#1eyeJan 08, 2009
สวัสดีค่ะ พี่ๆ เพื่อนในเว็บ
ชื่อ วรรณค่ะ ดิฉันเป็นหนึ่งคนที่รวบรวมข้อมูลจากเว็บนี้มาได้เกือบปีแล้วค่ะ และอยากจะรวบรวมประสบการณ์วีซ่าท่องเที่ยว หรือที่เรียกว่าวีซ๋าชัวร์คราว ของแต่ละคน ค่ะ ที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จไว้ในกระทู้เดียวกันค่ะเพื่อเป็นความรู้แก่คนที่กำลังสร้างความสัมพันธ์กะแฟนหนุ่มชาวแคนาเดี้ยน หรือคนที่เป็นแฟนมานานแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานกัน หรือคนที่จะไปเยี่ยมญาติ พี่ น้อง เพื่อนพ้อง ค่ะ สำหรับ หรือร่วมกระทั้งคนที่จะไปท่องเที่ยวในแคนาดาค่ะ
วรรณก้อหนึ่งคนค่ะ ที่เป็นแฟนกะหนุ่มแคนาดามาได้เกือบสามปีแล้ว แต่เราก้อยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานกัน ก้อเลยรวบรวมข้อมูลวีซ่าชัวคราวไว้ เพื่อจะไปเยี่ยมครอบครัวของเขาที่โน้น สักครั้งก่อนที่จะตัดสินใจอยู่กันเป็นครอบครัว
ค่ะกระทู้นี้อยากให้พี่ๆ หรือเพื่อนๆ ที่เคยทำวีซ่าชัวคราวมาแชร์ประสบการณ์กันค่ะ เพื่อให้คนที่กำลังจะยื่นเหรอ มีแพลนจะยื่นได้รวบรวมข้อมูลเก็บไว้ และหาช่องโหว่ของตัวเอง เพื่อไม่เสียเวลาที่จะต้องมาตั้งกระทู้ใหม่ เพราะวรรณเห็นหลายราย ซึ่งเป็นรายใหม่ก้อจะตั้งกระทู้ใหม่ซึ่งก้อเป็นเรื่องเดิมๆ ก้อจะมี พี่ Jen ที่จะมาช่วยตอบในประเด็นเหล่านี้บ่อยมากๆ ที่เห็น สงสัยพี่ๆคนอื่นเขาคงจะเบื่อที่จะต้องมาตอบแบบเดิมๆ ก้อเห็นใจค่ะ
หวังว่าพี่ๆ และเพื่อนในเว็บคงจะมาแชร์ร่วมกันนะค่ะ ขอขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ
#2ketsaneeJan 09, 2009
ดีค่ะคุณ eye และทุกๆท่านนะคะ
เราเป็นคนนึงที่มีแฟนเป็นชาวแคนนาเดี่ยน..และไม่พร้อมที่จะแต่งงานกัน..ก็อยากจะศึกษาลักษณะนิสัย.ความเป็นอยู่รวมถึงเรื่องภายในครอบครัวของเขาที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อนเช่น..มีหนี้สินรึเปล่า.. ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนว่าไม่จริงใจซักเท่าไหร่..แต่ก็เพื่อตัวเราเองนะค่ะ..ไม่ใช่ว่าแต่งงานกันไปแล้วไปช่วยเขาทำงานใช้หนี้นะคะ..อิอิ ;D...ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนตัวคะ...เคยทำวีซ่ามาแล้วทั้งหมดสองครั้งแต่ก็ไม่เคยผ่าน..
1. วีซ่าท่องเที่ยว..เอกสารครบทุกอย่าง...แต่แล้ว...ก็ไม่ผ่าน เสียตังค์ฟรี 2,600 บาท:'(ไม่โดนสัมภาษณ์เพราะตังค์น้อย ;D
2. วีซ่าทำงาน...อันนี้เป็นวิธ๊..ที่เราจะสามารถได้อยู่ใกล้ชิดเขาและเราก็สามารถทำงานหาเงินด้วยตัวเองได้....ดิฉันไปทำงานในร้านของแฟนค่ะ..แฟนของดิฉันเปิดร้านกาแฟค่ะ..โดยแฟนเป็นคนทำเรื่อง permit ผ่านทางนู้นให้ค่ะ..ดิฉันมีเอกสารครบทุกอย่างรวมถึงเอกสารอนุมัติให้ทำงานที่แคนนาได้..แต่พอวันไปฟังผล...แล้วก็ไม่ผ่านไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาตัดสินค่ะเขาบอกเพียงแต่ว่ากลัวเราจะไม่กลับมา..คิดไปนู้นแน่ะเจ้าหน้าที่..บ้ารึเปล่าก็ไม่รู้นะ..พ่อแม่พี่น้องอยู่ประเทศไทยแล้วจะให้เราไปไหนอีก....คิดได้ไงกันว่าจะไม่กลับมา.. ???สรุปแล้วเสียตังค์ค่านั่งสัมภาษณ์..5,200 บาท..มาถึงตอนนี้ยังมึน.....ไม่รู้จะเอาทางไหนต่อดี..มีแต่แต่งงานทางเลือกสุดท้ายซึ่งเลี่ยงไม่ได้..ทำใจอยู่ค่ะ....สรุปแล้วสถานฑูตได้รับจากเราทั้งหมด 7,800 บาทค่ะ
.......แล้วท่านอื่นๆละค่ะเสียเงินกันไปเท่าไหร่แล้วคะ..เข้ามาแชร์กันบ้างนะคะ.. ;)
สำหรับคุณeye ได้ยินแล้วอย่าพึ่งท้อนะค่ะ..คุณอาจจะโชคดีได้วีซ่าก็ได้ค่ะ...สู้ๆ
...จากคนหมดหวัง...
#3chanapodJan 09, 2009
ขอแจมด้วยคนนะคะ เพิ่งถูกปฏิเสธมาเมื่อ2-3วันที่ผ่านมานี่เอง คิดว่าเอกสารครบ เพราะเขาไม่ได้ขอเอกสารอะไรอีก เสียไป2250บาทคะ เสียเงินไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจกับคำสัมภาษณ์มากกว่า เขาพูดว่าสภาพการเงินเราไม่ดี ก็มีคนเขาออกค่าใช้จ่ายให้ หรือต้องให้เรามีเงินเป็นล้านเหรอถึงจะไปได้ หรือคนไม่มีเงินมากไปเทียวไม่ได้ มันผิดตรงไหน ก็มีคนเขายินดีจ่ายให้ทุกอย่าง
สำหรับคุณวรรณก็รวบรวมเอกสารให้ครบและ มีเงินในบัญชีไว้โชว์เยอะๆนะคะ บางทีเขาจะถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟน ระยะเวลาที่รู้จักกัน เคยพบกันไหม รู้จักกันได้ยังไง ใครติดต่อใครก่อน นี้แค่คราวๆนะคะบางทีเขาอาจจะไม่ถาม แล้วแต่caseคะ
ลองดูเถอะคะไม่ลองก็ไม่รู้ บางทีคุณวรรณอาจเป็นคนที่โชคดีก็ได้
#4eyeJan 09, 2009
:) ดีใจค่ะ มีสมาชิกมาช่วยตอบ นึกว่ากระทู้นี้จะว่างเปล่าไป แล้วยังไง ที่ตั้งกระทู้นี้ ไม่ได้มีอะไรมาก คืออยากจะรวบรวมประสบการณ์ของแต่ละคน ให้แกสมาชิกใหม่ๆ ได้อ่านและเข้าใจ เพราะโดยปกติแล้ว จะเห็นการแชร์ประสบการณ์ของการเดินทาง ไปที่โน้นมากกว่า ขอขอบคุณ chanapod มากนะค่ะ วรรณทราบเรื่องเอกสารมานานแล้วค่ะ แต่ยังไม่พร้อมที่จะยื่น แต่ก้ออ่านไปเรื่อยๆ ค่ะ ถ้าผ่านก้อถือว่าดี ไม่ผ่านก้อไม่เป็นไร เตรียมพร้อมกะความพลาดแล้วค่ะ ช่วงนี้ว่างๆ ก้อเลยสร้างกระทู้นี้มา ให้กะคนที่มีแพลนจะยื่น ค่ะ
ยังไง คงจะมีคนที่มีประสบการณ์มาสละเวลาพิมพ์เพิ่มนะค่ะ
ขอบคุณคค่ะ
#5SweetPeaJan 19, 2009
เมื่อปี 2005 หยกยื่นเรื่องขอวีซ่าท่องเที่ยว ครั้งหนึ่ง
ขอไปเที่ยวบ้านแฟน (คิดตื้นๆว่า น่าจะง่าย)
รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เก็บข้อมูลให้ดีก่อน
เช็คในเน็ต แล้วเตรียมเอกสาร
เดินโท่งๆ เข้าไปขอเลยวันต่อมาเข้าไปสัมภาษณ์
โดนเฉ่าะกลางแสกหน้าว่า ไม่ให้ไป..
คุณป้าที่สัมภาษณ์บอกว่า
การเงินหนูไม่มั่นคงนะเค๊อะ
เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าหนูไปแล้วจะกลับมา
บลาๆๆ
ความรู้สึกเหมือน โลกพังทะลาย
เหมือนถูกตัดสินประหารชีวิต (เพราะอดไป)
อารมณ์ตอนนั้นคือซังกะตาย มากๆ -__-'
ป้าแกพูดไรมาไม่รับรู้แล้ว ตื้อไปหมด @_@'
แล้วก็ผ่านมา 3-4ปี ก็ไม่ได้ลองไปขออิกเลยค่ะ
คือกะว่า เอาให้ได้แน่ๆ ค่อยลองอิกที 555
ตอนนี้ รอแฟนกลับมาแต่งงานกัน (คนเดิมที่ขอไปเมื่อปี 2005 น่ะล่ะค่ะ)
แล้วจะลองขออิกที
(แต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี กลัวเจอคุณป้านั่นอิก 555)
#6JJ_JenJan 19, 2009
น้องหยก คบกะแฟนมาตั้งนานขนาดนั้น แฟนมาแต่งงานแล้วก็ขอ PR ไปเลยค่ะ
เตรียมเอกสารแต่เนิ่นๆก่อนแต่ง พอแฟนกลับแคนาดาก็ให้เค้าถือเอกสารไปส่งมิสซิสซอก้าเลย....รอสามสี่เดือน เดี๋ยวก็ได้ PR ไปแคนาดา
ไม่ต้องเจ็บใจเวลาเข้าห้องสัมภาษณ์อย่างวีซ่าท่องเที่ยว :D :D
#7SweetPeaJan 19, 2009
ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะขอ PR
แต่ทีนี้ ไม่แน่ใจว่าเค้าจะได้งานที่ไหน
กลัวได้PR แล้วไม่ได้งานที่แคนาดาน่ะสิ
ก็กะว่า ให้ได้งานแน่ๆก่อนค่ะ ;D
#8eyeJan 20, 2009
หืมมมม เห็นแต่ละคนไม่ประสบความสำเร็จเลย
เเล้วพี่ๆ ที่ประสบความสำเร็จแล้วจะไม่มาแชร์ร่วมกันเหรอค่ะ
จะได้เป็นกำลังใจให้อีกหลายๆ คน ร่วมกัน แชร์นะค่ะ
ขอบคุณค่ะ สำหรับคุณหยกไม่ลองเตรียมเอกสาร ไปอีกครั้งหล่ะค่ะ เผื่อรอบนี้จะผ่าน โชคดีค่ะ
#9JJ_JenJan 20, 2009
― ―
ก็ขอให้แฟนน้องตัดสินใจและได้งานเร็วๆนะคะ น้องจะได้รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ;D
เพราะอนาคตครอบครัว...พี่ว่ามันต้องเตรียมตัวและใช้เวลา หรืออาจจะต้องคุยกันให้แน่นอนว่า เมื่อเป็นครอบครัวแล้ว เราจะย้ายบ้าน ย้ายเมือง ถิ่นที่อยู่ กี่ครั้ง แล้วสุดท้ายบั้นปลายชีวิตอยู่ที่ไหน เพราะไม่ว่าจะทำ PR แคนาดา หรือทำวีซ่าอเมริกา มันก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น
หากแฟนพี่บอกไม่ได้ว่าอนาคตจะอยู่ไหน ทำอะไร เป็นอย่างไร พี่เครียดตายเลย 555
#10SweetPeaJan 21, 2009
กะว่าแต่งงานแล้วจะเอาเงินสินสอดเข้าบัญชีเรา
ถ้าป้าแว่นถาม ก็บอกไปว่า เงินสินสอด หรือไม่ก็ แม่ให้รับขวัญแต่งงาน
สเตจเม้นท์หยกไม่ค่อยดี เพราะเงินเดือนน้อย
ก็กะว่าจะเอาสเตจเม้นบัตรเครดิตด้วย ได้มั้ยคะ?
เพราะยอดใช้จ่ายเงิน 2ใบก็ประมาณห้าหมื่นกว่าบาท
ใช้มาปีกว่า ไม่เคยจ่ายช้า หรือ เสียเครดิตเลย
เพิ่งได้ใบสรุปยอดใช้จ่ายประจำปี
ดูแล้วสวยมาก 555
ที่บ้านทำร้านค้า เป็นเงินหมุน
ก็เลยไม่ได้เอาเงินเข้าธนาคาร
มีรายได้หลายแสนต่อเดือน
พอจะช่วยได้มั้ย? (จดทะเบียนการค้าด้วย แต่ชื่อพี่สาว)
ประมาณว่า ที่บ้านมีฐานะ ซัพพอร์ตเราได้อยู่น่ะ
แล้วถ้าให้นายกฯอบต ช่วยออกใบคำประกันว่าจะกลับมาล่ะคะ?
พี่ว่าดีมั้ย?
และอิกอย่าง
พวกเอกสารอย่างอื่น ที่นอกเหนือจากที่เค้า รีเควส
เช่น จมเชิญ จมคำประกัน ทะเบียนสมรส หรือ เอกสารแสดงความสัมพันธ์ (จม โพสการ์ด รูปถ่าย)
เราจะแนบไปพร้อมยื่นเอกสาร หรือ เก็บไว้โชว์ตอนเค้าเรียกสัมภาษณ์คะ?
#11JJ_JenJan 22, 2009
พี่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยแนะนำเรื่องเงิน สถานะการเงิน การโชว์เอกสารเรื่องเหี่ยวกับเงินๆทองๆของน้องได้อย่างไรนะคะ เดี๋ยวหากท่านอื่นๆเคยโชว์ยอดหนี้สินของบัตรเครดิตต่อสถานทูตแล้วได้วีซ่า คงเข้ามาร่วมแชร์
" สเตจเม้นท์หยกไม่ค่อยดี เพราะเงินเดือนน้อย
ก็กะว่าจะเอาสเตจเม้นบัตรเครดิตด้วย ได้มั้ยคะ?
เพราะยอดใช้จ่ายเงิน 2ใบก็ประมาณห้าหมื่นกว่าบาท
ใช้มาปีกว่า ไม่เคยจ่ายช้า หรือ เสียเครดิตเลย
เพิ่งได้ใบสรุปยอดใช้จ่ายประจำปี
ดูแล้วสวยมาก 555 "
ในความคิดเห็นส่วนตัวของพี่นะคะ....อันนี้ไม่ได้ตำหนิหรือว่าน้อง...แค่มองอย่างเป็นเหตุเป็นผลเท่านั้น....หากเราโชว์ยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตที่ใช้ซื้อของ และรายการชำระเงินของบัตรเครดิตที่เราใช้ให้สถานทูตดู แม้ว่าเราไม่เคยเสียเครดิต จ่ายตรงเวลา แต่การจ่ายแต่ละเดือน ก็สะท้อนได้ว่า หากจ่ายหมดของยอดที่ซื้อมาตลอด ก็แสดงสถานะการเงินดี ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก ไม่ต้องพกเงินสด แต่หากจ่ายแค่เพียง 10% แล้วมีหนี้สะสม เดือนหน้าก็ซื้อของอีก แล้วจ่าย 10% ขั้นต่ำอีก อย่างนี้ไม่ได้บอกว่าสถานะการเงินหรือวินัยการเงินเราดีเลย กลับตรงกันข้าม มันทำให้มองเห็นว่ารายรับเราน้อย ไม่มีเงินเก็บ แล้วใช้เงินฟุ่มเฟือย การขอวีซ่าท่องเที่ยวก็อาจจะยาก
"ที่บ้านทำร้านค้า เป็นเงินหมุน ก็เลยไม่ได้เอาเงินเข้าธนาคาร มีรายได้หลายแสนต่อเดือน" แต่น้องทำงานอบต.ไม่ได้ช่วยกิจการที่บ้าน เรื่องเงินของที่บ้านจะนำมาช่วยให้สถานทูตพิจารณาได้อย่างไรคะ ???
อย่างที่เคยแบ่งปันประสบการณ์ไว้ในกระทู้ก่อนๆว่า ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน สเตทเม้นท์ ที่จะทำให้เราได้วีซ่าท่องเที่ยว ลองอ่านกระทู้เก่าๆที่มีพี่ๆเค้าแชร์ประสบการณ์ไว้นะคะ
#12SweetPeaJan 22, 2009
ขอบคุณพี่เจนที่แนะนำเรื่องเครดิตค่ะ
ดีนะที่ถามก่อน เฮ้อ.. (_ _')
หยกอยากเช็คกระทู้เก่าๆนะ
แต่เน็ตมันใช้ไม่สะดวก
(ที่ทำงานก็มีไม่กี่เครื่องที่ต่อได้
เน็ตที่บ้านก็ช้าโคตร)
ก็เลยไม่มีเวลา
เอาเป็นว่า จะอ่านเรื่องเก่าๆให้มากที่สุด
แล้วค่อยโพสถาม จะได้ไม่เอ๋ออิก
ขอบคุณอิกครั้งค่ะ
#13lucajoyzJan 22, 2009
จอยว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวคือ ทำยังไงก็ได้ให้ป้าเค้ามั่นใจว่าเราจะกลับมาเมืองไทยแน่ๆง่าค่ะ
จอยไปขอวีซ่าแคนาดาครั้งแรกตอนปี 2007 ตอนนั้นก็จะไปเยี่ยมแฟนเนี่ยแหละ แต่ก็ไม่ได้ให้แฟนส่งจดหมายเชิญมา แต่โชคดีว่ามีเพื่อนทำงานอยู่ที่โตรอนโต เลยใส่ชื่อเพื่อนที่เป็นผู้หญิงไป (แต่ไม่ได้ให้เพื่อนส่งจดหมายเชิญมาเหมือนกัน) กลัวเค้ารู้ว่าไปหาแฟนแล้วเด๋วจะคิดว่าเราจะไม่กลับบ้าน อิอิ
เงินในบัญชีก็มีไม่มากนะ เพราะชอบเที่ยว เลยใช้ตังหมด
ตอนนั้นทำงานอยู่บริษัทญี่ปุ่น ที่บริษัทเขียนจดหมายรับรองต่างๆและลงระยะเวลาวันหยุดให้ ส่งเอกสารเท่าที่ลงใน website เป๊ะๆ
ตอนนั้นขอ tourist visa (single) เพราะกลัว mutiple ไม่ผ่าน ขอไป 20 กว่าวัน สถานทูตให้มา 2 เดือน (แต่ก็อยู่แค่ 20 กว่าวัน)
รอบ 2 ขอปี 2008 เลยลองขอแบบ mutiple ใส่ชื่อเพื่อนคนเดิม ไม่มีจดหมายเชิญเหมือนเดิม และก็ยังไม่กล้าใส่ชื่อแฟนอยู่ อิอิ เอกสารใช้เท่าเดิม (อ้อ แต่ย้ายที่ทำงานแล้ว เงินเดือนหมื่นนึง) สถานทูตก็ให้ visa ใช้ได้จน passport หมดอายุ (หมดปลายปี 2010)
จอยว่าถ้าเรามีจดหมายรับรองจากบริษัทที่ดูมั่นคง มีกำหนดวันพักร้อน (แต่ตอนรอบ 2 บริษัทไม่ได้ใส่ให้) ถึงเงินในบัญชีไม่เยอะก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่ถ้าคนที่เอกสารไม่แข็งแรง passport น่าจะมี stamp ประเทศอื่นอยู่บ้าง น่าจะช่วยให้ขอ visa ง่ายขึ้น
ลองแบบว่า แทนที่จะให้แฟนบินมาเมืองไทย แล้วเราบินไปแคนาดา ก็อาดจะแบบ บินมาเจอกันประเทศที่เราไม่ต้องขอวีซ่า อย่างฮ่องกง เกาหลี อะไรอย่างงี้ก่อนดูมั๊ยคะ ให้ passport ผ่านการใช้งานจะได้ขอได้ง่ายขึ้น
สู้ๆนะคะทุกคน!!
#14jicksawFeb 18, 2009
จิ๊กค่ะ เพิ่งเข้ามาใหม่และเคยมีประสบการณ์ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวมาหนึ่งครั้งและได้มาอย่างง่ายมากแค่สองวันเองก็อย่างที่คุณจอยบอกและคะประเด็นสำคัญอยู่ที่เราจะทำให้เขาเชื่อว่าเราจะกลับมาได้อย่างไรจิ๊กเคยไปขอมาแล้วครั้งและก็ได้มาพรุ่งนี้จะไปขอวีซ่าท่องเที่ยวครั้งที่สองก็หวังว่าเราจะได้ง่ายขึ้นเพราะผู้หญิงที่เขาสัมภาษณ์คราวก่อนบอกว่าถ้ากลับตรงเวลาไม่มีปัญหาอะไรครั้งต่อไปจะง่ายขึั้นก็จะลองดูว่าง่ายขึ้นจริงไหมคงจะไปยืนพรุ่งนี้ง่ะค่ะ
ครั้งก่อนที่ขอเขาก็ไม่ถามเรื่องงานหรืออะไรเลยถามแต่ว่าเจอกันได้ไงแล้วมีแพลนจะแต่งงานไหมตอนที่จิ๊กขอแนบอีเมลล์ที่เราติดต่อกับแฟนไปด้วยเป็นปึกเลยเพราะตอนที่ขอคบกับแฟนได้ 3 ปีแล้ว ตอนนี้ก็คบกันมา5 ปีอยากขอวีซ่าท่องเที่ยวก่อนแล้วจะขอ pr หลังจากกลับมาเพราะยังไม่ได้จดทะเบียนกันเลยตอนนี้ก็ขอเก็บขอมูลเกี่ยวกับ pr ไปก่อน
ถ้าได้เรื่องว่าผ่านไม่ผ่านอย่างไรจะมาแชร์ใหม่นะคะขอให้ทุกคนโชคดีค่ะรวมทั้งตัวเองด้วย :D
#15phetcharawanFeb 18, 2009
สวัสดีคะ
ดิฉันอ่านกระทู้ในเว็ปทุกวันเพราะรอ PR แต่ดิฉันได้วีซ่าเที่ยว หลายประเทศเพราะเวลาแฟนไปประชุม ก็จะให้ฉันไปบ้างเพราะฉันต้องลางานที่เมืองไทย กลางเดือนหน้านี้ก็ต้องไปทำวีซ่าที่จะไปประเทศอังกฤษ
ขอให้โชคดีนะคะ
#16jicksawFeb 26, 2009
สวัสดีคะไปขอมาแล้วคะและป้าแว่นก็ให้มาแล้วแต่ถามเยอะมากๆตอนนี้ก็เลยเตรียมตัวจะไปแลนด์วันที่ 24 มีนาคมคะ
#17daFeb 26, 2009
― ―
I want to help share na kha, but my case was different kha, because my husband lived in BKK kha.
The first time I applied for tourist visa, we were just boyfriend and girlfriend kha. I was a teacher, so I had a letter from the school that it was school summer holiday kha. I also showed them my husband's contract that he still had to teach at the school for 2 more years na kha, so it is a guarantee that I will come back to Thailand kha. I don't have a lot of money kha, but I showed them my parent's business registration also kha. They didn't interview me at all kha.
The second time I applied for it (one year 2 months later) after I submitted the P.R. thing already kha. I gave them exactly the same paperwork na kha, and also no interview kha. I forgot to show them the P.R. sponsorship approval for my husband na kha, but they didn't ask for it kha.
Good luck na kha.
#18chanyaFeb 27, 2009
ขอแชร์ด้วยคนค่ะเรื่องวีซ่าท่องเที่ยวมาแคนาดา มีความรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยมีมาตรฐานเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะเราเองเคยขอเหมือนกันครั้งแรกทีมาแคนาดา การสัมภาษณ์ไม่เหมือนการสัมภาษณ์ แต่ เหมือนการ......มากกว่า
ครั้งแรกที่ขอขอพร้อมพี่สาว ซึ่งอายุ ห้าสิบแล้ว การเงินดีมาก ในบัญชีมีมากกว่าล้าน เพราะเขาเป็ฯเจ้าของปั๊มนำมัน เขายอมให้เรา แต่พี่สาวเราไม่ให้ บอก เอกสารแสดงการเงิน ไม่ชัดเจน เขาขนใบเสร็จซื้อขายนำมันแต่ละวัน ไม่ตำกว่า สอง สามแสน แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่มีที่มาของเงิน ตลกมาก ใบเสร็จเกือบท่วมหัว ส่วนเราตอนนี้งิน ไม่ถึงล้าน แต่จะมาหาสามี เพราะแต่งงานกันแล้ว แต่เราตามมาทีหลัง เพราะยังเคลียร์งานไม่เสร็จ ขณะนั้น เราเป็นเจ้าของบริษัท เล็ก ๆ เขาถามว่า จะไปทำไม เราบอกก็จะมาเยี่ยมสามี แล้วจะกลับไทย เคลียร์งานแล้วค่อยขอพีอาร์ เขาเลยจนใจต้องให้ แต่ พี่สาวเราไม่ได้ ตลกมาก
และเมื่อสองสามวันที่แล้ว ญาติอีกคนจะมาเที่ยว เพราะลาพักร้อน ได้ สามอาทิตย์ ทำงานเป็นผู้จัดการโตโยต้า มีเงิน ล้านกว่าบาท (ไม่ได้แต่งบัญชีนะเป็นเงินฝากของเขาเอง) นำใบแสดงกรรมสิทธิ์ รถ บ้าน ใบรับรองเงินเดือน ใบลางานจากบริษัท มีหนังสือเชิญจากแคนาดา คนเชิญ เป็นอดีต รัฐมนตรีของแคนาดา ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัททีมั่นคงมาก เงินหมุนเวียนปีละ หลายล้านบาทไทย แต่ เจ้าหน้าที่สถานทูตบอก คนรับรองทีอยู่ไม่มั่นคง ทั้ง ๆ ที่บ้าน และบริษัท ผู้รับรองระบุในหนังสือเชิญ ชัดเจน เขาถามความสัมพันธ์กับคนเชิญ (คนเชิญสเป็นสามีของลูกพี่ลูกน้องกัน)เขาขอเอกสารยืนยันภรรยา เขาก็ส่งหนังสือรับรอง เอกสารการพำนักที่ถูกต้องในแคนาดาไปให้พร้อม เอกสารรับรองสถานะ การเงิน รวมทั้งความมั่นคงที่แคนาดา แต่ สุดท้าย เจ้าหน้าที่บอก คนรับรองไม่มั่นคง
ในทัศนะของดิฉัน สถานทูตมีกฎระเบียบ การพิจารณาจริง แต่ เจ้าหน้าที่ที่พิจารณาบางคน ดูถูกคนไทยด้วยกันตั้งทัศนคติเชิงลบเอาไว้ก่อน การพิจารณา เมื่อไหร่ ก็ลำบากต่อผู้ขอวีซ่า ในขณะที่บางรายที่เราอ่านในเวปนี้ บางคนเอกสารมีนำหนักความน่าเชื่อถือ อ่อน แต่ได้วีซ๋าท่องเที่ยวมาก็มี แต่เท่าที่ถามคนรู้จักบางท่าน เขาเล่าว่าสถานทูตแคนาดาที่ประเทศอื่น เขาสุภาพ และมีมาตรฐานการการพิจารณาวีซ่า ที่ดีกว่านี้(นี่จากคำบอกเล่าของท่าน ๆ หนึ่งที่อยู่ในวงการทูตมากว่า สามสิบปี เล่าให้ฟัง)
แต่ ท่านทั้งหลายอาจคิดในแง่มุม ที่แตกต่างกับดิฉันก็ได้ เพราะเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
สำหรับดิฉันแล้ว จะไม่เชิญใครมาแคนาดาอีกเป็นอันขาด ยกเว้นญาติที่เป็นข้าราชการเพราะข้าราชการขอวีซ่าง่าย(ซึ่งบางครั้งข้าราชการบางคนมาแล้วไม่กลับก็มี ดิฉันไม่ได้หมายความถึงท่านที่จะมาอยู่กับครอบครัวหรือ มาแต่งงาน หรือ แต่งงานมาก่อนหน้านี้ นะ เพราะนั่นเป็นเหตุผลที่ต้องมา)
จึงขอสรุปว่า เราไม่รู้ว่าเขามีหลักการพิจารณวีซ่าอย่างไร แตกต่างกับอเมริกา ดิฉันว่า เขามีมาตรฐานการพิจารณาที่ชัดเจน กว่า ไม่พูดว่า ได้ยากหรือได้ง่ายนะคะ แต่พูดถึง มาตรฐานที่ออกมาเป็นรูปธรรมในการพิจารณา ถ้าได้ เราสามารถประเมินได้จากอะไร ถ้า ไม่ได้ เราสามารถประเมินได้ว่าไม่ได้ เพราะอะไร
นี่คือทัศนะของดิฉันค่ะ
#19phetcharawanFeb 27, 2009
ขอสนับสนุนคะ ข้าราชการของ่าย ดิฉันขอกี่เที่ยวก็ผ่าน
#20eyeFeb 27, 2009
แล้ว คุณ Jicksaw ไม่บอกรายละเอียด นิดส หนึ่ง เหรอค่ะ
อยากทราบ กรณี ของคุณ Jicksaw ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
#21jicksawFeb 27, 2009
ในกรณีของจิ๊กขอเป็นครั้งที่สองแล้วคะก็จะใช้เอกสารเดิมๆคือ
-สเตสเม้นของแฟน
-สมุดธนาคาร
-หนังสือรับรองการทำงานของตัวเอง
-หนังสือการจ่ายแท็กของแฟน
-เอกสารยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของอะไรบ้าง
ของจิ๊กเขาก็สัมภาษณ์แบบว่าเหมือนเราไปทำอะไรผิดร้ายแรงมาและพยายามที่จะจับผิดเราต่างๆนานาถามวกไปวนมาก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่แต่บ้างคำถามเราก็ไม่ชอบที่เขาถามแต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์ไว้ใหมากที่สุด
ป้าเขาก็จะถามเกี่ยวกับครอบครัวการงานแม่อยู่กับใครพอเราตอบไปหมดทุกอย่างป้าแกก็จะบอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วงที่นี้แล้วซิจะกลับมาทำไม
-- จิ๊กก็ตอบไปว่าแล้วจะไปอยู่ทำไมแบบผิดกฎหมายที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยงานก็ทำไม่ได้ถ้าจะไปอยู่ของพีอาร์ก็ได้ ป้าเขาก็บอกว่าถ้าทำตัวดีกลับตรงเวลาครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น (ก็เห็นว่าพูดแบบเนี่ยทุกครั้งที่สัมภาษณ์)เราก็เล่าให้เขาฟังถึงแพลนที่เราจะทำกับแฟนแล้วก็ได้วีซ่ามาคะนี้ก็ว่าจะให้แฟนไปขอใบรับรองโสดเพื่อเตรียมเอกสารถือไปขอพีอาร์ด้วยคะ
#22chanapodMar 01, 2009
ไม่ได้แวะมาในเว็บนี้ซะนาน ยินดีกับคนที่ได้วีซ่านะคะ
คิดเหมือนคุณradiospeakerคะ เขามองเราแต่ในแง่ลบ มันเลยเป็นการยากสำหรับที่คนจะไปขอวีซ่า เอ๋ก็โดนปฏิเสธเหมือนกัน เสียความรู้สึกสุดๆเลย และไม่คิดจะขอวีซ่าท่องเที่ยวอีกเลย เอ๋รอแฟนมาจดทะเบียนและยื่นPRคะ แฟนใกล้จะมาแล้ว
#23joey jerryMar 07, 2009
สวัสดีครับ
วีซ่าท่องเที่ยว ครับ ผมได้มาสองครั้ง ขอที่ Washington DC ให้เพื่อนรับรองให้
ในการขอนะครับ
ขอโดยการส่ง เอกสารทั้งหมด ไป ที่ สภานทูต แคนาดา ที่ Washington DC ครับ
ไม่มีการสัมภาษณ์นะครับ แต่ถ้าเขาต้องการเอกสารอะไรเพิ่ม เขาจะขอตามมาเอง
ขอให้โชคดีนะครับ
jesse Carter
#24NapatMar 07, 2009
ขอวีซ่าท่องเที่ยว 2 ครั้ง..ก็ได้ทั้งสองครั้งเลยคะ..ไม่มีการสัมภาษณ์..
ยื่นเอกสารวันจันทร์..วันอังคารตอนบ่ายไปรับ..เห็นวีซ่าใน passport ดีใจสุดฤทธิ์คะ
เรายื่นเอกสารของตัวเองทุกอย่าง..ส่วนของแฟนมีแค่หนังสือเชิญ..
เงินในบัญชีก็ใช้ของตัวเองคนเดียว..ไม่ได้ยื่นของแฟนด้วย..
ขอให้ทุกคนที่จะไปยื่นขอวีซ่า..โชคดีทุกคนคะ
สู้ๆๆ
#25jicksawMar 08, 2009
อ่านประสบการณ์ของคุณ Goy ยิ่งเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสถานฑูตแคนาดาเขามีหลักเกณฑ์ที่จะให้วีซ่าท่องเที่ยวไม่แน่นอนเลยนะคะจิ๊กคบกับแฟนมา 5 ปีแต่เขาก็แค่ถามว่ามีแผนจะแต่งกันไหมเราก็บอกว่ามีแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้เงินในบัญชีก็มีน้อยมากๆทำงานเป็นไกด์ฟีแลนซ์ได้เงินไม่แน่นอนเขาก็ให้มาคงจะเป็นเพราะว่าเราแสดงเจตนารมณ์ว่าใครจะอยากไปอยู่แบบผิดกฎหมาย
และงงว่าถ้าเขาจะไปแต่งกันที่นั้นหรือไม่แต่งแต่ก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทำไหมต้องเอาตรงนั้นมาตัดสินด้วยไม่ได้แอบหนีไปซักหน่อยแล้วถ้าจะขอ pr จากข้างนอก หรือ ข้างใน มันก็เป็นทางที่กฎและระเบียบที่เขาว่างไว้ไม่ใช่เหรอคะ (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวค่ะ) ที่ขัดข้องใจว่าทำไหมเขาถึงอยากให้เราขอจากของนอกอย่างเดียว
ขอให้คนที่ไปขอวีซ่าท่องเที่ยวโชคดีทุกคนนะค่ะ
#26navigator_thMar 09, 2009
เคยขอวีซ่าไปเที่ยวแคนาดาสองครั้ง จากใ นอเมริกาทั้งสองครั้ง (เป็นนักเรียนไทย ถือวีซ่าF-1) หลังยื่นเอกสาร นั่งรอประมาณ 1 ช.ม.กว่า ก็ได้วีซ่าแปะพาสปอร์ตมา โดยไม่มีการสัมภาษณ์อะไรเลย เหมือนกันทั้งสองครั้ง อาจจะเป็นเพราะคนไปขอไม่เยอะมาก และเตรียมเอกสารครบตามที่เขาระบุไว้ด้วยมั้งครับ
ครั้งแรกปี2005 ขอที่กงสุลแคนาดา เมืองDetroit โดยขอแบบ single entry เพื่อขับรถข้ามไป Toronto
ครั้งที่สอง ปี 2008 ขอที่กงสุลแคนาดา เมือง New York ขอแบบ multiple entries ได้มาเ กือบ1ปี ใช้ไป แคนาดา 3 ครั้ง โดยบินไป Vancouver หนนึง และขับรถไป Ottawa กับ Montreal อีกอย่างละหนครับ
#27PreawMar 12, 2009
สวัสดีคะ เปรียวคะ มีแฟนอยู่คานาดาเคยขอวีซ่าท่องเที่ยวไป 2 ครั้ง ไม่ผ่านเหมือนกันเลยคะ เขาให้เหตุผลว่ากลัวไปแล้วไม่กลับ แล้วก็ไม่เชื่อว่าจะคบกันจริงๆ เหมือนคุณ Ketsanee เลยคะ อีกอย่างบัญชีธนาคารเงินน้อย ตอนที่ทำมีหนังสือรับรองจากบริษัทฯ ทุกอย่าง รับรองว่าจะกลับมาทำงานอีก ขอไปแค่ 2อาทิตย์ ยังไม่ได้เลยคะ ยากมากๆๆๆ เสียกำลังใจสุดฤทธิ์ ตอนนี้กำลังจะพยายามอีกรอบไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยจะทำกับเอเจนซี่ซึ่งหวังว่า ครั้งนี้จะผ่าน ได้อ่านกระทู้ของพี่ๆแล้วรู้สึกว่า ไม่โดดเดี่ยวมีเพื่อนคอยให้กำลังใจกันเยอะ เปรียวจะลองทำดูอีกรอบแล้วจะได้ผลยังไงจะมาเล่าให้ฟังนะคะ จะทำเรื่องประมาณกลางปีนี้คะ แต่หากพี่ๆ มีข้อแนะนำดีๆ บอกเปรียวมั่งนะคะ จะได้ไปซะที เหนื่อยและท้อมากเลย แล้วก็สงสารแฟนเสียตังค์ไปหลายบาทแล้ว
#28ThonphoMar 12, 2009
สวัสดีครับ
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยวครับ แต่เป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งผมไม่ทราบว่าวีซ่าอย่างไหนยากง่ายกว่ากัน แต่จากประสบการณ์และที่ได้อ่านข้อความในกระทู้นี้แล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสถานทูต...ไร้มาตรฐานมากกกกกกก เพราะผมมาแคนาดาได้ ทุกอย่างเกิดจาการแต่งเรื่องทั้งสิ้น เงินในบัญชีก็ไม่มี เอาของเพื่อนมาใส่สองแสน ห้านาทีถ่ายเอกสารเสร็จ ถอนคืนเพื่อน อิอิ สถานทูตถูกหลอก รถก็ติดไฟแนนซ์ ออฟฟิตก็เช่า แต่ งงมากมาเรียนตั้งปี เงินในบัญชีไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเลย แต่ได้มาเรียนเฉยเลยไม่ถูกสัมภาษณ์ด้วย แต่มีข้อแนะนำอยู่นิดหนึ่งว่าพยายามหาผู้ที่มีหน้าที่การงานมั่นคงตำแหน่งสูงๆหน่อย สร้างความสัมพันธ์ปลอมๆขึ้นมา แล้วให้ออกหนังสือรับรองว่ากลับมาเมืองไทยแน่นอน โอกาสผ่านก็มี สำหรับคนที่จะให้นายก อบต.รับรองนั้นในความเห็นผมว่าน่าจะไม่ผ่าน โดยปกติ นายก อบต.จะเป็นหัวคะแนนให้ สส. ลองให้ สส.รับรองให้ โดยอ้างว่าเป็น ผู้ช่วยฯหรือที่ปรึกษาส่วนตัวก็ได้ รับรองผ่านชัวร์(เท่าที่รู้ไม่เคยมีใครโดนปฏิเสธ) เมื่อยเท่านี้ก่อนครับ ;)
#29di_annMar 12, 2009
:o โว่ wo โอะ :o เจ้าหน้าที่สถานทูต แคนาดาในไทย อ่าน ข้อความนี้ด่วนเจ้าคะ
ทำให้มันยากขึ้นไปอีก เพราะ พวกเจ้าหน้าที่สถานทุตโดน cheating เข้าให้ซะ แล้ว
แถมยัง ถูก เอามา Add ในนี้ด้วย
แต่จากประสบการณ์และที่ได้อ่านข้อความในกระทู้นี้แล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสถานทูต...ไร้มาตรฐานมากกกกกกก เพราะผมมาแคนาดาได้ ทุกอย่างเกิดจาการแต่งเรื่องทั้งสิ้น เงินในบัญชีก็ไม่มี เอาของเพื่อนมาใส่สองแสน ห้านาทีถ่ายเอกสารเสร็จ ถอนคืนเพื่อน อิอิ สถานทูตถูกหลอก รถก็ติดไฟแนนซ์ ออฟฟิตก็เช่า แต่ งงมากมาเรียนตั้งปี เงินในบัญชีไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเลย แต่ได้มาเรียนเฉยเลยไม่ถูกสัมภาษณ์ด้วย แต่มีข้อแนะนำอยู่นิดหนึ่งว่าพยายามหาผู้ที่มีหน้าที่การงานมั่นคงตำแหน่งสูงๆหน่อย สร้างความสัมพันธ์ปลอมๆขึ้นมา
เดี๋ยวช่วย copy ข้อความนี้ส่งให้ สถานทูต แคนาดาในไทย ด่วนเลยคะ
เค้าจะได้ ทำตัวให้ มีมาตราฐาน มาก และ ดีขึ้น ดีมั้ย!!!! คะ ชาว thai - on
เดี๋ยว จัดให้ เจ้าคะ :-* :-* :-*
#30Mini MeMar 12, 2009
― ―
สถานทูตไร้มาตรฐานหรือว่าคนขอวีซ่าไร้จรรยาบรรณ?
#31NatalieMar 12, 2009
ของพี่ก็ไม่ยากนะคะ เงินในบัญชีก็ไม่เยอะเพราะเอาไปเที่ยว ตปท หมด ตอนที่ไปขอก็มีเอกสารตามที่เค้าต้องการครบถ้วน พี่ว่าที่สำคัญน่าจะเป็นจดหมายจากที่ทำงาน หรืออายุของคนขอก็อาจเกี่ยวด้วยเหมือนกัน คือพี่่ก็อายุเลข 4 แล้วอ่ะค่ะ
ในพาสปอร์ตเก่าก็มีวีซ่าแคนาดาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นขอจากที่อเมริกาค่ะ จะแวปไปเที่ยวในแคนาดา ง่ายมาก แค่ส่งเมล์ไปเค้าก็ส่งเป็นเมล์กลับมา
10 กว่าปีผ่านไป นึกอยากไปเยือนอเมริกาอีกสักครั้ง ก็ไปขอวีซ่า เงินในบัญชีไม่เยอะค่ะ ที่บอกไม่เยอะเนี่ยไม่เยอะจริงๆ ตอนไปสัมภาษณ์ยังคิดกลัวว่าเค้าถามว่ามีเงินแค่นี้จะไปได้ไง แต่เค้าไม่ถามอะไรเลยค่ะ คือเราก็ชวนเค้าคุย คุยไปคุยมาเค้าบอกเดี๋ยวจะเมล์พาสปอร์ตไปให้นะ อีก 3 วันได้รับ อ้าวเรียบร้อยแลัวเหรอยังไม่ได้ตอบคำถามที่เตรียมมาเลย
ขอแนะนิดนึง คืออย่าไปกลัวเค้า อย่าให้เค้าจับได้ว่าเรากลัว ที่บอกแบบนี้เพราะคนที่สัมภาษณ์ก่อนหน้าพี่ (ที่สถานทูตอเมริกานะ ขอไปผิดสถานทูตนิดส) เค้ารนมาก เจ้าหน้าที่ถามว่ายูไปอยู่นั่นมา 5 ปี ทำไมภาษายูไม่ได้เลย ไอสงกะสัยแว้ว ยูทำให้ไอสงสัยมาก แล้วก็คุยกันยืดยาว เจ้าหน้าที่เค้าก็พูดไทยปนอังกฤษ ก็ไม่รู้ตกลงได้หรือเปล่า อีกคนเจ้าหน้าที่ก็ถามไปถามมา เค้าคง make เรื่องขึ้นมา เจ้าหน้าที่แกก็งงเพราะตอบไม่เหมือนเดิม แกเลยคืนพาสปอร์ตกับซองจดหมายให้ คือไม่อนุมัติค่ะ
ทีนี้เกิดมีแฟนเป็นคนแคนาเดียน เจอกันที่ไทยนี่ล่ะคะ ก็เลยไปขอวีซ่าท่องเทียวของแคนาดา ขอเป็นแบบ multiple เพราะจะเที่ยวบ้านแฟนก่อนแล้วกลับมาแต่งงานที่ไทย เสร็จแล้วจะไปขอ PR ในแคนาดา เค้าก็รับเอกสารไปตรวจแล้วก็นัดวันมารับ ไม่ได้คุยหรือสัมภาษณ์อะไรเลย ก็ได้มา 2 ปี คือได้ตามอายุพาสปอร์ตน่ะค่ะ
หลังจากแต่งาน(ในกรุงเทพ) พี่ก็บินไปแคนาดา (อยู่คัลการีค่ะ แต่อีก 2 เดือนโดยประมาณจะย้ายไป แอร์ดรี กใกล้ๆคัลการีค่ะ) ก็หอบผ้าผ่อนไปหมดเลย ตั๋วเครื่องบินก็เป็นแบบ one way พอไปถึงก็บอกที่ ตม. ว่า เรา2แต่งงานกันแล้ว แล้วก็จะมาทำเรื่อง PR ในนี้ เค้าก็ส่งเราไปอีกที่นึงซึ๋งเป็นห้องอยู่ข้างหลังบู๊ทตรวจคนเข้าเมือง
เค้าก็ถามเกียวกับเรื่องแต่งงานแล้วก็ขอดูทะเบียนสมรส แล้วก็ออกใบ visitor record ให้ ก็มีชีวิตอยู่ 1 ปี เพื่อที่จะได้มีเวลาพอสำหรับดำเนิน PR จนกระทั่งได้รับการอนุมัติ เค้าบอกปีนึงก็พอสำหรับทำ PR ในนี้ ตามปกติวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ได้ 6 เดือน (ถ้าจำไม่ผิด)
ยาวไปนิด ขอโทษด้วยนะคะ แฮ่ะ แฮ่ะ
#32JJ_JenMar 13, 2009
อ่านแล้ว รู้สึกจุกคอหอย อึ้งกิมกี่ไปเลย สถานทูตคงได้รู้ ได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้วล่ะคะ
อยากให้ช่วยกันคิดกันนิดนึงนะคะว่า ที่สถานทูตพิจารณาวีซ่าชั่วคราวให้ยาก(โดยเฉพาะสาวไทย) ก็ไม่ใช่เพราะในสังคมเรามีคนที่ โกหก หลอกลวง ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จไว้กับสถานทูตตั้งมากมายหรอกเหรอ เราเชื่อว่าการทำงานระดับสถานทูต งานระดับประเทศ ต้องมีมาตรฐานค่ะ ไม่ใช่มาตรฐานต่ำหรือไร้ซึ่งมาตรฐาน
การเห็นประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมา แม้ว่าคุณได้วีซ่า แต่คนอีกมากต้องมารับผลกระทบของคนโกหกทั้งหลายที่ก่อไว้
ขอร้องนะคะ การโกหก ถูกสอนมาตั้งแต่เกิดว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี ผิดศีล เรามาช่วยกันสร้างสรรคุณภาพที่ดีให้กับสังคมเถอะค่ะ
อย่าให้การโกหกได้กลายเป็นวัฒนธรรมของการได้มาซึ่งวีซ่าเลย ลูกหลานในอนาคตจะได้ไม่เดือดร้อน เหมือนเราๆท่านๆในทุกวันนี้
#33bieMar 13, 2009
Posted by: Thonpho Posted on: March 12, 2009, 09:22:29 AM
Insert Quote
สวัสดีครับ
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยวครับ แต่เป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งผมไม่ทราบว่าวีซ่าอย่างไหนยากง่ายกว่ากัน แต่จากประสบการณ์และที่ได้อ่านข้อความในกระทู้นี้แล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสถานทูต...ไร้มาตรฐานมากกกกกกก เพราะผมมาแคนาดาได้ ทุกอย่างเกิดจาการแต่งเรื่องทั้งสิ้น เงินในบัญชีก็ไม่มี เอาของเพื่อนมาใส่สองแสน ห้านาทีถ่ายเอกสารเสร็จ ถอนคืนเพื่อน อิอิ สถานทูตถูกหลอก รถก็ติดไฟแนนซ์ ออฟฟิตก็เช่า แต่ งงมากมาเรียนตั้งปี เงินในบัญชีไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเลย แต่ได้มาเรียนเฉยเลยไม่ถูกสัมภาษณ์ด้วย แต่มีข้อแนะนำอยู่นิดหนึ่งว่าพยายามหาผู้ที่มีหน้าที่การงานมั่นคงตำแหน่งสูงๆหน่อย สร้างความสัมพันธ์ปลอมๆขึ้นมา แล้วให้ออกหนังสือรับรองว่ากลับมาเมืองไทยแน่นอน โอกาสผ่านก็มี สำหรับคนที่จะให้นายก อบต.รับรองนั้นในความเห็นผมว่าน่าจะไม่ผ่าน โดยปกติ นายก อบต.จะเป็นหัวคะแนนให้ สส. ลองให้ สส.รับรองให้ โดยอ้างว่าเป็น ผู้ช่วยฯหรือที่ปรึกษาส่วนตัวก็ได้ รับรองผ่านชัวร์(เท่าที่รู้ไม่เคยมีใครโดนปฏิเสธ) เมื่อยเท่านี้ก่อนครับ
.....................................
เข้ามาช่วยคุณdi_ann copy ไว้อีกแรงค่ะ ;D
....................................
#34MeanMar 13, 2009
ขอแจมจากประสบการณ์นะคะเพราะตัวเองไม่เคยถูกปฏิเสธวีซ่าเลย อาจเป็นเพราะ
1. เป็นคนที่เที่ยวต่างประเทศ ทั้งใกล้หรือไกล อย่างน้อยปีละสองสามครั้ง
2. ทุกครั้งที่ขอออกนอกประเทศ จะไม่เคยอ้างอิงเพื่อนหรือญาติที่อยู่ต่างประเทศค่ะ แต่จะจองที่พักเอาไว้+สำรองตั๋วเอาไว้ก่อน ในช่วงเทศกาลที่มีผู้เดินทางมาก กันสถานทูตขอดูน่ะค่ะ เพราะช่วงเทศกาลถ้าไม่มีการจองตั๋วเอาไว้ก่อนไม่มีตั๋วแน่นอน สถานทูตแคนาดาเคยขอให้เอาตั๋วตัวจริงไปยืนยันค่ะ ดูวันไปกลับว่าตรงกับวันลาพักร้อนหรือไม่
3. เอกสารการเงิน มีไม่มากแต่หมุนเวียนในแต่ละเดือนค่อนข้างดี คือฝาก ๆ ถอน ๆ น่ะค่ะ ไม่เคยยื่น หลักทรัพย์อื่นร่วมด้วย เช่นที่ดิน หุ้น
4 หนังสือรับรองการทำงาน (ดิฉันไม่ใช่ข้าราชการ) ระบุวันที่เริ่มต้นทำงาน จนถึงปัจจุบัน บอกระยะเวลากี่ปี (ไม่ค่อยเปลี่ยนที่ทำงานค่ะ) และระยะเวลาพักร้อนแน่นอนว่าไปกี่วัน กลับมาทำงานเมื่อไร เป็นต้น
สถานทูตน่าจะดูความมั่นคงจากการทำงาน จำนวนวันลาพักจากสถานที่ทำงานควรสอดคล้องกับจำนวนปีที่ทำงาน เช่น ทำงานได้1-2 ปี แล้วลาพักร้อนหนึ่งเดือน ถือว่าไม่สมเหตุสมผลค่ะ เราลางานไปกี่วัน เคยเดินทางออกนอกประเทศบ่อยหรือไม่ สถานะทางการเงินปกติดิฉันก็ยื่นสองแสนกว่าก็ไม่เคยมีปัญหา (multiple) การกรอกเอกสาร ข้อมูลส่วนตัว
5 สถานทูตต้องคิดเอาไว้ก่อนว่าเราอาจหนีวีซ่า เพราะคนไทยที่มาโดยวีซ่านักเรียน และนักท่องเที่ยว หนีวีซ่ากันมากติดอันดับต้น ๆ ของเอเซียค่ะ ชาติอื่น ๆ เขากลับกันตรงเวลา (ข้อมูลที่ได้มาค่ะ) ทำให้สถานทูตจำเป็นต้องสกรีนคนไทยเข้าแคนาดาค่ะ
อย่างไรก็ตามขอเอาใจช่วยทุกท่านที่จะเข้ามาที่แคนาดา ขอให้ได้วีซ่าไว ๆ นะคะ
#35jicksawMar 13, 2009
เห็นด้วยกับทุกๆความเห็นคะ (ไม่น่าล่ะเรารุ่นหลังๆไปขอถึงได้โดนสกีนอย่างเต็มรูปแบบ) ไม่โทษสถานฑูตแหละว่าไม่มีคุณภาพเพราะมันเป็นอย่างนี้นีเองคนระวังกับคนจ้องจะทำไอเราก็นึกโมโหสถานฑูตนึกว่าสมัยนี้แล้วคงจะไม่มีใครจะทำแบบนั้นเพราะเขาก็มีทางเลือกให้เราหลายๆแบบในการขอวีซ่าเขาอุสาให้โอกาสแล้วแท้ (ต่อไปจะไม่ว่าสถานฑูตแล้วค่า) เพราะตามใดยังมีการโกหกในการขออยู่อย่างนี้เราผู้ไม่รู้อีโน่นอีเน่ก็รับเคราะห์ไปไม่ดีเลยนะคะอย่างไปโกหกเขาเลย
#36di_annMar 13, 2009
งานนี้ ต้องบอก Khun Thonpho ว่า คุณเอ้ย!!!!
ไม่น่าหลวมตัวมา เล่า สู่กันฟังเล้ย
หรือ จะบอกว่า เป็น Stupid Big mistake for show off ( :-\ ไม่น่าเล้ย )
ก็ไม่ทราบได้ ของ คุณ ที่มา แชร์ ประสพการณ์ อันประสบผลสำเร็จ ที่ได้มาจาก การ ลวงโลก :P
อย่างที่คุณ ตัวเล็กเรียก และคะ ว่า
― ―
ภาษา เข้าใจง่าย เรียกว่า " เอาแต่ได้ " เพราะซวยไปตกที่คนอื่น ต่อไป
อะ ว่า ไม่ได้ ก็คุณ เค้า ฉลาด นี่นา ใช้กลยุทธ์ ที่เรียกว่า ทำไง ก็ได้ ให้ ฉันได้สิ่งที่ต้องการ
ไม่ได้ด้วยเลห์ ก็ เอาด้วยกล เข้าประตูหน้าบ้านไม่ได้ดันมียามเฝ้าและล็อกซะงั้น ก็
ทำกุญแจผี ซะเลย
มันเป็น basic instinct of life of selfish people แค่นั้นเอง
เห้อ พอดีกว่า เค้าก็ อุตสาห์มาแชร์ ประสพการณ์ มันควรจะเป็นวิทยาทานให้ คนอื่นๆ
นะเนี่ย และจริงๆ แล้ว ควรจะขอบคุณ คุณ เค้า
ที่ทำให้ เวปบอร์ด มีอะไรมันส์ ๆ อีกแหละ
ไม่รู้มีใสครสังเกตเหมือนเรา รึป่าวนะ เวลามี ข้าวเม็ดนึงตกลงมา ในกรงไก่
ไก่ในกรง ดูร่าเริ่ง สนุกสนาน เวลาที่ ไก่รวมตัวกัน
รุม จิก เม็ด ข้าว ดูไก่ในกรง รักกันมากขึ้น ไงไม่รุ้ ;D
ไปว่า เค้ามาก เดี๋ยวคุณ เค้า น้อยใจ ไปคิดมาก เก็บไปเครียด P เหลืองทั้งวัน :D
#37NatalieMar 13, 2009
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการหลอกลวง แต่งเรื่อง แล้วมาหัวเราะเยาะเจ้าหน้าที่หลังจากที่ได้การอนุมุติเลย ว่า ฮิฮิฮิ โดนหลอก
ตัวพี่เองไม่เคยถูกปฏิเสธวีซ่าที่ไหนเลยเป็นเวลา 20 กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่เป็นสาวน่ะค่ะ;) ไม่เคยสร้างเรื่อง ไม่ได้มีเงินในบัญชีมากมาย ก็ผ่านตลอด
ถ้าเราสร้างนิสัยว่าทำอะไรต้องหลอกมาเพื่อจะได้ ม้นก็จะติดเป็นนิสัยนะคะ ไม่ดี ไม่ดี
ที่สำคัญ มันไม่แฟร์กับคนที่เค้าบริสุทธิ์ใจเลยจริงๆ เค้าต้องเสียน้ำตา เสียเงินตั้งเท่าไหร่
เจ้าหน้าที่สถานทูตเค้าไม่ได้ไร้จรรยาบรรณหรือไร้มารตฐานหรอกนะคะพี่ว่า อย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่เค้ามีประสบการณ์และเจอคนมาหลายประเภท คิดว่าเค้าทำหน้าที่ของเค้าอย่างดีที่สุดให้กับประเทศที่เค้าทำงานด้วยเพื่อปกป้องการเข้ามาอย่างไม่ถูกต้อง
เอาใจช่วยค่ะสำหรับผู้ที่มีความจริงใจที่ถูกปฏิเสธวีซ่าท่องเที่ยว พี่คิดว่าถ้าเราบริสุทธ์ใจเราสามารถมองตาเค้าเวลาที่เค้าถาม และไม่ตะกุกตะกักเวลาที่ตอบค่ะ ถ้าต้องโดนสัมภาษณ์
#38SaraMar 13, 2009
Hmm... Not cool. >:(
I have never dealt with the Canadian Consulate in Thailand, apart from applying for a Canadian passport for my son, which of course was uneventful. I have only learned from this web board how unpredictable and complicated it is to get a visitor visa, and I have always wondered why. Well... I guess the Consulate has been duped once too many times, and decided to make it more stringent. My condolences who those who have to suffer the consequences...
#39ThonphoMar 14, 2009
เออ ดีจังนึกแล้วว่าถ้าไม่ไปหาเรื่องใคร เรื่องก็อาจมาหาจนได้สักวัน ปกติเวลาเข้ามามีส่วนร่วมในเว็บนี้จะเป็นคนอ่านเสียส่วนใหญ่ แต่บังเอิญมาอ่านกระทู้นี้ก็เลยเห็นน่าจะมีส่วนร่วมแชร์ประสบการณ์ ให้กับคนที่ตั้งกระทู้หรือคนอื่นได้อ่านกันบ้าง เราไม่เคยไปวิเคราะห์วิจารณ์ใครไม่ว่าในทางดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ พยามนึกถึง สุภาษิตที่ว่า "น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก" ในการที่แสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ก็แสดงด้วยความจริงใจ เผื่อว่า คนที่เขามีปัญหา แต่ตั้งใจจะมาจริงๆอ่านแล้วอาจเห็นช่องทางเป็นแง่มุมหนึ่งที่เอาไปใช้ในการขอวีซ่า ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าชนิดใดก็ตาม เพราะเราเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ว่าคนใดก็ตามที่เกิดปัญหาวีซ่าไม่ผ่าน ต้องมีคนคิดคนแนะนำไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ตรงๆหรืออ้อมๆก็ตาม แต่นี่กลับกลายเป็นว่าทำคุณบูชาโทษ เจอพวกที่ฟังไม่ได้ศัพท์ จับมากระเดียด คุณคิดเหรอถ้ามีข้อมูลเท่าที่เราบอกไปในการแสดงความคิดเห็นนั้น สถานทูตเขาจะเชื่อ คุณคิดเหรอว่าสถานทูตเขาไม่มีการตรวจสอบ สิ่งที่เราบอกพวกคุณไปเป็นข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะบอกเอาบุญนะ ว่าเอกสารในการขอวีซ่าเรามีไม่ต่ำกว่า ๗๐ แผ่นกระดาษ A4 คุณอ่านข้อความเท่านี้คุณไปวิเคราะห์วิจารณ์คนอื่นเขาเสียๆหายๆ โดยที่คุณไม่รู้จักเขามาก่อนเลย คุณรู้ไหมว่าคุณแสดงความโง่ออกมาให้คนอื่นเขารับรู้ว่า "คุณโง่" คุณบอกว่าเราไม่มีจรรยาบรรณ คุณลองไปเปิดพจนาณุกรมดูแล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า"จรรยาบรรณ"นำมาใช้กับกรณีของเราไม่ได้หรอกจำไว้ อย่า "โง่" แล้วอวดฉลาด
ส่วนผู้ที่ว่าเราเป็นภาษาอังกฤษพอจับใจความว่าเราปัญญาอ่อนนั้น เราขอบอกเลยว่าคนที่ว่าเรานั้นโคตรปัญญาอ่อนเลย เราเห็นชอบไปแสดงความคิดเห็นในกระทู้โน้นกระทู้นี้ กระแนะกระแหนชาวบ้านเขาไปทั่ว ทำตัวอวดรู้ อุตริมนุษย์ธรรม เราไม่ชอบเรายังมีมารยาทไม่ไปว่ากล่าวร้ายๆพูดจาส่อเสียดให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน แต่เราไม่คิดว่าจะมาแสดงความคิดเห็นที่แสดงถึงความโง่เขลาเบาปัญญาทางด้านมันสมองที่มีอยู่แต่ไม่มีหยักที่แสดงถึงความฉลาดเอาเสียเลย ผู้ที่แสดงความคิดเห็นว่าเราในทางเสียๆหายๆในทางหยาบคายจงรับรู้ไว้แล้วพึงสำเหนียกไว้ด้วยว่า ไม่ว่าผู้ใดจะก็อปปี้ข้อความที่เราแสดงความคิดเห็นส่งสถานทูตหรือไม่อย่างไรก็ตาม เราได้คิดถ้วนถี่แล้วไม่ว่าในทางกฏหมายหรือในทางใดก็ตาม เราแสดงความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ "เพื่อชุมชนแห่งนี้เท่านั้น" และเรารู้ตัวเราดีว่าในตอนยื่นเอกสารนั้นเรามีข้อมูลจริงเท็จแค่ไหนประการใด ถ้าเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง เราสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้
ส่วนกรณีพวกที่ชอบทำตัวเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง เห็นเขาว่าเราในทางไม่ดีแล้วเห็นดีเห็นงามด้วยนั้น คิดง่ายๆไม่ต้องคิดมาก เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีสมองคิดหรือเปล่า สถานทูตน่ะเขามีระบบของเขาในการตรวจสอบตรวจทาน อย่ามาอ้างว่ารุ่นก่อนทำไม่ดีไว้แล้วรุ่นหลังเลยขอยาก ใช้สามัญสำนึกอันวิญญูชนพึงมี คิดง่ายๆถ้าเรามีข้อมูลประกอบที่ไม่สมบูรณ์ สถานทูตจะอนุญาตให้เรามาเหรอ แล้วทุกๆคนไม่ลองนึกคิดกันสักนิดเหรอ การที่รถติดไฟแนนซ์ สถานทูตเขาห้ามคุณเหรอ มีเงินสองแสน "เอมันมีอะไรดีหว่า" คิดสักนิด จะได้ไม่แสดงความโง่ความปัญญาอ่อนออกมาให้คนอื่นเขารู้ จริงแล้วเราอยากจะใช้คำที่รุนแรงกว่านี้ด่าเสียทุกคนที่ว่าเราด้วยซ้ำไป แต่เกรงใจคนตรวจข้อความที่โพสต์(วีคงไม่ว่าเราน๊ะ แต่เพื่อความเป็นธรรม และให้เราได้มีโอกาสชี้แจ้ง อย่าลบข้อความนี้แล้วกัน เพราะไม่ตั้งใจมาทะเลาะกับใคร แต่ทนไม่ได้ที่มีพวกสมองไม่ประเทือง มาว่ากล่าวเช่นนี้รับไม่ได้ แต่ถ้าเห็นว่าไม่ควรโพสต์จะลบก็ได้) :(เราไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับใคร แต่ถ้าไม่หยุดเราก็ไม่หยุด/ใครที่ไม่ได้ว่าเรา เราต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ใครที่ว่าเรา เราพูดตรงๆน๊ะ พูดจาน่าเอา...ตบปากมา(ขอบอก)
#40NuNoiMar 14, 2009
เหตุการณ์นี้ ทำให้นู๋ นึกถึงเรื่องราวของนู๋เองที่นำมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเลยค่ะ
เพราะนู๋เอง ก้อโกหกสถานฑูตในการขอวีซ่าท่องเที่ยว แล้วทำให้เกิดปัญหา
สำหรับการขอ PR อยู่ แล้วนู๋นำเรื่องราวของตัวเองมาเล่าให้เพื่อนๆ ในห้องฟัง
ก้อคงอาจจะมีเพื่อนๆ บางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนู๋
แล้วอาจจะมีความคิดที่คิดกับนู๋เหมือนกับที่คิดกับคุณต้นโพธิ์ มั๊งเนี่ย
ก้ออยากจะคุยต่อเหมือนกันค่ะว่า ถ้าสถานฑูตมีมาตรฐานที่ดีพอ
พร้อมกับยินดีให้บริการกับผู้ที่มาขอรับบริการล่ะก้อ คงไม่มีใครที่อยากจะใช้กลยุทธ์
เพื่อให้ได้สิ่งที่ได้มาหรอกนะคะ..
ส่วนเพื่อนๆ ที่บินบ่อย หรือได้ทำงานที่มีโอกาสสามารถจะบินได้ง่ายก้อคงจะไม่ค่อยเจอกับปัญหานี้
แต่อยากจะบอกเหลือเกินค่ะว่า .. ..
เคยถามปัญหาหรือขอคำแนะนำเวลาที่คุณไม่เข้าใจเกี่ยวกับการขอวีซ่ากับทางสถานฑูตไหมคะ
ถ้าคุณเคย คุณน่าจะรู้ดีนะคะว่าสิ่งที่คุณได้รับตอบกลับมาน่ะเป็นอย่างไร
วางตัวซะจนเราคิดว่า เราถามอะไรผิดไปหรือเปล่า เราก้อพูดด้วยกับเค้าดีๆ ตอบกลับมาก้อไม่มีหางเสียง
แล้วถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ จะทำอย่างไรต่อไปล่ะคะ มืดแปดด้านเลย ไม่รู้จะถามใคร
คุณเป็นเจ้าของบ้าน แต่ไม่มีสีหน้าต้อนรับผู้มาเยือน ถามอะไรเกี่ยวกับข้อมูลคุณก้อไม่บอก
.. .. ..
ผู้ที่ไปใช้บริการกับสถานฑูต ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้วอย่างเพื่อนๆ ในเว็บนี้เป็นส่วนมากนะคะ
ตาสีตาสา ยายดำยายแดงก้อมีค่ะ อย่างนู๋เป็นตัวอย่าง
ส่วนเรื่องการสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อที่จะได้วีซ่านั้น
แล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคนนะคะ
ในส่วนตัวของนู๋เอง ดูที่เจตนาค่ะ เจตนาคืออะไร
จงใจทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ หรือเพื่อที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายหรือเสียผลประโยชน์
เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการหรือไม่
และหลักของการดูที่เจตนานี่แหละค่ะ ที่เป็นหลักที่นู๋ใช้ในการบริหารงาน
(จากลูกน้อง3-4คน ตอนนี้ 50 กว่าคนแล้วค่ะ )
รวมไปถึงการดูแลครอบครัว และการใช้ในชีวิตประจำวัน
การกระทำของคนบางคนที่คุณมองเห็นว่าไม่เหมาะสม
แต่อยากมองให้ยาวไปซักนิดนึงค่ะว่า จุดสิ้นสุดว่าเจตนาของคนๆนั้นคืออะไร
อย่าคิดว่าสิ่งที่เห็น คือสิ่งที่ใช่นะคะ..
แล้วนู๋ก้ออยากจะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังต่อนะคะว่า
นู๋ขอ ทำ PR แล้วไม่ผ่านค่ะ
ทางสถานฑูตสิงค์โปร์ส่งจดหมายมาบอกแล้วค่ะ
แต่ไม่สะดวกที่จะมาคุยให้เพื่อนๆ ฟังใน Topic นี้นะคะ
นู๋จะไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังต่อใน Topic ของนู่ค่ะ
เรื่องราวจะได้ประติดประต่อค่ะ
#41NummonMar 14, 2009
น้ำไม่ทราบว่าสถานทูตเค้ามีหลักเกณฑ์การพิจารณาการอนุมัติ Visa หรือ PR กันอย่างไร ทราบแต่ว่า สถานทูตอนุมัติ PR ให้กับเพื่อนน้ำโดยไม่มีปัญหาอะไร ฟังแล้วเฉยๆ แต่รบกวนอ่านให้จบก่อน (อาจจะไม่เฉยในภายหลังคะ)
ทั้งที่เพื่อนรู้จักกับแฟนได้อาทิตย์กว่าๆ เพราะผู้ชายมาเที่ยวไทยแค่สองอาทิตย์ แต่ผู้ชายเคยมาไทยแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีกว่าแล้ว และเค้าก็ตกลงแต่งงานกันภายในเดือนนั้น และอีกภายใน 2-3 เดือนต่อมา ฝ่ายชายก็บินกลับมาแต่งงานและอยู่ต่ออีก 3 อาทิตย์และบินกลับไป หลังจากนั้นเพื่อนน้ำก็ส่งเอกสารไปขอทำ PR ที่สิงคโปร์ กระบวนการต่างๆก็เป็นไปตามขั้นตอน โดยไม่มีปัญหาอีกนั้นแหละ จนได้ PR ภายใน 8 เดือนกว่าจะได้บินไปอยู่กับแฟนที่แคนาดา ถามว่าแล้วเพื่อนน้ำใช้เอกสารอะไรในการ support ความสัมพันธ์กันหรือคะ น้ำไม่ทราบเพราะน้ำไม่เห็น (อ้าวแล้วมาเล่าทำไม) แต่น้ำทราบแต่ว่าเค้าให้บริการ agency ที่รับจ้างทำวีซ่าแต่งงานและทำเอกสารประกอบการแต่งงาน น้ำนับถือ agency นี้มากคะ เพราะเค้าเป็นมืออาชิพและเก่งจริงๆ เพราะเพื่อนน้ำก็ได้บินไปอยู่แคนาดาได้เกือบปีแล้วคะ
ถ้าคิดในแง่ลบ
นินทา******น้ำไม่ได้เอาเพื่อนมานินทา เพราะน้ำไม่ได้ว่าเพื่อนเลย
ตำหนิ******น้ำไม่ได้ว่าสถานทูต เพราะน้ำไม่ทราบวิธีการพิจารณา PR หรือ Visa จริงๆ
โฆษณา*****น้ำไม่ได้โฆษณา agency เพราะน้ำไม่ได้ให้ข้อมูล agency ไว้
ถ้าคิดในแง่บวก
ผู้หญิงเก่ง**น้ำแค่คิดว่า เพื่อนน้ำเก่งมากที่หาทางไปแคนาดาได้ดังฝัน (ฝันที่เป็นจริง คำๆ นี้ยังใช้ได้ตลอดกาล)
ใจดี******น้ำแค่คิดว่า สถานทูตใจดีใจ ช่วยทำให้ความฝันของผู้หญิงคนหนึ่งเป็นจริงได้
มืออาชิพ***น้ำแค่คิดว่า agency เค้าเก่งมากๆ (ทำคนรักกัน 2 อาทิตย์เป็น 2 ปีได้) เก่งสุดๆ
เหรียญมีสองด้าน น้ำอยากให้ผู้อ่านได้พิจารณาจากประสบการณ์ของตัวท่านเอง ขอให้มองในแง่ลบและแง่บวกไปพร้อมกัน
น้ำ
#42di_annMar 14, 2009
;) ดิฉัน ไม่ลบ ข้อความดิฉัน แน่ คะ ไม่ต้องห่วง ไม่รู้จะลบ ไปเพื่ออะไร
ถ้าอยาก ด่าเพิ่ม กรุณา ด่า มาเยอะๆ ระบายเต็มที่ คะก่อนที่ เค้าจะปิด ไม่ให้ โพส ซะก่อน
― ―
แต่ถ้า อยาก โชว์ ความคับแค้น ที่คุณ รู้สึก ก็ เชิญต่อได้เลยคะ ยินดีอ่าน :D หลายคนคงกำลังสนุก
ส่วนเรื่อง คุณ ไม่พอใจ ในคำวิจารณ์ ของดิฉันขนาด ถึงขนาด อยาก ดัก ทำร้ายร่างกายด้วยการ
จะใช้ อะไร ก็ไม่รู้ คุณ ไม่แน่พอจะเขียนให้จบ มาตบ นั้น
ต้องบอกว่า ยินดีเช่นกันคะ ขออนุญาติ แจ้งความล่วงหน้า ตอนนี้เลยนะคะ เพราะโดนข่มขู่
กลาง ที่สาธารณะ พยานตรึม ...อย่างน้อย ถ้า ตำรวจหาศพ ไม่เจอ จะได้ รู้ว่า อย่างน้อย ก็ ได้ มีการณ์ ข่มขู่กัน มาก่อนแล้ว according to
― ―
;) ;D ;D
ถ้าเข้าใจมีผิด ดิฉัน มีเพื่อน
ร่วมโดนตบด้วย เพราะ คุณเค้า ว่ากลาดไว้ ว่า คนที่มาเห็นด้วยกับดิฉัน นั้น
ส่วนกรณีพวกที่ชอบทำตัวเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง เห็นเขาว่าเราในทางไม่ดีแล้วเห็นดีเห็นงามด้วยนั้น คิดง่ายๆไม่ต้องคิดมาก เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีสมองคิดหรือเปล่า
ขอแสดงความเสียใจ กับ ท่านที่บังเอิญ ความเห็น มาทางดิฉันนะคะ
ชักสับสน ว่า ตกลงคุณเค้า ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง ตอนมาแนะนำ เรื่อง ลวงสถานทูต ลงท้ายด้วยครับ
แต่พอใช้อารมณื คับแค้น มาแก้ตัว ลงท้าย ด้วยจะตบ ดีเบากว่าเตะ หน่อย ;D
มีภาษาไทย คำนึง เค้ากล่าวไว้ คนดีชอบ แก้ไข คะ ดิฉันเลยไม่มีอะไรจะแก้ตัวจริงๆ คะ
ดิฉันหยุด topic นี้แค่นี้แล้วกัน ส่วนคุณจะเข้ามา ระบายความคับแค้นใจ ต่อ เชิญคะ จะไม่โต้ และ ก็อย่างที่บอก จะไม่ลบด้วย ยินดีอ่าน ทุกข้อความของคุณคะ คุณเองก็ชอบอ่าน ทุกข้องความที่ดิฉันไปโพสเช่นกัน ไม่ใช่หรอ ไม่งั้นจะรู้ ได้ไง ว่า ดิฉันชอบ อวดฉลาด ;)
จริงๆ ไม่ได้ อวดนะ
#43Mini MeMar 14, 2009
― ―
ขอโทษนะคะคุณ Thonpho ดิฉันมันโง่จริงๆ แหละค่ะ ที่ไม่รู้ว่าคำว่าจรรยาบรรณมันใช้กับคุณไม่ได้อย่างที่คุณว่าไว้จริงๆ
#44ThaigirlMar 15, 2009
แหม เผลอแป็ปเดียว เรตติ้งขึ้นอีกแล้ว
เีดี๋ยวคงต้องสั่ง chill pills ยกโหลมาแจกซะหน่อย ภาวะโลกร้อน คนมันเลยร้อนตามไปด้วย
สมาชิกที่รัก เราก็มีกันอยู่แค่นี้แหละ ถ้าเราไม่รักกัน แล้วใครมันจะรักเราล่ะ
#45ThonphoMar 15, 2009
di_ann พูดว่า"มีภาษาไทย คำนึง เค้ากล่าวไว้ คนดีชอบ แก้ไข คะ ดิฉันเลยไม่มีอะไรจะแก้ตัวจริงๆ คะ"อืม ดีมากเลย รู้จักนำมาใช้กับตัวเอง น่าชื่นชม ;D
ส่วน Mini Me ..........แล้วแต่วิจารณญาณ หรือคุณจะกระทบกระเทียบผมอีกผมก็ไม่ว่าคุณหรอก โตๆกันแล้ว.
...
ต้องขอโทษพี่ๆน้องๆในเว็บไซค์นี้อีกครั้งด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง เพราะมิได้มีเจตนาจะมาทำให้บรรยากาศของชุมชนนี้เสียเลย แต่ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มี "โมหะ โทสะ" และมีขีดความอดทนอดกลั้นจำกัด ดังนั้นถ้าสิ่งที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปนั้นไปกระทบต่อความรู้สึกที่ไม่ดีของทุกท่าน ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และขอแสดงความเสียใจ อย่างสุดซึ้ง ส่วนคนที่เขาวิจารณ์หรือว่ากล่าวผมไปในทางที่เสียๆหายๆ ซึ่งในความเป็นจริงผมก็ยังมีความรู้สึกว่าพวกเขายังไม่สำนึกต่อการกระทำของเขาแต่อย่างใด เพราะยังมีส่วนหนึ่งของข้อความที่มีลักษณะที่พูดจาส่อเสียดไม่ดีอีก(ผมจะยกตัวอย่างกรณีที่สำนักงานผมฟ้องนักภากษ์ทีวีผู้หนึ่ง โดยเขาได้กล่าวว่า "ฝนตกขี้หมูไหล........." ศาลมีคำพิพากษาว่านักพากษ์ผู้นั้นมีความผิด เพราะคำที่เขากล่าวนั้น สามัญชนทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่า "ฝนตกขี้หมูไหลคนจัญไรมารวมกัน" ตรงนี้ไม่ได้หยาบคายน๊ะครับ เป็นข้อความที่มีอยู่ในฏีกาเกี่ยวกับกฏหมายอาญาว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาท ทำให้คนที่ได้ยินได้รับรู้ข้อความนั้นเข้าใจว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงเป็นคนไม่ดี ผมในฐานะนักกฏหมายจึงอยากจะหยิบยกมาเทียบเคียงให้ฟังเป็นอุทาหรณ์เท่านั้น ให้ใครหรือผู้ใดก็ได้ที่อ่านแล้วคิดสักนิดครับว่าเวลาจะพูดจาว่าร้ายอะไรกับใครเขานึกถึงกฏหมายบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะพูดๆเอามันปากเข้าว่า เพราะเวลาคนอื่นเขาเสียหาย ถ้ามีโอกาสได้ชี้แจงก็แล้วไป แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเขาจะเสียหายมาก ถ้าคุณคิดว่าการที่คุณอยู่ต่างประเทศ คุณใช้นามแฝง จะทำอะไรคุณได้นั้น คุณเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะเดี๋ยวนี้กฏหมายก็มีความก้าวหน้าและมีวิวัฒนาการของมันไปตามยุคตามสมัย การที่จะนำคนผิดมาลงโทษนั้นไม่ยากเลยครับ คุกไม่ได้มีไว้ขังสุนัขนะครับพี่น้อง ขอเตือน) แต่ในเมื่อเขาบอกจะหยุดผมก็คิดว่าผมจะหยุด เพราะเดิมทีตั้งใจไว้ว่า ถ้ายังมาพูดจาส่อเสียดหยาบคายเข้าข่าย "หมิ่นประมาท" อยู่ต่อไป เดือนเมษานี้ผมเดินทางกลับถึงไทยคงต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฏหมาย ทั้งทางแพ่ง และทางอาญาต่อผู้ที่มา "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" ผมในเว็บไซค์แห่งนี้ต่อไป เดี๋ยวจะงงว่าเอทำไมกลับเมืองไทยถูก ตม.อายัดตัวเพราะมีหมายจับ ดังนั้นผมเห็นว่าในเว็บไซค์แห่งนี้ยังมีคนดีๆมากกว่าคนไม่ดีมาก จึงอยากให้บรรยากาศเดิมๆคงไว้ โดยไม่ขอเป็นผู้มีส่วนร่วมทำให้บรรยากาศเสียอีกต่อไป และคงไม่ขอแสดงความเห็นใดๆอีกต่อไป ขอบคุณครับ :)
#46Mini MeMar 15, 2009
คุณ Thaigirl รบกวนแจก chill pills ปิดกระทู้ไปเลยดีกว่าค่ะ
#47tc_ctMar 15, 2009
ผมไม่รู้ว่า
ผมในฐานะนักกฏหมาย เป็นจริง หรือ พยายามสร้างภาพเพราะหลายตัวอักษร ที่คุณ ใช้อารมณ์ ลงแก้ตัว บ่งบอกวิสัยทัศน์ แคบๆ
เช่น การข่มขู่ อยากจะ ทำร้ายร่างกาย เป็นคำที่นักกฎหมาย เค้าไม่ ใช้กัน
ถ้าเป็นจริง ผมคิดว่า
ดีแต่จะใช้ ช่องโหว่ ของกฎหมาย เพื่อ ประโยชน์ ส่วนตัว อย่างที่มาบอกเล่า ถึงการ ปลอมเอกสารหลอกเจ้าหน้าที่ แล้วได้มาซึ่ง visa ออกนอกประเทศ
ผมไม่แปลกใจ ที่ ประเทศไทย ไปไม่ถึงไหน เพราะมีนักกฎหมาย ประเภทนี้ หนักแผ่นดินอยู่
ราคาคุยซะมากกว่า ผม กล้าท้า เลย ว่าคุณกลับประเทศไทยไป คุณก็ไม่มีปัญญาดำเนินคดีอะไร กับคนในเวปบอร์ดนี้
โดยเฉพาะ คนที่ไป ดูเหยียดหยาม ความคิดคุณ ตอนแรก ผมอ่าน ผมแค่รู้สึก เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อ่านคนเก่ง แต่เพียง ตรงไปตรงมาเกินไป จนเห็นว่า เป็นคนปากกล้า ตามแบบที่คนไทย รับไม่ค่อยได้
แต่พอคุณ พยายาม เข้ามา แก้ตัว ให้ ตัวเอง
เป็นนักกฎหมายที่ ผมเริ่มเห็นด้วย ว่า งี่เง่า ตามที่ เปรียบไว้จริง
แล้วยังยกย่องตัวเองเป็นถึงนักกฎหมาย นั้น เห็นได้ชัดเลยว่า
ราคาคุย พยายาม ให้ตัวเองดูดี ยิ่งแก้ตัว ยิ่งเน่า
#482pornMar 15, 2009
อืม ไม่รู้ว่าคนมันเครียดเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ดำดิ่งไปเรื่อยๆหรือปล่าวนะ
โพสต์ต่างๆในช่วงหลังๆ ถึงได้มีเรื่องร้อนๆและตอบโต้กันด้วยอารมณ์ ที่ร้อนๆหรือเย็นแบบนิ่มๆกันทั้งนั้น
แล้วดูเหมือนว่ามีการล็อกอินด้วยชื่อใหม่ๆ เพื่อเชียร์หรือเฉือนกันอีกต่างหากแน่ะ
อันที่จริงต่างฝ่ายก็ต่างไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมิใช่หรือ จะว่ามีความโกรธแค้นส่วนตัวมาก่อนก็ใช่ที่
เราแปลกใจจริงๆว่า ทำไมเพื่อนสมาชิกถึงอยากสร้างศัตรูมากกว่ามิตรล่ะ
ช่วยๆกันตรึกตรองกันดูอีกที่นะ ว่าการด่วนตัดสินกันแบบผลีผลามว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้ โดยใช้ข้อมูลก็ดี ข้อคิดเห็นก็ดีหรือเรื่องเล่าและระบายความอึดอัดในใจต่างๆบนหน้ากระดานแห่งนี้ก็ดี โดยที่ไม่ได้รู้จักตื้นลึกหนาบางกันมาก่อน เป็นเรื่องสมควรหรือไม่
สังคมแห่งนี้จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น ถ้าทุกคนเป็นมิตรและมีน้ำใจให้กันและกัน และให้อภัยกัน
Take it easy everyone !
#49di_annMar 16, 2009
เอา งี้แล้วกัน คะ
ในเมื่อ ประทัด ดอกนี้ ดิฉันเป็นคน จุด และปา ไปใส่ เค้าตรงๆ เลย แล้ว
บังเอิญ ไปทำให้ท่านอื่น ที่เห็นด้วย กับประทัด ที่ดีฉัน จุด ช่วยจุดดอกไม้ไฟเพิ่มด้วย เพราะเห็นว่า ประทัดดอกนี้มันสวยดี
ก็ขออนุญาติ ดับไฟ ด้วยตัวเองแล้วกันคะ
ดิฉันหยุดแล้ว อย่างที่บอก คะ หยุดจริงๆ สำหรับ กระทู้นี้คะ และกับ คุณ thonpho เพราะถ้าคุณรับไม่ได้ ช่วยไม่ได้จริงๆ และยังรู้สึก โกรธ แค้นอยู่ อยากจะทำอะไร ตามที่คิดไว้ ตอนคุณ เกิด โมหะ โทสะ ต่อ อันนี้ มันสิทธิ์ ของคุณคะ ถ้าคิดว่า ทำแล้ว มันทำให้ชีวิตคุณ ดีขึ้น ;)
แต่ที่เข้ามา ในครั้งนี้อีกรอบ เพื่อจะ มาขออภัย เพื่อนๆ สมาชิก ชาวเวปบอร์ดที่ เป็นสมาชิก มา
นาน นมตั้งแต่ เวปบอร์ดนี้เริ่มเปิดตัว จนปัจจุบัน หลายท่านให้เกิยรติ PM คุยติดต่อกัน แม้.... คุณๆ
จะไม่รู้จัก ดิฉัน เป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม และดิฉันก็ไม่รู้จัก คุณๆ เป็นการส่วนตัว เช่นกัน
แต่ความ มีน้ำใจ ความสนุกสนาน ที่ มีให้กัน ทำให้ ประทับใจ คะ ขอบคุณที่คุณๆ รับความเป็นดิฉันได้
โดยเฉพาะ ผู้อาวุโส หลายๆ ท่าน :D
อยากขอบคุณ ทั้งสองฝ่าย คือ ท่านที่ชื่นชอบ และ ท่านที่หมันใส้ คะ เพราะ ถือว่า เราได้สื่อสารกัน
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แม้จะมีทั้งติ ทั้งชม ดิฉันรับไว้หมด ก็บอกแล้วไงคะ....
... ดิฉันไม่ใช่นางเอก ...
ขอออกตัวอย่าง แมนๆ เลยแล้วกันว่า คุณๆ คงจะไม่ เจอดิฉันมา โลดแล่น บนเวปบอร์ด Thaion นี้ อีกสักพัก คะ เพราะ
ยิ่งปล่อยนาน เข้าคุณๆ หลายๆ ท่านทำให้ ดิฉัน เริ่ม ประทับใจ สมาชิกหลายท่าน มากขึ้น โดยเฉพาะ คนที่ดิฉันเอง ไม่รู้จักมักจี่ แต่
กลับมีคน มา รู้สึกไม่พอใจแทน รึป่าวอันนี้ไม่ทราบได้ แต่ ดิฉันรู้สึกได้ ถ้านิสัย เสียๆ ของดิฉันที่ชอบ ไป วิเคราะห์ชาวบ้านาเค้า ไม่พลาด
มันทำให้ ตัวเอง ซาบซึ้ง จนคิดว่า นิ่ง หายไปซักพัก ท่าจะ ดีกว่าเรา ให้ คนหน้าใหม่ๆ ที่ เพิ่ง register มาโพส ไม่กี่ครั้ง บางคนตั้งใจ จัดขนาด regeiter ใหม่ ขึ้นมาเพื่อ จ้อง จิกดิฉ้นโดยเฉพาะ ต้องถือว่า ให้ เกิยรติ กัน จริงๆ เลย
ให้ เค้า ได้ มาโลดแล่น กันบ้างดีกว่า ขออย่างเดียว ว่า เข้ามาให้ ประโยชน์ บ้าง
อย่าแค่ มาโพสเอามันส์ อย่างเดียว ....
ขอคอยยืนดู พวกคุณๆ อยู่ใกล้ๆ แล้วกัน กว่า จะได้ five stars มาครอบครองไม่ใช่ง่ายๆนา :o
ไว้วันไหนนึกสนุก จะกลับมาจุดประทัดดอกใหม่ เอ้ย ;D มาทักทายกันคะ
Wish you all have a good luck even whoever wants to kill me every single minute
God bless you.
#50somchai1748Mar 16, 2009
ขอเข้ามาบ้างในฐานะสมาชิกอาวุโสก่อนที่กระทู้จะถูกปิด
คุณ Di_ann ผมอนุญาตให้พักได้นะครับแต่อย่านานนะ เพราะจะหาผู้ที่ตอบกระทู้ให้ข้อมูลแคนาเดียนสไตล์แท้ๆ แทบจะไม่มีแล้ว ผมเสียดายนะครับ
คุณ Mini Me อีกคนนะครับ อย่าเพิ่งงดตอบกระทู้นะครับ (ขออนุญาตพูดดักคอไว้ก่อน) ไม่งั้นเสาหลักของเวบบอร์ดจะสูญพันธุ์หมด
สมชาย
#51Devotee of Ram.Mar 16, 2009
I don't think di_ann was useful at all.
She just harassed new members and never accepted it.
Don't you find there has been no new member who stayed in this board lately.
They come and go. Some of you just takes sides because you've already known di_ann.
If you want this board to be public, you have to treat every member equally.
Some old members left the board because of her arrogance.
If they come back you will be surprised, how helpful they are.
#52chanapodMar 16, 2009
คนไทยต้องรักกันนะคะ อะไรที่พอจะอภัยได้ก็อภัยเถอะคะ ที่สังคมวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เพราะไม่ยอมฟังกัน และไม่เอาเหตุผลมาคุยกัน เอาแต่อารมณ์และความรู้สึกมาตัดสิน ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ ตัวท่านเองนั้นแหละที่จะเป็นทุกข์
เอ๋นานๆเข้ามาอ่านทีหนึ่ง เห็นกระทู้นี้แล้ว ห่อเหี่ยวใจชอบกล เมื่อก่อนเอ๋เข้ามาหาข้อมูลการขอวีซ่า มีแต่คนน่ารักให้คำแนะนำดีๆกันทั้งนั้น
เลิกต่อว่ากันซะที กับมาสามัคคีกันเหมือนเดิมเถอะคะ
คนไทยเรารักกันใช่ไหมคะทุกคน
#53JJ_JenMar 16, 2009
แค่อยากเข้ามาบอกความรู้สึกเล็กๆ ของคนที่ถูกว่าด้วยข้อความนี้
― ―
ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ก็รู้สึกเสียใจนะคะ ที่เป็นคนหนึ่งที่ถูกว่าด้วยข้อความข้างบนนี้ หากคำพูดที่ดิฉันได้พูดไปในความคิดเห็นก่อนหน้า เป็นการทำให้ดิฉันกลายเป็นคนโง่ ปัญญาอ่อน ไม่มีสมองคิด ไปซะแล้ว.... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าโง่ที่ตัวเองไม่เคยโกหกสถานทูต ดิฉันภาคภูมิใจกับมันค่ะ และคิดว่าข้อความที่โพสต์ไว้ก่อนหน้านี้ ดิฉันรู้ว่าผู้อ่านมีวิจารญาณและคุณธรรมพิจารณาได้ ว่าคำพูดใครที่กล่าวหาคนอื่น รุนแรงกว่ากัน
หากการที่มีคนติติงคุณ ว่าสิ่งที่คุณโกหกสถานทูตเป็นสิ่งไม่ดี คุณโกรธ ไม่พอใจ เกลียดแค้น และใช้คำพูดรุนแรงว่ากล่าวคนที่ติติงคุณ ครั้งหน้าหากจะโพสต์ ให้เป็นวิทยาทานกับคนอื่น ก็ช่วยบอกหรือแชร์ ประสบการณ์ ความดีของคุณที่สถานทูตพิจารณาให้วีซ่าคุณดีกว่านะคะ มันน่าสนใจมากกว่ามาบอกเทคนิคเรื่องการโกหก หลอกสถานทูต แล้วได้วีซ่า เป็นไหนๆ ดิฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเอกสาร 70 หน้ากระดาษ A4 มันมีอะไรบ้าง จะได้มีความรู้ประดับตัว ไม่โง่ ปัญญาอ่อน มีสมองคิดได้ฉลาดๆเหมือนคุณบ้าง เห็นกระทู้ที่คุณเคยเขียนเรื่องจะทำ PR บอกว่าจบด้านคอมฯมา แต่มากระทู้นี้ก็เป็นนักกฏหมายด้วย ดิฉันเชื่อคะว่าคุณเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ก็อยากให้คุณได้แนะนำในเรื่องดีดีที่ไม่ผิดต่อศีลธรรม จะดีกว่านะคะ
หากบอกเทคนิคดีๆ (ที่ไม่ใช่การหลอกลวง) แล้วคนอื่นนำไปใช้ แล้วได้วีซ่า ต่อไปคนอื่นๆเค้าก็เข้ามาแสดงความชื่นชมยินดี กับความดีของคุณที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
#54eyeMar 16, 2009
อืมมม ไม่ได้เข้ามาตั้งนาน
กระทู้ที่เราตั้งไว้ จะถูกปิดแล้วเหรอ?
อ่านแล้วไม่คิดเลยว่า กระทู้นี้จะทำให้คนทะเลาะกัน
ดีๆ กันไว้นะค่ะ ทุกคนที่เข้ามาในเว็บก้อเพื่อหาความรู้กันนะค่ะ
ไง ก้อรักกันไว้นะค่ะ อย่าทะเลาะกันเลย
:) :) :) :)
#55Mini MeMar 16, 2009
― ―
ขอบคุณคุณสมชาย ท่านสมาชิอาวุโส ;) ที่เอ่ยถึง เราคงไม่งดหรอกค่ะ ก็อยู่ไปเรื่อยๆ งี้แหละ ถามมาตอบได้ก็ตอบ ถ้าเจ้าของบอร์ดเค้าไล่ เค้าคงมาแบนเอง ถ้าเค้าแบนแล้วค่อยไป
เรื่องนี้เราโพสอยู่สองประโยค
ประโยคแรกเป็นคำถาม
เพราะตัวหนังสือบรรยายการกระทำที่เห็นๆ อยู่ว่า unethical (อ้อ เปิดพจนานุกรมมาแล้วนะ จรรยาบรรณ = ethics ไม่ได้แปลผิดแต่อย่างใด) จะให้ปล่อยไปไม่พูดอะไรเลยก็คงไม่ไหวอ่ะค่ะ มาโพสชี้โพรงกันขนาดนี้ แถมว่าสถานทูตไม่มีมาตรฐาน เราก็ถามตรงๆ ว่าสถานทูตไม่มีมาตรฐานหรือคนขอวีซ่าไม่มีจรรยาบรรณ
เพราะในความเห็นเราสถานทูตมีมาตรฐาน และเพราะมีมาตรฐานนี่แหละที่ทำให้คนที่คุณสมบัติไม่ถึงเกณท์ของสถานทูตแต่งบัญชี ปลอมเอกสาร ฯลฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ขาดจรรยาบรรณ (unethical) ส่วนเรื่องให้ดูเจตนา ดูยังไงก็เจตนาปลอมเอกสารอ่ะ เราไม่รู้จะดูเป็นอย่างอื่นได้ยังไง
ประโยคที่สอง เราขอโทษคุณ Thonpho เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่าจรรยาบรรณใช้ไม่ได้กับเค้า
ส่วนตัวมองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของ values เป็นเรื่องส่วนบุคคล ถ้าคุณมี ก็คือมีและจะมองเห็นค่าของ values นั้นๆ การกระทำของคุณก็จะใช้ values ที่คุณมีชี้นำการตัดสินใจ ไม่มีก็คือไม่มีและก็จะมองไม่เห็นค่า ซึ่งก็อธิบายกรณีคุณ Thonpho ได้ ซึ่งเราเองควรเฉลียวใจแต่แรกแล้วและไม่ควรดันทุรังมาโพส (เท่ากับว่าเราโง่เองจริงๆ) ก็เท่านั้น
การที่คนขาดจรรยาบรรณในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าคนๆ นั้นเป็นคนไม่ดี สำหรับเราโลกนี้ไม่ได้มีแค่สีขาวหรือดำ คนเรามีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันในตัวเองอยู่แล้ว แล้วดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับใช้อะไรมาวัด กฎระเบียบ วัฒนธรรม ค่านิยมและสายตาคนที่มองด้วย (in the eyes of the beholder)
สุดท้ายนี้ขอบอกว่าสำหรับเราจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์ (ethics & integrity) เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะที่นี่เพราะโครงสร้างสังคมสร้างจากพื้นฐานของระบบเชื่อใจ เชื่อว่าคุณจะเคารพกฏ เชื่อว่าคุณจะพูดความจริง ระบบแบบนี้อยู่ไม่ได้ถ้าคนในสังคมไม่มีจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์ และที่ทุกวันนี้ระบบยังอยู่ได้ เราเชื่อว่าเพราะคนส่วนใหญ่มีจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์
ขอพูดตรงๆ (ซึ่งอาจจะแรงไปจนรับไม่ได้) ว่าถ้าอยากแหกกฏ โกหก แล้วก็คดโกง ให้อยู่เมืองไทยไม่ต้องดิ้นรนมาที่นี่ เพราะระบบและสังคมที่เมืองไทยรองรับอยู่แล้ว ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงินด้วย จะปลอมเอกสาร โกงภาษี ไม่ออกใบเสร็จ จ่ายใต้โต๊ะ ฯลฯ ทำได้สบายๆ เลย ที่พูดนี่ไม่ได้บอกว่าแคนาดาเป็นสวรรค์ คนขาดจรรยาบรรณและคดโกงมีทุกที่ ที่พูดเพียงแค่จะชี้ให้เห็นว่า สภาพสังคม กฏ ระเบียบและ โครงสร้างต่างๆ ค่านิยมที่เมืองไทยรองรับเรื่องพวกนี้
ถ้าอยู่ที่นี่แล้วไม่เคารพกฏ แล้วถ้าแคนาดามีคนแบบนี้เยอะๆ อีกหน่อยที่นี่ก็ไม่พ้นเป็นแบบเมืองไทย แล้วที่บ่นอยากหนี เบื่อ ฯลฯ จนยอมลำบากลำบนข้ามน้ำข้ามทะเลมาทนหนาวปีละเก้าเดือนก็จะกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ไป
#56somchai1748Mar 17, 2009
ผมกลับมองเห็นต่างออกไปครับ กระทู้นี้ไม่ใช่กระทู้ทะเลาะกัน แต่เป็นกระทู้แสดงความเห็นที่ตรงไปตรงมา (แบบเลือดซิบๆ) ซึ่งโดยปกติคนไทยหลีกเลี่ยงที่จะสนทนากันแบบนี้ โดยพอเริ่มจะแย้งกันก็จบบทสนทนาซะงั้นเพราะไม่ค่อยชอบบรรยากาศที่จะมีการเสียหน้าไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง
และก็ไม่แปลกที่คนไทยที่อยู่ที่แคนาดามานานพอควรก็จะมีรูปแบบการสนทนาหรือออกความเห็นสไตล์ตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าแคนาดาไม่ได้เปลี่ยนแปลงบุคคลเหล่านี้ บุคคลเหล่านี้ต่างหากที่เป็นผู้เลือกที่จะอยู่ในประเทศแคนาดามากกว่า ประเทศไทยเองก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรแต่บุคคลที่ไม่ถูกโฉลกกับสไตล์ไทยก็จะค่อยๆย้ายประเทศกันเอง (ถ้าทำได้)
จริงๆแล้วสังคมที่จะพัฒนาได้ต้องเริ่มจากการเห็นต่างหรือเห็นแย้งก่อนครับ มันจึงจะนำเอาจุดที่ต่างหรือแย้งมาพัฒนา น่าเสียดาย บ้านเราพยายามหาจุดต่างหรือจุดแย้งเหมือนกันแต่กลับเอามาเพื่อ "แยกออกมาแล้วทำลาย"เสียนี่
เออ เขียนแล้วก็รู้สึกเครียดเหมือนกันแฮะ
สมชาย
#57PakbungMar 17, 2009
กระทู้นี้เพื่อใคร ???
เว็บบอร์ดนี้เพื่อใคร ???
เริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สนับสนุนคนนู้นนี้เพื่ออะไร (เหมือนสถาการณ์ในประเทศไทยตอนนี้)
และในเมื่อเราทุกท่านต่างก็เป็นคน แน่นอน ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี
มีทั้งคนรักและคนเกลียด
การแสดงความคิดเห็นสนับสนุนเป็นรายบุคคล รังแต่จะยุให้เกิดความแตกแยก
(ในประเด็นร้อน ที่อาจก่อให้เกิดความไม่น่าอยู่)
เพราะเหมือนมีตุ๊กตาหนึ่งตัว คนชอบ ไม่ชอบก็ออกมาแสดงความคิดเห็น
หากเราไม่ได้ตัดสินกันที่ตัวตุ๊กตา
แต่ตัดสินว่าเหตุการณ์ใดดี ควรสนับสนุน
เหตุการณ์ใดไม่ดีไม่ควรสนับสนุน จะทำให้ความแตกแยกน้อยลงใหม
เพราะไม่ได้มีอัตตามาร่วมด้วย ไม่ได้ว่ากล่าวว่าใครดี ใครไม่ดี
อันจะทำให้เกิด ยอมเสียหน้าไม่ได้ ต้องออกมาตอบโต้
(อันนี้เข้าใจ เพราะเคยรู้สึกเหมือนกัน ทำไมต้องมาคิดว่าเราเป็นอย่างนู้น เป็นอย่างนั้น
ถึงจะเป็นแค่ตัวอักษรในเว็บบอร์ด ก็ทนไม่ได้เช่นกัน ที่จะต้องมีการชี้แจง ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นจิตนาการไปเอง)
อีกทั้งควรเคารพผู้อ่าน ว่าทุกคนมีวิจารณญาณของตัวเอง ที่สามารถตัดสินได้เอง
ว่าสิ่งใดดี ควรทำตาม
สิ่งใดไม่ดี ควรรู้ไว้เป็นบทเรียน และไม่ควรทำตาม
เพราะการได้รู้จักกันเพียงแค่ตัวอักษร เราท่านคงไม่อาจตัดสินได้
และไม่อยากให้ใช้การรู้จักกันส่วนตัวมาใช้เช่นกัน ไม่เช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันในบอร์ดนี้
อยู่นาน ไม่จำเป็นต้องดี
และหากจะคอยว่ากระทบกระเทียบคนใหม่ที่เข้ามาหาความรู้ และไม่เคยรู้อะไรเลย
จึงตั้งกระทู้ถามขึ้นมา เนื่องจากอยากได้ข้อมูลที่อัพเดท หรือไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
คงขอถามใหม่อีกครั้ง
เว็บบอร์ดนี้มีไว้เพื่ออะไร
#59Mini MeMar 18, 2009
เว็บบอร์ดมีไว้แสดงความเห็นหรือข้อมูลของตัวเองและรับฟังความเห็นหรือข้อมูลของคนอื่น เรื่องการแสดงความคิดเห็นตามกฏหมายแคนาดา ก็ประมาณนี้ (คัดลอกมาจากวีกีพีเดีย)
Freedom of speech
Freedom of speech is the freedom to speak freely without censorship or limitation. The synonymous term freedom of expression is sometimes used to denote not only freedom of verbal speech but any act of seeking, receiving and imparting information or ideas, regardless of the medium used. Freedom of speech and freedom of expression are closely related to, yet distinct from, the concept of freedom of thought or freedom of conscience. In practice, the right to freedom of speech is not absolute in any country and the right is commonly subject to limitations, such as on "hate speech". This is because exercising freedom of speech always takes place within a context of competing values.
The right to freedom of speech is recognized as a human right under Article 19 of the Universal Declaration of Human Rights and recognized in international human rights law in the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). The ICCPR recognizes the right to freedom of speech as "the right to hold opinions without interference. Everyone shall have the right to freedom of expression". Furthermore freedom of speech is recognized in European, inter-American and African regional human rights law.
http://en.wikipedia.org/wiki/Freedom_of_speech
Canada
See also: Censorship in Canada
The constitutional provision that guarantees Freedom of expression in Canada is section 2(b) of the Canadian Charter of Rights and Freedoms.
2. Everyone has the following fundamental freedoms: ... (b) freedom of thought, belief, opinion and expression, including freedom of the press and other media of communication
Due to section 1 of the Charter, the so-called limitation clause, Canada's freedom of expression is not absolute and can be limited under certain situations. Section 1 of the Charter states:
The Canadian Charter of Rights and Freedoms guarantees the rights and freedoms set out in it subject only to such reasonable limits prescribed by law as can be demonstrably justified in a free and democratic society. (emphasis added)
This section is double edged. First it implies that a limitation on freedom of speech prescribed in law can be permitted if it can be justified as being a reasonable limit in a free and democratic society. Conversely, it implies that a restriction can be invalidated if it cannot be shown to be a reasonable limit in a free and democratic society. The former case has been used to uphold limits on legislation which are used to prevent hate speech and obscenity.
In the landmark Supreme Court of Canada case R. v. Zundel (1992), the court struck down a provision in the Criminal Code of Canada that prohibited publication of false information or news, stating that it violated section 2(b) of the Charter.
Under section 318 of the Criminal Code of Canada, it is illegal to promote genocide. Under section 319, it is illegal to publicly incite hatred against people based on their colour, race, religion, ethnic origin, and sexual orientation, except where the statements made are true or are made in good faith. The prohibition against inciting hatred based on sexual orientation was added to the section in 2004 with the passage of Bill C-250.
Other laws that protect freedom of speech in Canada, and did so, to a limited extent, before the Charter was enacted in 1982, include the Implied Bill of Rights and the Canadian Bill of Rights.
ส่วนกฏ กติกา มารยาทของเว็บบอร์ดก็มีอยู่แล้วที่หน้าหลัก โพสลิงค์ให้เลยอ่ะ http://www.thaiontario.com/webboard/index.php?topic=7.0
ถ้าเว็บมาสเตอร์เห็นว่าไม่เหมาะสม หรือผิดกติกา ก็คงลบไม่ก็ปิดกระทู้เอง
ความเห็นส่วนตัวคือ Freedom of speech เป็นอะไรที่คนไทยไม่คุ้นเคยอย่างมาก เพราะมันเซ็นเซอร์ไปหมดเลย ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าพ่อแม่ ครู ฯลฯ ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คำพูดด้วย ลามไปจนหน้าอกชิซูกะ ช้างน้อยชินจัง บุหรี่ ปืน ฯลฯ เราว่ามันเลยเถิดจนมีผลทำให้เด็กไทยคิดไม่เป็นว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่ เพราะมีคนอื่นคิดให้ตลอด นี่ยังไม่นับ management by fear ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย (อันนี้หยุดไว้ก่อน เดี๋ยวยาวและอาจออกทะเลได้)
อีกอย่างคือเห็นด้วยกับคุณสมชายสมาชิกอาวุโส ;) ว่าคนไทยมักหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เกือบจะไปโพสในอีกกระทู้นึงที่ถามเรื่องอะไรที่ทำให้ประเทศไม่เจริญแล้ว แต่ตอนนั้นขี้เกียจพิมพ์
ที่ว่าหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบศักดินาหรือค่านิยมของชาวเอเชียที่ชอบทำอะไรเหมือนๆ กัน มีอะไรเหมือนๆ กัน จุดที่เห็นได้ชัดในหน้าที่การงานคือทำให้ไม่มีความสามารถในการถกเถียงในที่ประชุม ซึ่งเป็นอะไรที่คนที่เกิดและโตที่นี่มักจะทำได้ดี ยกตัวอย่างเช่นเวลามีประชุม ถ้าความเห็นไม่ตรงกับเจ้านายที่เมืองไทย เราว่าชาตินี้โอกาสโตมีน้อย เผลอๆ เข้าหน้าไม่ติดไปเลยก็มี เพราะถือว่าหักหน้ากัน นอกจากว่านายจะเป็นฝรั่ง ที่นี่ความเห็นไม่ตรงถ้าอธิบายได้ หาเหตุผลมาสนับสนุนได้ หาทางออกที่ดีมาเสนอด้วย นายส่วนใหญ่จะรับฟัง (ไม่นับการเมืองนะ เอาประเด็นไอเดียอย่างเดียว เพราะการเมืองที่ไหนก็มี)
คนไทยมักเห็นความขัดแย้งไปในทางลบ ถ้าไม่เหมือนชั้นแปลว่าผิด เพราะว่าชั้นถูกเสมอ พอถกเถียงกันก็กลายเป็นการพิสูจน์ว่าใครถูกผิด
ในขณะที่ที่นี่มองว่าเป็น diversity ถ้าไม่เหมือนชั้นก็แปลว่าแตกต่าง ก็เท่านั้น เวลาถกเถียงกันยังอยู่บนพื้นฐานของการร่วมกันหาทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย โดยอาศัยมุมมองที่ต่างกันเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่ง diversity นี่แหละที่นำไปสู่ creative solutions หากมีการจัดการที่ดีและถูกนำเสนออย่างเหมาะสม บางตำราบอกว่าผู้บริหารที่เก่งจริงๆ คือคนที่สามารถหาลูกน้องที่ต่างขั้วกันหลายๆ คนมาอยู่ร่วมทีม ทำงานร่วมกัน ทะเลาะกันทุกวันแต่ได้ผลงานที่ดีเยี่ยม เพราะถือเป็นศิลปะการบริหารขั้นสูงที่จะหาความพอดีของการถกเถียงและสามารถทำให้ทีมที่คิดไม่เหมือนกัน หาทางออกที่ดีเลิศร่วมกันได้ การจะทำให้หลักการนี้เป็นผล คือการทำให้แต่ละคนเข้าใจและยอมรับความแตกต่าง กำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน เมื่อทุกคนในทีมเข้าใจว่าเป้าหมายคืออะไร ใช้ความแตกต่างให้เป็นประโยชน์ก็ประสบความสำเร็จได้ (ร้อยทั้งร้อยดีกว่าพวก group think เยอะ แบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น)
ส่วนประเด็นที่ว่าหยาบคายทำให้คนอื่นไม่พอใจเราว่าส่วนหนึ่งเป็นประเด็นของการสื่อสารและวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น
ที่เมืองไทย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่จะพูดว่าใครว่าอ้วน เตี้ย ตัวดำ ไม่สวย ฯลฯ อาจจะดูหยาบคายแต่ก็ดูเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย คือรับได้ สำหรับที่นี่ เราไม่เคยเห็นใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยอะไรเฉียดเรื่องพวกนี้เลย เรื่องเชื้อชาติ เจ๊ก แขก นิโกร ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถือว่าหยาบคายมาก ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ดูเหมือนจะรับได้ เพราะเรื่องพวกนี้ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เรื่องว่าหยาบคายหรือไม่ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลด้วย อันนี้ universal ไม่ว่าเชื้อชาติใด สัญชาติใด แต่ละคนมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น การสบถ สาบาน แบบพูดคำสบถคำบางคนเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา รับได้ บางคนรับไม่ค่อยได้ ถือว่าหยาบคาบ เรื่องพวกนี้เราว่าเป็น personal preference เวลาสื่อสารต้องปรับ sensitivity กันเอาเอง ในชีวิตจริงอาจจะลำบากใจหน่อยเพราะคุยกันตัวต่อตัว แต่ก็พอทำได้ ก็บอกเค้าไปตรงๆ ว่าเราลำบากใจขอความกรุณาลด ละ เลิก ในเว็บบอร์ดง่ายนิดเดียว ก็แค่อ่านข้ามๆ ไป แล้วก็อย่าเอามาเป็นอารมณ์ก็เท่านั้น
สุดท้ายถ้าริจะเล่นเว็บบอร์ด เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ don't take it personal ต้องหัดปล่อยวาง มันก็แค่ตัวหนังสือ และมันก็แค่เว็บบอร์ด
อ้อ ขอโทษคุณเจ้าของกระทู้ด้วยนะคะ ที่ทำให้กระทู้วีซ๋าท่องเที่ยวกลายเป็นประเด็นอื่นไปซะแล้ว
#60ThaigirlMar 18, 2009
กรณีนี้ขอเป็นคนกลางไม่ออกความเห็น แต่อยากเข้ามาบอกว่า อธิบายได้ดีมากค่ะคุณ Mini Me
#61mariaMar 18, 2009
การพัฒนากฎหมายซึ่งเป็นคำพูดที่สวยหรู แต่แท้ที่จริง เป็นคำพูดที่ชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมโทรม ทางจิตใจของผู้คนในสังคมมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องวางวิธีการเงื่อนไขให้สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดการทำผิดหรือการโกงขึ้นมา
แต่ไม่มีทางทำสำเร็จ...... เพราะสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นย่อมมีจุดอ่อนในตัวของมันเอง เห็นได้จากการโกงต่างๆ ในลักษณะใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน
การค้าในปัจจุบัน เต็มไปด้วยสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมีกฎหมายกำหนดเอาไว้ เพื่อป้องกันการโกง แต่การโกงก็เกิดขึ้น โดยที่กฎหมายไม่อาจป้องกันได้เลย........... ในสมัยก่อน การตกลงการค้า ใช้เพียงวาจาเท่านั้นก็ตกลงกันได้ เพราะต่างคนต่างรักษาวาจาสัตย์ไม่ยอมละเมิด ความยุ่งยากจึงไม่เกิดขึ้น
ในสมัยก่อนไม่ค่อยมีกฎหมาย เพราะการกระทำของผู้คนอยู่ในกฎแห่งความเป็นจริง "ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว" และจิตใจมิได้ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลสมากเหมือนในปัจจุบัน
ในทางกลับกัน การตรากฎหมายขึ้นมาก กลับกลายเป็นช่องทางให้คนที่รู้กฎหมายใช้เป็นเครื่องมือ ในการฉ้อโกงได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะผู้คนไม่เชื่อ ไม่ยึดถือ และไม่เกรงกลัวกฎแห่งความเป็นจริง
ความผิดพลาดก็คือ เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านวัตถุ การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์มาก จนลืมที่จะพัฒนาทางด้านจิตใจไปด้วย
อาจจะจริงอย่างคำกล่าวที่ว่า "วัตถุเจริญมากเท่าไร จิตใจก็เสื่อมทรามลงมากเท่านั้น"
แต่.................เรามีคนที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ คนๆนั้นก็คือ "ตัวของพวกเราเอง" เริ่มจากตัวของเราก่อน โดยที่เราจะไม่ทำผิดต่อคนรอบข้าง เราจะไม่ทำผิดต่อสังคม และที่สำคัญที่สุด เราจะไม่ทำผิดต่อตนเอง ถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้ กฎหมายจะไม่มีความสำคัญอีกต่อไป.
ในสังคมหนึ่งๆ ก็เปรียบเสมือนภาพจิกซอขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง ซึ่งเราแต่ล่ะคนคือ จิกซอชิ้นเล็กๆแต่ล่ะชิ้น ที่จะประกอบกันเป็นภาพของสังคมขนาดใหญ่ที่สวยงามได้.......
(ข้อความบางตอนจาก ศึกษาคัมภีร์ทางสายกลาง : โดยอนัตตา)
#62Mini MeMar 18, 2009
― ―
ขอบคุณที่ชมค่ะ ว่าแต่ว่ามีรางวัลให้รึเปล่าเอ่ย :D
#63PakbungMar 21, 2009
เข้าใจละ ว่าทำไมคนใหม่มา มาแล้วก็ไป
ทำไมคนเก่าบางคนถึงจากไป
อ้างถึงจากคำพูดบางท่าน เนื่องจากก็เพิ่งมาเหมือนกัน ไม่รู้อะไรกับเค้าหรอก
บางทีอาจจะเพราะวัฒนธรรมของคนในเว็บ ว่าส่งเสริมทางไหน
แค่อยากรู้เจตนารมณ์ของคนที่อุตส่าห์สละเวลามาดูแลเว็บน่ะคะ
เว็บบอร์ดคืออะไร มันไม่ใช่คำถามทางตรงหรอกค่ะ
บ่อยครั้งนะ ที่คนไม่ยอมอะไรสักอย่าง จะดูเป็นฝ่ายผิดเสมอ เช่น ไม่ปล่อยวาง ไม่ยอมอภัย
แต่ไม่ดูต้นเหตุกันบ้าง
don't take it personal ถ้าทำได้ กระทู้คงไม่กลายพันธุ์
แค่คนผ่านมา...และเข้าใจไปเอง ว่าที่นี่ จะมีเพื่อนพี่น้อง เป็นอีกหนึ่งสังคมดีๆ
แต่ตอนนี้เข้าใจว่าคงเป็นแค่ กระดานที่มีความคิดเห็นเท่านั้นเอง ได๋ค่ะ
don't take it personal ... ทำได้ง่ายนิดเดียว :)
#64Devotee of Ram.Mar 21, 2009
It was so funny some of you talked about free speech.
I felt like you said only your sides have it.
Thonpho also has freedom of speech.
I do have it too.
So? what to blame?
#65NickMar 22, 2009
เผื่อมีคนสนใจ หาอ่านรายละเอียดได้
-----------------------------------------------------------------------
http://laws.justice.gc.ca/en/const/index.html
CONSTITUTION ACT, 1982(79)
PART I
CANADIAN CHARTER OF RIGHTS AND FREEDOMS
Whereas Canada is founded upon principles that recognize the supremacy of God and the rule of law:
Guarantee of Rights and Freedoms
Rights and freedoms in Canada 1. The Canadian Charter of Rights and Freedoms guarantees the rights and freedoms set out in it subject only to such reasonable limits prescribed by law as can be demonstrably justified in a free and democratic society.
Fundamental Freedoms
Fundamental freedoms 2. Everyone has the following fundamental freedoms:
(a) freedom of conscience and religion;
(b) freedom of thought, belief, opinion and expression, including freedom of the press and other media of communication;
(c) freedom of peaceful assembly; and
(d) freedom of association.
#66Mini MeMar 22, 2009
― ―
ที่เราเขียนเรื่อง Freedom of speech ก็สำหรับทุกคนนะ ไม่ว่าคุณต้นโพธิ์ หรือตัวคุณเอง
ไม่ได้มีใครห้ามเขียนนิ อยากเขียนอะไรก็เขียนได้ เราก็แค่โพสให้ดูว่ามันทำได้ อยากเขียนก็ได้ อยากห้ามก็ได้ อยากเข้าข้างก็ได้ อยากไม่เข้าข้างก็ได้ อยากทำอะไรก็ได้ คุณมีสิทธิ์ตราบใดที่อยู่ในกรอบที๋อ้างอิงจากโพสนั้น (ซึ่งค่อนข้างคลุมเครือ)
เราไม่เข้าใจอ่ะ ข้างบนนี้ตั้งใจจะสื่ออะไร แล้ว blame อะไร แล้ว "so?" แปลว่าอะไร ตั้งใจจะเขียนว่า "So what?"? ???
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนข้างบนที่คุณผักบุ้งพูดถึงคนใหม่หรือคนเก่ามาแล้วจากไปเนี่ยนะ ความเห็นส่วนตัวคือ
สำหรับคนใหม่ที่เข้าเว็บบอร์ดเพราะมีจุดมุ่งหมาย มาโพสคำถาม หาคำตอบ พอได้คำตอบแล้วส่วนใหญ่ก็จะจากไป หรือบางทีก็อยู่ต่อจนกว่าจะได้วีซ่า พอได้วีซ่าแล้วเว็บก็หมดประโยชน์แล้ว ก็ไม่เข้าแล้ว มีส่วนน้อยที่ยังเหลืออยู่เป็นขาประจำ ถี่บ้างห่างบ้างแล้วแต่ตารางชีวิตประจำวันของคนๆ นั้น
ส่วนคนเก่าๆ ก็เดาว่าประมาณเดียวกัน ส่วนใหญ่ผลุบๆ โผล่ๆ ว่างก็เล่น ไม่ว่างก็ไม่เล่น ที่เห็นมีสม่ำเสมอก็คุณไทยเกิร์ลคนสวยนี่แหละที่อยู่ยงคงกระพันเป็นสาวสองพันปี (อย่าลืมค่าจ้างชมที่ตกลงกันไว้นะ ;D )
ที่เคยมาลาเพราะขัดแย้งกันจริงๆ ที่จำได้มีไม่กี่คนหรอก และตอนนั้นเป็นกรณีการเมืองเหลืองแดง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสาวมั่นปากกล้าคนนั้นที่คุณเอ่ยถึงกันหรอกค่ะ (ทีแรกจะเรียกชื่อแล้วแหละ แต่เห็นคนอื่นเค้าละกันไว้ในฐานที่เข้าใจกันหมด เลยเอาบ้าง เหอะๆ)
#67pepsee30Mar 22, 2009
หึหึ
#68KhingMar 22, 2009
ก่อนที่กระทู้จะถูกปิดขอแปะความเห็นอันน้อยนิดของข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าท่องเที่ยวมาสู่แคนาดานี้ไว้สักนิดหน่อย เพียงเพื่อพอจะได้ไปเพิ่มเติมความรู้อันมากมายอยู่แล้วของท่านทั้งหลายดังนี้:-
1. ทุกสิ่งที่สถานทูตขอดู เป็นต้นว่าหลักฐานการเงิน, sponsor, งานการที่มั่นคง, แต่ง"แล้ว"หรือยัง ฯลฯนั้น เป็นการป้องกันไม่ให้รัฐมีภาระมากขึ้นภายหลัง ในการต้องรับดูแลเลี้ยงดูบุคคลที่มาหลบอยู่โดยไม่มีประกันสังคม และด้วยจะมีการแอบทำงานโดยรับค่าจ้างถูกๆตัดหน้าประชาชนที่แท้จริงของเขา ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนที่แท้จริงที่ "เสียภาษีเต็มที่"เสื่อมลง คุณอาจจะไม่ใช่คนพวกนั้น ทว่าเมื่อคูณเข้ามาแล้วเขาจะไม่วันรู้ว่าคุณไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร ยกเว้นเขาจะเสาะหาจริงๆ แต่ก็ very very seldom (costs too much).
คนที่หลบอยู่เหล่านี้จะไม่ได้รับบริการสุขภาพทางสังคม เมื่อนานไปโรคภัยไข้เจ็บที่มีการติดต่อกันได้ทว่าถูกกดหลบอยู่จะเพิ่มปัญหาในสังคมได้อีก
ทางสภาพจิตใจก็เหมือนปล่อยให้มีช่องโหว่ในทาง abuse กันได้
ขอให้คิด "from their side" เวลาเตรียมหลักฐาน
It's not what "you" think "it should" be........
It's what "they" think what if..or why is.......
IT'S THEIR COUNTRY! Its their questions.
2. การที่คุณมีบ้าน ญาติพี่น้องมากมายอยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้ทำให้เขาคิดว่าคุณคงทิ้งมาไม่ได้ มันอาจทำให้เขาคิดด้วยซ้ำไปว่าคุณจะมาหลบทำงานเพื่อส่งเงินกลับบ้านไปให้ญาติทั้งหลายเหล่านี้ถ้ามีคน offer งานให้ทำ
3. หลักฐานทุกอย่างจะนำมาประกอบกันเพื่อการพิจารณานั้น ควรจะคล้องจองถี่ถ้วนไปกันได้แทบจะเหมือนทำการบ้านคณิตศาสตร์เลยหละ ก็คือ It should make sense. ดังนั้นถ้าคุณเป็นผู้หญิง, มีหลักฐานมาเสนอดีและ ไม่มีความเสี่ยงในข้อหนึ่ง ก็ไม่ต้องกลัว คือเจ้าหน้าที่จะมี common sense. ถ้าเรื่องเป็นแบบนั้นจริงๆแต่ก็ยังถูกปฦิเสธก็ลองใหม่จนกว่าจะได้ Once you have proved you are real , you are in for good for a long, long time.
4. ความผิดพลาดในการตกลงใจของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้แน่ๆ และเป็นไปได้ตลอดเวลา ด้วยว่าทั้งหลายเป็นการ deal กับ human factors ทั้งนั้น บางทีคนบางคนก็ถูกบุญหล่นทับ บางคนก็ถังหล่นทับไม่ต้องหงุดหงิด แต่ most of the time it's fair.
5.อันนี้ใครจะว่าก็ยอมละ ผู้ชายขอได้ง่ายกว่าผู้หญิง
6. Keep an open mind.
การโกหกเก่งๆ ฝรั่งถือว่าเป็นศิลปอย่างหนึ่ง แต่ต้องให้แน่จริงๆคือต้องทำการบ้านมาดีๆ และต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นถ้าพลาด(black listed) อันนี้ไม่ได้ยุให้โกหก แต่โลกนี้มันก็คือโลกนี้ใช่ไหม มันก็ always almost O.K แต่ไม่ใช่ always O.K
คุณคนที่ได้วีซ่ามาโดยโกหกเก่งๆนั้น คิดว่า คุณป้าแกคงนึกอยู่ว่า ไอ้หมอนี่ เอาไว้ไปขายรถ second hand ที่แคนาดาดีวุ้ย ทั้งๆที่เจ้าตัวเองคงไม่รู้ว่ามีพรสวรรค์ทางนี้
ขอบอกอีกทีว่าเป็นแค่ความเห็นของ citizen khing เท่านั้น
#69Mini MeMar 23, 2009
― ―
อันนี้ฮาดี เข้ากับยุคสมัย รถเดี๋ยวนี้หาคนซื้อยากเนอะ dealers แถวบ้านหลายแห่ง เห็นอยู่มายาวนาน พากันปิดตัวไปตามๆ กัน
#70modxxxxMar 25, 2009
เป็นสมาชิกใหม่เหมือนกัน เข้ามาอ่านเกือบทุกวันค่ะ แต่พูดตรงๆ ไม่ค่อยกล้าจะโพสถามอะไรมากนัก เพราะกลัวโดนแขวะอ่ะค่ะ นี่ก็ลองหาๆดูเว็บอื่นที่ให้ข้อมูลเรื่องการขอวีซ่าแคนาดา เพราะรู้สึกว่าเข้ามาที่นี่แล้ว ถามอะไรก็จะต้องระวังคำพูดมากๆ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเสียความรู้สึกกลับไป เรื่องบางเรื่องที่ได้ยินจากเพื่อนมา หรือทราบจากคนอื่น เห็นเค้าทำๆกัน ก็ไม่รู้ว่ามันทำได้จริงหรือเปล่า ข้อดีข้อเสียยังไง ก็ไม่กล้ามาถามในกระทู้นี้ เพราะถ้าไปโดนต่อมใครเข้า ก็คงจะเจ็บใจไปอีก กลายเป็นว่า ท้อแท้หมดกำลังใจกันไป
ว่าแต่ นอกจากเว็บนี้ มีเว็บไหนที่เป็นชุมชนสำหรับคนขอวีซ่าแคนาดาบ้างคะ เคยเปิดไปเจอ Pantip แต่จำลิงค์ไม่ได้อ่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
#71Mini MeMar 25, 2009
― ―
http://www.pantip.com/cafe/klaibann
#72kosulMar 31, 2009
To whom it may concern
I am writing to inform Canada’s embassy in Thailand to be aggressive on visa process. I understand all embassies have the standard. Until one website has a topic about Canada Embassy does not have any standard. It makes a lot of people misunderstanding organization. One member of this web board use log in name “Thonpho” wrote about how he made his counterfeit documents to success the student visa. He shared his successes and now he is in Canada. He is planning to apply Canada Permanent resident. He gave his detail information on the web board included with hubris Canada’s embassy in Thailand.It would be easy for embassy to find out from the file record.
According to his information messages can confuse many Thai people judgement the embassy in the wrong picture. There are a lot of good Thai-Canada Permanent resident, Thai student who is living in Canada. I believed this information could help embassy to find out who is this person.
สวัสดีครับ
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยวครับ แต่เป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งผมไม่ทราบว่าวีซ่าอย่างไหนยากง่ายกว่ากัน แต่จากประสบการณ์และที่ได้อ่านข้อความในกระทู้นี้แล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสถานทูต...ไร้มาตรฐานมากกกกกกก เพราะผมมาแคนาดาได้ ทุกอย่างเกิดจาการแต่งเรื่องทั้งสิ้น เงินในบัญชีก็ไม่มี เอาของเพื่อนมาใส่สองแสน ห้านาทีถ่ายเอกสารเสร็จ ถอนคืนเพื่อน อิอิ สถานทูตถูกหลอก รถก็ติดไฟแนนซ์ ออฟฟิตก็เช่า แต่ งงมากมาเรียนตั้งปี เงินในบัญชีไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเลย แต่ได้มาเรียนเฉยเลยไม่ถูกสัมภาษณ์ด้วย แต่มีข้อแนะนำอยู่นิดหนึ่งว่าพยายามหาผู้ที่มีหน้าที่การงานมั่นคงตำแหน่งสูงๆหน่อย สร้างความสัมพันธ์ปลอมๆขึ้นมา แล้วให้ออกหนังสือรับรองว่ากลับมาเมืองไทยแน่นอน โอกาสผ่านก็มี สำหรับคนที่จะให้นายก อบต.รับรองนั้นในความเห็นผมว่าน่าจะไม่ผ่าน โดยปกติ นายก อบต.จะเป็นหัวคะแนนให้ สส. ลองให้ สส.รับรองให้ โดยอ้างว่าเป็น ผู้ช่วยฯหรือที่ปรึกษาส่วนตัวก็ได้ รับรองผ่านชัวร์(เท่าที่รู้ไม่เคยมีใครโดนปฏิเสธ) เมื่อยเท่านี้ก่อนครับ ”
Ref: www.thaiontario.com
http://www.thaiontario.com/webboard/index.php?topic=2781.0
Sincerely yours,
#73YodkhwanApr 23, 2009
สวัสดีค่ะ ขอแจมที่นี่ด้วยคน เดือนตุลานี้ว่าจะไปลองขอยื่น visa ท่องเที่ยวดู แต่ก็จะไม่ตั้งความหวังไว้มากเพราะอ่านจะเพื่อนๆ น้องๆ ที่นี่ คิดว่าเหมือนกันเลย คือ มีแฟนอยู่ที่นั่น แล้วแฟนอยากให้ไปเที่ยวดูแล้ว กลัวคุณป้าที่สัมภาษณืจะไม่ให้ไปเพราะกลัวจะไม่กลับ เพราะเราก็ไม่ได้มีเงินในบัญชีอะไร เป็นมนุษย์เงินเดือน ใช้เดือนชนเดือน แต่ก็อยากจะลองดู :o แล้วเป็นยังงัยจะมาบอกเล่าเก้าสิบกันฟังนะค่ะ
#74bouyApr 27, 2009
อ่าน ประสบการ์ณ ของหลายๆท่านในนี้ ก็ทำให้นึกถึง ตอนที่เราต้องไปขอวีซ่าไป แคนาดา เลย (ขอเมื่อปีที่แล้ว เดือน สค) ยังจำได้เลยว่า เขามาที่web นี้เหมือนกัน
ตอนที่หนูยื่นเรื่องเนี้ยะ ก็ยื่น
1. Statement ของคุณพ่อ ที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัว จะไม่มีเงินสด แต่เป็นเงินหมุนเวียนทุกวัน
2. สมุดบัญชีธนาคารหนูเอง เงิน เข้า ทุกเดือน 50,000 บาท แล้วก็ บัญชี ที่เยอรมัน
3.ทะเบียนการค้าที่บ้าน เพราะว่าให้คุณพ่อ เป็น sponsorship ให้
4. จม รับเรียนต่อ ป.โท ที่ เยอรมัน (พอดีกลับมาเมืองไทยได้ ประมาณ3 อาทิตย์ หนูไปเรียนภาษาอยู่ที่เยอรมัน 6เดือน แล้ว ได้เข้าเรียนต่อ เลยต้องกลับมาเมืองไทย มาเปลี่ยน วีซ่า )
ก่อนวันที่ไปยื่นวีซ่าเนี้ยะ หนูก็ไปยื่นวีซ่าเรียนต่อ ที่สถานทูตเยอรมันก่อน แล้วก็ไป ที่สถานทูตแคนาดา ไปยืนเมื่อวัน ศุกร์ วันจันทร์ เขาก็โทรมา สัมภาษณ์์ นิดหน่อย ว่า ไปทำอะไรที่เยอรมัน เราก็บอกไปว่า ไปเรียนภาษา แล้วเขาก็ถามว่า วีซ่าเรียนต่อที่เยอรมัน ได้หรือยัง เราก็บอกไปว่า เพิ่งไปยื่นมา เขาก็ถามว่าซื้อ ตั๋วเครื่องบินหรือ จองที่พักไปหรือยัง เราก็เลยบอกไปว่า ยังค่ะ เพราะยังไม่รู้ผลวีซ่า แล้วเขาก็นัดให้ฟังผลอะค่ะ ก็ไปรับ แล้วก็ผ่าน
ที่หนูคิดว่าวีซ่าหนูไม่ได้มีปัญหามาก เพราะ1 เรากำหนดวันเดินทางชัดเจน ว่าจะไปแค่ 10 วัน แล้วอีกอย่างนึงอาจจะเพราะเขารู้ว่า ยังไงเราก็ต้องออกจากประเทศ เพราะต้องไป เรียนต่อ (คือ แนบจดหมายตอบรับเรียนต่อ ที่เยอรมัน แล้วมันก็โชว์อะค่ะ ว่าเราจะเปิดเรียนเมื่อไหร่ แล้ว เราได้ ชำระค่ามัดจำไว้แล้ว )
2 อาจจะเพราะเราได้ท่องเที่ยวบ้านนิดหน่อย ก็เลยอาจจะช่วยมั้ง
ปล คือ หนูไม่มีหลักฐานการทำงานหรืออะไรเลย เพราะยังไม่เคยทำงาน ก็มีแต่คุณพ่อเท่านั้นที่เป็นsponsorship ให้
ยังไงก็สู้ๆๆนะค่ะ