่มีประเทศใดน้อยหน้ากว่ากัน คราวนี้ พระองค์ทรงลืมประเทศหนึ่งที่เป็นรูปขวานเล็กๆ ทางแหลมอินโดจีน ทรงสะพายถุงวิเศษแล้วก้าวข้ามเขาหิมาลัยไป แต่ด้วยความที่เขาสูงชันมาก เทือกเขาได้เกี่ยวถุงของพระเจ้าขาด ข้าวของที่ดีๆ ที่เตรียมเอาไว้ให้ประเทศอื่นๆ เช่น ชายหาดสวยๆ ผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ศิลปะวัฒนธรรมดีๆ อาหารอร่อยที่สุดในโลก ดอกไม้ ผลไม้ ชายทะเล ก็เทไปกองรวมกันที่ --- ประเทศไทย--- จนหมด ว้า!! แย่แล้ว พระเจ้าทรงคิดว่า ประเทศนี้ท่าทางต้องเจริญกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมดแน่นอน พระเจ้าทรงมองหาภัยธรรมชาติที่จะมาถ่วงดุล แต่สายเสียแล้ว... พระองค์ทรงเอาภูเขาไฟกับแผ่นดินไหว ให้ญี่ปุ่นไปแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประเทศอื่นๆ จะมาฟ้องร้องพระองค์ได้ว่า พระองค์ไม่ยุติธรรม จะมีภัยธรรมชาติอันใดหนอที่ จะทำให้ประเทศไทยไม่เจริญกว่าประเทศอื่นๆได้ เมื่อทรงคิดได้ เพื่อเป็นการป้องกัน ประเทศอันสมบูรณ์ที่สุดในโลกนี้ ไม่ให้เจริญล้ำหน้าไปมากกว่า ที่อื่นๆ พระองค์ก็เลยสร้าง ....... นักการเมืองไทยขึ้นมา ........  ถ้ามีนักการเมืองไทยอยู่ล่ะก็ต่อให้สมบูรณ์แค่ไหน .........ไทยก็ไม่มีวันเจริญ...... ขำๆ นะคะ ใครที่เป็นนักการเมืองหรือมีเอี่ยวกับนักการเมืองอย่าคิดมากนะคะ แค่ขำขำ .... ;D
#21PennyMar 25, 2008
Cool joke !! 555 คุณ MIniMe อยู่แถวๆ เดอะเนชั่นเหรอ อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ เราอยู่ปากน้ำค่ะ ย่านนั้นถิ่นเก่าเลย เพราะสมัยเรียนจบใหม่ๆ เคยทำงานเดอะเนชั่นอยู่พักใหญ่ๆ สงสัยจะอยู่หมู่บ้านคนมีตังค์แถวๆ นั้นแน่ๆ เลย  ;)
#22KhingMar 26, 2008
ไม่อยากบอกเลยเพราะการเสี่ยงมีในทุกที่ ทุกร้าน พูดไปแล้วก็คงเหมือนมองโรค เอ๊ย โลก แต่ในแง่ร้าย แต่คิดเสียว่าเป็น public information ก็แล้วกัน สามีเพื่อนติดเชื้อ Hepatitis C หลังไปรัปทานกุ้งเต้นที่เมืองไทยมา ส่วนอีกท่านเป็นพระสงค์จำวัดอยู่ที่ฮ่องกงก็ติดเชื้อโรคเดียวกันจากการฉันท์ของที่อุบาสกอุบาสิกาที่นั่นทำมาถวายร่วมกันโดยไม่มีช้อนกลาง นี่ก็ยังป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล คุณหนูทั้งหลายทานจากรูปคงไม่ติดมั๊ง ถ้าฉีดยากันแล้วก็ขอให้ทานให้ฉ่ำใจจ้ะ คุณ Mini me บ้านอยู่แถวคนม๊ตังค์ ทานของหน้าปากตรอก เพื่อนเราที่ทานของ เก้าพันกว่า บ้านอยู่สลัมดอนเมือง โลกนี้น่าสนใจนิ
#23Mini MeMar 26, 2008
เอ่อ บ้านเราไม่รวยค่ะ เราไม่รวยแต่ก็ไม่จนอยู่ได้เรื่อยๆ ตั้งแต่อยู่เมืองไทยจนย้ายมาแคนาดาก็ยังเหมือนเดิมค่ะ :D เรื่องโรคภัยเราว่าพูดยากนะคะ วันก่อนเดินทางก็ได้ข่าวคนบังคลาเทศถูกกักตัวที่สนามบินโตรอนโตเพราะไข้หวัดนก ตอนที่มีซาร์ระบาดที่โตรอนโตก็มีผู้ติดเชื้อเยอะ เราก็ทำได้แต่ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท ไม่ทานซี้ซั้วและพยายามใช้ช้อนกลาง นอกนั้นก็พยายามดูแลสุขภาพตัวเองและออกกำลังกายค่ะ เรื่องอาหารเราไม่ค่อยได้ทานแพงๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ อาหารโปรดเราคือก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานี่แหละ ทานแต่เด็กจนโต ร้านเจ้าประจำอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชค่ะ  ;) โตมาจะทานข้าวนอกบ้านก็มีแต่ไปกับเพื่อนหรือที่บ้านแต่ก็ไม่เน้นแพง จะเน้นอร่อยมากกว่า อยู่แคนาดานี่ยิ่งแล้วใหญ่ ทำทานเองซะเยอะ มื้อเที่ยงก็แพ็คไปทานเองเพราะบริษัทเรากันดารมีแต่ Druxy's แล้วเราเป็นคนไม่ชอบ cold meal ทำทานเองอร่อยกว่า คุณเจบีขอมาเราจัดให้ หมูสามไม้ ข้าวเหนียวหนึ่งถุง 20 บาท
#24JBMar 26, 2008
ขอบคุณครับคุณมินิมี หมูปิ้งน่ากินจังเลย อาหารโปรดผมเลยนะเนี๊ย ทุกเช้าก่อนไปทำงานตอนอยู่เมืองไทยต้องกินประจำ อยู่แคนาดาทำเองก็ไม่ค่อยอร่อย ฮ่าๆๆ ;D
#25iamclumsyMar 29, 2008
Dear  Khun Yui, My opinion of  เมืองไทยวันนี้ is, it is the same as yesterday, the same as last 16 years, nothings changes. Last election, I could not make my mind up, which party I should vote for. Because many my favorite politicians separate into many parties, just use different names, new (name) parties, but old politicians. So, I did vote all of  them. My ballot had two-three parties of my voting. I don’t care who are going to be a government. I wish, one day political in Thailand will be like Yin-Yang, not a coin. Be like our Canadian government, can be stand as minority government. Think of people and the country before their party, their boss. Want to pass some bill, government and opposite vote together. But it’s just my dream, pretty rare to see from Thai government. I saw our former Prime Minister gave his speech in internet, broadcasted to people around the world. His sound looked like it came out from the bottom of his heart. His face showed to, that he is very worry about Thai people, Thai economics, and Thailand. A new government just start their work , but look like they are rushing to change constitution. What exactly is a Top priority of this government ? Do they really care to Thai people? Do they really worry about economics of the country ? Do they really care Thailand ? Or they care themselves more than anything . Thanks God! for dropping those politicians to Thailand, is there any left in your bag, Gosh ?!! Do you know ? I've had a hard time to figure out , what exactly of the meaning of  “Biography” is. Until I’ve finished reading the book “ Princess Diana”, I believe that biography is a story which the author wrote from they interviewed the person who they want to write.  Not just from closed friends, or maids or gossiping. And I will believe biography book should be checked by the owners who are belong to that biography stories before printing. And I will be strongly believe to biography that wrote by the owners, like our former Prime Minister Jean Chretien and former President of USA, Bill Clinton. And you know what ? Those books are the best selling without any famous universities guarantee!!! I don’t care, who gonna think I am a black sheep. I really be self confidence. I believe in myself, I can do it , I can be. I don’t need any herd to protect myself, I don’t need to be camouflage. Best regards, Iamclumsy. P.S. Does anyone ever sing this song ? Three little kitties jump on the bed, one fall down and bump its head. Two little kitties jump on the bed, one fall down and bump its head. One little kitty jump on the bed, I grab a stick and thwack its head. No more little kitties jump on the bed.
#26iamclumsyMar 29, 2008
Oops! sincerely sorry Khun Yui, I wrote to someone else.
#27JackMar 29, 2008
เมื่อก่อน แถวๆ นั้นถิ่นผมเลยแหละครับ ... ไม่ทราบไก่ย่างเขาสวนกวาง หลังเซ็นทรัล ยังขายอยู่หรือเปล่า คุณมินิมี กลับเมืองไทยทุกปีเหรอครับ (อิจฉา) ... ผมกับครอบครัวไม่ได้กลับไป สามปีกว่าแล้ว ... กะว่าได้ citizen แล้ว ปีหน้า จะกลับไปเที่ยวสักเดือนนึง ... ส่วน ผบ.ทบ. ตอนมาที่นี่ใหม่ๆ ร้องไห้ทุกวัน ... วันนี้บอกไม่กลับไปอยู่แล้วที่เมืองไทย ... โชคดีครับ  ;D
#28friendlymittMar 29, 2008
กลับเมื่อไหร่บอกด้วยนะครับคุณ jack จะไปเลี้ยงไก่ย่างส้มตำสักมื้อ haha
#29JackMar 29, 2008
ผมคงให้คุณ friendlymitt เลี้ยงไก่ย่าง-ส้มตำไม่ได้หรอกครับ ... เกรงใจ แต่ถ้าเป็นแบล๊คเลเบล+คาราโอเกะ ... ผมไม่ยั้งแน่ อิอิ ...  ;D
#30Mini MeMar 30, 2008
กลับปีเว้นปีค่ะ ไม่ได้กลับทุกปี ไม่มีปัญญากลับทุกปีเหมือนกัน ก็ได้แต่หวังว่าบริษัทจะส่งมาทำงานปีละหน :D คุณแจ๊คถ้ากลับอีกทีก็คงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะเชียวค่ะ ถ้าเทียบกับสองปีก่อน ตอนนี้เราว่าแถวบ้านรถติดน้อยลง ถนนศรีนครินทร์มีสะพานข้ามทุกแยกเลย ลาซาล เทพารักษ์ สามแยกปากน้ำ ฝั่งสุขุมวิทเค้าก็เร่งสร้างรถไฟฟ้า สร้างไปถึงซอยแบริ่งมั้งคะ คอนโดขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะแถบที่มีรถไฟฟ้าผ่าน ถ้าเทียบกับสองปีก่อน ของแพงขึ้นเยอะนะเราว่า ที่แคนาดาโชคดีที่ค่าเงินแข็งขึ้นเลยไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ เมื่อไหร่เงินอ่อนลง คงได้เห็นกัน เศรษฐกิจก็เห็นเพื่อนบ่นว่าไม่ค่อยดี แต่เราว่าคนไทยใช้เงินเก่งนะ เห็นเพื่อนที่ทำงานเก่าก็ไม่ค่อยเก็บเงินกันเท่าไหร่ ทะเลไทยยังสวยเหมือนเดิม แต่แอบแพง เดี๋ยวนี้โรงแรมริมทะเลแพงๆ เยอะ ถูกๆ ยังพอหาได้ แต่กลางๆ ไม่รู้หายไปไหนหมด คนไทยก็เดิมๆ นะคะ ช่องว่างระหว่างชนชั้นก็ยังใหญ่โตมโหฬารเหมือนเดิม คนจนก็จนซะไม่มีจะกิน คนรวยก็รวยเอา รวยเอา แต่น้ำใจก็ยังพอหาได้ในเมืองใหญ่นะคะ เรื่องไก่ย่างไม่แน่ใจค่ะ ตอนขับรถผ่านก็ไม่ได้สังเกต เราก็คิดเหมือนกันว่าถ้าให้กลับมาอยู่กรุงเทพฯ คงต้องปรับตัวกันอีกเยอะ ไหนจะชีวิตประจำวัน ไหนจะเรื่องงาน แต่เราก็ไม่อยากแก่ที่แคนาดานะ เพราะจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสไม่ปลื้มเท่าไหร่ ก็เลยยังไม่รู้จะเอาไงดี แต่ก็กะว่าไว้แก่แล้วค่อยคิด คิดไปตอนนี้ก็กลุ้มเปล่าๆ ;)
#31friendlymittMar 30, 2008
ok.. เลยครับคุณ jack เหอ เหอ... จัดให้ ขอให้บอก  ;D จริงอย่างคุณ Mini Me ว่าหละครับหลายอย่างบ้านเราดีขึ้นมาก แต่ก็มีอีกหลายอย่างยังต้องช่วยๆกันแก้ให้ดีขึ้นต่อไป
#32Mini MeApr 11, 2008
กลับมาแล้วกับข้อสรุปเรื่องราคาเสื้อผ้าค่ะ หลังจากใช้เวลาสามสัปดาห์ในไทย ทั้งกรุงเทพฯ หัวหินและพัทยา ได้ข้อสรุปว่า เสื้อผ้าแบรนด์ต่างชาติ ราคาปกติคิดแล้วสูสี เอาท์เลทที่แคนาดาถูกกว่าที่เมืองไทย แต่ถ้าห้างลดล้างสต็อกที่ไทยถูกใช้ได้ ชุดว่ายน้ำยี่ห้อวัยรุ่นสุดจ๊าบชุดละสามร้อยกว่าบาท ไม่อยากจะเชื่อเลย ;D เสื้อผ้าและรองเท้าไม่มียี่ห้อ นั่งยันนอนยัน เมืองไทยถูกจริงๆ วันนี้ไปเดินประตูน้ำเข้าแพลตตินั่มมาจะเป็นลม ถูกเหลือเชื่อจริงๆ เสื้อใส่เล่นหน้าร้อนตัวละ 80-150 บาท ไม่กล้าซื้อเยอะเพราะไม่ค่อยได้ใส่ แคนาดาหน้าร้อนสั้นเหลือเกิน ของที่มีอยู่ก็ใส่ไม่ครบแต่เห็นแก่ความถูกก็ขนซื้อมันเข้าไป  ;) อ้อ ข้อเสียอย่างนึงคือ ร้านส่วนใหญ่จะมีไซส์เดียว ถ้าตัวโตหน่อยจะใส่ไม่ได้
#33ThaigirlApr 11, 2008
ฮ่า ฮ่า อ่านแล้วเกิดภาพหลอน Deja vu ปี 2002 แอบไปเดินซื้อชุดสูททำงานโนแนมสวย ๆ ที่ประตูน้ำ ชุดละ 450 บาท (ประมาณ 15 เหรียญแคนาดา) ราคานี้ในแคนาดาอย่าว่าแต่สูทเลย ซื้อแขนเสื้อยังไม่ได้ ตอนนั้นตัวยังไม่ใหญ่พอใส่ได้ ดีใจจนหน้ามืดซื้อมา 17 ชุด ตอนนี้นั่งมองนอนมองอยู่ในตู้เสื้อผ้า ลดซักสิบปอนด์ ก็จะใส่ได้ีอีกแล้ว เย้ เย้.. ฝันไปเถอะ
#34Mini MeApr 11, 2008
เอาน่าคุณไทยเกิร์ล สิบปอนด์เอง ค่อยๆ ลด เดี๋ยวก็ลง สูทเห็นเหมือนกันค่ะ แต่มีอยู่หลายชุดมากแถมไม่ค่อยได้ใส่เลยเพราะที่ทำงานแต่งค่อนไปทาง casual แต่ไปได้ชุดไทยมาล่ะ ผ้าถุงกะสไบ เกิดมาก็เพิ่งจะมีชุดไทยเป็นของตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวนี่แหละค่ะ  :D วันนี้เดินจนมึน แบบเดินจนถึงจุดที่ไม่สามารถแยกแยะแบบเสื้อผ้าได้แล้ว มันดูเหมือนกันไปหมด ก็คิดได้ว่าควรจะกลับได้แล้ว  ;)
#35PennyApr 11, 2008
เราอยู่เมืองไทยแท้ๆ อยากไปเดินแพลตินั่มตั้งแต่ยังไม่ท้อง จนกระทั่งคลอดแล้ว ยังไม่มีโอกาสเลย ทั้งๆ ที่ขับรถผ่านก็ตั้งหลายหน อ่านแล้งอิจฉาคุณ Mini Me จัง ตั้งใจว่าก่อนไปแคนาดาจะไปดูพวกยีนส์เกาหลี ฮ่องกง กับพวกเสื้อตัวใหญ่ๆ หนาๆ เสียหน่อย เผื่อเอาไปใช้ที่นู๊นได้ แล้วก็เสื้อผ้าเด็ก ที่พอจะเอาไปใช้ที่แคนาดาได้ ไม่รู้ว่ามีเยอะหรือเปล่าค่ะ คุณ Mini Me
#36Mini MeApr 11, 2008
ไปเลยค่ะ ครึ่งวันก็ได้ทุกอย่างแล้ว เราตั้งใจไปซื้อของฝาก แต่ของฝากไม่ค่อยได้ ได้แต่ของตัวเอง แพลตตินั่มมีทุกอย่างแหละค่ะ เดินง่าย มีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หาอะไรไม่เจอก็เดินไปถามเค้า เค้าจะบอกชั้นบอกซอยให้ แถมมีแอร์ไม่ร้อน ตู้เอทีเอ็มหาง่าย บางร้านซื้อชิ้นเดียวก็ได้ราคาส่งแล้วค่ะ ส่วนตัวเราไม่ซื้อยีนส์เพราะกลัวสีตกใส่เสื้อ กระเป๋าหรือรองเท้าค่ะ อีกอย่างคือ เสื้อผ้าหน้าหนาวที่เห็นขายกัน เราว่าเอาไม่อยู่หรอกค่ะ ยิ่งคิเบคไม่ต้องพูดถึง ไปซื้อตอนเซลล์หรือเอาท์เลทที่โน่นดีกว่า ไม่แพงหรอกค่ะ (แถมคิเบคเสียภาษีน้อยกว่าออนทาริโออีก) คุณภาพดีกว่าแล้วก็สวยกว่าค่ะ แต่ของหน้าร้อนเสื้อผ้ารองเท้าแฟชั่นน่ะ ซื้อไปเลย สวยและถูกกว่าที่โน่นเยอะค่ะ เราซื้อเดรสมาหลายชุดเลยค่ะ ตอนเราไปเราจอดรถที่ เซ็นทรัลเวิร์ลเพราะจอดฟรีสี่ชั่วโมง  ;) จอดแล้วเดินไปค่ะ ถ้าจอดฝั่งอิเซตันเดินไม่ไกลเลยค่ะ
#37di_annApr 11, 2008
>:(   ปีที่แล้ว ฉลอง canada passport ด้วยการ แวะ เที่ยว Tokyo แล้ว ต่อ ไป thailand ไม่ได้กลับเมืองไทย มา 5 ปี เมืองไทย ไม่ได้ เปลี่ยน ไนเรื่องกลิ่น เดินออกจากสนามบิน ตอน ห้าทุ่ม ได้กลิ่น ควัน จากท่อไอเสีย และมลพิษ ยังกลิ่นเดิมๆ เลย อันนี้ต้องขอบอกว่า คงเอกลักษณ์ ความเป็น เราไว้ได้ดีมากๆๆ ใจเต้มตุ่มๆ ต่อมๆ อยาก ก้มลงจูบพื้น ดิน แบบ ใครบางคน แต่ เกรงใจ คนข้างๆ ประทับใจ เป็นจุดๆ ไป ตังแต่ ด่าน ตรวจคนเข้าเมือง ที่สนามบิน เราเขียน อะไรซักอย่างไม่ ชัด เพราะ ง่วงๆ ตื่นมาตอนเครื่อง landing แล้ว รีบๆ เขียนแล้วก็ลงจากเครื่อง  พนักงงานศุลกากร   ก็บ่นๆ คิดว่า ไม่ใช่คนไทย เจ๊ แกพึมพำว่า ไม่เรียบร้อย ซะเลยทำหน้าไม่พอใจ พลิก พาสปอร์ตไปมา แล้ว ก็ส่ายหัว มองหน้าเราแล้ว ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ยิ้มให้  เรา ในแบบ land of smile. ;D ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ ออก ประตูสนามบินเลย เราก็มองหา คนของโรงแรม ต้องมารับเราไปสนานบิน หาไม่เจอ ก็พยายาม แหวก ผ่านฝูงคน ไปที่ ประชาสัมพันธ์ ของสนามบิน เดินผ่าน กลุ่ม taxi มี license ตกใจ มาก พวกเค้า สี่ห้าคน ตรงรี่มาที่เรา โชว์ ป้าย ว่า แท็กซี่สาธรณะ ถูกกฎหมาย แล้วก็ตรงมาถามว่า " Do u want taxi? "  เราก็มองหน้า แล้วยิ้ม ให้ เฉยๆ ก็เดิน ตื้อ ๆ ทำให้งงๆ ว่า มาลง หมอชิต หรือ สุวรรณภูมิ กันเนี่ย บรรยากาศ เหมือนขนส่งไงไม่รู้ " โอ้ แม่จ้าว   พอเสร็จแล้ว เราก้เดินไปที่ ประชาสัมพันธ์ ให้เค้าช่วย หา รถ ของโรงแรมที่เราจะไปพักให้ มารับเรา ระหว่างทาง คุณพี่คนขับรถ ของโรงแรม ก็ ถามเลย ไม่ได้ กลับเมืองไทย มา นานขนาดไหนแล้ว เล่า เรื่อง ที่ ไม่เคยคิดว่า มีในเมืองไทยให้ฟัง  เช่น แก๊ง ฟิลิปปิน ที่ชอบวิ่งราว ล้วงกระเป๋า , เดิน ๆโทรศัทพ์ ก็ มีวิ่งราว โทรศัพท์ จาก มือ ที่กำลัง โทรอยู่ หรือ อาจจะมีเป็นปกติ แต่ไม่เคยได้ยิน เล่น เอาเราคิดอย่ากบอกว่า  พี่ กลับรถ ไปส่งที่ สนามบิน ก็ได้ นะ ชัก เริ่ม ไม่ค่อยสนุกแล้ว  :-*  เค้าก็บอกไม่ต้องกลัวหรอก ให้คอยระวัง ตัวเองไว้แล้วกัน   :-\ พอ โยนกระเป๋า เข้า ห้องพักได้ ก็ นี่เลย เที่ยงคืน กะ ออกไปหา ข้าวตัม รอบดึก หน้า central world ( ตรงข้าม โรงแรม เอราวัณ )  เดินออกมา หน้าโรงแรม ก็โดน คุณพี่ แท็กซี่ กระโดด มาจาก ป้าย หน้าโรงแรม เล่นเอาตกใจ  " Do u want taxi? " แหม คำถาม ยอดฮิต วันแรก โดน สองรอบ ตกใจ แทบช๊อก จะเล่น จ๊ะเอ๋ กันตอน ดึกๆ เราก็ ไม่ คะ ขอบคุณ เดินๆ ไป เห็นพอมีร้านรถเข็น ข้างทาง เห็น ร้าน ข้าวไข่ทอด รสจัด เลยได้รุ้ว่า ข้าว ไข่เจียว มีขาย ข้างทางด้วย (อย่าหาว่า กระแดะเลยนะ ตอน อยู่เมืองไทย เคยเห็น แต่ร้านอาหารตามสั่ง ไม่เคย เห็น ขาย เฉพาะทาง  คือ ขาย อย่างเดียว ข้าวไข่เจียว )  เดิน พ้น หน้าโรงแรมไป ได้ ไม่ ถึง สองร้อยเมตร มีความรู้สึกเหมือนมาคนเดินตาม   เราก็ หนีบกระเป๋า สะพาย แน่น  มือ ก็ เกาะ แขน สวามี แน่นขึ้น เค้าก็ถามว่า มีอะไร ปกติ ออกจะ สาวมั้น ไม่ เคยมา ทำ คลอเลีย สวีส แหวว เราก็ บอกกับ สามีว่า มีคนเดินตามมาใกล้ มาก เค้า ก็ บอก เฉยๆ ไว้   ยิ่งเดิน เราก็ยิ่งรุ้สึกว่า เดินมาระยะ กระชั้นมาก   จน พอเริ่มรู้สึกว่า จะชิดตัวอยู่แล้ว  เลยตะโกนเลยว่า มีคนเดินตามมาใกล้ มาก เสียงดังๆ เพื่อให้คนเดินตามได้ยินด้วย   แล้ว เราก็ เห็นว่า คนที่เดินตาม รีบเดิน หลย เข้าซอย    ข้างทางไป  :o โอ้ แม่จ้าว  วันแรก ก็ สนุกแล้ว  เสร็จแล้ว เราก็ เดินขึ้นสะพานลอย หน้า world trade เก่า  กะว่า จะไปหา อะไร อร่อยๆ อีกฝาก  คิดว่า น่าจะมี  พอเดินขึ้นสะพานลอยไป ก็ เกิดอาการ วังเวง กลัวกันเอง สองคน เพราะบนสะพาน มีด มาก ไม่มี ไฟ แม้แต่ดวงเดียว มีคนนอน เกะกะ อยู่ ต้องคอยระวัง เดิน เบาๆ ไม่ไป รบกวน การนอน ของ พี่เค้า   ข้ามไปไม่เท่าไหร่ ก็บอกหน้ากัน แล้วบอกว่า ไปกินข้าว ไข่เจียว รถเข็น หน้าโรงแรมกันเถอะ รุ้สึก ชีวิต ไม่ ปลอดภัย ไง ไม่รู้  ???   เสร็จแล้ว ก็ หิ้ว ไข่เจียว หน้าโรงแรม   อาหารไทยมื้อแรก สุดยอด อร่อยด้วย  ข้าวไข่เจียว รสเด็ด หน้าโรงแรม สี่ดาว ในเมืองไทย 20 บาท  อิ่ม สบายท้อง  ดีแท้ หลายคน บอกว่า หลายอย่างเปลี่ยนไป ยิ่ง ไม่ได้กลับ นานๆ แต่ อันนึงบอกได้ ว่า ความมีน้ำใจ ของคนไทย ในเมืองไทย โดยเฉพาะ ใน กทม ไม่รู้ เค้าสะกด คำว่า น้ำใจ บนท้องถนน กับ เป็นรึป่าว  เพือ่นก็เตือนแล้ว อย่าขับรถ ไปไหน จะมารับ เราก็ แหม ขับรถ ในเมืองไทย ตั้งแต่ อายุ 18 นะเฟ้ย กะแค่ไม่ได้ ชับ ในเมืองไทย มาก แค่ 5 ปี มันจะอะไร กันนัก  แค่ ขับ คนระฝั่ง ดีสะอีก ป้าย stop ไม่เยอะ เท่า ไม่ต้อง คอย หยุด บ่อย ๆ คอยระวังคนเดิน ท้าว  แค่ คอยระวังตอนเปิด ไฟ เลี้ยวกับ ที่ปัดน้ำฝน เท่านั่น เอง เพราะ มัน อยุ่กันคน ละข้าง   เวลาเลี้ยว ก็คอย บังคับ ว่า อย่าปัดน้ำฝน จ้า   :-[  ขอบอกว่า ปกติ เป็นคนที่ขับรถ ใจเย็นมาก ไม่เคย ด่า  มีแต่อวยพร โอ้ แม่จ้าว ขับไป เสียวไป  ปกติ ขับรถ ต้อง คอยระวัง คนข้าม ถนน เราก็จอด ให้คนข้าม ถนน  นี่ ดันโดน บีบแตรไล่  พี่เค้าจะรีบ ไปติดไฟแดง ข้างหน้าหรือไง รอไม่ได้  อยากไปเร็ว ก็แซงสิพี่ ข้างหน้า คนข้าม ถนน อยู่     และ แล้ว ก็ไป เจ กัน ที่ สี่แยก ไฟแดง ข้างหน้า แม้ พี่เค้าจะแซง เราไป ;) ก่อน หน้า ไม่กี่นาที พอ ถึง คราว ตัวเอง ต้องเดินข้าม ถนน มันน่า น้อยใจ ข้าม ถนน ไม่ได้ ไม่มี ใคร mine  predestine เลย  แม้ แค่ ข้าม ถนน ในซอย ไม่มีใคร จอด หรือ ชะลอให้    เข้าขับรถ กัน แบบ  bumper-to- bumper กัน แล้ว หนูจะแทรก ขา งามๆ ข้าม  ซอย นี้ไปได้อย่างไร จน ต้องตัดสินใจ ยกมือ ห้ามว่า พี่ขา ขอ หนูเดินข้าม ไปฝั่งโน้นหน่อย นะคะ พอข้ามได้  ยกมือ ไหว้ ขอบคุณเลย    โอ้ ข้าม ถนนซอย มัน ยากขนาดนี้     :oรัฐ นะจะสร้าง อุโมงหรือ สะพานทางข้าม  ระหว่างซอย ให้ ด้วย  8)  นะเนี่ย เพื่อนบอก มาทั้งที ต้องไป เดิน แพททินัม พลาซ่า ราคา ถูก แฟชั่น นำสม้ย ในแบบ วัยรุ่นอย่างเรา รับรอง ซื้อกลับไปใส่ แคนาดา ทุกคนต้องถามว่า ซื้อมาจากไหน  ต้องไปให้ได้  พี่สาว แฟน มารักไป เดิน เล่น โอ้ ราคา คนไทย หน้า ฝรั่งอย่างเราโดน ซะ แรก ๆไม่รู้ เดิน ซื้อ ไป สามสี่ร้าน เต็มไม้เต็มมือ จน ซักพัก เพื่อนโทรมา ถามว่า ต่อราคาบ้างป่าว เลยบอก อ้าว  เอ้ย ขอบใจ  ลืมไป   มันบอก ฉันว่าแล้ว ประทับใจ   แฟชั่นเสื้อผ้า ที่เมืองไทย สวย และ มี แบบ  ไม่น่าเบื่อแบบในแคนาดา   แนว คิด การตัดเย็บ พอๆ กับแถว ฮาราจูกุ ย่าน วัยรุ่นญี่ป่น ราคา ก็ ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก (ใครที่เคยไปเดินเล่น ฮาราจูกุต้องบอกก่อนว่า มันมี ย่าน ของ แพง สินค้า ยี่ห้อ กับ  ย่านวัยรุ่นที่ ราคาไม่แพง ) บางคนบอกว่า ไป ญี่ป่น ของแพง แต่ ถ้าเทียบราคา แล้ว ค่าเงิน และ ราคาของ ก็พอๆ กับแคนาดา สำหรับคนทีใช้ชีวิตปกติ ที่แคนาดา โดยส่วนตัว  ไม่ได้ แพงไปกว่า แคนาดา เลย ต้องบอกว่า พอๆ กัน  แต่สำหรับ ที่ เมืองไทย  ต้องบอกว่า ต่างกันแค่ราคา ซื้อ เสื้อตัวนึง ที่อาราจูกุ = แพททินั่ม ซื้อได้ สามตัว คะ ความสวย และ แฟชั่น ไม่แตกต่างกันมากนัก ประทับใจ ราคาสินค้า สินค้า ตัวเดียวกัน แต่ ราคา ไม่เท่ากัน  ??? พอไปเดิน มาบุญครอง คราวนี้ ไม่มีใครประกบ เดินซ่าส์ คนเดียว ชอบมาก เดิน เข้า สิบร้าน คนขาย ไม่พูดไทย ด้วย เลย แปดร้าน คราว นี้ เลยสนุก ให้เสนอราคากัน มา คราวนี้ ต่อ เป็นแล้ว เลยพูดไปเลย พี่ขา ถามจริงๆ คนไทยพี่ขายราคาเท่าไหร่ แม่ค้า มือ กุม ปาก อ้าว คนไทยหรอ   :-Xไม่น่าเชื่อ  ก็ต้องเชื่อ   เข้มขัด งาน ศิลปะ ทำด้วยมือ ราคา ขาย ต่างชาติ เส้นละ 550 บาท แค่ พูดไทย ได้ เหลือ 180 บาท แถมใจดี ลดให้อีก เหลือ 150 บาท   เลยต่อซะ อีกหน่อย ไหนๆ ก็มาแล้ว 120 ขายแล้วยังมีกำไร ก็ใส่ถุงเลยคะพี่ ขา   :-*  ประทับใจ ระบบรักษาความปลอดภัย  :)ได้เห็นว่า เมืองไทย ระบบ รักษาความปลอดภัย ดีมาก หรือว่า เป็นเมืองอันตรายมากก็ไม่รู้  เพราะ ขับรถ เข้า ที่จอดรถ มาบุญครอง โดน ให้ เปิด ท้ายรถ มีเครื่องมือตรวจ ระเบิด และ มี คน ตรวจ ดูสิ่งของ   คิดในแง่ดี ก็ รักษาความปลอดถัยดี พอเดินไป ถึงชั้น หนึ่ง ตรงประตูทางเข้า ห้าง เห็นว่า มีเครื่งอตรวจ วัตถุอันตราย  ตรงประตูทางเข้า และมี คนคอย เปิด กระเป๋า สะพาย คนเดิน เข้า ห้างด้วย  แบบ สนามบินเลย   โอ้ อะไร จะ รักษาความปลอดภัย กัน มากมายขนาดนั้น รถไฟฟ้า ใต้ดิน ก่อนลง ไป มี พนักงงาน นั่งง่วง ดักอยู่ จะลงไปง่ายๆ ไม่ได้ ต้องขอ เปิด  :o ดูกระเป๋า ถือหน่อย แค่ดูแล้ว ไม่เห็น ว่าจะ ค้นอะไรจริงจัง  ทั้งๆ ที่เรามี คัดเตอร์ ด้วย ก็ไม่เห็น ว่าอะไร หรือ มันไม่ได้เป็นอันตราย แค่ ไว้ ตัดกระดาษ เลยให้ ผ่านๆ ไป  ??? วันนี้แค่  เล็กๆ น้อย เก็บมาฝาก   กลับไป เมื่อ ตุลาคม ปี 2007  ไม่รู้ ใคร ที่ไม่ได้กลับนานๆ เจออะไรกันบ้าง  แต่โดยส่วนตัว ต้องบอกว่า ประทับใจ คะ ยังไง เมืองไทย ก็ยังเป็นสวรรค์ ของ นักท่องเทียว  อาหารอร่อย ทะเลสวย คนต่างจังหวัด จะใจดี  อยากหาความ มีน้ำใจ งามๆ ไห้ไปเที่ยว ต่างจัดหวัด อากาศ ยังดีอยุ่ ผู้คนเลยจิตใจ ดี ในกทม มันคงแออัดเกินไป เลยทำให้ ดู ทุกอย่างรีบ ร้อนกันไปหมด   อันนี้ ก็ พอเข้าใจ บ้าง :-[ ข้อดี ของการ ถือ พาสปอร์ดแคนาดา เข้าเมืองไทย เวลา คุณซื้อ ของ ราคา แพงๆ หน่อย ก็ ทำ tax refund ได้ ตามร้านค้าที่คุณซื้อ ได้เลย  ได้เลย ตอนกลับไป ซื้อ ไม้แบด ไม้ สคว๊อต  ไม้ ปิงปอง และ pda  กลับมา ทาง ร้าน ทำ tax refund ให้ด้วยสะดวกดี คะ love you thailand !!!!! ;)
#38SornramApr 11, 2008
แหม อย่างน้อยที่เมืองไทยไม่มีคน กระโดดให้ Subway (=BTS + ใต้ดิน เมืองไทย) ทับตายทุกวันแล้วปิดข่าว ซะแนบเนียน เหมือนประเทศศิวิไลซ์ ประเทศหนึ่งหรอก จริงไหมครับ นี่ผมก็พึ่งรู้นะ เนี่ย แถมมีคนดีๆ โดนคนบ้าผลักไปให้ subway ทับตายอีก โอแม่เจ้า น่านหล่ะอย่างที่บอกเรา focus ที่ข้อดี เราก็ happy เรา focus เรื่องไม่ happy เราก็ desperate   เพราะฉนั้น เลือกเอา เองแล้ว กัน (ขนาดคนบอกยังเลือกเฉพาะดีๆ ไม่ได้เลย 555)   จริงไหมครับ ข่าวนี้ คนไหน อยู่นานๆ เฉลย หน่อย แล้วบอกหน่อยแต๊ะ ทำไม่ปิดข่าวได้ซะแนบเนียน หรือ มันโดดกัน จนต้องออกหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับเขียน สาธายายทุกวัน เลยขี้เกียจทำ เป็นเมืองไทยมีสัก แคส ลงข่าวกันไม่เลิกเลยพี่น้อง   ถ้าเป็นจริง ใครใช้ subway ก็ระวังไว้นะครับ ทั้งคนดีคนบ้า ชนตกรางนาครับ   แต่เรื่องขับรถ ต้องชมคนที่นี่จริงๆ ว่าขับเพื่อคนเดินเท้าโดยแท้
#39ibandbandApr 11, 2008
เพิ่งกลับจากเมืองไทยไม่นาน ลองไปเพลทินั่มกับเค้าเหมือนกัน โอ้แม่เจ้า !! ตระการตา ไปหมด  ::) ถูกและดูทันสมัย ที่สำคัญ ดีใจเหมือนผีเข้า น้ำตาไหลพราก พราก........พบไซด์อย่างเราเต็มไปหมด อยู่แคนาดา เก็บกดมาตลอด หาไซด์ไม่ได้ ขนาดรองเท้าต้องไป kid coner ที่มีแต่ disney series หนักไปที่สีชมพู ม่วงและฟ้า เข้ากับใบหน้ามากเกินไป ทำให้ตัดใจซื้อไม่ลง เวรกรรมของคนไซด์เล็ก.. :-X ขนาดไม่ใช่คนชอบช้อปปิ้ง เดินซื้อของตั้ง 3 ชม.แต่ก็อิ่มพอสำหรับอีก 2 ปี แล้วเจอกันใหม่นะเพลททินั่ม.. ;D ของกินยังอร่อยเหมือนเดิม...เห็นอะไร น้ำลายหกไปหมด  หย่อย หย่อย  :P สำหรับเรื่องขับรถ เล่าไปก็เหมือนโกหก ขับรถกรุงเทพไม่เป็นซะแล้ว ปอดไปหมด... :-\ นั่งแท็กซี่ กับรถไฟฟ้า เป็นหลัก เทียบกับแคนาดา....ถูกกว่ากันมาก เลยเลิกคิด ชอบเดินซื้อของกินตามตลาดโต้รุ่ง ได้อารมณ์ดี หายคิดถึงหมูปิ้งข้างทางไปได้โข ที่สำคัญ ได้กลับบ้าน...ญาติเต็มบ้าน หลานเต็มบ้าน โดยเฉพาะวันหยุด อบอุ่นจนไม่อยากกลับแคนาดา.. นั่งยัน นอนยัน ทะเลบังสวยเหมือนเดิมอะ... :D เรื่องฉกชิงวิ่งราว... ที่ไหนๆก็มี เพื่อนเราโดนอย่างจังที่ผรั่งเศส เพื่อนไทยอย่างเราเตื่อนเพื่อนฝรั่งว่าระวังกระเป๋า อย่าไว้ใจใคร ยิ่งเราแปลกถิ่น แปลกกลิ่น เพื่อนฝรั่งชาวยุโรปไม่เชื่อ เพราะเมืองเขา ที่เบลเยี่ยมสงบและปลอดภัย ทำให้เขาไม่มีประสบการณ์ และระวังเนื้อระวังตัวเหมือนเพื่อนไทย ผู้ชำ่ชอง.....เลย ???..โดนซะ หมดตังค์เลย แถมวุ่นวายเรื่องยกเลิกสารพัดบัตรอีกตังหาก...เฮ้อ !! คุณพี่แจ็ค หากได้กลับเมืองไทยคราวนี้ จัดคิวเพื่อนๆให้ดีๆนะ ยำรวมหมุ่ทีเดียวเลยก็ไม่เลว เพราะไม่งัด คิวสังสรรค์จะแน่นจนทำอะไรอื่นไม่ได้ LoL...หรือไม่ก็ หาคิวให้เพื่อนไม่ได้เลย...อย่างเราเที่ยวที่แล้ว  :( อย่างไรเสีย...ดีใจได้กลับบ้าน.....เฮ้... ;D
#40Mini MeApr 12, 2008
ห้าปีในแคนาดาทำคุณไดแอนน์เปลี่ยนไป๊  ;D ขอพูดแบบปกป้องแฟนเก่าแบบคุณไทยเกิร์ลว่านะคะ เรื่องมารยาทในการขับรถ เราว่าเค้าก็ขับกันเหมือนเดิมแหละค่ะ แต่ถ้าใครอยู่และขับรถที่แคนาดามาซักพักอาจจะไม่ชิน พวกแซงซ้ายขวาหน้าหลัง แบบไม่เปิดไฟเลี้ยว เรื่องไม่หยุดให้คนข้ามถนนก็เป็นมาตั้งนานแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่เปลี่ยนง่ายๆ หรอกค่ะ แฟนเราขับทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่โน่นมานานโขมาขับที่ไทยก็หลายครั้งให้ความเห็นว่า คนไทยขับรถเก่งกว่าคนเคเนเดี่ยน แต่มักจะทำอะไรที่ silly (แปลไทยว่าโง่มันไม่ตรงเท่าไหร่เนอะ) เท่านั้นเอง ที่อิตาลี่ที่เข้าขั้นว่าพัฒนาแล้วก็ขับประมาณนี้แหละค่ะ เผลอๆ แย่กว่านี้อีก เรื่องฉกชิงวิ่งราวเมืองไทยน่ะ ส่วนตัวว่าไม่ได้เยอะมาก ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเจอจังๆ เลย จากประสบการณ์เทียบกับสเปน อิตาลีหรือตอนใต้ของฝรั่งเศสแล้ว พี่ไทยยังห่างชั้นนัก แต่เราก็ไม่เคยประมาท ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หลักๆ ของเราคืออย่าทำตัวให้ดูออกว่าเป็นนักท่องเที่ยว ไปไหนเราไม่ค่อยถือแผนที่หรือกล้องถ่ายรูป จะเอาออกมาตอนจะใช้งานเท่านั้น เอกสารสำคัญและเงินเอาติดตัวไว้เสมอ พยายามพูดภาษาท้องถิ่นถ้าทำได้ เรื่องโขกราคานักท่องเที่ยวก็คล้ายๆ กันทั่วโลกแหล่ะค่ะ เพียงแต่ถ้าเป็นประเทศอื่นเราไม่รู้ว่าโดน ส่วนตัวแล้วจะลองต่อดูแต่ซื้อที่ราคาที่พอใจ โตรอนโตค่าครองชีพสูงค่ะ เท่าที่ดูๆ สูสีกับประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ด้วยค่าเงินตอนนี้จะตามหลังก็แค่ประเทศแถบสแกนฯ แล้วก็สวิสเท่านั้นเอง อีกอย่างคือ โตรอนโตข้าวของเวลาลดราคา ลดน้อยกว่าเมืองใหญ่ในประเทศอื่น  แอบบ่นนิดๆ :( เรื่องแท็กซี่ที่สนามบินต้องด่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยค่ะ เห็นแก่เงินแล้วก็ไม่ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี เดี๋ยวนี้แย่ถึงขนาดปล่อยให้เข้ามาถึงใน Baggage claim อันนี้ขอประนามการท่าฯ ค่ะ เรื่องรักษาความปลอดภัย เราเข้าใจว่าเป็นเพราะปีก่อนมีระเบิดที่งานปีใหม่ค่ะ จนต้องยกเลิกกันไปจากนั้นที่เที่ยวและอะไรต่อมิอะไร ก็ดูจะเข้มงวดขึ้น เราว่าวัตถุประสงค์คือตั้งด่านขึ้นมาให้คนเกรงมากกว่าที่จะตรวจจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว เห็นด้วยกับคุณศรรามว่าบางครั้งประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้วน่ะ พัฒนาตัวเองจนหน้าบาง เรื่องบางเรื่องยอมรับความจริงไม่ค่อยจะได้ ยาวมาก ไปหาไรทานก่อนดีกว่า กลับพรุ่งนี้แล้วอ่ะ  :'(
#41di_annApr 12, 2008
:)    จริงๆ แล้ว เราว่า เราไม่เปลี่ยนนะ เพื่อน ๆ ญาติๆ โดยเฉพาะ ผู้ให้กำเนิดบอกเลย ว่า เราไม่ได้เปลี่ยน เลย ไม่ว่า จะ นิสัย และความคิด โดยเฉพาะ  ปาก เนี่ย ปกติ ไม่ค่อยพูด แต่ถ้าพูด คนฟัง หลายคน มักอยาก ชก ถ้า ไม่รู้จัก นิสัย  :-\    ปกติ อยู่ที่นี่ ก็ใช้บริการ ttc ตลอด จะขับรถ แค่ เฉพาะ เสาร์ อาทิตย์ ไปซื้อของ ไป ทานข้าว กับเพื่อน   ไปล้างรถ (ฟรี) เท่านั้นเองคะ แต่ที่เปลี่ยน ไป คือ เราใจเย็นขึ้น หละ คะ คุณ mini me   :P  สงสัยคงเป็นเพราะอายุ มากขึ้น เลยไม่เลื่อดร้อน เหมือน สม้ย อายุ  ยังไม่ถึง สามสิบ พอ เข้า สามสิบยังแจ๋ว แล้ว ใจเย็นขึ้น เยอะเลย  นี่ ถ้า มีโอกาศ อยู่ไปนานๆ อีกหน่อย ถ้าไม่ จากโลกนี้ไปซะก่อน  ซัก ใกล้ บางเขน หรือ หลัก สี่ คง จะ ใจเย็น เป็น น้ำแข็งเลย :D เรื่องขับรถเนี่ย เรา มีมารยาท ตั้งแต่อยู่เมืองไทยนะ ไม่เคย ขับฝ่า แม้กระทั้งไฟเหลือง ชะลอ ตลอด จนไฟแดง  จน เพือนๆ ที่นั่ง มาด้วยมัก บ่นว่า ตูจะบ้า จะ ขับตามกฎไปถึงไหน    :( บอกแล้วว่า เป็นคนใจเย็นมาก โดยเพาะ เรื่องขับรถ ) ต้องขอบคุณ ที่เตื่อน เรื่อง ระวัง โดน ผลัก ตกลงไป ใน subway  แต่ คนปกติ ๆ ดีๆ ก็ ไม่ ไปยิน ริมๆ เส้นเหลือง อยู่แล้ว มั้งคะ เพราะใช้บริการ  TTC ประจำตอนไปทำงาน  ก็ มักรอ รถไฟฟ้า เข้า ที่ เข้าทาง ถึง เดินไป ขึ้น      จะไม่ได้ เป็นวัยรุ่นจ๋า ไปยิน เล่น กัน ตรง ใกล้ๆ เส้นเหลือง ที่เค้าบอกว่า ให้  stand behind the yellow liine  แต่ถ้า จะโชคร้าย เจอ คน บ้า ผลักตก ลงไป จริงๆ ซักวัน ก็คงต้องบอก ว่า มันเป็น คราว ซวย จริงๆ  ก็แลว กัน คิดซะว่า ได้ ระวังเต็มที่แล้ว คนเรา ถ้ามันจะถึงคราว ตาย กิน หมูปิ้ง  อยู่ ข้างทาง มีคน วิ่ง มาชน โดนไม้ เสียบ หมูปิ้ง เสียบคอตาย ก็ อาจเป็นได้ ใครจะรู้ อันนี้คงไม่ได้ เกี่ยว กับ เรื่อง  ประเทศ พัฒนาแล้ ว หรือ ไม่พัฒนาเท่าไหร่นัก  สำหรับเรื่อง คราว เคราะห์  ร้าย   เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่ได้ วิจารณ์ ความเห็น ใคร :-X   ไอ้เรื่องปิดข่าว  โดยส่วนตัว คิดว่า คงไม่ได้ปิดข่าว หรอก น่าจะ ไม่อยาก ให้ ประชาชน ตื่นตระหนก มากกว่า   หรือ ไม่ก็ คง มีทุกวัน จน ไม่รู้จะรายงาน ให้ เป็นข่าวไปทำไม   (มั้ง)
#42SornramApr 12, 2008
ผมรู้ว่าคนไทย รักเมืองไทยกันทุกคนหล่ะ ไม่งั้นตอนนี้คงไม่เหลือชื่อประเทศไทยแล้ว (เข้าใจไหมเนี่ย !!) ไม่ว่าใครจะอยากอยู่ เมืองนอก หรือ เมืองนา 555 ฟังเพลง พี่แอ๊ด หน่อย พี่น้อง ไม่มีดินผืนใด ให้ไออุ่น เท่ากับดินที่คุณถือกำเนิด ไม่มีดินผืนใด ดูมั่นคง เท่ากับดินที่ลงสำมะโนครัว ไม่มีดินผืนใด ให้ใครคุณเดิน เท่ากับดินที่คุณ เดิน ตอนตั้งไข่ ไม่มีดินผืนใด มีความหมาย เท่ากับดินสุดท้ายของเผ่าพันธ์ ไม่มีชายหญิงใดมีชีวิต หมกมุ่นครุ่นคิดแค่สืบพันธุ์ ไม่มีชายหญิงใดมัวแต่ฝัน ถึงแต่ตนทุกวันทุกเวลา ไม่มีชายหญิงใดไม่เคยคิด ถึงชีวิตต่อไปภายภาคหน้า ไม่มีชายหญิงใดไม่อ่อนล้า ร่วงโรยชราไปตามกรรม อย่ามัวแต่ฝัน อย่ามัวแต่คิด ฝันถึงคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ตัว แผ่นฟ้าจะมัว แผ่นดินจะหมองนองน้ำตา ไม่มีชัยชนะใดยิ่งใหญ่ เท่ากับชัยชนะเหนือใจตน ไม่มีภัยผองใดเห ี้ยมโหดร้าย เท่ากับภัยผองไทยทำลายตน ไม่มีเงินไม่มีทองยังไม่หมองเศร้า มีแผ่นดินปลูกข้าวเราอยู่ได้ ไม่มีเงินไม่มีทองค่อยหาใหม่ บนแผ่นดินสุดท้ายของไทยทุกคน คิดดูครับ เทียบ พม่า ลาว เขมร เวียดนาม เราเป็นไงครับ ดึกว่าเป็นอักโข เจริญพร
#43PennyApr 12, 2008
ขอแจมหน่อยค่ะท่านๆ "Thai Ontario" ทั้งหลาย ก่ออื่นบอกเลยว่า Welcome back to Thailand จ้า  :D เรื่องขับรถ เราเองก็คล้ายๆ คุณ Di_ann เวลาขับรถ แต่ไหนแต่ไรมา พยายามอย่างยิ่งที่จะขับให้ถูกกฏจราจร ไม่มียูเทรินในที่ที่ห้ามยูเทริน ไม่มีปาดหน้า ปาดหลัง หรือจี้ตูดให้คนอื่นรำคาญ  แต่ปรากฏ โดนพี่ไทย บีบแตรไล่ เพราะรำคาญประจำ แต่ถ้าเป็นมอเตอร์เวย์รถโล่งๆ ก็เคยเหยียบสูงสุด 180 ค่ะ อยากลองเครื่องรถ วันก่อนเพิ่งขับไปจันทบุรี โดนพี่ไทยบีบแตรไล่ตลอดทางทั้งๆ ที่เราก็ขับรถถูกกฏ ไม่จี้ตูด ไม่ปาด และพยายามไม่อยู่ใน blind spot ของรถคันอื่น เราบอกแฟน เราอยากฝึกหัดขับรถแบบ แคเนเดียน เพราะเดี๋ยวตอนย้ายไปอยู่ที่นู๊น เวลาไปสอบ road test จะได้หนเดี๋ยวผ่าน ไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลาหลายๆ รอบ โดยเราจะให้แฟนคอยบอกราว่า จังหวะแซง หรือการขับแบบไหนที่จะโดนตำรวจที่แคนาดาจับ และปรับ เราจะได้ฝึกขับให้มันถูกเสียแต่เนิ่น มันจะได้ชิน.. หุหุ ไม่อยากเชื่อเลย ขนาดเราขับอยู่เลนกลาง เลนซ้าย ยังโดนพี่ไทยบีบแตรไล่ตูด ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ขับช้า อยู่ที่ประมาณ 70-80 เนื่องจากเราทิ้งระยะห่างจากคันหน้าพอควร เพื่อไม่ให้อยู่ใน blind spot  ของรถคันอื่น แต่ปรากฏว่า มีพี่ไทยมาปาดหน้าแซงเข้ามา เบียดเข้ามาตลอด แล้วคน ตจว. นะขับรถไม่กวนประสาทเหมือนคนในเมืองจริง แต่ขอโทษ ขับออกจากถนนเล็ก ไม่เคยมองอะไรเลย นึกจะออกก็ออก พรวดพลาด พอออกมาจากซอยแล้ว ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัว ขับรถกินลมชมวิว ซึ่งจริงๆ ควรจะเร่งเครื่อง เพื่อให้ตัวเองขึ้นไปอยู่บนถนน main ให้เร็วที่สุด ไอ้เรามาทางตรง ซึ่งถือว่าเป็นทางเอก จริงๆ เขาต้องชะลอให้เราผ่านไปก่อน จนข้างหลังไม่มีรถแล้ว เขาถึงจะเคลื่อนตัวขึ้นมาบนเส้น main ได้ เพราะเขามาจากทางโท แต่ป่าวเลย ไม่ชลอแถมพยายามเบียดเราอีก มิหนำซ้ำมองหน้าเราเหมือนด่าเราอยู่ในใจอีกต่างหาก.. พอเราชลอรถ ก็โดนแฟนบ่นอีกว่า เราไม่ควรชลอ เพราะเราอยู่ทางเอก ถ้าเราชลอ รถคันหลังอาจจะมาชนเราได้ ไอ้เราก้ เฮ้อ ตรูทำไรไม่ถูกเลยโว้ย.. ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เจอแบบนี้ และเราก็ไม่ใช่คนที่เพิ่งขับรถตจว. ด้วย ขับไปมันมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ตั้งแต่เชียงใหม่ ยัน ชุมพร ระนองโน่น เพราะด้วยอาชีพเก่า นักมาเก็ตติ้งที่ต้องจัด event บ่อยๆ ให้กับร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และในแถบ asia บางทีก็ไปเครื่อง บางทีก็ต้องขับรถไป แล้วแต่ๆ ละ event เงื่อนไขไม่เหมือนกัน อีกกรณีที่เจอคือ ขับมาเห็นไฟเหลืองก็ชลอจอด รถคันหลังก็ตามมาติดๆ มาจ่อซะติดตูดเลย พอไฟเขียวเราก็ออกตัว ไม่ช้า ไม่เร็ว เพราะไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหน รถคันหลังมันบีบแตรไล่เราซะ แล้วก็ขับแซงมาปาดหน้าเราสดๆ กันตรงกลางสี่แยกไฟแดงนั้นเลย  สงสัยคงจะโกรธเราที่ดันชลอตอนเห็นไฟเหลือง เรานึกในใจ ไอ้บ้าเอ้ย ก็ไฟมันเหลืองอยู่เห็นๆ..  นึกในใจ มิน่าล่ะ ต่างด้าวที่บ้านถึงประสาทเสียเวลาขับรถ ส่วนเรื่องน้ำใจ  คนไทยยังมี แต่นับวัน ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ยิ่งเห็นเราเป็นคนมีน้ำใจ อัธยาศัยดี ยิ่งเอาเปรียบเรา เพราะคงนึกในใจว่า เราซื้อบื้อ.. เรื่อง แท็กซี่ที่สุวรรณภูมิ ต้องด่าการท่าจริงๆ แก็งค์มาเฟียแท็กซี่เยอะมาก เรียกผู้โดยสาร ต้อนหน้า ต้อนหลังกันจนหน้าเกลียด ตะโกนกันโหวกเหวก ยังกับหัวลำโพง หมอชิตจริงๆ โลว์สุดๆ พอเปิดประตูออกมาก็มีเศษถุงพลาสติก ขี้บุหรี่เกลื่อนพื้นอีกต่างหาก วันหลังใครมา เราแนะนำว่า ให้เดินขึ้นไปชั้นสี่ ชั้นบนสุดเลย เพราะจะมีแท็กซี่ที่มาส่งผู้โดยสารที่นั้น เราก็เรียกขึ้นได้เลย ไม่ต้องรอ หรือไม่ก็ต้องนั่ง shutter bus ออกไป ไปลงที่ bus terminal แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง ไปเรียกแท็กซี่ข้างนอกเอา เราเคยเรียกแท็กซี่ในสุวรรณภูมิ ไปส่งที่บางพลี ที่ออฟฟิศ เพื่อไปเอารถที่นั่นแล้วขับกลับบ้าน จากสนามบินไปแค่สิบห้านาที กดมิเตอร์ก็ประมาณ 60-70 บาท แต่โดนชาร์จค่าเข้าวิน 250 บาท จะบ้าตาย เราก็เปลี่ยนใจ ไม่ไปดีกว่าค่ะพี่ ไม่เป็นไร มันแพงเกินไป หนูไปแค่นี้เอง แท็กซี่บอก เขารออยู่ในลานจอดมา 4 ชั่วโมงเต็มๆ เพิ่งจะถึงคิวเขาก็เนี่ยแหละ ให้เห็นใจเขาเถอะ เราก็ยิ้ม ส่ายหน้าพร้อมนึกในใจ ถ้าท่านไม่เข้ามาในสนามบินป่านนี้ได้ผู้โดยสารไปหลายแล้ว แล้วฉันต้องมารับผิดชอบความ silly ของท่านเหรอว่ะ ที่ยอมนั่งรอคิวตั้ง 4 ชม. เราก็ไม่พูดไร เดินออกอย่างเดียว  มันตะโกนด่าไล่หลังเราซะหูดับเลย แฟนเราก็โมโห เดินกลับไปตะโกนเสียงดังด้วยภาษาไทยที่ฟังชัดถ้อยชัดคำ " แท็กซี่ มาเฟียๆ what's a rip off ๆ" ให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทั้งไทย ทั้งต่างด้าวได้ยินกันทั่ว ฝรั่งก็มองกันใหญ่เลย แฟนเราก็เดินไปยืนจดเบอร์โทรผู้จัดการการท่าที่บอร์ด เพื่อแจ้งเบาะแส แท็กซี่มาเฟีย ไอ้เราก็กลัวได้กินยำเล็บมือแท็กซี่ฟรีๆ รีบคว้าแขนแฟนเดินหลบเข้าไปข้างในแถบไม่ทัน... ดีนะที่เขาไม่ตามเข้ามา ทั้งกลุ่ม วันนี้ตอนเที่ยง ไปกินส้มตำบ้านๆ กันมาสองคนกับแฟน สั่งมา 5 อย่างมี ส้มตำ, ลาบหมู , ซุปหน่อไม้, ยำถั่วพลู , คอหมูย่าง , ข้าวเหนียว 1 กระติบ น้ำโพลาลิสขวดเล็ก 1 ขวด หมดไป 310 บาท คิดง่ายๆ ตกจานละ 58 บาท.. เฮ้อ ส้มตำ.. เมืองไทยวันนี้ เมืองไทยเหมาะที่จะเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ มากกว่าจะมาพำนักอาศัยค่ะ ส่วนคนไทยที่อยู่เมืองนอก เราเข้าใจความรู้สึก จากบ้านเกิดเมืองนอนไปนานๆ ก็อยากกลับมาเยี่ยมญาติพี่น้อง พ่อแม่ และกินอาหารไทยต้นตำรับให้หนำใจ ถ้าอยากกราบแผ่นดินเพราะคิดถึงคงทำได้ค่ะ แต่ไม่รู้ว่า ท่ากราบธรณีสูบที่โด่งดังอันนั้น เจ้าของเขาจดลิขสิทธิ์ไว้หรือเปล่า ฮิฮิ
#44NickApr 12, 2008
ไม่ได้เห็นกันแค่ปีเดียว คิดว่า The land of smile ยังคงอยู่ดีกินดีเหมือนเดิม (อยากให้เป็นอย่างนั้น)  กลับไปรอบนี้ขอไปนั่งซดต้มยำกุ้งฉบับต้นตำรับซะหน่อย  แล้วเจอกันนะ Thailand!!
#45PennyApr 12, 2008
ลืมไปอีกเรื่อง... ของ เมืองไทยวันนี้ คือ ระบบการศึกษา มีประสบการณ์มาแบ่งปันค่ะ  พอดีหลานสาวสอบเข้าโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว เพื่อต่อชั้น ม.1 เธอก็สอบผ่านไม่มีปัญหาอะไร  แต่อาจารย์ขอเงินแป๊ะเจี๊ย หรือเงินบริจาค จำนวน ห้าหมื่นบาท เป็นเงินกินเปล่า เด็กข้างบ้านอีกคนสอบไม่ได้ แต่จับฉลากได้  โดนขอเงินบริจาค จำนวน หนึ่งแสนบาท เราฟังพี่สาวเล่าให้ฟังแล้วก็... เฮ้อ.. สมัยเราเด็กๆ สอบติด ก็ได้เรียน เสียค่าเทอมธรรมดา ไม่เห็นต้องจ่ายค่าแปะเจี๊ยเลย เรียนพิเศษหลังเลิกเรียนก็ไม่เคยต้องเรียน การบ้านก็ไม่ได้เยอะมากเหมือนเด็กสมัยนี้  น้องสาวเลยเล่าให้ฟัง พูดถึงการบ้านแล้วงง ลูกชายเขาอายุ 2 ขวบครึ่ง เข้าเนิสเซอรี่ มีการบ้านมาให้ทำทุกวัน แถมเยอะด้วย เราก็งง อะไรฟ่ะ  เท่านั้นไม่พอ น้องเราก็สอนลูกชายให้รู้จักถือกระเป๋าเอง ใส่รองเท้าเอง ทำอะไรเองตลอด พอไปโรงเรียน(เนิสเซอรี่)  คุณครูเขียนจดหมายฟ้องน้องสาวเราว่า ทำไมน้องเหนือดื้อจัง ไม่ยอมให้ครูถือกระเป๋าให้ หรือทำอะไรให้เลย พอจะทำให้ก็บอกว่า ครูไม่ต้อง หนูทำเองได้ ทำไมลูกดื้อจัง น้องเราเลยเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า คุณครูไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขาสอนลูกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองแต่เล็กๆ ปล่อยให้เขาทำเองจะดีกว่า  พอน้องสาวเล่าให้ฟัง เราก็ อือม์ ทำไมคุณครูถึงได้สปอยเด็กนะ เขาไม่รู้หรือว่า เขาควรจะสนับสนุนให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ในสิ่งที่พอทำได้ ไม่ใช่ สปอย เด็ก ทำให้เด็กรู้สึกว่า ตัวเองเป็น little king จะทำอะไร เอาอะไรก็มีคนทำให้ ประเคนให้หมด แล้วถ้าเห็นเพื่อนๆ ให้ครูทำให้หมด แล้วเขาเกิดอยากเอาอย่างบาง เพราะไม่อยากเป็นแกะดำละ  อย่างนี้โตขึ้น ไม่เสียนิสัยเหรอ.. คุยกันอยู่ดีๆ เจ้าหลายชายเรียนอยู่ ม. 2 ได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน  ก็เลยเล่าให้เราฟังอีก.. อี๋ๆ ไม่ใช่แค่นี้นะ เดี๋ยวนี้ในชั่วโมงเรียน คุณครูไม่ค่อยจะยอมสอนตามหลักสูตรแล้ว ชอบปล่อยให้คุยกัน หรือไม่ก็สอนนิดๆ หน่อยๆ ไม่เต็มที่ พอจบชั่วโมงก็ออก แล้วก็บังคับให้นักเรียนมาเรียนพิเศษเอา หลังเลิกเรียน หรือไม่ก็เสาร์อาทิตย์ ซึ่งครูจะสอนเต็มที่หน่อย..หนูเจอแบบนี้มาตั้งแต่เรียนประถมแล้วนะอี๋ .. เออ เอาเข้าไป เงินเดือนครูมันน้อย เลยต้องหารายได้เสริมเอากับเด็กๆ เฮ้อ ครูก็เป็นแบบนี้อีก.. เพื่อนที่ออฟฟิศ เอาลูกเข้าอัสสัมชัญบางรักชั้น ป. 1 โรงเรียนระบุชัดเจนเลย แปะเจี๊ย “ ขั้นต่ำ “ หนึ่งแสนบาท แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ ถ้ามีคนจ่ายมากกว่าหนึ่งแสน แล้วเกิดเต็มโควต้า ก็ชวดไป เงินแสนเสียฟรีๆ  อาจารย์บอกถ้าอยากให้ลูกเรียนที่นี้จริงๆ คนอื่นเขาบริจาคกันประมาณ สามแสน... เราฟังแล้วปลง เฮ้อ มานคอรัปชั่น ติดสินบนกัน ตั้งแต่เด็กเข้าโรงเรียน เด็ก absorb เรื่องพวกนี้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน แล้วโตขึ้นจะเป็นไง  ถ้าเด็กถูกอบรมสั่งสอนให้คิดเป็นก็แล้วไป  ถ้าเด็กคิดไม่เป็นล่ะ  อนาคตประเทศไทยของเราจะเป็นยังไง.... นี่แหละ เมืองไทย วันนี้
#46NickApr 12, 2008
ปัญหาเรื่องการเสียเงินเพื่อเข้าโรงเรียนดังๆในกทม. มีมานานแล้ว เป็นเพราะค่านิยมของพ่อแม่ โดยเฉพาะคนมีตังค์กับคนที่พอมีตังค์ก็อยากให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้จึงพยายามที่จะวิ่งเต้นและติดสินบนครูหรืออาจารย์ใหญ่  ผมกลับมองไม่เห็นปัญหา เห็นแต่ความดิ้นรนของผู้เป็นพ่อแม่  ผมมีหลานทางภรรยา 5 คน ทางพี่น้องตัวเองอีก 4 คน  ปีนี้ หลานชายสอบเข้าได้ ม.1 สวนกุหลาบได้ 2 คน อีกคนอยู่ต่างจังหวัด สอบได้ ม.1 ราชสีมาวิทยาลัย (โรงเรียนประจำจังหวัดนครราชสีมา) และหลานทั้งหมดเก้าคน พ่อแม่ไม่เคยได้ต้องเสียเงินอัดฉีดเพือให้เข้าโรงเรียนได้เลย  แต่ก็มีเพื่อนที่เต็มใจเสียเงินห้าหมื่นบริจาคให้โรงเรียนทั้งๆที่ลูกชายตัวเองสอบเข้า ป 1 กรุงเทพคริสเตียนได้ เขาบอกว่า "กันพลาด" เรียนสิบสองปี ตกปีละไม่ถึงห้าพันบาท  :D
#47funkyladyApr 13, 2008
ค่านิยมแบบนี้จะแก้ปัญหาที่ไหนดี (ใช้เส้นสาย บูชาเงิน) เริ่มจากที่ว่า คนไทยเอาค่านิยมหรือความเชื่อนี้มาจากไหนและเมื่อไหร่.. เงิน คือ พระเจ้า...ความคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อคนมีเงิน(แม้จะได้มาอย่างคดโกงหรือได้มาอย่างมิชอบ)คนมีเงินไปไหนคนก้มลงกราบ คนนิยมชมชอบ สื่อมวลชนหรือละครโทรทัศน์เองก็สื่อให้เห็นว่า คนรวยนี่มันดีจริงๆหรูจริงๆ (ถ้ารวยแบบสุจริตก็ดีไปนะไม่ว่าอะไรกัน)แต่แม้แต่ไม่สุจริตก็ยังเห่อเหินกัน ในละคร.. บ้านต้องใหญ่ ขับรถสปอต ดูดีไปทุกอย่าง ตบตีแย่งผู้ชายกัน (เพราะผู้ชายรวย)ฮมมม.. อย่างนี้ เรื่องค่านิยม คนรวยหรือเงินต้องมาก่อน หากอยากจะให้มันลดหรือหมด(หมดท่าจะยาก)แต่หากจะให้ลดลง ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน.. นับตั้งแต่ลูกนักการเมืองหรือลูกคนใหญ่คนโตก็ต้องเลิกพูดคำว่า "..ึงรู้ไหมกรูลูกใคร" เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยว่าคุณลูกใครถ้าคนอื่นๆไม่ได้เป็นปลื้มเงินทอง คนดีเท่านั้นที่เราต้องการ รวยแต่เลวอย่าให้ความสนใจ หรือ ตอบเค้าไปก็ได้ว่า "ถ้า..ึงเองยังไม่รู้ว่าพ่อ..ึง เป็นใครแล้ว กรูจะรู้ได้ยังไง เที่ยวถามคนโน้นคนนี้ว่า "รู้ไหม กรูลูกใคร"...จำพ่อตัวเองยังไม่ได้ ยังอยากมาทำงานการเมือง กรรมของประเทศ.... สื่อมวลชนเวลาใครทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด อย่าไปกลัว ถ้าเราผู้เป็นสื่อ,เป็นข้าราชการหรือเราเป็นผู้มีการศึกษาทอดทิ้งประชาชน แล้วประชาชนผู้มีการศึกษาน้อย ผู้เป็นเกษตรกรปลูกข้าวปลูกผักเลี้ยงเรา เค้าจะอยู่ยังไง ลูกหลานเกษตรกรแม้จะเก่งเหลือล้นก็ไม่สามารถแข่งขันกับอำนาจเงินได้ แล้วเรายังหวังจะให้มีคนดีในสภาอีกหรือ.. ในสภา นามสกุลยังเดิมๆ (เมื่อก่อนสามีเป็น สส. ภรรยาเป็น สว. ถามหน่อยเค้าจะตรวจสอบกันไหม..) เห็นเค้าทำผิดอยู่ทนโท่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะบ้านเค้าใหญ่.. คงต้องเริ่มที่การปลูกฝังเด็กๆในปัจจุบัน ตั้งแต่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่วัด ที่สื่อ ที่ของเล่น ที่แมกกาซีน ที่การตูน ที่การกระทำของเราเองให้เป็นตัวอย่าง เพราะผู้ใหญ่(ลัทธิบูชาเงิน)บางคน ในปัจจุบันคงแก่เกินแก้ไข แก่กะโหลกกะลา ว่าตัวเองถูกทั้งที่ตัวเองผิด ถ้าอยากให้สังคมดีขึ้นทุกคนต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย ไม่ใช่เพราะคิดว่าตนมีอายุมากแล้วพูดได้ทุกอย่างแม้มันจะผิด อย่างนี้ที่เขาเรียก แก่แต่กระดูก สมองไม่พัฒนาไปด้วย... อย่างนี้บ้านเมืองจะพัฒนาได้อย่างไร (พัฒนาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพัฒนาด้านวัตถุ แต่เป็นด้านจิตใจ จิตสำนึก เรื่องวัตถุเองเราก็มีให้พอใช้ พอเพียง ทุกฝ่ายมีความสุข สุขอย่างพอเพียงและเพียงพอ) ความเจริญของบ้านเมืองทุกฝ่ายต้องเปิดใจ ต้องไม่ใช้ทิฐิ ต้องนั่งโต๊ะกลม ไม่มีใครใหญ่เกินใคร ปัญหาบ้านเมืองเป็นปัญหาของทุกคนไม่ใช่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่อย่างเดียว เป็นปัญหาของเด็กและเยาวชนด้วย เป็นปัญหาของครอบครัวอื่นด้วยไม่ใช่ปัญหาของตระกูลหรือนามสกุลเดียว... ถ้าบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ คุณคิดว่าคุณจะอยู่ได้หรือ หรือคุณจะมีความสุขหรือ... ติเพื่อก่อ ขอบคุณค่ะที่อ่านจนจบ :)
#48TonychaiApr 17, 2008
ชอบมากกระทู้นี้ คุณรู้ไหมครับเมืองไทยวันนี้มีอาไรบ้างเชิญครับ 1. คนไทยขอ PR ไปอยู่ต่างประเทศน้อยกว่าฝรั่งหัวดำ-หัวทอง ขอ PR หรือ Citizen เข้ามาอยู่เมืองไทย ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับอันนี้เรื่องจริง 2. เมืองไทยวันนี้มีมิจฉาชีพที่เป็น พวก european หรือ พวกต่างชาติอื่นๆๆๆๆ เดาไม่ออกหัวทองเหมือนกันมาทำธุรกิจข้ามชาติ เช่นค้ายา ค้าอาวุธ ค้าคน ค้าประเวณี etc 3. การศึกษาภาษาทำไมไม่ดีเท่าที่ควร ประเทศไทยไม่มีระบบตรวจสอบคุณสมบัติฝรั่งเข้ามาทำการสอน หิ้วกระเป๋าใบเดียวพูดภาษาได้สอนได้เลย ซึ่งกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ได้ผิดกฏหมาย ฝรั่ง ร้อยละ 85 ไม่มีใบ Cert ในการสอนภาษา eng หรือภาษาอื่นๆๆ แต่กลับมาสอนได้ และที่สำคัญพวกนี้รู้มากอยู่ไปนานๆๆหาเช่าห้องแล้วหาเงินกันเป็นเรื่องเป็นราว  หรือเราเรียกกันว่าฝรั้งซำเหมา ช่วยกันแจ้งจับครับเป็นภัยร้ายแรงมาก 4. ฝรั่งบางจำพวกเงินเที่ยวหมดมา สมัครทำงานตามบริษัทได้ง่ายเนื่องจากได้เรื่องภาษา แต่ ประสิทธิภาพน้อยมากถ้าเที่ยบกับคนไทย  ทำงานเพื่อนหาเงินเพื่อเที่ยวโดยไม่ใช้เงินของตัวเอง ผมเข้าใจบางคนว่าฝรั่งฉลาดแต่ขอโทดครับ พวกนี้จะเป็นปัญหาสังคมในอนาคต 5. ฝรั่งแก่แผงตัวอยู่ในเมืองไทยเยอะมากคุณรู้ไหมครับ นี่จะเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงของประเทศไทยเนื่องจากต้องมาดูแลพวกที่ไม่มีประสิทธิภาพพวกนี้คุณลองไปต่างจังหวัดอาจจะเห็นฝรั่งแก่นอนโรงพยายบาลทั้งปี 6. ฝรั่งที่passport หมดอายุแล้วไม่ยอมต่อเยอะมากและกำลังแฝงตัวเยอะขึ้นๆๆๆๆๆๆๆๆในเมืองไทย ยังมีอีกเยอะเขียนไม่หมด เอาเป็นว่านี่แหละครับ เมืองไทยวันนี้ ผมอยากให้คนไทยไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลก โปรดรักประเทศไทยครับรักในสิ่งที่เราเป็นอยู่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับช่วยกันรักษาวัฒนธรรมดีๆๆของเราให้ลูกหลานครับสอนในสิ่งที่ดีให้เขาและให้เขารู้ว่าเมืองไทยมีสิ่งสวยงามเยอะแยะครับ
#49JJ_JenApr 17, 2008
วันนี้รับ case เป็นเด็กหญิงอายุ 13 ปี ถูกส่งมาจากสถานพินิจฯ ด้วยเรื่องขโมยของของฝรั่ง และติดสารเสพติด.... ได้ความว่า ...เด็กหญิงชาวอีสานและเพื่อนๆไปขายบริการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่พัทยาทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยมีรถตู้ซึ่งน้าสาว(ขายบริการที่พัทยา) เช่ามารับเด็กๆในทุกคืนวันศุกร์ และส่งกลับบ้านที่ภาคอีสานหลังเที่ยงคืนในวันอาทิตย์ ส่วนวันจันทร์ ถึงศุกร์ เด็กๆก็เรียนหนังสือที่โรงเรียน...เสาร์อาทิตย์ ทำมาหากินที่พัทยา..แต่ละครั้งเด็กจะไปกันประมาณ 12-15 คน เด็กๆพากันขายบริการอย่างนี้มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว  มีรายได้ประมาณ 3000 บาทต่อสัปดาห์ (โดนหักค่าหัวคิวให้น้าสัปดาห์ละ 1000 และหักค่ารถตู้ที่มารับส่ง 500 บาท เหลือประมาณคนละ 1500 บาท) ทำไปทำมาเริ่มติดใจ อยากทำตลอด ไม่อยากกลับมาเรียน เพราะมันสนุก หาเงินง่าย ไม่ต้องมีเงินไปลงทุน..ใช้เค่ร่างกายตนเอง ... พ่อแม่ก็สนับสนุนให้ไปทำเต็มเวลา เพราะเด็กๆส่งเงินมาให้พ่อแม่ กินเหล้า ซื้อหวยได้เดือนละห้าพันบาท มันดีกว่าพ่อแม่ไปรับจ้างได้ค่าแรงวันละ 150 บาท เป็นไหนๆ ความโลภและไม่มีการศึกษา...ก็ทำให้คิดได้แค่ว่าเงินเป็นพระเจ้า...เด็กๆเริ่มดื่มเหล้า สูบบุหรี และใช้สารเสพติด เพื่อให้ทำงานได้อย่างสนุกสนาน และทำงานได้ตลอดทั้งคืน ...จนติดยา...ติดไปติดมา เงินที่หามาได้ ไม่พอค่ายา..จึงขโมยข้าวของมีค่า เงินทอง ของคู่นอน แล้วหนีไป...เป็นแบบนี้ ทำอยู่หลายคดี จนกระทั่งถูกจับได้ และส่งมาบำบัด คุยกับพ่อแม่เด็ก พ่อแม่ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นเรื่องเลวร้ายและทำลายสังคมไทย...เพราะใครๆก็ทำกัน..ผู้หญิงที่พัทยามีเป็นหมื่นๆๆ สิ่งที่ลูกทำไปก็ถือว่าเป็นอาชีพ .... ถามเด็กว่าถ้ารักษายาเสพติดและพ้นจากโทษแล้วจะทำอีกไหม ..เด็กตอบได้เลยว่าทำอาชีพนี้อีกแน่นอน..." โธ่!! ก็หนูไม่ได้เรียนอย่างพี่ หนูจะไปทำอาชีพอะไรได้..ขายตัวได้เงินใช้ง่ายที่สุดแล้ว..."
#50SaraApr 17, 2008
My, my, my... what can I do but sigh... I think it all comes down to education. But what can I do to help???
#51PennyApr 17, 2008
คุณเจน เพ็ญก็คุยกับเพื่อนที่เป็นนักจิตวิทยา ที่กำลังต่อ ป.เอก ที่เคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน เรามักจะคุยกันบ่อยๆ เรื่องเกี่ยวกับคน และพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ ในสมัยปัจจุบัน รวมถึงเรื่องสังคมและการเมือง และสิ่งแวดล้อมในเมืองไทย ในฐานะคนที่เรียนทางด้านนี้มาด้วยกัน เวลาคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน เขาก็มักจะชอบเล่า เคสคนไข้ให้ฟังเหมือนกัน ทั้งไทย ทั้งฝรั่ง เพราะแถบๆ นู๊น ฝรั่ง เยอะมาก สรุปได้ก็คือ บ้านเรามีปัญหามากๆ เรื่องระบบการศึกษา วินัย และค่านิยมหลายๆอย่างของบ้านเรา ไหนจะเรื่องคอรัปชั่นอีก มีมันทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ในโรงพยาบาลตามต่างจังหวัด เอางบ เอาภาษีไปถลุงดูงาน ตปท. ตจว. กันเป็นที่สนุกสนาน หากินกับการสั่งซื้อยาอีก ไหนจะเส้นสาย พวกพ้องอีก คนเก่ง ขยันทำงานแต่ไม่มีพวก ก็โดนแป๊กอยู่งั้น มันว่า ปัญหาในเมืองไทยมันแก้ยากมาก ถึงแก้ไม่ได้ เพราะมันฝังรากหยั่งลึกไปกับค่านิยมในสังคม พอมันรู้ว่า เราจะย้ายไปอยู่แคนาดา มันสนับสนุนเต็มที่เลย มันว่า ดีกับหลาน อย่าให้หลานเติบโตในสภาพสังคมแบบนี้เลย เสียดายอนาคต มันยังว่า ถ้าไม่ติดพ่อแม่ มันก็อยากจะย้ายไปอยู่เมืองนอก เราเองยังว่า มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอว่ะ เพื่อนมันว่า แกไม่เจอเคสเยอะเหมือนฉัน แกไม่รู้หรอกว่า สังคมมันขนาดไหน ฉันเจอวันละอย่างต่ำ 30 เคส นี้ขนาดสังคมบ้านนอกนะแก ที่เขาว่ากันว่า เมืองไทยเป็น false state นะแก เขาไม่ได้พูดเกินจริงหรอก เพราะเขาไม่ได้วัดจากเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว เขาวัดที่ สังคม การเมือง และการปกครองด้วย.. มันเคยเล่าให้ฟังว่า เคยมีนักเรียนมาขอเกรด (เพื่อนเรา เป็นอาจาร์ยพิเศษด้วย)  ด้วยการเอาตัวเข้าแลก นักเรียนว่า อาจาร์ยอยากให้หนูทำอะไร หนูจะทำให้ทุกอย่าง หนูขอแค่เกรดสวยๆ ก็พอ เพื่อนเรางี้อึ้งไปเลย มันบอก ถ้ามันไม่มีจรรยาบรรณพอ ป่านนี้ มันคงไม่ได้ทำอาชีพที่มันรักอาชีพนี้แล้วล่ะ ฟังแล้วเศร้าจัง เดี๋ยวนี้ เด็กเป็นขนาดนี้กันเลยเหรอ หนังสือหนังหา ไม่ขยันอ่านกัน ทำแบบนี้ ทางลัด ง่ายดี งั้นเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย
#52Mini MeApr 17, 2008
เราว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องของ"คน" ไม่ว่าชาติไหน สีผิวอะไรก็จะมีปะปนกันไปหมด ไม่จำเพาะเฉพาะประเทศสารขัณฑ์เท่านั้น เอาเป็นว่า เรื่องส่วนใหญ่ที่ยกตัวอย่างมาน่ะ ความเห็นเรามีอยู่ทุกที่ที่มี "คน" นั่นแหละ อย่าไปเหมาว่าเป็นแค่ที่เมืองไทย คนไทยเท่านั้น ฝรั่งก็คน แค่ผิวขาวจมูกโด่งไม่ได้แปลว่าเก่งหรือฉลาดหรือรวย หรือโกงไม่เป็น ถลุงภาษีไม่เป็น หาเรื่องไปดูงานไม่เป็น เอาตัวเข้าแลกไม่เป็น ฯลฯ ประโยคเดิมๆ หญ้าที่อยู่ไกลมักเขียวเสมอ ข้าวในจานคนอื่นมักจะดูปริมาณเยอะและน่ากินกว่าข้าวในจานของเรา ของใหม่มักจะน่าสนใจและออกจะเร้าใจกว่าของเก่า คิดให้ดีว่าทำไมอยากจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้อดีที่เห็นหลักๆ ก็มีดังนี้ ค่าครองชีพ ที่นี่สูงจริง แต่แปลว่าหากตอนแก่คุณอยากย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย คุณก็จะเหมือนมีเงินเยอะไปโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคิดจะแก่ที่นี่ มีเวลาควรแวะไป volunteer ตาม nursing home จะเห็นภาพค่ะ จะได้ทำใจไว้ก่อน คุณภาพชีวิต ดูเหมือนจะดีกว่าอยู่เมืองไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย เช่น เวลาทำงาน ส่วนใหญ่จะไม่ทำโอทีเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนที่เมืองไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวคนด้วย เรื่องตื่นแต่เช้าขับรถไปทำงานที่นี่ก็มีคนทำเยอะแยะ ขับรถข้ามเมืองไปทำงาน กลับกันที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้พวกอยู่คอนโดในเมืองนั่งรถไฟฟ้าก็เยอะแล้ว สุขภาพ มีรัฐดูแล แต่ก็ต้องรอคิว พยาบาลหน้าบึ้งและมือหนัก อาหารการกิน ดูจะมีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูงกว่าที่ไทย แต่เรื่องปริมาณและคุณภาพของตัวอาหารต้องควบคุมกันเอง ที่นี่คนอ้วนเยอะ อย่างที่รู้กัน น้ำหนักเกินมาก โรคภัยก็ถามหา การออกกำลังกาย มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ที่ไม่แพงก็มีเยอะ โดยเฉพาะหน้าร้อน แต่ไม่มีแอโรบิคฟรีตามสวนสาธารณะเหมือนที่ไทยนะ (เรื่องนี้ของฟรีหายาก ของราคาถูกพอหาได้) หน้าหนาวก็ตัวใครตัวมัน แต่ฟิตเนสราคาถูกพอหาได้ไม่ลำบากนัก เรื่องที่เห็นคนพูดกันเยอะว่าย้ายมาเพื่อลูกเนี่ย ขอเป็น devil's advocate นิดนึงนะคะ ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ ก็โอเคอ่ะค่ะ แต่คนที่นี่ก็พูดภาษาอังกฤษกันหมด ออกมาหางานที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าได้เปรียบอะไรใคร นอกจากจะกลับไปทำงานเมืองไทย แต่ถ้ามาเด็กมากๆ พูดไทยไม่ได้ กลับไปหางานเมืองไทยก็คงยาก นอกจากจะไปเป็นดารา อยากให้ลูกฉลาดและขยันเป็นพ่อแม่มีอิทธิพลมากที่สุด อย่าไปหวังพึ่งหรือโรงเรียนหรือสิ่งแวดล้อมอื่นเลยค่ะ สำหรับเราอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เมืองไทยดีที่ใกล้พ่อแม่พี่น้อง สภาพแวดล้อมคุ้นเคย อยู่นี่ก็ดีไปอย่าง ญาติน้อยมีเวลาเป็นของตัวเองเยอะ แต่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท เดินทางสายกลาง หาเงินได้ก็ใช้บ้างเก็บบ้างทำบุญบ้าง กินเยอะก็ออกกำลังกายบ้าง ทำงานบ้างเที่ยวบ้าง ทำความดีละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส  :D
#53SornramApr 18, 2008
โอว ประเทศไทย แดนสวรรค์ ของเรา ไม่ใช่มีแต่ฝรั่งนะครับ พม่า เต็มบ้านเต็มเมืองครับ ลาว เขมร เวียดนาม จำนวนเท่าไร ไม่รู้ ผมมีความรูสึกมานานแล้วว่าผรั่งเข้ามาแยะมาก และเห็นบ่อยขึ้น ส่วนพม่า นั้นเจอประจำ เป็นแรงงาน พูดง่ายๆ ก็ตามร้านอาหารเด็กเสิร์พ อะไรนี่หล่ะ ลาว เขมร เวียดนาม ไม่ค่อยเจอ พวกฝรั่งนี่ถ้ามันมา หาเมียคนไทยได้เต็มไปหมดครับ พอได้เมียคนไทย ก็น่าจะอยู่ได้ยาวแล้วจริงไหมครับ คราวนี้เรื่องรักษาพยาบาล ก็เป็นอีกเรื่อง ไม่รู้เราต้องรักษาให้แรงงาน พวกนี้ฟรีๆ หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ ซวยครับประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดีวกกลับมาประเด็น เมืองไทยวันนี้ (ยังกะโต้วาที แนะ) ผมว่าคนอยากอยู่เมืองไทย แยะจะตาย จริงไหม ไม่ได้บอกว่าที่ไหนดีกว่ากันนะ มันขึ้นกับ จุดประสงค์ของแต่ละท่านหล่ะครับ ว่าท่านอยากอยู่แคนาดา เพราะอะไร มันจะทำให้ชีวิตท่านดีขึ้น ถ้าใช่ ก็ลุยเลยครับ  ยังไงผมก็มีความเชื่อลึกๆ ว่า คนไทยที่เกิดและอยู่เมืองไทยมาเกิน 20 ปี ถ้าต้องไปใช้ชีวิตต่างบ้านเมือง อยากกลับเมืองไทยเกิอบทุกคนล่ะ อาจมีเหลือไม่ถึง 1 % ที่ไปไม่กลับแล้ว  ส่วนฝรั่ง มันอยากอยู่จะตาย อยู่แล้ว ไม่เห็นกลับ หาเมียคนไทยเต็มไปหมด ส่วนพม่า ลาว เขมร ไม่อยากกลับแล้ว เพราะกลับ ไป ก็ไม่มีอะไรทำ เวียดนาม ไม่ค่อยเข้าแล้วมั๊ง ประเทศเขา เริ่มๆ จะดีแล้ว
#54Mini MeApr 18, 2008
ถ้าจะอ่านข้อความต่อไปนี้ อ่านแล้วอย่าโกรธกันนะ ไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นใครเป็นการส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้นนะคะ ยกตัวอย่างให้ดูจะได้หัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำใจให้กว้างๆ มนุษย์ทุกคนไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองและครอบครัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะชาติไหน สีผิวอะไร หรือวาระโอกาสใด ทุกคนเป็นคน ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สีผิวหรือเชื้อชาติ แต่อยู่ที่ความคิด คำพูดและการกระทำ อาจจะไม่ตรงเป๊ะ แต่รับรองว่าเห็นภาพ เว็บมาสเตอร์ถ้าเห็นไม่สมควรก็ลบได้เลยค่ะ โอวประเทศแคนาดา แดนสวรรค์ของเรา ไม่ใช่มีแต่ฝรั่งนะครับ ผู้อพยพเต็มบ้านเต็มเมืองครับ จีน แขก รัสเซีย จำนวนเท่าไหร่ ไม่รู้ แต่ผมมีความรู้สึกมานานแล้วว่า ผู้หญิงต่างชาติเข้ามาแยะมาก และเห็นบ่อยขึ้น ส่วนแขกนั้นเจอประจำ เป็นแรงงาน พูดง่ายๆ ก็ตามร้านอาหารทำงานในครัว อะไรนี่แหละ พวกผู้หญิงนี่ถ้ามา หาผัวฝรั่งได้เต็มไปหมดครับ พอได้ผัวฝรั่ง ก็น่าจะอยู่ได้ยาวแล้วจริงไหมครับ คราวนี้เรื่องรักษาพยาบาลก็เป็นอีกเรื่อง ไม่รู้ทำไมเราต้องรักษาให้พวกผู้อพยพ พวกนี้ฟรีๆ ซวยครับประเทศแคนาดา แต่ก็อย่างว่าคนอยากมาอยู่แคนาดาเยอะแยะจะตาย จริงไหม
#55di_annApr 19, 2008
::)  ― ― อืม>>>> :o   ดิฉันคงเป็น หนึ่ง ในการทำลายความเชื่อ ที่ว่า  คนไทย ที่จากประเทศไทย มาตอน อายุ เกิน 20 อยากกลับไปตายเมืองไทย  แต่ดิฉันบังเอิญ  ไม่ใช่ เพราะ มีความรู้สึกว่า ตัดสินใจไม่ผิดที่จากเประเทศ ไทย เลือก มาแคนาดา และ มีความสุขดี ตาม อัตรภาพ ที่ ใช้ความสามารถ ล้วนๆ ในการ เลี้ยงชีพตนเอง   ถามว่าอยากกลับไปตาย เมืองไทยมั้ย  ตอบวันนี้ อยากแค่กลับไปเที่ยว  มากกว่า   ได้ เยี่ยม พ่อแม่ พี่น้อง ญาติๆ และเพื่อนๆ อันเป็นที่รัก ถ้าถามว่า จะกลับไปอยู่ มั้ย ถ้าให้ตอบ ณ วันนี้  ขอตอบว่า ไม่ คะ  ถ้าถามว่ารักเมืองไทย มั้ย รักคะ การแสดงออกว่า รัก ถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่จำเป็น ต้องกลับไป ตาย หรือ ไปอยู่ ที่ บ้านเดิม  ก็ได้   สามารถ ทำอะไรได้ ตั้งเยอะ แม้ตัวจะไม่ได้ อยู่ ในประเทศไทย   การทำงานมีประสิทธิภาพตาม ความ สามารถ ที่มีในตัวคุณ ไม่ ว่า คุณจะไปอยู่ที่ไหนในโลก แล้ว ประกาศ ไปว่า คุณเป็นคนไทย  เพื่อ ที่ เค้าจะ ได้รู้ว่า คนไทย มีดียังไง  ก็ น่าจะเป็นการแสดงออก ซึ่ง ความรัก ชาติ  ได้อย่างหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้อง แสดงว่า รัก ชาติ นักหนา ก็น่าจะเพียงพอแล้ว มิใช่หรือ      อันนี้ เป็นความ เห็นส่วนตัว ส่วนเรื่องฝรั่ง ทำไม ชอบ อยู่เมืองไทย มีหลายเหตุผล  แต่ เท่าที่ได้ ส้มผัส ฝรั่ง ที่พอ มี สตางค์ หน่อย หรือ ฐานะ ปานกลาง ไปอยู่เมืองไทย ก็ อยู่ได้ อย่าง ราชา แบบสบายๆ แล้ว  ไม่ต้องดิ้นรน ก็ แค่นั้นเอง ส่วนฝรั่ง ที่ มีตังค์ เยอะๆ อันนั้นไม่ต้องพูดถึง เค้า แค่ ไปหา ที่พักผ่อน ไปหาที่ใช้สตางค์ สบายๆ อะไรก็ถูก ไปหมด สำหรับ คนพวก นี้ อันหนึ่ง ที่เห็นๆ เกิดเป็นประจำ  กับ immigrant ทุกชาติ ที่มาอยู่แคนาดา โดยเฉพาะ คนที่มาใหม่ๆ  มัก ตีโพย ตีพาย สกหรับ คน ที่มักไม่ประสบความสำเร็จ แล้ว โทษ แคนาดา โดยที่คนพวกนี้    ไม่เคย ย้อน ส่อง กระจก ดูตัวเอง เลย    เท่านั้นเอง ว่า  ย้ายมาทำไม  มาเพื่อ จุดประสงค๋ อะไร    ยิ่ง หลายคนที่มา อยู่หลายๆ ปีแล้ว ยังหางานทำไม่ได้ หรือ ไม่รู้จะทำอะไรดีแล้วท้อแท้ แล้ว ต้องใช้คำว่า ทู่ซี้ อยู่ต่อ  อันนี้ ก็ นานาจิตตังค์ เค้าคงมีเหตุผล ว่า อยู่ทน หรือ ทนอยู่ ไปทำไม คนทุกคน ย่อมมีเหตุผล ในการกระทำ นั้นๆ  :-\ กรุณา ใช้วิจารณ ญาณ ในการอ่าน ข้อความที่ดิฉันโพส  ไม่ได้ อยากกระทบจิตใจ ใคร เพียงแต่ เป็นความเห็นส่วนตัว ตามประสบการณ์ อันน้อยนิด ที่มีใน ดง maple leaf เท่านั้นเอง  :-X เมืองไทย ยังไง ก็น่าอยู่ เพราะ มีคำคำนึง ที่ได้ยิน มา ตั้งแต่ เด็ก ว่า ทำอะไร ตามใจ คื อไทยแท้   นั่น คงหมายถึงว่า อยากทำอะไร ก็ ทำได้ นั่นเอง ;) แต่แปลก ตรง พอ แสดงความเห็นอะไร ตรงๆ มัก รับกันไม่ค่อยได้  มันขัดกันมั้ยเนี่ย รักเธอประเทศไทย
#56Mini MeApr 19, 2008
― ― พูดถึงคนที่ย้ายมาจากประเทศอื่นเพื่อเข้ามาทำงานในแคนาดาแล้ว ผมเคยเจอสาวนางหนึ่งเข้ามาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด เธอบอกว่าตอนแรกเธอตามสามีเข้ามาทำงานในแคนาดาโดยเขาเข้ามาทำงานก่อสร้าง เธอลองหางานดูได้งานทำความสะอาดได้เงินเดือนไม่เยอะแต่ดีที่ว่าได้ทิปด้วย ดีใจมากๆ เลย ตอนอยู่บ้านเกิดได้ไม่ถึงครึ่งของที่นี่ อัตราค่าแรงอย่างนี้คนเคเนเดี่ยนไม่ทำหรอก ถ้าคุณไปถามสาวลาวอีกที เค้าก็อาจจะตอบว่า ขำกลิ้งเลย เมืองไทยเป็นแดนสวรรค์ เมืองไทยก็คือต้มยำกุ้งหม้อใหญ่ดีๆ นี่เอง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกประเทศที่มีกะตังค์อย่างนี้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าสาวเจ้าอาจจะคิดจริงๆ ก็ได้ว่าเมืองไทยมันดีจริงๆ ถึงแม้ตอนมาแรกๆ คิดแค่ว่าจะทำงานเก็บเงินแล้วกลับไปตายที่ลาว แต่อยู่ไปอยู่มาเวลาล่วงเลยก็กลายเป็นว่าไม่ได้กลับ เหมือนอากงอาม่าทั้งหลายที่มาเมืองไทยสมัยหลายสิบปีก่อน ที่กลับไปก็คงมีเยอะ ที่อยู่ต่อก็มีแยะ อย่างที่เคยตอบไปแล้ว ว่าหาให้ได้ว่าชีวิตนี้อยากได้อะไร อยากทำอะไร จากนั้นก็ทำไปเลย ถ้าอยากจะย้ายมาก็หาข้อมูลให้เยอะ แล้วก็คิดให้หนัก โดยเฉพาะถ้ามีอะไรให้ต้องทิ้งเยอะก่อนจะมาตั้งหลักปักฐานก็ต้องคิดให้ดี ส่วนตัวว่าอยู่แล้วดีก็อยู่ อยู่แล้วไม่ดีก็กลับ ไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นเค้าจะคิดอะไรยังไง ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเดือดร้อน เพราะเวลาเราสุขหรือทุกข์เค้าไม่ได้มาเป็นไปกับเราด้วย เราเป็นของเราคนเดียว ไม่ต้องไปเชื่อกองเชียร์มาก คนเราบางทีเห็นคนอื่นทำแล้วดีก็อยากทำบ้าง หรือบางทีกองเชียร์บอกกลับเลยหรือบอกให้ทนอีกหน่อยก็ไม่รู้จะเอายังไง เรื่องชีวิตมันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความอดทนคนเราก็ต่างกัน ทนอีกหน่อยของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เรื่องของความเห็น very subjective แล้วแต่ว่าไม้บรรทัดใครหน่วยอะไร  คนฟังต้องใช้วิจารณญาณ เรื่องฝรั่งในเมืองไทยถ้าเป็นพวกไปเกษียณ เหตุผลหลักๆ ก็ - ค่าครองชีพถูก เงินเกษียณมีใช้สบายๆ ถ้าอยู่บ้านตัวเองก็จะไม่ได้ lifestyle แบบในเมืองไทย อย่างคุณไดแอนว่า - อากาศดีตลอดปี (ตามแนวคิดฝรั่ง) อากาศร้อนตลอดปี แดดออกปีละหลายร้อยวัน ฝนตกโครมเดียวแล้วหยุดเลยไม่ค่อยมีแบบตกเป็นฉี่แมวทั้งวัน ไม่หนาว หิมะไม่ตก ไม่ปวดไขข้อ ฯลฯ - อาหารอร่อยและถูก แถมไม่ต้องทำเองให้เหนื่อยเพราะหาซื้อง่าย เสี่ยงก็แต่ความสะอาด แต่ถ้าเลือกหน่อยก็โอเค หรืออยู่นานไปร่างกายก็ปรับตัวได้ - หาผู้หญิงมาอยู่ดูแลง่าย อายุปูนนี้แล้ว ถ้าหย่าหรือเหลือตัวคนเดียว อยู่บ้านเมืองตัวเอง คงหาคนมาดูแลยากอยู่ นอกจากว่าจะรวยจริงๆ แบบพี่ฮิวจ์ เฮฟเนอร์  ;) ข้อเสียก็มีอยู่เหมือนกัน คือภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง พูดกะใครไม่รู้เรื่อง ไปไหนมาไหนอาจจะไม่สะดวกเท่าบ้านเมืองตัวเอง และคนไทยบางทีไร้ระเบียบเกินไปฝรั่งทำใจไม่ค่อยได้
#57SornramApr 19, 2008
ครับอย่างว่า คนอยากที่ไหน ก็หาข้อดี ของที่นั่น ไม่ได้บอกที่ไหนดีหรือไม่ดี  ทุกที่มีดีมีเสีย แคนาดา ก็มีดีแยะ มีไม่ดีก็แยะ ไทย ก็มีดีแยะ มีเสียแยะ ทุกประเทศละครับ อย่างที่ว่า เรื่องอย่างงี้ พรุ่งนี้ก็ลืมหมดแล้ว ครับ ใครจะรวย ใครจะจน ใครจะอยู่ที่ไหน (ก็เขาไม่ได้แบ่งเรานี่หว่า ความรวย ความจน ) ความสุข  ความทุกข์มันก็แบ่งกันไม่ได้ เท่าไรหรอก ผมว่ามี story อีกแยะ ในแคนาดา แต่เขาไม่มา post ใน board กันหรอก งานหนักเอาเบาสู้ ผมได้ทั้งนั้นล่ะครับ แต่จะทำไปทำไมล่ะ ทำไปไม่มีประโยชน์ต้องทำเป็นงานเบา ๆ รายได้ดี แต่ไม่ผิดกฎหมาย  ใครจะเดือดร้อนก็ไม่เป็นไร ( อย่างน้อยคู่แข่งทางธุรกิจ ต้องเดือดร้อน จริงไหม!!!! )
#58PennyApr 19, 2008
พูดถึงพม่า ลาว เขมร เวียดนาม มีเคสหนึ่งเล่าให้ฟัง ว่าเมืองไทยกำลังจะเต็มไปด้วยคนเหล่านี้ในอนาคต ตอนที่ยังตั้งท้องอยู่ และฝากท้องที่คลีนิคของอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่เป็นหัวหน้าแผนกสูติ รพ. ประจำจังหวัดที่เราอยู่  สามีเราเกิดไปอ่านข่าวเจอว่า เมืองไทยอัตราการเกิดของเด็กมีเปอร์เซ็นต์ลดลงมาก ซึ่งเขาไม่เชื่อ เพราะเขาเห็นแค่ในหมู่บ้านเรา เฉพาะซอยเรา ซอยเดียวคนท้อง 8 คน ทั้งหมู่บ้านเราว่าน่าจะเฉียดๆ 50 คน เราเลยได้โอกาสถามอาจารย์หมอว่า เดือนๆ หนึ่งทำคลอดประมาณกี่ราย อาจารย์พอจะทราบมั้ย หมอบอกว่า จาก monthly report ก็ประมาณ 500-600 ราย ต่อเดือน หมอบอกว่า นี้ยังไม่รวมพวกต่างด้าวที่อพยพมาอยู่เมืองไทยนะ เฉพาะต่างด้าวก็เดือนประมาณเกือบๆ 200 ราย เราถามต่อ แล้วที่เขารายงานตัวเลขว่า อัตราการเกิดของไทยลดลงละอาจารย์ หมอบอกเป็นไปไม่ได้หรอก มันเพิ่มทุกปีแหละ หมออยู่ตรงนี้มาจนจะเกษียณอยู่แล้ว ไม่เคยเห็นตัวเลขมันลดลงสักปี มีแต่เพิ่ม โห หมอ นี้ขนาด รพ. เดียวนะ ลองคิดเล่นๆ จังหวัดหนึ่งมีกี่ รพ. เมืองไทยมีทั้งหมดกี่จังหวัด หมอยังบอกเราอีกว่า ปัญหาเรื่องต่างด้าวเนี่ย น่ากลัวจะเอาไม่อยู่ในระยะยาว เพราะมันไม่ใช่แค่เข้ามาทำงานอย่างเดียว ไหนจะเกิด ไหนจะเจ็บป่วย แค่คนไข้ที่เป็นคนไทย วันๆ หนึ่ง หมอ 1 คน รับอย่างต่ำ 30 เคส แล้วตัวเลขต่างด้าวที่เข้ารับการรักษา ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกเดือน เป็นเหมือนๆ กันหมดทุกแผนก ไม่ใช่เฉพาะแผนกสูติ แค่คนไข้ไทยอย่างเดียว หมอก็จะรับกันไม่ค่อยไหวอยู่แล้ว นี้ยังมีต่างด้าวเข้ามาอีก  อีกหน่อย ทำไปทำมา ประเทศไทย คงต้องแบกภาระคนพวกนี้ในหลายๆ เรื่อง เงินภาษีที่คนไทยส่วนใหญ่เสีย ก็คงต้องแบ่งมาดูแลคนเหล่านี้ด้วย..เพราะออกลูก ออกหลานกันเยอะมาก ไหนจะพวกที่หลบๆ ซ่อนๆ อีก  แต่จะว่าไงได้ ก็เขาอยากให้ลูกหลานได้สัญชาติไทย อยู่เมืองไทย เขาก็มองว่า สบายกว่าอยู่บ้านเขา ก็เหมือนเรานะแหละ มีลูกก็อยากเอาลูกไปอยู่แคนาดา เพราะเห็นว่า ระบบอะไรๆ ของเขาดีกว่าบ้านเรา เราฟังแล้วก็คิดไปถึงแคนาดา แวนคูเวอร์ โตรอนโต และเมืองใหญ่ๆ ที่มีคนอพยพไปอยู่กันเยอะๆ เมื่อสมัยก่อนนู๊น ตอนที่ต้อนรับ immigrant ใหม่ๆ  จนทำให้คนแคนาดาเอง ไม่ค่อยพอใจอยู่พักใหญ่ๆ ที่แฟนเราเคยเราให้ฟังนานมาแล้ว หรือว่าในอนาคต เมืองไทยจะกลายเป็นต้มยำหม้อใหญ่เหมือนที่คุณ Nick พูด เพียงแต่ว่า เมืองไทย ไม่ได้มีกะตังค์เท่าแคนาดาเนี่ยซิ
#59SornramApr 19, 2008
ผมคิดว่าคนต่างด้าวที่มาคลอดลูกเมืองไทย จะได้สัญชาติไทยนะครับ ใครมีความรู้ช่วยเฉลยหน่อย ส่วน เรื่องค่ารักษาพยาบาล กะค่าคลอด สำหรับคนต่างด้าว ก็ไม่น่าจะฟรีอีกนะ เคย นสพ เหมือนฟรี แต่ผมก็ว่าไม่น่าฟรี
#60di_annApr 21, 2008
???  Q&A ― ― ไปคลิก ที่นี่ดูคะ น่าจะ เป็นคำตอบ กระจ่าง ที่ คุณต้องการ    :) http://www.ecitizen.go.th/view.php?SystemModuleKey=&id=245
#61funkyladyApr 21, 2008
ไม่ว่ามนุษย์เชื้อชาติไหน สีผิวอะไร ศาสนาหรือภาษาอะไร ก็ต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน ธรรมชาติของมนุษย์คือ "การเอาตัวรอด" อย่าได้มองเลยว่าชาติไหนเป็นชาติไหน ทุกคนต่างอยากมีที่อยูที่ดีๆ มียารักษาโรค มีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม กันทั้งนั้น ตัวดิฉันเอง ถ้าไม่ได้พบรักและแต่งงานกับคนแคนาเดี้ยนก็คงไม่มาอยู่แคนาดาหรอก ถึงแม้จะรู้ว่าระบบของเมืองไทยเป็นยังไงก็จะขอต่อสู้เพื่อตนเองและผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือหรือหากเราจะช่วยเหลือเค้าได้ เพราะผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติที่มีความรู้ก็มีอยู่มาก อยากให้ลองเปลี่ยน "แอททิจูท" กันตรงนี้ เพื่อตัวคุณเอง เพื่อวิชั่นของคุณเอง อีกด้วย ดิฉันแต่งงานกับคนแคนาเดี้ยนก็ไม่ได้แต่งเพราะหวังอยากเป็นคนแคนาเดี้ยน แต่เพราะคนมันรักกัน คนอยากมีครอบครัว หรือ เราเจอคนดีแล้วเราก็อยากแต่งกับเค้า อย่าได้ไปก่นว่าผู้หญิงไทยที่ได้สามีฝรั่งเพราะเค้าอยากมาอยู่ที่นี่เลย(มันเหมือนเราไม่ได้ทำเพื่อความรัก มันยังไงชอบกล อ่านแล้วเหมือนดูถูกยังไงไม่ทราบ แต่ก็พยายามคิดในแง่บวกว่าเราเข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไรหนะนะคะ) ดิฉันเชื่อว่า บางส่วนอาจจะมีแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ ในนามของภรรยาไทยของชาวแคนาเดี้ยน ที่มาอยู่ที่นี่เพราะคนที่เรารัก แม้ว่าเราจะต้อง ทำอาหารเองทั้งที่ที่เมืองไทยเรามีคนทำให้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำสปาบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อน แม้ว่าเราจะหนาววววว จนเข้าไปในกระดูก แม้ว่าเราอยากไปเชียงใหม่ทุกปี ไปเที่ยวกระบี่ สมุย ทุกหกเดือนก็ตาม ตามข้างต้นที่กล่าวมาถึงเรื่อง "มนุษย์" ไม่อยากให้มองว่า พม่า ลาว เขมร ผู้หญิงไทยที่ได้สามีฝรั่ง อะไรต่างๆนานา เค้าก็เป็นคนเหมือนเราเหมือนคุณนี่แหละ ดิฉันเชื่อว่า คุณคงรู้จักคำว่า "Human rights" นะคะ เค้าก็อยากมีในสิ่งที่คุณอยากมีเช่นเดียวกัน อยากให้มองที่ระบบ ระบบที่กดดัน กดขี่ มนุษย์ที่อยู่ที่ต่างๆทำให้มนุษย์ที่นั้นๆ ต้องย้ายถิ่น มันเป็นการไหลไปไหลมาของคนตามสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่ไหนอยู่แล้วดี แล้วปลอดภัย มนุษย์ก็อยากอยู่ที่นั่น หรือ คุณว่าไม่จริง.. โลกใบนี่ไม่น่าอยู่เพราะคนเห็นแก่ตัว หากเราได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศที่เจริญแล้วและเป็นรัฐสวัสดิการ ก็ขอให้เปิดใจ.... (ความเชื่อส่วนตัวนะคะ อาจจะมีคนหลายๆคนที่ไม่เชื่อแบบนี้) ถ้าระบบดี มนุษย์จะดี อย่าโทษที่มนุษย์เลวเลย ไม่มีใครอยากเลวหรอก หรือ คนเลวมันก็ต้องมีปัจจัยอื่นๆ เช่น พ่อแม่เลี้ยงไม่เป็น สภาพแวดล้อม หรือป่วยทางจิต เป็นต้น ดังนั้น เมื่อสังคมดี สภาพแวดล้อมดี ครูอาจารย์ดี สื่อดี (ระบบดีว่างั้น เช่นแคนาดา เป็นต้น ดังนี้หลายๆท่านที่จะมาอยู่เพื่อลูก เพื่อให้ลูกมีระบบและสิ่งแวดล้อมดีๆ ก็น่าสรรเสริญ เพราะ เราคือ มนุษย์ที่ต่างดิ้นรนเอาตัวรอดกันทั้งนั้น) อย่าเหยียบย่ำ ซ้ำเติม มนุษย์คนอื่นๆเลย หากท่านได้ดีมีสุขแล้ว ก็ให้คนอื่นเค้ามีสุข ให้เค้าดิ้นรนในการเอาตัวรอดของเค้าบ้าง... การให้โอกาสคน คือ ทานอันยิ่งใหญ่ ... ขอบคุณคะ
#62funkyladyApr 21, 2008
ไม่ค่อยสบายใจกับคำที่บางคนใช้ คำว่า" เมียฝรั่ง" ฝรั่งก็เป็นมนุษย์คนนึง เมียฝรั่งก็เป็นมนุษย์คนนึง คือ อยากให้มองว่า มนุษย์รักกับมนุษย์ หรือ มนุษย์แต่งงานกับมนุษย์ ลองนึกดูนะคะ ไม่ทราบท่านอื่นจะคิดมากหรือรู้สึกเหมือนดิฉันหรือเปล่า เรียกกันว่า "เมียฝรั่ง" มันก็เหมือนคุณใช้คำหยาบคายหรือมองเราต่ำกว่าคุณ เช่น ใช้คำว่า "เจ๊ก กับ คนจีน" หรือ นิโกร กับ คนแอฟริกัน แคนาเดี้ยน หนะคะ" ซึ่งเป็นคำที่หยาบคายมากไม่ควรใช้เป็นอันขาด เพราะมันจะสื่อถึงวุฒิภาวะ ไอคิว และอีคิว ของผู้พูดทันที ดิฉันว่าลองคิดดูดีนะคะ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ค่ะ ตัวอย่างอีกตัวอย่าง เวลาเจ้าหน้าที่ที่อยู่สนามบินมองดู พาสปอร์ตคุณ แล้วเห็นว่าคุณเป็นคนไทย แล้วต้องเช็คคุณเป็นพิเศษ คุณมีความรู้สึกยังไงคะ รู้สึกตัวลีบๆ รู้สึกอยากบอกเค้าว่า วัฒนธรรมไทยสวยงามแค่ไหนไหม รู้สึกว่าอยากบอกเค้าไหมว่าคุณก็คนนะ ปล่อยคุณไปเถอะ.. อะไรประมาณนี้ เอาใจเขามาใส่ใจเรานะคะ
#63Mini MeApr 21, 2008
K. Funkylady If you're referring to my post(s), I apologize for offending you. Just so you know I'm one of the people that got married to a Canadian as well. My intent wasn't about that specific word so please read the whole post to understand the message I'm trying to convey. I was trying to make the point that it's not nice to look down on other people. We Thai people sometimes look down on people who are from our neighbor countries. I was trying to create the "what if" situation to give people the idea of what if Canadian-born people were to look down on us, how would we feel. I agree that it's important to put ourselves in other people's shoes to understand where they come from, not just focusing on only our perspective. Thai version to follow.
#64funkyladyApr 22, 2008
Dear K.Mini me, Do not worries, I just mean in general.
#65SornramApr 22, 2008
คิดมากไปเปล่าครับ ยังงี้ไทยรัฐลงหนังสือพิมพ์ พาดหัว ข่าวมีคำว่าเมียฝรั่ง แสดงว่าเขาไปดูถูกใครหรือครับ เขา EQ ไม่ดีหรือ เอ้า ถ้าคิดมาก ขออภัยครับ วันหลังจะใช้ แฟนฝรั่ง แล้วกัน แต่พอใช้ มันก็ไม่รู้เพศอีก เอาเป็น ภรรยาผรั่ง หรือ สามีผรั่ง งี้ไหวไหมครับ เผอิญผมชอบอ่านไทยรัฐ เรื่องบ้านๆ เรื่องชาวบ้าน ด้วยนะครับ ใครจะว่าผม IQ ต่ำ หรือ EQ ต่ำ ก็ได้ทั้งนั้นละครับ รับหมดครับ
#66funkyladyApr 22, 2008
ไทยรัฐเป็นอย่างไรใครก็รู้นะคะคุณศรรราม ถึงได้มีการเอารูปฆาตรกรรมหรือรูปหน้าคนตายลงแบบหลายๆเคส ไม่ได้ว่าใครอีคิวหรือไอคิวต่ำค่ะ ถ้าเค้าใช้คำเรียกผู้อื่นอย่างถูกต้อง ถ้าต้องทำให้คนอื่นเสียความรู้สึกแล้วยังทำอีก ดิฉันก็ไม่ทราบว่าเค้าคิดยังไงนะคะ ดิฉันไม่ได้ว่าคุณศรรามนะคะ ถ้าคุณศรรามจะเรียกใครว่า "เมียฝรั่ง" ก็เรียกได้คะ แต่ต้องดูว่าเค้าพอใจให้เรียกไหมก็แค่นั้น เพราะถ้ามีคนเรียกคุณศรรามอย่างที่คุณศรรามฟังแล้วทำให้คุณศรรามไม่สบายใจ คุณศรรามจะพยายามบอกเค้าไหมคะว่า.. อย่าเรียกฉันแบบนี้เลย ฉันรู้สึกว่าไม่ดี ถ้าเราไม่บอกเค้าวันนี้ เค้าอาจจะไม่รู้ว่าเรารู้สึกเสียใจ หรือน้อยใจที่ถูกเรียกแบบนั้น ถูกไหมคะ..
#67Mini MeApr 22, 2008
เราว่า justify ไปก็เท่านั้น เห็นมาหลายบอร์ดแล้ว สุดท้ายกลายเป็นทะเลาะกันไปซะงั้น ส่วนตัวแล้วเราไม่ค่อยสนใจ จะเรียกอะไรก็เรียกไป ไม่ว่าจะลูกเจ๊กหรือเมียฝรั่ง ถามว่าเป็นจริงๆ มั้ยก็เป็นจริง ถามว่าสุภาพมั้ย ก็ไม่ แต่ถ้าถามว่าเราทำอะไรได้มั้ย ก็อาจจะได้มั้งคะ แต่ไม่รู้จะทำไปทำไม เรื่องบางเรื่องเราควบคุมไม่ได้ เราก็จะปล่อยไป เราควบคุมคนอื่นไม่ได้ว่าเค้าจะคิดพูดหรือทำอะไร (เราโน้มน้าวได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลรึเปล่า ปกติจะทำเฉพาะกับคนที่เราแคร์หรือว่าสนิทเท่านั้น) ที่เหลือ เราควบคุมตัวเอง เพราะง่ายที่สุด ทำได้เลย ไม่ต้องรอใคร ควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธ บอกตัวเองให้ให้อภัย แล้วก็ปล่อยมันไป ง่ายที่สุดสำหรับเรา ;)
#68funkyladyApr 22, 2008
อีกนิดนึงค่ะ คุณศรรามลองอ่านดีๆนะคะ เรื่องอีคิวและไอคิว ไม่เกี่ยวกับคำว่า "เมียฝรั่ง" นะคะ ตรงท่อนที่ดิฉันกล่าวถึงไอคิวและอีคิว ดิฉันกล่าวว่า ...เช่น คุณใช้คำว่า "เจ๊ก กับ คนจีน" หรือ นิโกร กับ คนแอฟริกัน แคนาเดี้ยน หนะคะ" ซึ่งเป็นคำที่หยาบคายมากไม่ควรใช้เป็นอันขาด เพราะมันจะสื่อถึงวุฒิภาวะ ไอคิว และอีคิว ของผู้พูดทันที... คุณลองพูดคำแบบนี้กับคนที่นี่สิคะ เพราะที่นี่เค้าเป็นประเทศแห่งความหลากหลาย (Multi-cultural)ซึ่งทุกคนจะไม่ดูถูกกัน จะไม่ใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ดิฉันจะไม่กล่าวต่อว่าคนที่พูดคำว่าเมียฝรั่งแบบนั้นแน่ เพราะในสังคมไทยยังมีคนจำนวนมากที่พูดแบบนี้ (เพราะไม่รู้หรือเพราะอะไรก็ตาม) และมันเป็นเรื่องใหม่ที่ภรรยาชาวต่างชาติได้ออกมาพูดในส่วนความรู้สึกของตัวเอง แม้บางคนที่พูดว่า" เมียฝรั่ง" อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่หากเราออกมาบอกเค้าว่า เรารู้สึกอย่างไร เค้าจะได้เข้าใจและไม่พูดคำนั้นซึ่งเป็นอันจะทำให้ผู้ถูกพูดถึงรู้สึกเสียใจและน้อยเนื้อต่ำใจ.. และคำแบบนี้จะหายไปหรือจะไม่อยู่ในวงสนทนาอีกเพราะในอนาคตมันอาจจะเป็นคำไม่สุภาพไป ถูกไหมคะ ถ้าเราไม่บอกใครเค้าว่าเรารู้สึกยังไง แล้วสิ่งดีๆใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในสังคมไหมคะ เพื่อสังคมที่ดีกว่า คะ
#69funkyladyApr 22, 2008
คุณ มินิมี พูดอีกก็ถูกอีกค่ะ ไม่ได้อยากทะเลาะเล้ยค่ะ... เรื่องของเรื่องคือ ที่เมืองไทยนะค เค้าเห็นเราเดินกับฝรั่ง เค้าเรียกเรา เมียฝรั่งๆ แล้วก็ขึ้นแท๊กซี่ก็ชาร์ตแพงๆ ซื้ออะไรก็แพงไปหมด พอเราบอกทำไมแพงจัง เค้าว่า แหมมม ฝรั่งรวยอยู่แล้ว.. ซะงั้น มันยังไงไม่รู้... รู้ค่ะว่าเราเปลี่ยนคนอื่นให้ทำตามที่เราคิดไม่ได้ โบว์เข้าใจดี แต่แบบ โบว์ก็นั่งคิด ... เราลองเขียนในสิ่งดีๆที่มันน่าจะเกิดขึ้นดีไหม น้อ..อะไรแบบนี้ โบว์ต้องขอโทษคุณมินีมี ด้วยค่ะ อาจจะคิดมากไปหรืออ่านไม่ถี่ถ้วน  :)
#70di_annApr 22, 2008
;)  หัวข้อ เมืองไทย วันนี้  8)  ชัก มัสน์  อิอิ  เอาๆ รีบๆ ออกความเห็น ก่อน จะบานปลายไปกันใหญ่ เอาน่า ไอคิว อีคิว มากน้อยแค่ไหน ก็ ดู วิธีการ เขียน ก็ ไหว น่า ;Dดิฉัน ไม่คอ่ยสนใจเรื่อง ไอคิว อีคิว จะมากจะน้อย จะสูงจะต่ำ  ซะด้วย รู้แต่ว่า อะไร ก็ไม่สำคัญ เท่าจิตสำนึก  สามัญสำนึกดีๆ หนะ  คนส่วนใหญ่จะมีกัน  (ยกตัวอย่าง เช่น เห็นถามคำถามมา หาคำตอบให้ ไม่ขอบคุณ ซักนิด ยังเฉยเลย  บังเอิญ ช่วยอะไรไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน แม่ชอบสอนให้ ทำทาน  แม่บอกลูก อย่าทำบุญ บ่อย มันเหนื่อย แม่บอกการ ทำทานไม่หวังสิ่งตอบแทน แล้วอิ่มใจ กว่าเป็นไหน ๆ  เวลาแม่ พาไปวัด ตอนเด็กๆ แม่ชอบ ให้สังเกต คนที่ไปทำบุญ จะอธิฐานขอ กันนานๆ  แม่บอกให้ลองไปถามสิ เค้า อธิฐานอะไรกัน ดิฉันก็ได้ความว่า เค้า ขอ ในสิ่ง ที่ เค้า ขาด กัน เช่น ความสุขความเจริญ  แม่ก็ถามอีกว่า ลูกขาดรึป่าว เราบอกว่า เรามีความสุขดี ความเจริญ ไม่รุ้ เป้นไง ตอนนั้น เด็กมาก ไม่รู้จัก แม่ก็บอกว่า งั้น ก็อย่าไป ขอ แย่ง กับพวกเค้า ถ้า ทำบุญ แล้ว หวังสิ่งตอบแทน ก็ อย่าไป ทำ เช่น หวังว่า ชาติหน้าจะ ได้โน่น เป้นนี่ คนชอบ ขอโน่นขอนี่เวลาทำบุญกัน อย่าไป แย่ง บุญ กับใครเค้าเลยลูก  แต่ถ้าลุกทำทาน  ลูกให้ ปุ๊บ เหมือนเปิดทีวี ได้ ปั๋บ คือสุขใจทันทีที่ทำ  ก็ พอเดียงแล้ว มิใช่หรือ  :o  จริง แฮะ มันจับต้องได้ สัมผัสได้ ดิฉัน เลยไม่ค่อยได้มีโอกาส ทำบุญนัก นึกคำแม่สอน  เลยกลายเป็นคนไม่มีบุญไปแล้วในชาติปางนี้  :D) ถ้า คิดดี จิตสำนึกดี มัน ก็ จะ มีการเขียน เรื่อง ดีๆ ออกมา ให้เห็น เท่านั้นแหละ  :P :)  มาคุยกันเรือ่ง ความรัก แหม :-* ความรัก ไม่มีพรหมแดน ซะด้วย อันนี้ ต้องทำใจ ที่บังเอิ๊น อังเอิญ  พรหมลิขิต ชักพาให้ มี ภรรยา และ สามี คนละ เผ่า พันธ์ ต้องบอกว่า โชคดีแล้ว ที่ยังมีคู่ อีกหลายคน หาคู่ยังไม่ได้ นั่ง หงอย รอ เนื้อ คู่มาเกิด บางคน ก็ ดัน มี เนื้อคู่ เป็น ต่าง สปีชี่ ไปอีก เห็นข่าวเมืองไทย ออก มีคน แต่งงาน กับ งู ว่าไปโน่น  เห้อ    รักไม่มีพรหมแดนจริงๆ เลย สปีชีย์ มิอาจขวางกั้น  ตอนนี้ได้ข่าวว่า งู ท้องแล้ว  ???  งงๆ ว่า ตอนเรียน biology กฎของเมนเดลล์  เรือ่งกฎการผสมพันธ์ ของสิ่งมีชีวิต มันเกิดอะไรขึ้น  human sperm  สามารถ fertilize กับ ไข่งูได้  :o  ถ้าได้จริง เมนเดลล์ คง ช๊อก อยู่ในหลุม เอาน่า กลับเข้าประเด็นเมืองไทย วันนี้กันดีกว่า ก่อน จะบานปลาย ลับฝีปาก ฝี มือ ในการ โพส ข้อความ กันมากกว่านี้ จะ ผัว ฝรั่ง เมืย เจ็ก สะใภ้ แขก ก็ มีความเป็น คน มี เลื่อด เนื้อ มีจิตใจ มีความรุ้สึก จะ ลงความเห็นอะไร ตรงไปตรงมา หนะ ดี แล้ว แต่ถ้ามีจิต สำนึก สักนิด คง จะ ระวัง ข้อความ บางข้อความ ซัก หน่อย ก็จะดี โดยเฉพาะ webborad แห่งนี้ จะเป็น คนส่วนใหญ่ ที่ เค้า ใช้ชีวิต อยู่ในแคนาดา กัน หรือ คนไทย ในเมืองไทย ที่ กำลัง รอ การ มา อยู่ที่นี่ ดังนั้น ก็ น่า จะดูตาม้า ตาเรือ บ้าง ในการลงความเห็น  watch you mouth before you speak อะไร ประมาณนั้น  :-X  Think twice before speak out.    ซึ่ง ตัวเอง ก็พยายาม อยู่  มันยาก แต่อุปสรรค คือ สิ่งหอมหวาน 8)
#71Mini MeApr 22, 2008
― ― ปกติไม่คิดมากหรอกค่ะ แต่เห็นแล้วร้อนตัวเพราะเรามีพาดพิงนิดหน่อยเลย ขอโทษไว้ก่อน  ;) เรื่องแทกซี่หรืออะไรที่เมืองไทยเวลาเดินกะแฟน ต้องทำใจอย่างเดียว ถ้าอยากซื้ออยากใช้บริการก็ต้องมองข้ามรายละเอียดบ้าง ไม่งั้นก็ต้องปฏิเสธไปแล้วเดินหาเอาจนได้ที่เราพอใจ มันต้องมีแหละค่ะ คนขายที่ไม่ค้ากำไรเกินควรกับเรา แต่ส่วนตัว ถ้าราคาโอเคเราก็ซื้อแล้วแหละ ไม่ต้องให้ได้ถูกที่สุดหรอก เพราะของส่วนใหญ่ก็ถูกกว่าที่นี่อยู่แล้ว
#72funkyladyApr 22, 2008
ถึง พี่ๆและเพื่อนๆค่ะ จะเข้ามาลานะคะ จะใช้เวลาอ่านหนังสือแล้วทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จจะดีกว่า (ว่าจะไปเข้าครอสวาดรูป ทำอาหาร ตีกอร์ฟ อะไรไปตามเรื่อง)ด้วย. ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และเราเองก็มีความสุขด้วย. เล่าเรื่องกระทู้ให้แฟนฟัง แฟนก็ว่าเอาเวลามาอ่านหนังสือดีกว่าไหม อะไรแบบนี้.. เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่ติดต่อกันอยู่แล้ว..ก็คุยกันทางอีเมลล์ส่วนตัวโบว์นะคะ คงจะไม่ได้เข้ามาในกระทู้แล้ว.. ขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆน้องๆทุกคนที่แบ่งปันความรู้กัน หลายๆอย่างที่เราไม่รู้เราก็ได้รู้  :) พระท่านว่าไว้ "คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้นะคะ" โชคดีทุกท่านค่ะ
#73di_annApr 23, 2008
Have a good one Khun funkylady..!!!!! All the best wishes
#74JackApr 25, 2008
กะอยู่แล้วว่าเดี๋ยวต้องมีเรื่อง ขนาดผมเองอ่านแล้วยังหน้าชาเลย ... เคยบอกไปหลายทีแล้วว่าคุณ Mini Me เนี่ย น้ำแข็งยังเรียกพี่เลย เย็นจับใจจริงๆ นับถือ ... ผมเองก็เคยงอนเว็บนี้ไปพักใหญ่ ไม่เข้ามา post เลย เพราะเคยมา post เรื่องการเมือง แล้วโดนอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้เย็นลงแล้ว กะว่าจะทำ webboard เองให้เข้ามา post เรื่องการเมืองแบบไม่มีลิมิตเลยแหละ  :'(
#75PennyApr 25, 2008
แค่ชั่วข้ามคืน ตื่นมาอีกที กระทู้นี้ร้อนเหมือนที่แอบกังวลอยู่เลย กะว่าจะไม่เข้ามาโพสกระทู้นี้แล้วนะเนี่ย แต่อ่านแล้วก็นะ... ขอแจมหน่อยเพราะรู้สึกหน้าชาด้วยอีกคนว่า เอ เราเป็นคนเริ่มป่วนทำให้บรรยากาศมันมาคุ at the very first place หรือเปล่าหว่า... ในฐานะ "เมียฝรั่ง" คนหนึ่ง ก็ต้องพูดว่ารู้สึกขัดใจเหมือนกันที่เวลาไปไหนมาไหนกับคุณสามีมักจะโดนคน under estimate เราด้วยสายตาแบบไม่น่ารักอยู่เสมอๆ ทั้งๆ ที่เราก็ออกจะแต่งตัวธรรมดาๆ สุภาพ และให้เกียรติสถานที่ รวมถึงไม่แต่งตัว หรือแสดงพฤติกรรมที่เป็นมลพิษทางสายตากับบุคคลทั่วไปด้วย แต่อย่างว่า คนเราถูกอบรมมาจากต่างพื้นฐานครอบครัว ต่างค่านิยม เราจึงไม่เอามาใส่ใจ หรือเป็นอารมณ์ค่ะ เวลาเจอแบบนี้เรามักใช้ defense mechanism แบบ "อย่าเอาพิมเสน ไปแลกกับเกลือ" เสียเวลา เปลืองเซลล์สมองของตัวเองเปล่าๆ  เคยเจอคนถามถึงขนาดว่า ทำงานที่พัทยาเหรอ หน้างี้ชาสุดๆ ทำไรไม่ได้ ได้แต่ให้อภัยคนที่ถาม แล้วก็นึกด่าอยู่ในใจ เลยไปถึง บรรพบุรุษของเขาว่า เลี้ยงดูคนพวกนี้กันมายังไง ไม่มีมรรยาทกันเสียเลย ทั้ง ไทย จีน เจ๊ก แขก ฝรั่ง แหละค่ะ เป็นเหมือนกันหมด เวลาเห็นหญิงไทยเดินกะฝรั่ง ใครไม่โดนกับตัว ไม่รู้หรอกค่ะว่า มันเจ็บ และสะเทือนใจ ที่คนมองเราเหมือนตัวประหลาดของสังคม เพียงเพราะเห็น เราเดินกับฝรั่ง เลยตัดสินไว้ก่อนว่า เรามีอาชีพพิเศษ .. เราเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของ "เมียฝรั่ง " ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความภาคภูมิใจในตัวเองว่า รู้สึกอย่างไร เวลาเจอเรื่องพวกนี้ เราทำไรไม่ได้เลยค่ะ เราเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้ ทำได้ก็แต่ ignore และไม่เอามาเป็นอารมย์ เขาอยากคิดอะไรก็ให้เขาคิดไป อย่าไปเสียสุขภาพจิตกับคนจิตใจคับแคบค่ะ ไม่มีประโยชน์และเสียเวลาเปล่า ต่างคนต่างความคิด ต่างพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูค่ะ เถียงกันไปไม่มีวันจบ แถมจะมีน้ำโหกันเปล่าๆ  คุยกันเรื่องอื่นดีกว่าค่ะ คุณ Jack... โดนด้วยเหมือนกันเหรอค่ะ เพ็ญนึกว่าโดนคนเดียวเสียอีก โพสกระทู้การเมืองเหมือนกัน เราก็งอนไปพักใหญ่ๆ เหมือนกัน อุตสาห์ให้เครดิตว่า เวปนี้เป็นของคนไทยในแคนาดา น่าจะให้เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกมากกว่าเวปบอร์ดอื่นๆ ในเมืองไทย  กระทู้เรายังโดนอุ้มไปเสียได้  คุณ Jack ทำ webboard เสร็จเมื่อไหร่ส่งข่าวด้วยนะคะ จะตามไปเป็นแฟนประจำ
#76yingfillionApr 25, 2008
เย้ๆๆๆๆ วันนี้ทำงานเป็นวันสุดท้ายแล้ว  อีกใจก็หายแว๊บค่ะ  เวลาผ่านไปเร็วจังเลย  อีกอาทิตย์เดียวก็จะได้เจอที่รักแล้ว  จากวันที่คุณสามีกลับแคนาดาจนถึงวันที่เราจะได้เจอกันอีกทีในอาทิตย์หน้าครบ 10 เดือนเต็มพอดิบพอดี  อ่านที่พี่เพ็ญเขียนแล้วนึกถึงตัวเองค่ะ   เมื่อปีที่แล้วหญิงมีไซต์งานที่ระยอง  อยู่ๆเจ้านายฝาหรั่งก็อยากทานไอศกรีม  เราก็พากันเดินข้ามถนนไปซื้อที่รถขายไอศกรีมข้างทาง  นายของหญิงไม่ค่อยจะเรื่องมาก  ออกแนวลูกทุ่งๆ  ทานได้หมดไม่ติดแบรนด์  วันนั้นหญิงและเจ้านายแต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อยใส่เสื้อที่มีโลโก้บริษัทติดอยู่... พอจะสั่งไอศกรีมใส่ถ้วย  แม่ค้าถามว่า "น้องๆ เค้าให้วันละเท่าไหร่หรอ?"  ด้วยความไม่คิดมาก  เราก็ตอบว่า  "หนูได้เป็นเงินเดือนค่ะ" ป้าแม่ค้าคนนั้นก็ทำตาโต และพูดว่า  "โอ้วววว  หรอจ๊ะ  เค้าให้เดือนละเท่าไหร่  เยอะมั้ย?  หนูตัวเล็กน่ารัก  คงได้เยอะสิท่า"  เราไม่ทันคิดอีกตามเคยก็ตอบว่า  "ถ้าออกไซต์ต่างจังหวัดแบบนี้  ต้องพักที่นี่  เค้าก็มีโอทีให้ค่ะ  รวมเงินเดือนด้วย ก็หลายอยู่ค่ะ" ป้าแกก็ว่า "โอ้โห  มีโอด้วย  หนูนี่โชคดีจริงๆ"  ป้าก็ถามต่อ  "แล้วปกติหนูทำอยู่ที่ไหนล่ะ  พัทยาหรอ?" แค่นั้นล่ะค่ะ   ,,,,  ในใจหญิงปรี๊ดดดดดด ทันที   แบบว่าคิดไม่ถึงว่าป้าเค้าคิดได้แค่นั้น  แต่ก็ได้แต่ทำใจ  ไม่ถือโกรธแก  เลยตอบแกไปว่า  "ฝาหรั่งคนนี้เป็นเจ้านายหนูค่ะป้า   หนูทำงานบริษัทเดียวกับเค้า  เค้าเป็นเจ้าของบริษัทค่ะ  เนี้ยะ .. ชื่อบริษัทติดอยู่หน้าอกนี่ค่ะป้า"  สรุปว่าวันนั้นแทนที่ป้าแกจะได้ขายไอศกรีมหลายถ้วย  หญิงเลยสั่งให้นายคนเดียว  หมดอารมณ์สั่งเผื่อคนอื่นเลยค่ะ อีกครั้งไปกะแฟนที่ MBK เราก็ทำตัวปกติดี แต่งตัวเรียบร้อย  เดินๆอยู่ได้ยินเสียงคนนินทาระยะเผาขน  "เธอๆๆๆๆๆ  ตัวเล็กๆขาวๆแบบนี้ฝรั่งก็เอาเน๊าะ  ฉันเห็นแต่เค้าชอบผิวดำๆ"  วันนั้นปรี๊ดดดดด เหมือนกัน  มันคงไม่ได้นินทาคนอื่น  เพราะในรัศมี 10 เมตร ไม่มีใครเลยที่เดินมากะฝรั่ง  ได้แต่อดทนไว้  บีบมือคุณสามีซะแน่น  เค้าก็ถามว่า Are you OK? เราก็ตอบว่า ก็โอเคดี  แต่อยากถีบใครซักคนลงจากชั้น 6 MBK!!!  สามีเลยว่า  หงุดหงิดกระทันหันสงสัย  ใกล้เป็นประจำเดือน  ผมเข้าใจคุณนะที่รัก -_-"   ... เวรกรรม... ตาโย่งของเรามองโลกในแง่ดีอีกละ อาทิตย์หน้าก็จะเดินทางแล้ว  ไปที่โน่นคงจะไม่มีใครสนใจใคร....  เฮ้อ....  ประเทศไทย...  ที่ SK เมื่อวานยังมีหิมะอยู่เลยค่ะ  สามีบอกว่า -1 องศา ไม่รู้อีก  1 อาทิตย์จะอุ่นขึ้นรึเปล่าน้ออออ....
#77sarinyaApr 25, 2008
คุณหญิงจะไปแล้ว เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ ;)
#78yingfillionApr 25, 2008
ขอบคุณค่ะคุณแจง ฝากจุ๊บเจ้าตัวเล็กด้วยนะคะ  นี่หญิงกะแม่คุยถึงน้องลอลี่ทุกวันเลย  นึกถึงตอนที่ไปเที่ยวหาคุณแจงที่เชียงใหม่  แล้วหนูน้อยร้องไห้ไม่ยอมให้เรากลับลำปาง  คิดทีไรเป็นต้องยิ้มทุกทีเลยค่ะ  ;D
#79Mini MeApr 25, 2008
เรื่องหญิงให้บริการเนี่ย เราพยายามเลี่ยงแล้วไม่อยากพูดมาก เพราะไม่ค่อยจะเห็นตรงกับใครซะเท่าไหร่ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเอาซะหน่อยแล้วกัน (กระทู้จะโดนอุ้มมั้ยน้า) ขายเหล้าขายเบียร์ ขายบุหรี่ขายจนรวยผู้คนนับหน้าถือตา เปิดอาบอบนวดก็เป็นนักการเมืองชื่อดังได้ แต่ผู้หญิงให้บริการมีแต่คนดูถูก เหล้าเบียร์บุหรี่ทำกันจนถูกกฏหมายได้ ขายบริการทางเพศผิดกฏหมายแต่เปิดอาบอบนวดต้องมีใบอนุญาต ??? คนไทยบางทีก็ปากว่าตาขยิบ ไม่ค่อยยอมรับความจริง เมืองไทยเมืองพุทธแต่มีผู้หญิงขายบริการเป็นหลักล้าน พอคนเค้าพูดเรื่องโสเภณีเข้าหน่อยก็โบ้ยไปว่าเมืองไทยมีเรื่องดีๆ ตั้งเยอะไม่พูด มาพูดแต่เรื่องแบบนี้ ก็ว่ากันไป ไม่มีใครอยากถูกเหมาว่าเป็นหญิงขายบริการแต่งงานกับฝรั่ง แต่พูดจริงๆ แม่ค้าเค้าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ลองทำความเข้าใจนิดนึงว่า สิ่งที่เค้าพบเห็นและสัมผัสมีเท่านั้น ถ้าเค้ารู้ว่ามันไม่ได้มีแค่นั้นเค้าก็คงไม่ถามหรอกเราว่า เพราะเค้าก็จะเข้าใจว่ามันไม่ได้มีแค่นั้น หรืออาจจะถาม แต่คำถามอาจจะเปลี่ยนไป ไม่ก็ถามเรื่องอื่น ส่วนตัวเจอมาเยอะพอควร เราว่าอย่าเอามาเป็นอารมณ์เลยค่ะ ถามตัวเองว่าเคยเป็นมั้ย prejudice เนี่ยเรื่องไหนก็ได้ไม่ต้องเรื่องนี้เท่านั้น (ร้อยทั้งร้อยต้องเคยเป็น เพราะเป็นธรรมดามนุษย์) ถ้าเคยเป็นก็น่าจะเข้าใจว่าทำไมบางทีเดินกะฝรั่งแล้วมีคนมองแบบนั้น แล้วส่วนใหญ่ถ้าเค้าถามเพราะเค้าไม่รู้มากกว่า มองให้มันเป็นเรื่องตลกเรื่องดีไปซะ ยกตัวอย่าง เราเองเวลาคนไม่รู้จักถามว่าเจอกันที่ไหน บางทีเรายังตอบไปเลยว่าเจอกันที่พัทยา (ซะงั้น) ส่วนใหญ่พอเจอคำตอบนี้ก็วงแตกไม่ค่อยถามต่อแล้วล่ะ หรือตอนนั้นไปนวดแผนไทย หมอนวดทักว่าแฟนหน้าตาดีนะ หาที่ไหน หาให้บ้างสิ เราตอบไปว่ากว่าจะหาได้ก็หน้ามืดเหมือนกัน คงไม่มีปัญญาช่วยหรอกค่ะ แฟนเราขำกลิ้งตอบว่าถ้าเทียบกับฝรั่งคนอื่นๆ ที่เดินๆ อยู่เค้าคงหัวไม่ล้านเท่า พุงไม่โตเท่า กลายเป็นหน้าตาดีไปซะงั้น เราแปลให้หมอนวดฟัง หมอนวดยังขำเลย หรืออีกทีที่อาจจะช่วยได้คือไปไหนให้คุณเป็นคนดูแลเรื่องเงิน อาจจะช่วยได้บ้าง แต่ก็อย่างว่า ถ้าคนมันจะพูดอะไรก็พูดได้ เค้าก็พูดได้ว่าคุณไม่ฉลาดโดนฝรั่งหลอก ถึงได้บอกว่าอย่าไปสนใจเลย พ่อแม่พี่น้องก็ไม่ใช่ ญาติหรือเพื่อนก็ไม่ใช่ จะไปแคร์คนไม่รู้จักทำไมอ่ะ เอามาเป็นอารมณ์เราเองที่หงุดหงิด เค้าไม่ได้มาหงุดหงิดกับเราซะหน่อย เค้าพูดแป๊บเดียวเค้าก็ลืมแล้ว เพราะเราไม่ได้สลักสำคัญอะไรในชีวิตเค้านี่นา เราเข้าใจว่ามันอึดอัด แต่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามันเป็นแบบนี้ เปลี่ยนคนอื่นมันยาก เปลี่ยนตัวเองง่ายกว่า อีกอย่างที่อยากบอก หญิงขายบริการก็คนนะคะ คนที่ไหนๆ ก็อยากมีคนมาดูแลเอาใจใส่ ให้ความรัก อย่าว่าแต่คนเลย หมาแมวก็ยังอยากให้มีคนรัก และอย่างที่บอกไปแล้วว่าใครๆ ก็ดิ้นรนไขว่คว้าหาสิ่งที่เห็นว่าดีกว่าทั้งนั้น เปิดใจให้กว้างนิดนึง ยาวเชียว โดดงานมาพิมพ์อีกตะหาก ไปดีกว่า
#80di_annApr 26, 2008
:)  Khun Mini Me ช่าง เป็นคนที่มี ทัศนะคติ ในทางบวก และเข้าใจปรับตัวเข้ากัน สภาพแวดล้อมได้ดี จริงๆ มองอะไร ให้มัน เรียบๆ ง่ายๆ ชีวิต มีความสุข  :D  แหม ไม่รู้ว่า งาน สบาย ขนาด มีเวลาว่าง มา แอบ พิมพ์ reply ได้ แบบ ร่ายยาว ให้อ่าน เพลินๆ ได้ขนาดนี้ ถ้า รู้ว่า มีเวลา เยอะขนาดนี้จะชวน ให้ แวะ ข้ามฝั่งถนน  มาทาน กลางวันที่บ้าน ซะ ก็ดี อะ  ;) เคยมี ผู้ใหญ่ ท่านนึง บอกให้ฟัง ว่า การมีทัศนะคติ ที่ดีมัน สอนกันไม่ได้ มันจะต้องออกมาจาก คนผู้นั้นเอง  ??? เลยทำให้เราคิดถึง สัตว์โลกล้านปี  ว่า ทำไม ไดโนเสาร์ ไม่สามารถ มีชีวิต อยู่ได้ ในโลกปัจจุบัน เพราะ มันไม่สามารถ ปรับ ตัวเอง ให้ เข้ากับ สถานะการณ์ และสภาวะ แวดล้อมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปได้  ถึงได้ ต้อง ดับสูญ สิ้นไป  และ เข้าใจว่า ทำไม แมลงสาป ซึ่ง เกิดมายุค นั้น เช่นกัน ทำไม มีชีวิต อยู่ได้ จนถึงปัจจุบัน เพราะมันรู้จัก ที่จะ เอาตัวรอด รู้จัก ปรับสภาพให้ เข้ากับ สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ (ยกเว้น กาวดักแมลงสาป) จากตัวอย่างของ สิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้ ทำให้ มองการเปลี่ยนแปลง ของ โลก ในแบบ เข้าถึงความเป็นจริง จะเลือกมีชีวิต อยู่อย่างภาคภูมิใจ และมีความสุข แบบ แมลงสาป หรือ จะไปไม่รอด แล้ว ดับสุญ แบบไดโนเสาร์ ที่พ่ายแพ้ ต่อการ ดำรงชีพ :-[
#81WanApr 26, 2008
เข้ามาเห็นด้วยกับความคิดคุณ Mini me อีกคนค่ะ ไม่มีใครรู้จักเราเท่าเราหรอก ถ้าเราไม่มีตั้งอัตตาหรืออีโก้ของเราขึ้นมา ประมาณว่า I am the center of the universe เราก็อยู่ได้สบายกาย สบายใจ ไม่ต้องเก็บมาเป็นอารมณ์ แถมบางทีได้อารมณ์ขันกลับบ้านด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ได้ด้วยเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันไปไม่มีวันจบ เพราะมันเชื่อมโยงกันไปหมด  :D
#82Mini MeApr 26, 2008
― ― จริงๆ ตอนนั้นกำลังแปลสุนทรพจน์อังกฤษเป็นไทยให้นายอยู่ค่ะ ก็เลยแอบอู้ซะหน่อย เห็นแล้วมันคันมือ (อย่าไปฟ้องนายนะเจ้า เดี๋ยวจะไม่มีงานทำเอา) ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ ส่วนข้อเสนอเนี่ย รับนะคะ  มีเบอร์โทรยังอ่ะ นัดล่วงหน้าเลยได้ปะ จะได้เตรียมล้างท้องและไม่เอาข้าวกล่องไป ;) ว่าด้วยเรื่องไดโนเสาร์ เห็นบางทฤษฏีว่า เป็นเพราะไดโนเสาร์ตดมากเกินไป ไม่รู้จริงรึเปล่า ;D แต่ก็นะ แมลงสาบคงทนดมได้เลยรอดมาได้
#83di_annApr 27, 2008
:o  เอ้า มาได้ ง่ายๆ งี้ นัดซะตั้งนานแล้ว คุณ mini me ขา กำลังย้ายบ้าน พอดี ไม่เป็นไร มาทาน กลางวันบ้านนี้ไม่ ทันซะแล้ว เลยอดให้มานั่ง มองเห็นโต๊ะ ทำงานคุณจากบ้านเราเลย อิอิ  ;D  ฝาก เข้าไปอ่าน message ใน private ด้วยนะคะ