#1ThaigirlJul 16, 2009
หลายปีผ่านไป ได้รู้จักเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในเวบบอร์ดหลายคน บางคนเข้ามาหาข้อมูลแล้วหายไป บางคนก็อยู่ต่อเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อไป คนที่เข้ามาอ่านอย่างเดียวก็ยังเข้ามาอ่านอย่างเดียวไม่มีเปลี่ยนแปลง
ขอตั้งกระทู้นี้เพื่ออัพเดทชีวิตของคุณ ๆ ในแคนาดา ว่าเมื่อเข้ามาอยู่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง เล่าประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณประทับใจ และไม่ประทับใจ อยู่มากี่ปีแล้ว ทำงานทำการอะไรกันบ้าง ทำอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ มีความสุขมั้ย ยังอยากกลับไปอยู่เมืองไทยกันหรือเปล่า
ถ้าเขียนเก่ง เล่าเก่ง ก็เล่าเยอะ ๆ นะคะ
#2mookieJul 16, 2009
มุกเพิ่งมาอยู่เมื่อต้นเตือนกรกฎานี้เองค่ะ แต่เริ่มเบื่อแล้ว กินแล้วก็นอน ไปไหนก็ไม่เป็น อยู่โอโคโตกค่ะ
ใกล้คัลการี่ อยากทำงานมาก ใครมีงานสปาต้องการ therapist แนะนำด้วยนะคะ มีประสบการณ์มาแล้ว
สองปีค่ะ (ถือโอกาสโฆษณาหางานซะเลย) ;D
#3pepsee30Jul 16, 2009
เพิ่งมาอยู่ได้แค่ครึ่งปีคะ แต่แอบอ่านทุกวัน แอบตอบมั่งถ้าตอบได้
อัพเดทชีวิตเรื่องใหญ่ก็คงจะเป็นเรื่องน้ำหนัก...ฮะฮะฮ่า...อ้วนหมีพีมันเชียวคะ
อาหารไทยที่ไม่เคยทำก็ได้ทำ ลองผิดและลองผิด
พอทำอร่อยหน่อยก็ชมตัวเองว่า จริงๆแล้วเราก็มีพรสวรรค์ด้านนี้เหมือนกันนี่นา :D
เรื่องประทับใจที่นี่คงเป็นเรื่องของการโดยสารรถสาธารณะคะ
ทั้งรถเมล์ และรถไฟ แหม...ก็เปรียบเทียบบางกอกบ้านเราก็ต่างกันอยู่มากโขนะคะ
บังเอิญว่าได้ขึ้นรถเมล์ พร้อมกับผู้พิการที่เค้ามีรถมอเตอร์ของเค้าเอง
แล้วเวลาที่เค้าจะขึ้นรถเมล์ แล้วคนขับก็เปิดประตูแล้วก็ทำทางขึ้นให้เค้า
ในใจนี่แอบอุธานดังๆเลยคะว่า โอ้...มันเยี่ยมมากเลยจอร์จ....
เรื่องงานในสายที่เคยทำก่อนมา โอกาสริบๆหรี่ๆคะ
เพราะทำงานด้านสายออกแบบพวกสื่อสิ่งพิมพ์ งานโฆษณา
แต่ก็ยังไม่ทิ้งความรู้ที่เคยมี ยังแอบหอบงานจากเมืองไทยมาทำแล้วก็ส่งงานผ่านอินเตอร์เนทกัน
ต้องขอบคุณโลกคอมพิวเตอร์จริงๆ
ตอนนี้ขอเลือกที่จะมีความสุขกับชีวิตครอบครัวที่นี่คะ
ชีวิตที่เมืองไทยก็ยังอยู่ในความคิดเสมอๆ ถ้าจะกลับตอนนี้ก็คงไม่ใช่เวลา
ยังคิดว่าที่แคนาดายังมีอะไรให้ค้นหาให้พบเจออีกเยอะแน่ๆ
ว่าแต่คุณ Thaigirl จะไม่เปิดกระทู้หน่อยหรอคะ... ;D
อยากอ่านคนที่มาอยู่ที่นี่นานๆ ว่าได้เก็บเกี่ยวอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง
มาอยู่นี่แล้วอยากกลับไปอยู่เมืองไทยบ้างไหม :)
แล้วก็จะรออ่านจากท่านอื่นๆด้วยคะ
#4ThaigirlJul 16, 2009
เคยเล่าแต่ประสบการณ์ของตัวเองให้ทุก ๆ คนได้อ่านกันแล้ว จำได้ว่ามีอยู่กระทู้หนึ่งเล่าตั้งแต่ต้นจนจบมีหลายตอนแน่ะ แต่มันหายไปแล้ว
เอาอย่างนี้ดีมั้ย เดี๋ยวจะนั่งเขียนใหม่ แต่ขอให้คนอื่น ๆ มาเล่าก่อน ครบสิบคนเมื่อไหร่ จะเอาประสบการณ์ของตัวเองมาแปะค่ะ
มีสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เป็นสมาชิกตั้งแต่ยุคบุกเิบิกของเวบนี้ ขออนุญาตมาโชว์ตัวให้น้อง ๆ ได้รับรู้บ้างได้มั้ยคะ
#5Mini MeJul 17, 2009
พี่สาว ขาประจำอย่างเราตอบได้มั้ยอ่ะ? ;D
อยู่มาห้าปีแล้วเข้าปีที่หก ทำงานบริษัท เป็นพนักงานประจำ เรื่องชีวิตเราเคยเล่าไปหลายรอบแล้ว ติดไว้ก่อนแล้วกัน ถ้ามีคนมาเล่าเยอะๆ เดี๋ยวจะแวะมาพิมพ์เพิ่ม เผื่อเสิร์ชหาในอนาคตจะได้อยู่รวมกันเป็นเรื่องเป็นราว
ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ตอบไม่ได้แฮะ เพราะยังไม่ประสบความสำเร็จกะเค้าเลย เมื่อวานซื้อล็อตโต้ก็ถูกกินอีกและ เศร้า
ประทับใจที่หน้าร้อนมันไม่ร้อนไปไหนมาไหนเหมือนอยู่ในโดมยักษ์ติดแอร์ แล้วก็เห็นผู้สูงอายุและสุนัขเยอะดี คืออย่างเมืองไทยไม่ค่อยจะเห็นผู้สูงอายุไปไหนมาไหน อยู่นี่หน้าร้อนเห็นเดินกันให้ขวักไขว่ น้องหมาก็เหมือนกัน เมืองไทยไม่ค่อยเห็นใครพาสุนัขไปเดินเที่ยวมากนัก ที่นี่หน้าร้อนจูงกันให้พรึบ
เรื่องไม่ประทับใจตอนนี้นึกไ่ม่ออก แต่ีตามอารมณ์้ตอนนี้เบื่อ union มาก แต่ก่อนก็ไม่ค่อยจะชอบอยู่แล้ว ตอนนี้เซ็งหนัก รู้สึกว่าการเมืองเกินและเป็นคอนเซ็ปต์ที่ล้าหลังมาก ควรจะเลิกได้แล้ว เข้าใจว่าแต่ก่อนไม่มีกฏหมายแรงงานรองรับก็เหมาะสมที่จะมี union ตอนนี้มันถูก abuse ซะจนเกินกว่าจะรับได้
อยู่เมืองไทยสบายตัวอยู่แคนาดาสบายใจ คืออยู่นี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ถ้าเทียบกันอยู่เมืองไทยสบายกว่าเพราะหลายๆ อย่างมีคนทำให้หมด ไม่ว่าจะงานบ้านหรือจุกๆ จิกๆ อย่างชำระค่าโน่นนี่ แต่อยู่แคนาดาสบายใจ ถึงแม้หลายๆ อย่างต้องทำเอง แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะ อีกอย่างที่ชอบคือไม่ต้องเกรงใจใครเท่าไหร่และไม่ค่อยมีเรื่องกวนใจ
จริงๆ ให้อยู่ที่นี่หรือเมืองไทยก็อยู่ได้เรื่อยๆ แต่อยู่นี่คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงเพราะไกล อยู่ไทยเจอกันได้บ่อยๆ แต่อยู่เมืองไทยก็คิดถึงสิทธิเสรีภาพอีกแหละ
อ้อ พอดีตอนนี้ทำโปรเจ็ค social networking / collaboration ไปอ่านเจองานวิจัยเค้าบอกว่า พวกเว็บบอร์ด บล็อกแล้วก็ เว็บ social networking ทั้งหลายแหลเนี่ย traffic มีสัดส่วนดังนี้
90% passive อ่านอย่างเดียวไม่ค่อยลงมือพิมพ์หรือทำอะไรมากมาย
9% semi-active บางครั้งบางคราวก็พิมพ์บ้าง นานๆ ทีพอให้รู้ว่ายังอยู่
1% active คือเข้ามาดูทุกวัน พิมพ์โต้ตอบสม่ำเสมอ
ว่าแต่เว็บบอร์ดเราจะอัพเกรดเป็น social networking ไซท์กะเค้าบ้างมั้ยอ่ะ ;)
#6ThaigirlJul 17, 2009
ได้สิจ๊ะน้องสาว ขอเชิญทุกท่านเลยค่ะ ไม่กีดกัีนสัญชาติ สีผิว อายุ หรือความสวย ;)
เวบนี้ควรจะเป็น social networking ของชุมชนไทยในแคนาดาได้แล้ว ถ้าสมาชิกเราตั้งใจจริง หรือใครว่าไงคะ
#7Mini MeJul 17, 2009
― ―
มันถึงขั้นริบหรี่เลยเหรอ ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้คิดแบบนั้น พอจะบอกได้มั้ยคะ งานที่ทำอยู่หรือที่เคยทำ เก็บเป็น portfolio ไว้บ้างรึเปล่า
ถ้าสายตรงไม่ได้เพราะติดเรื่องภาษา ผันไปทำพวก web design ได้มั้ยล่ะ ลงเรียนเพิ่มน่ะ งานด้านนี้เงินดีใช้ได้เลยนะ ทำงานประจำหรือทำฟรีแลนซ์ก็ได้ด้วย มีคนรู้จักเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่ Humber College แบบมี Co-op ได้งานบริษัทการเงินเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะ เป็นคนฝรั่งเศสโดยกำเนิด ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แข็งแรงอะไร
ไม่งั้นอีกทีก็พวก desktop publishing ก็น่าจะไหว อันนี้เงินน้อยหน่อย แต่ก็พอถูไถ ถือเป็นบันไดขั้นแรก
#8pepsee30Jul 17, 2009
มันถึงขั้นริบหรี่เลยเหรอ ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้คิดแบบนั้น พอจะบอกได้มั้ยคะ งานที่ทำอยู่หรือที่เคยทำ เก็บเป็น portfolio ไว้บ้างรึเปล่า --- นี่ก็หอบ portfolio มาจากเมืองไทยเหมือนกันคะ แล้วก็แอบฝึกฝนทำเวปได้ในระดับนึงแล้วด้วย แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลองทำจริงจังสักที
ถ้าสายตรงไม่ได้เพราะติดเรื่องภาษา -------- ติดตรงนี้ละค่า...เลยทำให้รู้สึกว่าริบพรี่เหลือเกิน เพราะภาษานี่พอพูดในชีวิตประจำวันได้ แต่ถ้าเป็นภาษาในงานเลยนี่ ไม่มั่นใจเอาเสียเลยคะ
ผันไปทำพวก web design ได้มั้ยล่ะ ------ ทำได้ในระดับนึงแล้วคะ แต่ยังไกลความเป็นมืออาชีพ เพราะตัวเองถนัดงานสิ่งพิมพ์พวกโบรชัวร์ โปสเตอร์มากกว่า ยิ่งเกี่ยวกับอาหารนี่เข้าทางเพราะเคยทำให้กับทาง CP, Nestle มาก่อน ... อีกอย่างช่วงนี่กำลังเก็บเงินซื้อกล้องเผื่อจะได้ถ่ายรูปเป็น port งานให้ตัวเองอีกทางนึง
ขอบคุณมากๆเลยคะคุณ Mini Me เดี๋ยวจะลองไปหาข้อมูลของ Humber College ดู เผื่อจะได้มีอะไรสนุกๆทำเพิ่มอีกอย่าง ;D
ปล.อ่านกระทู้นี้แล้วแอบตื่นเต้น...ไม่รู้ทำไม ...ฮะฮะฮ่า
#9Mini MeJul 17, 2009
พี่สาว ขอโทษที่พากระทู้ออกทะเลนะ
ถ้าติดที่ภาษาเกี่ยวข้องกับงานโดยตรง แนะนำให้ลงเรียนเพิ่มค่ะ เพราะไปเรียนจะได้ศัพท์เฉพาะ ได้พูดคุยเกี่ยวกับเนื้องาน
อีกอย่างคือไม่จำเป็นต้องเป็น Humber นะ ลองเสิร์ชดูหลายๆ ที่
ถ้าถนัดถ่ายรูปอาหารกับทำโปรชัวร์เนี่ย ลองตีซี้เจ้าของร้านอาหารไทยแถวนี้แล้วกัน ;)
#10Mini MeJul 17, 2009
― ―
ใช่แล้วค่ะ facebook hi5 นัี่่้นแหละ
#11ThaigirlJul 17, 2009
ลองอ่านที่ลิงค์ดูนะคะลุง
http://www.whatissocialnetworking.com/
เราว่าเวบบอร์ดเราก็ถือเป็น social networking อย่างหนึ่ง
ว่าแต่ว่าจะมีสมาชิกมาิิอัพเดทถึง 10 มั้ยเนี่ย ;)
#12numinkJul 18, 2009
มิ้งมาอยู่ที่นี่ได้ 1 ปี 3 เดือน คะ มาแล้วยังไม่เป็นผู้เป็นคนเท่าไหร่ กินกะนอน ซะส่วนใหญ่ รู้ว่าอ้วนมาก ๆ คะ หน้าบานเป็นพระจันทร์แล้ว
ปีที่แล้วมา ไม่ได้นุ่งสั้น สายเดี่ยว มาปีนี้ อัพเดท คะ กระโปรงสั้น สายเดี่ยว นุ่งได้หมด อิอิ
ทำอาหารเก่งขึ้น ทำไม่เป็นเอาหน้าตาเหมือนไว้ก่อน ทำไม่ได้ ต้องโทรถามยาย
มาได้ 2 เดือนก็ออกไปเรียน อีเอสแอล แล้วก็ทำงาน ก็มีเพื่อนคนเอเชีย เป็นกลุ่มเป็นก้อนขี้นคะ สามีเรียกว่าหัวโจก เพราะมากันที่ 4-5 คน บ้านจะแตกคะ กินเยอะ คุยเสียงดัง สำเนียงก็ฟังกันไปคนละมุม แต่ก็ช่วยกัน จนเข้าใจได้ คงมีอย่างเดียวที่เข้าใจ เรื่องกินคะ
ก็ได้คุยกะพี่หมู ปรึกษาเรื่องเรียน สามีให้ไปลงเรียนอีเอสแอล ที่ จอสบราว รอบฟลูทาม คงเสียเวลาไปอีก 1 ปี ไปสมัครรอบ สิงหาไม่ทัน ต้องรอไปสมัตรเดือน กันยาเลย คราวนี้คงแหกขี้ตาไปเฝ้าแต่เช้ามึด
ตอนนี้ก็ได้ นำเอกสารไป ยื่น ที่ CGA แล้วคะ ก็รอเอกสารส่งกับมา ก็คงดูที่เรียนต่อไป
ปล. จนใจเรื่องของพี่พี่มากกว่าคะ เพราะมันทำให้มีแรงฮึด มาบ้าง ยังไงก็สู้สู้คะ กะว่า ภายใน 3 ปี คงได้อะไรก้าวหน้า กว่าเดิมคะ
#13KingmaithaiJul 18, 2009
สวัสดีค่ะ ผ่านมาหลายปี ได้รู้จักเพื่อนๆ หลายๆคน :D ได้ยิ้ม ได้ร่วมกิจกรรมกัน ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ
อยู่มาหลายเมือง ไปมาหลายที่แล้ว เปลี่ยนที่ทำงานก็หลายแห่ง ทำงานประจำ และ contract
โดยรวมแคนาดาก็มีข้อดี ข้อเสีย ต่างๆไป เขียนไว้ในบล๊อกนะคะ
คนมีครอบครัว มีลูกก็ได้สวัสดิการจากประเทศนี้มากหน่อย คนโสด ก็เสียภาษีอาน
เมืองนี้จะเงียบสงบ กว่าเมืองไทย โดยเฉพาะกทม ที่คนพลุกพล่านมาก ประเทศใหญ่ ที่เที่ยวเยอะ
ก็ได้เก็บเกี่ยวประสพการณ์ในประเทศนี้มาพอสมควรแล้ว ถ้าจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ก็อยู่ได้
แต่อย่างไรก็ประเทศไทยก็เป็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ยังไงก็มีสเน่ห์ อาหารอร่อย
ความสบายเยอะ ญาติพี่น้องก็อยู่ที่นั่น ก็คิดว่าคงกลับเมืองไทยในอนาคตนี้ค่ะ เมื่อหลายๆอย่างลงตัวแล้ว
แคนาดาก็มาได้ เมื่ออยากมา ;D
ทุกๆอย่างอยู่ที่ใจ ใครมีความสุขที่จะทำอะไร จะอยู่ที่ไหน ก็เลือกเอาค่ะ
ชีวิตนี้น้อยนัก สร้างสมความดี ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า กับที่เกิดมา
Have a nice summer ka!
#14LekkyJul 18, 2009
เข้ามาช่วยให้เพิ่มให้นะคะ จะได้ถึงสิบไวไว อิอิ
เล่าสั้นๆก้อเล่าไม่เป็นซะด้วย ขอเล่ายาวแล้วกันนะคะ :-)
เราอยู่มาได้เข้าเข้าปีที่ห้าแล้วค่ะ ชีวิตช่วงปีแรกเป็นอะไรที่ทรมานมาก เพราะต้องปรับตัวในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา เพราะไอ้ที่เราคิดว่าเราพอได้ เราคุยรู้เรื่อง มาถึงก้อต้องมาเริ่มต้นใหม่หมด และในขณะเดียวกัน ก้อต้องเรียนรู้เรื่องสังคม วัฒนธรรม ความคิด และการเอาตัวรอด เวลาไปไหนมาไหน จะรู้สึกเหมือนเราเป็นตัวประหลาด เพราะมีแต่คนชอบมอง กลัวว่าเขาจะนินทาว่าร้ายเรา (แบบว่าระแวง เพราะเรากลัวเรื่องเหยียดผิวไง) แต่ทุกอย่างก้อเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อได้เริ่มทำงาน พอดีจังหวะช่วย และโอกาสส่งเสริมให้เราได้ทำงานรับราชการ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่คาดคิดมาก่อน พอไปทำงาน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องกฎหมายท้องถิ่น กฎระเบียบต่างๆ เลยทำให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น เรียกว่าเป็นการเปิดโลกใบใหม่ไปในตัว พอทำงานไปเรื่อยๆ ความคิดแบบแคนาเดี่ยนก้อเริ่มคลืบคลานเข้ามาในสมอง เลยเหมือนเป็นการมองเห็นโลกอีกด้าน และเริ่มเข้ากับวัฒนธรรมแคนาเดี่ยนมากขึ้น ความคิดเห็นในการดำรงชีวิตเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น เวลาไปไหนหากมีคนมอง เริ่มไม่สนใจ มองก้อช่างเขา แต่อย่าด่านะ ไม่งั้นมีสวน ฮาฮาฮา (เห็นไหมว่า ความคิดเปลี่ยนไป)
พอมีงานทำ มีรายได้เป็นของตัวเอง ทีนี้จะทำอะไรมันก้อสะดวกสบายไปหมด ไม่ต้องแบบมือขอตังค์สามี อะไรอะไรมันก้อเริ่มลงตัว ต่อมาเริ่มมีเพื่อนคนไทย เริ่มไปสังสรรค์ทำอาหารไทยกินกัน เริ่มไปโน่นมานี่กับเพื่อนๆคนไทย เลยทำให้รู้สึกดีขึ้น ไมเหงาเหมือนเมื่อก่อน อย่างน้อยก้อมีคนไทยที่เราสามารุคุยภาษาเดียวกันได้ ชีวติก้อเลยเริ่มมีสีสรรมากขึ้น ทีนี้เพื่อนๆฝรั่งที่ทำงาน บางครั้งเลิกงาน หรือเสาร์อาทิตย์ เราก้อมีการแฮงค์เอ๊าท์ด้วยกัน เลยทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น (ได้เพื่อนที่ทำงานนี่แหละที่สอนพวกภาษาสแลงให้ เลยทำให้เรียนรู้ภาษาได้ไวขึ้น) ทีนี้ชีวิตที่ทำงานเลยมีความสุขมากขึ้น ไม่รู้สึกแตกต่างเหมือนเมื่อตอนแรกๆที่เข้าไปทำงาน (ด๊านเป็น Immigrant คนเดียวที่ทำงานที่แผนกนี้)
ถามว่าอยู่แล้วมีความสุขไหม มันก้อขึ้นอยู่ว่า แต่ละคนตั้งเกณฑ์กันไว้อย่างไร สำหรับเรา ณ. วันนี้ มีเพื่อน มีสังคม มีงานการทำ เราก้อถือว่า เรามีความสุขดีค่ะ หากวันไหนเหงาหน่อยเพราะคิดถึงบ้าน ก้อแค่เอื้อมนิ้วค่ะ กดเลขสิบสามตัวแป๊บเดียว ได้คุยกับที่บ้านละ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป หากเป็นเหมือนสมัยก่อน ต้องนั่งเขียนจดหมายเอา คงจะคิดถึงบ้านจนอกแตกตายแน่ๆ ฮาฮาฮา
ชีวิตที่แคนาดามันช่างแตกต่างจากเมืองไทยมาก มาอยู่แล้วต้องปรับความคิดกันใหม่ บางครั้งการทำอะไรบางอย่างจะมานั่งคิดเหมือนคนไทยก้อไม่ได้ เพราะมันไม่เวริ์คกับสังคมที่นี่ เลยต้องคิดให้เหมือนคนแคนาเดี่ยน กฎระเบียบต่างๆก้อไม่เหมือนกัน บางครั้งเราก้ออึ้งและนึกไม่ถึง อารายฟะ มีแบบนี้ด้วยเหรอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความคิดแบบไทยๆ เราก้อยังเก็บเอาไว้ เพราะเวลากลับบ้าน เราก้อต้องค้นออกมาใช้ใหม่ เพราะยังไง ความคิดแบบไทยไทย มันก้อยังมีคุณค่าสำหรับเราเสมอ
อยู่แล้วประทับใจอะไรบ้าง มีหลายเรื่องค่ะ เช่น การให้ความสำคัญในเรื่องวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน การให้ความสำคัญกับสัตว์และสิ่งมีชีวิต การให้ความสำคัญเรื่องต้นไม้ ภาวะโลกร้อน และอื่นๆอีกมากมาย
อะไรที่ไม่ประทับใจ ก้อมีหลายอย่างเช่น ระบบการรักษาพยาบาลที่บางครั้งต้องรอนานมาก และมีหลายขั้นตอน ข้าวของแพง การไปหาหมอฟัน หากใครไม่มีสวัสดิการ ก้อต้องควักกระเป๋ากันทีเดียว การตัดแว่น ราคาก้อแพงมาก เป็นต้น
อยากกลับเมืองไทยไหม ณ.วันนี้ ยังไม่อยากลับค่ะ แต่ชีวิตหลังเกษียณ ไม่แน่ค่ะ :-)
have a good weekend กันทุกคนนะคะ
#15JJ_JenJul 18, 2009
อยากให้ถึงสิบไวๆ จะได้ฟังเรื่องของคุณไทยเกิร์ล ฮาฮา
อย่างพี่ Lekky ว่า เล่าสั้นไม่เป็นอ่ะ เลยขอเล่ายาวล่ะกัน :)
เจนไปๆมาๆ แคนาดามาสอง-สามปี ก่อนที่จะมาแลนด์ และอยู่อย่างถาวร ได้เกือบจะสองเดือนแล้ว.... แต่ระหว่างสองถึงสามปี ที่ไปๆมาๆนั้น ก็หาความรู้ และติดตามข่าวสารต่างๆมาตลอด ได้ความรู้จากพี่ๆน้องๆในเว็บนี้ จนรู้จักมักคุ้น หลายๆคนมีโอกาสได้นัดพบกันที่เมืองไทย และอีกหลายคนก็ได้มีโอกาสพบกันที่แคนาดา
สอง ถึงสามปีที่ไปๆมาๆ เราหาโอกาสให้ตัวเราเองในเรื่องการฝึกภาษา และหางาน สร้างรายได้ เวลาเรามาแคนาดา แฟนไปทำงานกลางวัน เราไม่ชอบที่จะอยู่บ้านคนเดียว เพราะมีแต่กินกับนอน เราก็เลยติดรถสามีเวลาเขาออกไปทำงาน ใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดบ้าง ร้านหนังสือ Charpters มีที่นั่งอ่านหนังสือ และมี Starbucks อยู่ในนั้น อ่านหนังสือ ทานกาแฟ พร้อมกับทำงานฝีมือต่างๆ ถักนิตติ้ง ถักโครเชต์ งานควิลท์หรือแพทเวิร์ค เราจะใช้เวลาทั้งวัน จาก 8 โมงเช้าที่สามีไปส่งไว้ นั่งทำงานฝีมือ และอ่านหนังสือพวกงานฝีมือ ที่มีแบบแปลกๆใหม่ๆ แล้วจำมาลองทำ (ไม่ต้องเสียตังค์ค่าซื้อหนังสือด้วย) นั่งอยู่จนห้าโมงเย็น ที่สามีเลิกงานและแวะมารับ
คนที่เห็นเราทำงานฝีมือ ก็มีทั้งคนสนใจ และไม่สนใจ คนสนใจส่วนมากจะเป็นหญิงวัยกลางคน หรือคนแก่ เขาขอซื้องานที่เราถัก เราขายให้เขาในราคาที่ถูกกว่าเขาไปซื้อจากร้านงาน Handicraft ต่างๆ พอมีลูกค้าพอใจในงานของเรา เขาก้เอาบอกคนอื่นต่อ และบอกต่อ เราก็มีลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งพนักงานใน Starbucks และ Charpters ก็ทักทายเรา เราได้พูดคุยกับพวกเขา ก็เป็นการได้ฝึกภาษาด้วย และได้เพื่อนด้วย...ซึ่งรู้สึกดีมากค่ะ
ตอนนี้มาแลนด์แล้ว ก่อนที่จะได้ไปเรียนภาษา ก็ลงเว็บไซต์หางานต่างไว้ อยากทำงาน Babysit , nanny ,caregiver แล้วก็เอาResume ไปติดไว้ตามบอร์ดหางานของห้องสมุดต่างๆด้วย ซึ่งก็มีคนติดต่อให้ไปทำงานอยู่หลายแห่ง ก็ไปลองทำดู และได้พบว่านายจ้างส่วนมาก จะใช้เราคุ้มกับเงินที่เขาจ่าย และนอกจากนั้น เราดูแลเด็กเล็กขวบ สองขวบ ก็ไม่ได้ฝึกภาษาเลย แต่อย่างไรก็ตามบ้านที่เราประทับใจ ที่เขาดีมากๆ ก็มีนะคะ แต่เราทำในเวลาแค่สั้นๆและวันนึงไม่กี่ชั่วโมง เป็นพาร์ทไทม์เท่านั้น และก็ต้องบ๊ายบายงาน เพราะต้องไปเรียนภาษา
เราเรียน ELSA (English Language Services for Adults) เป็นโปรแกรมฟรีของ New Immigrants ที่ BC คอร์สนี้เป็นพื้นฐานภาษาอังกฤษมี 5 ระดับ แต่ต้องไปทดสอบก่อน แล้วจะได้รู้ว่าเริ่มเรียนระดับไหน แล้วศูนย์ทดสอบจะให้รายชื่อโรงเรียนที่ทำการสอนหลักสูตรนี้มา เราก็ไปติดต่อ ว่าจะเรียนที่ไหน บางแห่งเปิดรับนักเรียนใหม่ทุกต้นเดือน บางแห่งต้องรอเป็นเทอม ไม่รับกลางเทอม เราได้โรงเรียนแล้วก็พยายามตั้งใจเรียน เพราะบางอย่างถึงแม้จะรู้มาแล้ว แต่ก็ได้ฝึกการฟัง และได้ศัพท์ใหม่ๆในทุกวัน ได้ฝึกพูดโต้ตอบกับครู และได้เพื่อน แต่ในห้องเรียนเรา มีเพื่อนเป็นคนจีนเยอะที่สุด แรกๆก็อดทนมาก เพราะเพื่อนคนจีนจะชอบพูดภาษาจีนกัน บางทีครูถาม เขาก็ตอบเป็นภาษาจีนไม่พูดภาษาอังกฤษก็มี แต่ตอนนี้เริ่มคุ้นเคย และปรับตัวได้ เพื่อนคนจีนเป็นคนขยัน เขามาอยู่แตนาดากันเป็นปี สองปีแล้ว เริ่มเรียนภาษาตั้งแต่ Level 1 จนตอนนี้ขยับมาถึง Level 5 หากอยากทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อนคนจีนบอกว่า จะพาไปสมัคร....เราก็ประทับใจในความเอื้อเฟื้อของเพื่อน แต่ไม่เอาดีกว่า เพราะร้านที่เขาทำงานกันอยู่คงต้องใช้ภาษาจีนเป็นหลัก....ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้ภาษาจีนเลย
เราไปเรียนได้ไม่นาน ครูก็ให้เราทำแบบทดสอบเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา แล้วบอกว่า ไม่ต้องมาเรียนอีกก็ได้นะ ผ่านแล้ว...ฮาฮา เลยบอกครูว่า จะมาเรียนไปเรื่อยๆ ไม่อยากอยู่บ้าน แล้วก็รอเปิดเทอมของ ESL อีกโรงเรียนหนึ่งอยู่ จะเปิดเดือนกันยา ครูก็โอเค และถามครูเพิ่มเติมเรื่องระดับของ ELSA และ ESL ครูก็บอกว่า ครูเคยสอนทั้งสองหลักสูตร หากจบ ELSA Level 5 จะเท่ากับ ESL Level 5 Upper intermediate ดังนั้นคอร์สตอ่ไปก็จะไปเรียน ESL ให้จบระดับ Advanced ก็ยังไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่ก็จะพยายามต่อไป
ส่วนเรื่องงาน สืบเนื่องจากทำงานฝีมือ และห่อของขวัญคริสต์มาสมาหลายปีให้กับคนอื่นๆ ก็เลยได้รับการติดต่อให้เปิดเป็นคอร์สสอนทำงานฝีมือต่างๆ แบบ Work shop ซึ่งส่วนมากก็ลูกค้าเดิมที่เคยซื้อผ้าพันคอ หมวก เสื้อสเวทเทอร์ อยากให้ลูกหลานเขามาเรียน ส่วนคอร์สห่อของขวัญ ก็จะเป็นเพื่อนๆที่ทำงานแฟนอยากเรียน แต่เรารอให้ภาษาเราดีกว่านี้ มีความมั่นใจในการอธิบายวิธีการทำ เป็นภาษาอังกฤษ จะได้มั่นใจ..เพราะรู้ว่า ฝรั่ง..จะจ่ายอะไรที ก็คิดเยอะเหมือนกัน..สอนไปแล้วเขาต้องทำเป็น และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ..ตอนนี้ก็รอให้ตัวเองเก่งพอที่จะอธิบายคนอื่นได้ และรอเวลาที่เหมาะสม เพราะสอนถัก Knitting หน้าร้อน ก็คงมีคนสนใจน้อย หรือสอนห่อของขวัญแบบต่างๆในตอนนี้เพื่อเอาไปใช้คริสต์มาส ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่ควรจะทำ ใครสนใจอยากเปิด workshop บ้าง ก็ไม่สงวนสิทธิ์นะคะ
อนาคต...หากภาษาอยู่ในระดับที่สื่อสารกับชาวบ้านรู้เรื่อง ไม่ค่อยมีปัญหาทั้ง 4 ทักษะ และมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำข้อสอบได้ ก็จะไปสอบ IELTS หรือ CELBAN เพื่อเอาคะแนนภาษาไปสมัครสอบ Nurse License อีกทีค่ะ ....ตอนนี้ก็พยายามตั้งใจเรียน และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด ..เพื่ออนาคตที่ดีในแคนาดา :D :D
สิ่งที่ประทับใจในแคนาดา คือ 1. เรื่องการเคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องเข้าแถว รอคิว ลัดคิวอย่างเมืองไทยไม่ได้ ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนนิดนึงก็ต้องรีบขอโทษ เรียกว่ามีความเกรงใจกันในสังคม 2. สวัสดิการทางสังคมดีสำหรับประชาชน มีมาตรฐานและความเท่าเทียมกันในสังคม (แต่ตอนนี้เป็นทุกข์ ไปหาหมอสามครั้งแล้ว care card ก็ได้แล้ว..แต่มันจะมีผลใช้ได้ 1 สิงหา ก็ยังต้องจ่ายเงิน จ่ายไปเยอะแระ..จะรอไปหาหมอ 1 สิงหา ก็กลัวจะตายก่อน ;D ) เลยไม่ชอบเรื่องระยะเวลาที่มีผลต่อการใช้ Care card อยู่นิดหน่อย
สิ่งที่ไม่ประทับใจ..ไม่มากหรอกค่ะ....มีแค่เรื่องของแพง....หากไม่เอาไปเปรียบกับการซื้อของที่เมืองไทย ก็ไม่เป็นปัญหาค่ะ แต่พอดียังไม่ชินกับเรื่องนี้ เลยแอบคิดไม่ได้
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตในช่วงเวลาไม่กี่ปี เป็นเพราะได้รับความรู้จากหลายๆท่าน :) :)
ขอบคุณคุณไทยเกิร์ล คุณไดแอนน์ ลุง Khing และคุณมินิมี และท่านอื่นๆที่ไม่ไดเอ่ยนาม ที่มีข้อมูลดีดีมาเล่าสู่กันฟังในเว็บบอร์ดเสมอ
ขอบคุณพี่ Lekky น้อง JB น้อง Bee ที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยแนะนำการใช้ชีวิต อาหารการกิน การปรับตัว และเป็นที่ปรึกษาที่ดีมากในเวลาที่เรามีความสุขหรือความทุกข์
ขอบคุณน้องYingfillion , พี่ Noni , พี่ Sweety ที่สอนเรื่องการทำ PR ทำให้มีความรู้มาเล่าต่อให้กับคนอื่นๆในวันนี้ค่ะ
#16ThaigirlJul 18, 2009
เผลอแป๊ปเดียว มาอัพเดท 7 ท่านแล้ว ข้าพเจ้าเห็นจะต้องเริ่มเขียนแล้ว เหลืออีก 3 ท่านเอง แต่ถ้าเขียนไม่ทัีนก็ขอให้ท่านอื่น ๆ มาเล่าต่อจนถึง 50 ท่านก็ได้นะจ๊ะ :D
อ่านแ้ล้วดีจังค่ะ นึกถึงความหลังตอนเรามาใหม่ ๆ แหมตอนนั้นเหมือนมีความทุกข์ คิดถึงเมืองไทย ครอบครัวและเพื่อนฝูง แต่ตอนนี้ถ้าหวนคิดถึงความหลัง ก็ได้แต่นั่งอมยิ้่ม ผ่านมาได้ สบายแล้วเรา ;)
#17FreemanFlyingJul 19, 2009
ผมมาได้ 7 เดือน ก่อนมาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้งานอะไรดีเด่มากมาย หวังแค่ได้งานธรรมดา ๆก็ยังไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ยังทำงานแบบใช้แรงงานไปทุกวัน ๆมอง ๆไปทางไหนช่างเหือดแห้งเหลือเกิน ดูอะไรเหมือนยากไปหมด เห็นแต่ศูณย์ Immigrant ขายฝันเต็มเมือง เข้าไปทีไรก็จะดันให้แต่สมัครงาน Professional Jobs ทั้ง ๆที่งานแทบไม่มีให้หาทำ แล้วดันยังมาสอน Cold Call ให้เราอีก
ก็แค่บ่น ๆๆครับ คงอยู่ในช่วงปรับตัวปรับใจกับแคนาดา ยังไงเสียกู้เงินได้เมื่อไหร่ มีช่องทางปุ๊บ คงเปิดร้านหนีความยากจน (หรือจะจนลงก็มิทราบ) :D
#18Mini MeJul 19, 2009
― ―
เคยไปมาเหมือนกัน บางศูนย์ที่ตัวเองไปรู้สึกว่าคนที่ทำงานที่นั่น ทำไปวันๆ ไม่ได้ใส่ใจกับคนที่มาใช้บริการจริงจัง แถมความรู้ที่จะแนะนำจริงๆ ก็ไม่มีค่ะ เพราะว่างานหลักคือทำงานที่ศูนย์ไม่ใช่ว่าเป็น recruiter หรืออะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย
Cold Calling เนี่ยเห็นเค้าว่าได้ผลดี แต่ส่วนตัวยังไม่เคยเห็นคนมาใหม่ทำ หรือทำแล้วได้ผลเลย แต่ถ้าคนที่จบที่นี่แล้วพยายามหางานสายตรง รู้ว่าผู้พิจารณาใบสมัครคือใคร (hiring manager) ส่งใบสมัครไปแล้วโทรตามจิกแล้วสำเร็จเนี่ย เห็นมาหลายเคสอยู่
ว่าแต่คุณ FreemanFlying อยู่เมืองไทยทำอะไร แล้วหางานด้านไหนล่ะคะ
#19cocoonJul 19, 2009
อยากให้ถึงสิบไวๆค่ะ ปรกติจะได้แต่อ่าน
ก็พึ่งมาถึงได้สองเดือนนิดๆ งานยังไม่ได้ทำ แต่พึ่งไปเรียนมาได้ไม่กี่วัน
สำหรับตัวเองก็อยู่ในช่วงปรับตัว ก็จะทำให้ดีที่สุด ;D ;D
#20ThaigirlJul 20, 2009
ที่ตั้งกระทู้ขึ้นมาเพราะอยากรู้เรื่องราวชีิวิตคนอื่นนะจ๊ะ
มีใครจะมาเล่าอีกหรือเปล่าเอ่ย เ่ล่าได้ ถามได้ ขอความช่วยเหลือได้นา
ถ้ามีความสุขก็บอกกันให้ดีใจ ยังอดทนต่อสู้อยู่ก็จะเป็นกำลังใจให้
อยากให้ที่นี่เป็นที่พบปะ สังสรรค์ คลายเครียดออนไลน์
ขอบคุณที่คนที่อุตส่าห์สละเวลามาเล่าสู่กันฟังจ้า..
#21di_annJul 20, 2009
Anyone have heard about
"Do not believe in anything merely on the authority of your teachers and elders."
Mostly people who enjoy living here (in CANADA) will enjoy to write and share their life in public.
Among people who suffered their live would not share and hidden themself.
Also, a good majority of people suffer depression at some point in their ...
for me!!! enjoy to eat, drink, smile and laugh everywhere on earth.
#22ThaigirlJul 20, 2009
ก็ไม่เป็นไรเนอะหนูไดแอน ใครอยากเล่าก็เล่า ไม่อยากเล่าก็ไม่บังคับ ถือเป็นการฉลองครบรอบ 7 ปี ของเวบบอร์ดนี้ไงล่ะ :D
ถ้าไม่เคยบอกเล่าประสบการณ์ของตนเองให้คนอื่นฟังเลย ทีหลังก็จะรู้ว่ามันจำได้ไม่หมด ความจริงก็คลาดเคลื่อนไปบ้าง ถ้าเคยเล่าแล้วก็จะจำได้มากกว่า แถมอาจจะมีประโยชน์กับคนอื่นด้วย
สำหรับเราในชีวิตจริงไม่ค่อยได้พบปะเจอะเจอเพื่อนฝูงคนไทยบ่อย ๆ และติดเวบบอร์ดนี้มาตั้งแต่ต้น ได้รู้สึกผูกพันกับสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เจอตัวจริงไปบ้าง ไม่เคยเจอบ้าง แค่ได้ยินข่าวว่ามีชีวิตที่ดีก็ดีใจด้วย
ประสบการณ์ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป มีสุข มีทุกข์ คละเคล้า และถ้าไม่มีทุกข์ก็ไม่รู้ว่าสุขนั้นเป็นเช่นไร :)
#23phetcharawanJul 20, 2009
I lived in Canana 4 days. I would like to learn English language . I write English a little bit. How do you write Thai language `? Can i do ? I would like to know many thing. Please help me.Thanks
#24NickJul 20, 2009
― ―
คุณ di_ann เป็นคนที่โชคดีมากๆเลยนะครับที่มีความสุขสนุกสนานในทุกที่บนโลกใบนี้ น่าอิจฉาจริงๆ ;D
#25ThaigirlJul 20, 2009
คุณ phetcharawan
การพิมพ์ภาษาไทย ถ้าจะให้ดีที่สุด ลองเข้าไปดูตามลิงค์อันนี้นะคะ
http://www.it-guides.com/trouble/wins030.html
หรืออยากพิมพ์เป็นบางครั้งบางครา จะไปพิมพ์ที่นี่แล้ว Copy มา Paste ก็ได้ค่ะ
http://www.learningthai.com/thaikeyboard/
ถ้าต้องการเรียนภาษาอังกฤษลองเสริชหาคำว่า LINC ในโตรอนโตนะคะ เป็นศูนย์เรียนภาษาสำหรับผู้มาใหม่
หรือจะไปเรียนตามวิทยาลัยใกล้บ้านก็ได้ เสียค่าเล่าเรียนต่างกันแล้วแต่ละวิทยาลัยค่ะ
หมั่นอ่าน หมั่นพูด หมั่นเขียน เดี๋ยวก็เก่งค่ะ ;)
#26ThaigirlJul 20, 2009
เราย้ายมาอยู่ประเทศแคนาดาตั้งแต่กลางปี 1995 เพราะแต่งงานกับคนที่นี่ จบปริญญาตรีมาจากเมืองไทย ความรู้ภาษาอังกฤษเป็นแบบเบสิกมาก ๆ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เรียนเฉพาะหน่วยกิตบังคับเท่านั้น ตอนทำงานก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนต่างชาติมากนัก
ความรู้และประสบการณ์การทำงาน 2 ปีกว่า ๆ ในเมืองไทยไม่สามารถที่จะหางานทำในโตรอนโตได้ เพราะไม่มีลักษณะงานสาขาเดียวกัน เมื่อภาษาอังกฤษไม่ดี ก็ทำให้หางานทำดี ๆ ไม่ได้ (ถึงตอนนี้ก็คงเดาได้แหละนะว่าอายุประมาณเท่าไหร่)
เหมือนชีิวิตผู้ย้ายถิ่นทั่วไป มาถึงก็ไปหาที่เรียนภาษาอังกฤษก่อน ไปทดสอบและลงเรียนภาษาอังกฤษภาคค่ำที่วิทยาลัยใกล้บ้าน Seneca College ที่ลงเรียนภาคค่ำเพราะยังมีความความหวังว่าจะได้งานทำตอนกลางวันอยู่
10 เดือนผ่านไป นอนร้องไห้่เสียน้ำตาเป็นตุ่ม กว่าจะได้งานทำในออฟฟิสของบริษัทจัดส่งหนังสือ เป็นงานแบบเขาใช้อะไรก็ทำ จัดหนังสือเข้าแฟ้ม เดินส่งจดหมายภายในออฟฟิส จากนั้นก็ทำให้กับบริษัทประกัน จัดส่งจดหมายให้ลูกค้าเป็นไม่รู้กี่พัน ก็นั่งพับจดหมายใส่ซอง เป็นสองสามอาทิตย์เลย ได้ชั่วโมงละ 10 และ 12 เหรียญตามลำดับ โชคดีที่เคยเรียนพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษมาก่อน หลังโปรเจ็กส่งจดหมายลูกค้าเสร็จ เขาก็ให้เราคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ให้ เราว่าเพราะเขาเห็นเราทำงานดีก็เลยพยามยามหางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทำไปเรื่อย ๆ
ตอนปลายปี 1996 บริษัทจัดส่งหนังสือมีตำแหน่งพนักงานคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ว่าง เขาก็ทาบทามให้ทำ ก็ตกลงทำงานประจำตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ตอนเย็นก็ยังไปเรียนเหมือนเดิม พอจบภาษาอังกฤษภาคบังคับเพื่อให้ได้มาตรฐานดีพอ ก็เห็นว่าทางบริษัทเขาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ IBM AS/400 อยู่ ก็เลยลงเรียนด้านคอมพิวเตอร์(เรียนเกี่ยวกับระบบ IBM AS/400 อย่างเดียว) ก็เลยขอให้บริษัทจ่ายค่าเทอมให้
ทำตำแหน่งคีย์ข้อมูลครบ 1 ปี ก็เรียนจบคอร์สแรกพอดี พนักงานคอมพิวเตอร์โอเปอเรเตอร์ลาออก ตำแหน่งว่าง ก็เลยสมัคร เขาก็ให้ทำ ไม่มีประสบการณ์เลยนะ อาศัยเรียนมานิดหน่อย เรียกว่าไต่เต้าจากระดับ 0 เลย
ใช้เวลาทำงานกับบริษัทนั้น 6 ปี มีตำแหน่งดังนี้
พนักงานคีย์ข้อมูล 1 ปี
คอมพิวเตอร์โอเปอเรเตอร์ 1 ปี
จูเนียร์คอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ 6 เดือน
AS/400 แอดมินิสเตรเตอร์ 3 ½ ปี
มีรายได้เริ่มต้นปีละ 21,000 เหรียญ ไปจบที่ปีละ 40,000 เหรียญ มีประกาศนียบัตรคอร์สสั้น ๆ เกี่ยวกับระบบ AS/400 จาก Seneca College 1 ใบ สุดท้ายบริษัทปิดตัวไป เพราะธุรกิจด้านหนังสือตกต่ำ กระแสอินเตอร์เน็ทมาแรง ร้านหนังสือใหญ่ อย่าง Chapters ก็อยู่ในภาวะง่อนแง่น ก็ตกงานอยู่ 3 เดือน ช่วงนั้นก็แคลมเงินประกันตกงานของรัฐ ได้อาทิตย์ละ สี่้ร้อยกว่าเหรียญ พอกินพอใช้ แต่ไม่มีเก็บ
#27ThaigirlJul 20, 2009
แล้วก็ได้งานใหม่เป็นงานชั่วคราว มีสัญญาแค่ 4 เดือน เป็นผู้ช่วย AS/400 แอดมินิสเตรเตอร์ให้กับธนาคารแห่งหนึ่งของสวิส แต่เพราะงานตรง ๆ ไม่ค่อยมีมาก ได้แต่นั่งเฉย ๆ เขาก็เลยให้ช่วยเป็น Helpdesk support ด้วย ถึงแม้ไม่ค่อยมีความรู้เรื่อง Windows หรือ PC เลย ก็อาศัยเรียนรู้เอาจากงานที่ทำแหละ พอสัญญาสิ้นสุด คิดว่าบริษัทเขาคงชอบเรา ทาบทามจ้างให้เป็นพนักงานประจำ Helpdesk support ก็เลยเอา เพราะกลัวอดตาย ค่าจ้างก็เท่างานครั้งสุดท้าย ปีละ 40,000 เหรียญ แต่มีโบนัีสให้ต่างหาก
พอได้งานใหม่ตอนเย็นก็ไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เน็ทเวิร์กเพราะไม่มีความรู้ด้านนี้ บริษัทใหม่จ่ายค่าเ่ล่าเรียนให้เหมือนเดิม
ทำงานตำแหน่งนั้นอยู่ประมาณ 2 ปี งานไม่ยุ่ง (ยังคิดอยู่ว่าเขาคิดตำแหน่งนั้นมาจ้างเราโดยเฉพาะ) บริษัทก็เสนอให้มาทำงานกับโต๊ะซื้อขายหุ้น คล้าย ๆ กับ Helpdesk support แต่ support แค่โปรแกรมที่เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น และระบบที่ใช้จัดการออร์เดอร์ลูกค้าเท่านั้น งานนี้ต้องรู้ระบบการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่นี่ด้วย เป็นงานสนับสนุน IT กึ่งหนึ่ง สนับสนุนการซื้อขายหุ้นกึ่งหนึ่ง ก็ตกลงทำ
ระหว่างนั้นก็ต้องไปเรียนเกี่ยวกับธุรกิจการซื้อขายหุ้น (แบบอ่านหนังสือแล้วไปสอบ) ต้องเรียน 3 คอร์ส ก็เรียนจนจบทุกคอร์ส จดทะเบียนอย่างถูกต้องกับตลาดหลักทรัพย์
ขณะนี้ทำงานตำแหน่งนั้นมาได้ 4 ปีกว่า ๆ แล้ว ทำงานซัพพอร์ทไปด้วย ช่วยออกแบบระบบการทำงานของโปรแกรมต่าง ๆ ด้วย นั่งทำงานร่วมกับ Traders ซึ่งเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ มีผู้หญิงแค่ 2 คน อีกทั้งยังเป็นคนขาวทั้งหมด เป็นอิมมิแกรนท์ผู้หญิงคนเดียวโด่ ๆ เลย ชีวิตได้ผ่านช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์รุ่งสุด ๆ ในปี 2007 ถ้าเอาเวลาปัจจุบันไปเทียบก็คงเรียกว่าหงอยเหงาซบเซา แต่ก็ยังมีความสุขดีอยู่ รอให้ตลาดกลับมารุ่งอีกที
#28ThaigirlJul 20, 2009
สิ่งที่ประทับใจในแคนาดามีหลายอย่าง
1. อากาศบริสุทธิ์
2. ถิ่นที่อยู่อาศัยไม่แออัดยัดเยียด มีสวนสาธารณะให้พักผ่อนอยู่ทั่วไป
3. ผู้คนมีระเบียบวินัย และกระตือรือร้นในการรักษาสภาพแวดล้อมและธรรมชาติอันสวยงาม
4. มารยาทคนขับรถโดยเฉลี่ยแล้วที่นี่ดีกว่าเมืองไทย เช่น หยุดให้คนข้ามถนน เป็นต้น
5. มีการเข้าคิวทุกที่
6. ผู้หญิงที่นี่แต่งหน้าน้อยกว่าเมืองไทยและแต่งแบบเป็นธรรมชาติไม่เว่อร์ เรียกว่าถ้าเธอรักฉันก็รักที่ัตัวฉันไม่ใช่ความสวยปลอม ๆ ที่ฉันมี
7. การให้โอกาสแก่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกรูปร่าง อาจมีการแบ่งชั้นบ้าง แต่ไม่ชัดเจนเหมือนเมืองไทย
8. ซื้อของแล้วไม่ถูกใจ สามารถคืนได้
9. ไม่มีการเบ่งใช้อำนาจ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ต้องการ (อาจมี แต่ยังไม่เคยเจอด้วยตนเอง)
10. เวลาไปเรียนอะไรเพื่อเิพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเองและเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่บริษัทจะได้รับประโยชน์ เขาจ่ายค่าเรียนให้
11. มีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่มีใครมาก้าวก่ายอะไร อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ (อาจเป็นเพราะไม่มีญาติพี่น้องหรือเพื่อนมาก ๆ แบบที่เมืองไทยก็ได้)
สิ่งที่ไม่ประทับใจคงมีหลา่ยสิ่ง แต่คิดได้แค่นี้
1. หาร้านซักรีดยาก ไม่มีร้านซักรีดที่ปากซอยเหมือนเมืองไทย ต้องทำเองหมดเลย
2. เวลาไปห้างสรรพสินค้า หาพนักงานสอบถามอะไรยากมาก และรอคิวจ่ายเงินนาน
3. คิดไม่ออก ก็ขอลอกคุณมินิมีเรื่องยูเนี่ยนกับการสไตร์กของพนักงานเทศบาลในโตรอนก็แล้วกัน
ส่วนประกอบที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จหรือมีชีวิตที่ได้มาตรฐานของที่นี่นั้น คิดว่ามีดังนี้
1. ภาษาอังกฤษต้องดี ถ้าไม่ดีต้องพยายามปรับปรุงอย่างรวดเร็ว
2. ต้องอดทน และขยันหมั่นเพียร
3. ต้องทำใจและสามารถเริ่มต้นจากศูนย์ได้
4. โชคและวาสนา อันนี้ไม่สามารถขวนขวายหามันได้ มันมาหาเอง
เห็นหลายคนบ่นเรื่องน้ำหนัก อยากบอกว่าให้ทำใจค่ะ เพราะเราอยู่มา 14 ปี น้ำหนักเพิ่มขึ้นมา 30 ปอนด์
อยู่มาเนี่ยครบ 14 ปี กลับไปเืมืองไทยไม่ 6 ก็ 7 ครั้งนี่แหละ จำได้ไม่แน่นอน ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่เสียชิวิตแล้ว ทำให้ไม่มีอะไรผูกพันเหมือนก่อน อีกทั้งต้องนั่งเครื่องบินนาน ๆ ก็ไม่ค่อยอยากกลับ ชีวิตบั้นปลายก็ว่าจะไม่กลับไปอยู่เมืองไทยแล้ว
ถามว่าประสบความสำเร็จมั้ย คงไม่สามารถบอกว่าประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีตำแหน่งใหญ่โต ไม่มีบ้านหลังมโหฬาร เอาเป็นว่าไม่ล้มเหลว และมีความสุข งานการก็ดีพอใช้ ปัจจุบันรายได้ก็พอจ่าย หลังจากแบ่งเก็บไว้ใช้ยามแก่ชราแล้ว ยังมีเหลือพอได้ไปเวเคชั่นทั้งในและต่างประเทศทุกปี เลยได้ละทิ้งความคิดเดิม ๆ สมัยอยู่เมืองไทย ว่าไม่ต้องเป็นหมอหรือเป็นวิศวะ หรือมีปริญญาจากเมืองนอกเมืองนา ก็มีความสุขในชีิวิตได้
ในอนาคตก็ยังคงต้องเรียนรู้ต่อไป ยังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชิวิตแบบแคเนเดี่ยน ภาษาอังกฤษก็ยังพัฒนาได้่อีกเรื่อย ๆ อยากบอกผู้มาใหม่ว่าถ้าวันนี้รู้สึกท้อ ให้จำไว้เสมอว่าวันหน้ามันจะดีกว่าแน่นอน เหมือนเดินลอดอุโมงค์ ปลายทางย่อมมีแสงสว่างอยู่รำไร
เล่าแล้วตามสัญญาและยังยินดีรับฟังประสบการณ์ของเืพื่อน ๆ สมาชิกอยู่นะคะ
;)
#29di_annJul 21, 2009
― ―
Do not give up to post in English. There are a lot of people cheer you up and really love to help and encourage. At least Khun Pa Khing would love to help.
I encouraged you too. well!!!...Keep in mind
Your attitude plays a big part in how you feel about yourself.
When you are worried about how something will turn out, ask yourself what is the worst that could possibly happen. Very few things are really life and earth matters and we all tend to over-react when it comes to worrying. Don't feel sorry for yourself. People who feel sorry for themselves have a tired and worn out look, walking as if they have the world on their shoulders, rarely smiling or laughing. On the other hand, people who feel good about themselves seem to walk tall and stand straight, looking alive and alert
I'm lookin forward to read your story Khun Petcharawan ;)
#30Mrs.ArsenaultJul 21, 2009
เพ่ิงมาอยู่ได้ 1 ปี กับ อีก 2 เดือน เป๊ะๆๆ วันนี้ค่ะ
จบ ป.ตรี จากเมืองไทย ทำงานเป็นครูมาก่อน มาใหม่ ๆ เหงา(ปาก) มาก ๆ
แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้นค่ะ
ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพราะมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แล้วมาขอ PR ที่นี่ค่ะ
ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ได้ PR เร็วๆ ทีเถอะค่ะ จะได้ทำอะไรตามใจฝัน (คิกๆๆ)
ส่วนวันๆๆ ก็ได้แต่หากิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ตัวเองไม่ว่างมาก (โดยเฉพาะช่วงนี้ต้องขยันออกรอบ เพราะเดี๋ยวปีหน้าจะอายคนจากโตรอนโต้เค้าอีก 5555) ทำอะไรก็ได้ให้มีมันความรู้สึกว่า ทำไมมันค่ำมืดเร็วจัง อะไรประมาณนี้ค่ะ
และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการได้รับความช่วยเหลือ และมิตรภาพที่ดี ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เลย แต่ได้จากเว็ปบอร์ดแห่งนี้มากมายค่ะ อย่างที่คุณไทยเกริ์ลบอก ทั้งเคยเห็นหน้า และไม่เคยเห็น
ใจดีทุก ๆ คนค่ะ บางคนไม่เคยเห็นหน้ากันเลย ส่งข้าวของเสบียงมาให้เราเยอะแยะ เพราะเมืองที่เราอยู่ (PEI) หาอาหารแบบไทย ๆ ยากมากค่ะ รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนๆ พี่ ๆ ทุก ๆ คนนะ ขออนุญาตขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งมา ณ ที่นี้นะคะ
และขออนุญาตพี่สาวเจ้าของกระทู้มาเป็นผู้อ่าน ศึกษา และเก็บเกี่ยวประสบกาณ์ต่าง ๆ จากรุ่นพี่ หรือ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในเว็ปนี้ไปก่อนนะคะ
;D :D
Wherever you are, have a wonderful time in Canada everybody :D
#31phetcharawanJul 21, 2009
Thanks for Khun Khing and Khun di_ann. you make me very happy .Now I am writting and crying the same time. I just know Thai people in Canada . you are very kind to me. I would like to write but it is not easy to me. Tomorrowi will learn English for free from government Toronto then i will learn another school. I want to ask you many questions. thank you very much.
#32BwildJul 25, 2009
เพิ่งเข้ามาเจอ webboard เมื่อวานนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนที่ต่อสู้เพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน อยากบอกคุณ FreemanFlying ว่าอย่าท้อแท้และหมดหวังง่ายๆ เรามานี่ทำงานเป็น cashier 2 ปีกว่าจะได้งานบัญชีที่อยากทำ ต้องอดทนและอย่าไปฟังคนที่พูดไม่ดีตัดกำลังใจเรา เพราะช่วง 2 ปีนั้นเราเจอมาแล้ว ต้องมองโลกในแง่ดีเอาไว้
คุณ petcharawan ขอแนะนำให้ไปห้องสมุดยืมเท้ปสนทนาภาษาอังกฤษมาฟัง และหัดพูดตาม คือคนเอเชียอย่างเราเก่ง reading and writing แต่ขี้อายไม่กล้าพูดไม่กล้าคุย ขอให้กล้าพูดกล้าถามไม่ต้องห่วงเรื่อง tense หรือ grammar ให้มาก เพราะฝรั่งสะกดคำและใช้ grammar ผิดเยอะแยะ ถ้าคุณมีความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษ จะทำให้สนุกกับการใช้ชีวิตที่นี่มากขึ้น
ขอให้ทุกคนโชคดีและ enjoy nice weather
#33ThaigirlJul 28, 2009
เราว่าเอาอย่างนี้ดีมั้ยคะ คุณ phetcharawan
โทรไปถามสถานทูตที่ออตตาว่า ว่าเขามีฟอร์ม นี้มั้ย (613-722-4444) ถ้าเขามีก็ขอให้เขาแฟ๊กซ์ส่งมาให้
ถ้าไม่มี ก็ลองเข้าไปที่ลิงค์นี้นะคะ
http://thaichicago.net/form/live.pdf
ถามเขาว่าใช้ได้มั้ย
#34phetcharawanJul 28, 2009
Yes, Thanks for Khun Thaigirl,
#35playaiJul 31, 2009
I have been living in Canada for serveral years. I met a lot of friends in school, there are many nationallities, I can practice english and enjoy party. I was very happy and had a great time. I met a few of Thais in the town. Some people are very very kind and gernerous, some of them make me very upset. Well, nothing we can do.
I had a hard time to adjust myself to a new lifestyle. First year, I hate Canada, I want to go back to Thailand ASAP. I always praied to leave to Thailand sometime as soon as I graduate. I miss my life, I miss my friend, I miss my parent. I feel I live in a Robot Country, everything must go right and perfectly, people are very struggling. Some people work for 7 days a week.
Unfortunately, last a few years the economy in Thailand is getting slow and worse. It will hard to find a job and unsecure in the future. I decide to stay in Canada from now, it is life, it also too short. If you never try, you nerver know. Canada has a lot of things to learn and enjoy, I like doing outdoor activities on Summer and ready for winter every year ;-) I'm getting like it, especially, when I think to save money for traveling outsite canada. Huu Huuu Huuuu
#36bupphaApr 28, 2010
ขอบคุณมากนะค่ะสำหรับเรื่องราว และประการของคุณ thaigirl มีแง้ให้ได้คิดดีๆๆมากมายเลย ก้อยก็เป้นผู้หญฺิงไทยหนึ่งที่มาใหม่และเข้าอยุ่ประเทศนี้กับสามีคะ ฟังเรื่องราวแล้ว ทุกเรื่องทุกอย่างการที่จะดำเนินชีวิตอยู๋ที่นี้ไม่ใช้เรื่องง่ายๆเลยน็อ(ไม่รู้ เขียนอ่านไปก็อยาร้องไห้)
ก้อยเพิ่งมาที่นี้ได้สามเดืองเองจ้า เหงามาก มองดูตัวตอนนี้เป้นคนออ่นแอมากๆลยคะ มันท้อใจยังไงไม่รุ้ มาก็ไม่มีความรู้อะไรมีแค่ ม. ๓สมัยก่อนบ้านเราตอนนี้อายุก้เลข๔๑เข้ามาแล้ว พูดได้นิดหน่อย(ภาษา) จะสร้างความฝันและความหวังสำเร็จไหมน่อๆๆ
อยากมีเพื่อน พี่ น้อง ที่นี้หรือใน เวปนี้ให้กำลังใจและแนะนำ นะจ๊ะ :( 8)
#37ThaigirlApr 29, 2010
ไม่เป็นไรคุณก้อย ทุกคนที่้ย้ายมาอยู่แคนาดาแรก ๆ ก็รู้สึก เหงา ว้าเหว่ เหมือนกันหมด ถ้าคุณไม่ค่อยมีเพื่อนคนไทยอยู่ใกล้ ๆ ก็เข้ามาในนี้บ่อย ๆ คุยกันไป ปรึกษา ปลอบใจกันไป เดี๋ยวก็หายเหงา
บางทีคบกันในนี้ดีกว่าคบกันเป็นตัวเป็นตนอีก มีจินตนาการ ไม่เจอกันบ่อย ไม่ทะเลาะกันไงล่ะ :D
#38SweetPeaApr 29, 2010
พยายามหาอะไรทำไปเรื่อยๆ
ให้มันยุ่งๆ เพลินๆเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาเหงา
เหมือนหยกไง
ตื่น(สาย)มา ก็เปิดคอมฯก่อนเลย
เช็คเมลล์ ตอบเมล์ ตอบกระทู้ เพื่อนออนมาเจอ ก็คุยกันไป (ยาววววว...)
โหลดละครดูบางที (ตอนนี้ติดหนึบ พระจันทร์ลายพยัตฆ์ )
ฟังเพลง ถักโครเชต์ ถักนิตติ้ง (หยกถักมันทั้งสองอย่างเลย เจ็บนิ้วจากโครเชต์ ก็ไปจับนิตติ้ง สลับไปมาสนุกสนาน )
เย็นก็เตรียมทำกับข้าว ทำขนม หรือซักผ้า ดูซิทคอม ดูข่าวไป (ไอ้ข่าวนี่ รู้มั่งไม่รู้มั่ง ซิทคอมก็ขำมั่ง ถ้าเข้าใจมุก เหอ เหอ)
ขนาดไม่ได้ทำงาน ยังยุ่งขนาดนี้.. -_-'
มาใหม่ๆ อะไรๆก็น่าจะตื่นตาตื่นใจ
ลองเขียนบล็อกดูสิคะ
เขียนเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่เราสนใจ
หรือเกี่ยวกับเมืองที่มาอยู่ก็ได้
น่าจะช่วยให้หายเหงาไปได้บ้าง
ปล. ตั้งแต่หยกมาอยู่เมกานี่ ได้อัพบล็อกตลอดทุกวีค
เพราะมีเรื่องต่างให้เขียนตลอด.. ;D
#39Mini MeApr 29, 2010
― ―
เราว่าเป็นกันทุกคนนะ เพราะมันเป็นช่วงปรับตัว
อย่าคิดว่าความรู้น้อยแล้วเลยท้อ จบมอสามไม่ได้แปลว่าเราด้อยกว่าคนอื่น การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน ประสบการณ์ชีวิตก็สำคัญ แล้วอีกอย่างคือไม่มีใครแก่เกินเรียน แคนาดาเป็นประเทศที่เปิดกว้าง อยากจะกลับไปเรียนเมื่อไหร่ก็ทำได้ เริ่มต้นจากเรียนภาษาก่อน อย่าเพิ่งท้อว่าเราอายุสี่สิบแล้ว คิดบวกไว้ก่อนเพราะถ้าคิดว่าเราแก่หัวช้า มันก็เข้าข่ายแค่คิดก็ผิดแล้ว อย่างงี้เรียนอะไรไปก็ไม่เข้าหัวหรอกค่ะ ตั้งใจเรียน หาคนช่วยสอนช่วยแก้เวลาเราพูดผิด เวลาฝรั่งพูดด้วยก็ให้ตั้งใจฟังว่าเค้าพูดอะไร ยังไง เรียงประโยคยังไง จำไว้เวลาพูดเองจะได้พูดได้อย่างเค้า
พอภาษาได้เดี๋ยวอย่างอื่นก็จะตามมาเอง ไม่ว่าจะเป็นหางานทำหรือเรียนเพิ่มเติม เวลาคนไทยมีงานก็ไปช่วยไปสังสรรค์จะได้ได้เพื่อนใหม่แล้วก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านได้บ้าง
ย้ายที่อยู่แบบนี้ใช้เวลาปรับตัวพอสมควรนะคะ อย่าเพิ่งท้อไป เป็นกำลังใจให้ค่ะ
#40domechulaApr 30, 2010
เคยอยู่แคนาดา 10 เดือน ดูเหมือนไม่นาน แล้วก็ไม่น้อย เหมือนกับ พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่อยู่ กันแบบถาวร ถึงแม้ว่าเป็นเวลาแ่ค่ 10เดือน ทำให้ดิฉ้นได้รู้วิถีชีวิตของคนแคนาดา เค้าอยู่กินอย่างไร ภาษา วัฒนธรรม แล้วเราจะต้องปรับตัวอย่างไร
ดิฉันยอมรับเปิดใจให้กว้าง แล้วไม่ท้อ ความสำเร็จก็จะมาหาเรานะคะ แล้ว บอร์ดแห่งนี้ มีพี่เพื่อน น้อง ที่ดี ๆ ที่คอยให้กำลังใจ แล้วไม่ทิ้งกันคะ มีไรก็มาคุยกันได้
ถ้าเหงา ก็เหมือน คุณหยกว่า ให้ทำตัวเองยุ่งเข้าไว้ แล้ววันนึงจะหมดไปไว พอมาทบทวนอีกที อ้าว เป็นเดือน/ปี หมดไปไวมาก แล้วเราทำอะไรไปบ้างแล้ว ๆ เราจะปรับตัวแล้วคิดได้เอง อัตโนมัตินะคะ
ตอนนี้ดิฉันก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะใช้ชีวิตอย่างถาวรที่แคนาดาเร็ว ๆ นี้ แล้วก็คงมีอะไรอีกเยอะแยะซึ่งต้องเรียนรู้ในแคนาดา แล้ว ก็รับความรู้/ประสบการณ์ใหม่ๆ รวมทั้งปรับตัวกับสิ่งใหม่ ๆ เหมือนกับพี่ๆ/เพื่อนๆ/น้องๆ ที่อยู่อย่างถาวรแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้ดิฉันได้รุ้ว่าอีกซีกโลกหนึ่งนอกจากประเทศไทยมีสิ่งดี ๆ ที่ทำให้เราค้นหา และอะไรที่เราอยากทำเพื่ออนาคตของเราและครอบครัวคะ :)
#41SweetPeaApr 30, 2010
นั่นสินะ หยกมาอยู่นี่ แป๊ปๆ 9 เดือนแล้ว (ถ้าท้องก็คลอดไปแล้ว..)
ตอนหยกเรียนจบใหม่ๆ ขนาดป.ตรี แถมยังเป็น เอกอังกฤษ หยกยังพูดไม่ได้เล้ย ไม่กล้าพูดด้วย กลัวผิด Y_Y
แต่พอได้มาทำงาน มันต้องใช้ทุกวัน ก็เลยคล่องขึ้นเรื่อยๆ (แต่ก็ยังไม่ดีพอ T_T)
เพราะฉะนั้น ต้องพยายามหัดให้มากๆ
พี่ๆเพื่อนๆที่นี่ หลายๆคน กว่าจะพัฒนาได้ดีขึ้น ก็ต้องใช้เวลา และกันฝึกฝนทุกคน
อย่ากลัวที่จะพูดหรือคุยกับคนอื่น
อย่าคุยแต่กับคุณสามีคนเดียว เพราะแต่ละคน มีลักษณะและสำเนี่ยงการพูดที่ต่างกัน
คุยกับคนหลายๆคน ช่วยให้พัฒนาได้เร็วขึ้น
และเวลาไม่เข้าใจ ก็บอกไปเลยว่าไม่เข้าใจ ให้เค้าพูดใหม่ หรืออธิบายใหม่
อย่าทำหน้าว่ารู้ เข้าใจ เพราะกลัวว่า อาย.. อันนี้ไม่ช่วยให้ดีขึ้น
(คนที่คุยด้วย เค้าดูรู้ค่ะ ว่าคุณไม่เข้าใจ เพราะการสนทนาจะจบลงทันที เพราะคุณไปต่อเรื่องเดียวกันไม่ได้ ;D )
คนที่นี่ไม่ได้คาดหวังว่าเราจะพูดภาษาเค้าได้ถูกต้อง หรือเลิศเลอเท่าคนที่นี่หรอกนะคะ
ไม่ต้องอายๆ ;)
#42yingfillionApr 30, 2010
หญิงเป็นคนนึงที่เข้ามาแล้ว หายจ้อยไป เพราะช่วงนั้นต้องเรียนและทำงาน 7 วันรวด และเป็นคนนึงที่ถ้าได้เข้ามาแล้วจะอ่านผ่านซะส่วนใหญ่ เพราะกลัวตอบแล้วผิด อิอิ จากวันนี้ไปจะเข้ามาแจมให้มากขึ้นแล้วล่ะค่ะ
วันที่ 5 เดือนหน้า อีก 5 วัน ก็จะครบ 2 ปีพอดีค่ะ
มาอยู่ที่แรกๆ(เกือบครึ่งปี) ไม่มีงาน ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ทำงานบ้าน และฝึกทำกับข้าว หางานไม่ได้เลย ไปสมัครเรียนภาษาประมาณเดือน ก.ย. กว่าจะได้เรียนก็เดือน พ.ย.
เรียนไปได้เกือบเดือน ก็ได้งานเป็นแคชเชียร์ เป็นแคชเชียร์อยู่ 1 ปีกับ 4 เดือน ตอนนี้ลาออกแล้วค่ะ เพิ่งจะลาออกเมื่อกลางเดือนนี้เอง เพราะได้งานอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ คือแคร์เอดด์
ตอนนี้หญิงทำงานเป็นแคร์เอดด์ให้กับเนิร์สซิ่งโฮมของเมืองนี้ ซึ่งดีที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาล และเป็นที่ที่หญิงแอบฝันซักวันนึงหญิงจะได้เข้ามาทำงานที่นี่ เพราะถ้าได้ทำงานที่นี่ จะได้รับสวัสดิการดีๆ และค่าแรงเกือบเท่าตัวถ้าเทียบกับการเป็นแคชเชียร์ และต้องขอบคุณที่ทำงานเดิมตอนเป็นแคชเชียร์ เพราะที่นั่น เป็นโรงเรียนชีวิตที่ดีที่สุดในแคนาดาของหญิงเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้านการพูดและการฟัง ส่วนเขียนและอ่านก็ยังต้องเรียนอย่างหนักจากโรงเรียน เพราะการเขียนยังไม่ดีเท่าที่ควร มาที่นี่ภาษานี่สำคัญที่สุดเลยค่ะ ลองแอบคิดเล่นๆว่า ถ้าเรายังไม่พัฒนา ป่านนี้ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง
แต่กว่าจะได้มาถึงตรงนี้ หญิงท้อไปหลายหน แต่หญิงก็ไม่เคยถอยเลยซักวัน ชีวิตในแต่ละวันของหญิง หญิงไม่เคยทำให้มันผ่านไปวันๆ หญิงพยายามมองหาลู่ทางที่จะพัฒนาและพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองตั้งเอาไว้ วันนี้มาถึงแล้ว แต่ก็ยังไม่ลุล่วง เพราะ อาชีพนี้ต้องมีใบประกาศ ซึ่งไอ้ที่หญิงมีอยู่(ไปเรียนคอร์สสั้นๆ ประมาณ 3 เดือน)มันก็ยังไม่ถึงกับที่เค้าต้องการ เลยก็ต้องกลับไปเรียนต่อ คงต้องยื่นใบลาศึกษาต่อสำหรับฟอลหน้านี้ และหญิงถือว่าหญิงโชคดีมากๆ ที่เค้าให้โอกาสทำงานก่อน และเรียนเอาใบประกาศตามไปทีหลัง แถมเรียนจบแล้วเค้าคืนค่าเรียนให้ เพราะเป็นอีกสวัสดิการของที่นี่ แต่เค้าก็ให้เวลาแค่สองปี ถ้าเกินกว่านี้ หญิงก็ต้องหางานใหม่ บ่ายนี้ว่าจะไปสมัครเรียนค่ะ แต่ถ้าเป็นพยาบาลมาก่อนแล้วจากบ้านเรา ถ้าทำงานที่นี่ ไม่ต้องไปเรียนแคร์เอดด์ให้เสียเวลา เพราะเค้าปรับให้เป็นแคร์เอดด์โดยอัตโนมัติ แต่หญิงไม่ได้เป็นพยาบาลมาก่อนเลยต้องกลับไปเรียน ถ้าตอนนั้นรู้อนาคตตัวเองเน๊าะ คงเรียนพยาบาลไปแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดในอนาคต
สิ่งที่ชอบจากประเทศนี้... หญิงชอบอากาศค่ะ หญิงเป็นภูมิแพ้ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ต้องกินยาทุกเช้า ไม่งั้นจะคันคอ คันหู ยุบๆยิบๆและน้ำมูกไหลทั้งวัน แต่มาอยู่ที่นี่ไม่มีอาการดังกล่าวเลยค่ะ และอีกหลายอย่างที่ชอบ... ตอนนี้นึกไม่ออกค่ะ
ที่ไม่ชอบก็ยังนึกไม่ออกค่ะ ... อิอิ
#43bupphaMay 03, 2010
มาแล้วจ้า ไม่ได้เข้ามาสองวัน(งงกับตัวเองหาหัวข้อนี้ไม่เจอ)
ฟังดูแล้วมีกำลังใจทุกครั้งคะ ขอบคุณทุกคนมากที่ให้แง้คิดและกำลังใจ
ดูๆแล้วบ้างคนก็มายังไม่ถึงปีก็มีคะ ก้อยก็อีก3วันจะสามเดือน น็อ จริงถ้าก้อยมาตั้งแต่วีซ่าออกใหม่ก็ปีกว่าแล้วนะครั่งแรกวีซ่าออก21/01/0-2009 แต่มีปัญหานิหน่อยไม่ใช้เรื่อวีซ่าหรอก เป็นเรื่องหาครอบครัวและร้านขายของที่ไทย คือก้อยเปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆที่อำเถอที่บ้านคะ ก็เลยยังหว่งอยู่ยังไมอยากมาก็เลยให้เวลามันฝ่ายไปสามีก็เหมือนจะยังไม่พร้อมด้วยตอนนนั้นสามเขาอยู่ที่ทาวเฮาที่ฮามิตัลคะเขาบอกว่าไม่ค่อยดีกว่าว่าเราจะไม่ชอบอยู่ได้นั้นแหละ ก็เลยยังไม่ได้มา ก้อยกับสามเข้าใจกันว่าวีซ่ามีอายุ2ปีเราต่างคนต่างใจเย็นๆๆสามีก็เริ่มหาบ้านและซื่อบ้านอยู่แบนฟรอสามมีย้ามมาอยูที่นี้เดือนสิงหาคม ถึงตุลาคม2009ก้อยเคลียร์ทุกอย่างลงตัวแล้วที่นี้ นะคะอยากมาแล้วก้อยโทรบอกสามีจองตั๋วให้เมื่อวันที่17ตุลา แล้วเหตุการณ์มันเป็นยังไงรู้ไหมค่ะ ตืนเต้นอีก ญาติพี่น้องอยาดมาส่งหลานก้อยเหมารถตู้มาคะจากโคราชมาสนามบิน ผลออกมาปรากฎว่าตอนไปเช็คอินคะ เจ้าหน้าที่สายการบินบอกว่าวีซ่าของคุณหมดอายุคะ ก้อยไม่เชื่อนะคะไปยื่นเถียงเข่อยู่นั้นแหละ แต่เจ้าที่สายการบินที่บ้านเราดีนะคะเขาช่วยเราอย่างมากเขาโทรมาที่สถานฑูตว่าในเคสของเรานี๊ให้ไปได้ไหม และเราก้ได้รับคำตอยว่าไม่ก้อยโทรหาสามีเล่าให้ฟังว่าเราไปไม่ได้สามีก็งงเพราะไม่เข้าใจ100% ก้อยก้เลยให้นั้นแหละพนักหรือเจ้าหน้าที่คนนั้นช่วยอธิบายให้สามเราฟังหน่อย สามีฟังเข้าใจนะแต่ก็ยังงง ก้อยสงสารแต่ลูกสาวร้องไห้โฮตรงนั้นเลยว่าทำไมไม่ได้ไป
ก้อยให้ญาติพี่น้องกลับไปพร้อมรถตู้ ก้อยกับลูกอยู้กรุงเทพต่อเพื่อไปสถานฑูตต่อในอีกวันหนึ่ง
ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ แต่ไม่ทั้งหมดเริ่ม เริ่มต้นใหม่คือตรวจสุขภาพใหม่แต่ต้องรอเอกสารจากสิงโปร ก็ต้องเสียเงินค่าตรวจสุขภาพ2รอบนี้ ตอนแรกที่สิงคโปรบอกว่าประมาณเดือนถึงสองเดือน ก้อยไปตรวจภาพเดือนพ.ยนะแล้วส่งไป วีซ่าก้อมมาออกให้ก็04/01/2010 แต่ก้อยก็ยังไม่มาเลยอีกนั้นแหละ รออะไรๆๆให้แน่ใจก้อยก็เลยเดินทางมาที่นี้6/02/2010นี้แหละจ้า
ที่เล่า
#44bupphaMay 03, 2010
ต่อนิดหนึ่ง มันเหงามัรว้าเว่มันคิดถึงบ้านต่างๆนานา พอนึกถึงเรื่องก่อนที่เราจะได้มามันก็ยากเย็นเหลือเกิน ก๊กำลังใจสู้ สุ็จ้า
นี้แหละอีกอย่างเคสเรื่องวีซ่าของก้อยคงไม่มีใครเหมือน หรือว่ามีใคร ยังไงก้อยก็หวังว่าเรื่องรวาของตัวเองอาจจะเป็นความรู้เล็กน้อยๆๆให้สามชิก สมาคมของเราได้เขามาหามาอ่านเผื่อเป็นประสบการณ์ได้บอกต่อบ้างนะ จ๊ะ
#45SweetPeaMay 04, 2010
ไม่ค่อยเข้าใจ..ว่าต้องการสื่อว่าอะไร ประมาณไหน แห่ะๆ
(ไม่ได้ว่านะคะ อย่าเข้าใจผิด
อย่างน้อย คุณก็สะกดคำถูกได้ถูก ผิดที่แกร่มมา และการใช้ศัพท์เท่านั้นเองค่ะ)
หยกก็ยังไม่เก่งพอจะ แก้คำผิดให้ใคร รอรุ่นพี่ละกัน.. ::)
#46bupphaMay 04, 2010
ก็ไม่ค่อยเก่งคะในการที่จะเขียนนะคะ ยังไงผิดถูกก็ต้องขอโทษด้วยที่เขียนเล่ามาก็จะ สือถึงว่า ถ้าเรามาตั้งแต่ตอนนี้นั้นๆเราก็คงอยู่ที่เป็นปีแล้วน็อ
และก็เปรีบยเทียบกับบางคนที่ก็เพิ่มมาได้ไปถึงปี และก็เลยจะตั้งใจสือไปถึงเรื่องขอวีซ่าว่ามันมีวันออกและหมดอายุได้ด้วยเราจะต้องดูด้วย ประมาณนั้นแหละ ค่ะ
ดีใจมั่งที่ได้เขียนยาวๆๆเลยเขียนผิดๆๆถูก นี้แหละที่ว่าตื่นเต้นที่จะทำอะไรทุกอย่างที่นี้มันประหม่าไปหมดเลยจ้า
ยังไงก็ขอบใจน้องหยกด้วยที่แนะนำการ พยายามทำตัวอย่าให้ว่างทำยุ่งๆๆเข้าใว้ หาอะไรทำๆจะได้หายเหงา
ใช้จ้ามันเป็นช่วงปรับตัวของเราจริงๆนั้นแหละนะ คิดว่าทุกคนที่อยู่ที่นี้ตอนนี้ต้องเคยผ่านช่วงนี้ของการเริ่มต้นใช้ชีวิต ในต่างแดนนี้ทุกคนนะ
ขอบพระคุณทุกๆๆกำลังใจอีกครั้งคะ
#47SweetPeaMay 04, 2010
เปล่าค่ะ เปล่าๆ คุณบุปผา
รู้สึกว่า ระหว่าง โพสคุณบุปผา กับโพสหยก
มันมีโพสภาษาอังกฤษ อยู่โพสหนึ่ง ของใครซักคน
แล้วหยกอ่านไม่ค่อยเข้าใจที่เค้าโพส(อังกฤษน่ะ)
แล้วเค้าลบทิ้งไปแล้วอ่ะ.. ???
คุณบุปผา ก็เลยเข้าใจไปว่า หยกโพสถึงคุณบุปผา น่ะ
#48bupphaMay 04, 2010
คะก็ไม่เป็นไรนะน้องหยก เราก็เข้าใจว่าเราคงจะเขียนเนื้อเรื่องหรือเรียงความผิดๆตกๆอะไรไป(ก็ขออภัยใว้ก่อนจ้า)ไม่ว่ากันอยู่แล้วนะ
ก้อยคิดถึงคำพูดที่คุณไทยเกิลพูดและเขียนให้กำลังใจบอกในนี้ใว้นะ ว่่าที่ถ้าเหงาๆก็เข้ามาเป็นเพื่อนกันคุยกันในสมาคมนี้ เป็นเพื่อนมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆกันคุยกันทางนี้ดีกว่า ได้จิตนาการกันไป ดีกว่าคบกันแบบเห็นตัวกันเป็นๆจะได้ไปต้องทะเล่าไง ก้อยละถูกใจๆๆ
จริงนะเข้ามาแล้วมีเพื่อนๆบางคนในนี้เขาอาจจะน้องอายุน้อยกว่าเราก็มีแต่เขามีประสมการชีวิตหรือความรู้ในด้านต่าง ที่จะมาบอกจะแชร์อะไรๆหลายสิ่งหลายอย่างให้เราได้รู้อะไรๆๆอีกมากมายที่เราไมเคยรู้และอะไรๆอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราควรรู้ ขอบคุณจริง ในทุกๆท่าน
คนไทยด้วยกันและอีกอย่างคือหัวอกลูกผู้หญิงเหมือนกัน น๊อ ;D
#49nonajungJun 03, 2010
งานนี้ขอมาร่วมด้วยคนค่ะ ตอนนี้ก็อยู่มาครบ 1 เดือนแล้วสำหรับแคนาดา ตอนแรกที่มาความรู้สึกมันอึ้ง มืดๆ บอกไม่ถูกและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่อย่างไรเพราะเราไม่มีใครเลยที่นี่นอกจากสามีที่งานยุ่งตลอด 24 ชั่วโมง มาแบบตัวเปล่า ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย เราต้องหยุดพักใจไปพักใหญ่เพื่อตั้งหลักว่าจะเอาอย่างไรดี มาแรกๆได้ยินแต่ภาษาอังกฤษเกิดอาการหน้ามืดต้องเข้าไปห้องน้ำสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เหมือนจะเป็นลม แบบนี้เค้าเรียกว่าเมาภาษาหรือเปล่านะ ผ่านไป 1 อาทิตย์พยายามเข้ามาอ่านในเว็บคลายเครียดและมองหาเพื่อนคุย จะได้คลำทางชีวิตถูก อาทิตย์ถัดมาขอให้สามีพาไปสมัครเรียนก็ได้ที่เรียนใกล้บ้าน ก็เลยได้เจอเพื่อนใหม่ๆ มีแนวทางชีวิตมากขึ้นและค่อยคิดได้ว่าตัวเองยังมีค่าอยู่ ไม่ไร้ประโยชน์ซักเท่าไหร่ ตอนนี้ก็เรียนไปเรื่อยๆก่อน และพยายามหางานที่ตัวเองพอทำได้ ซึ่งก็ไม่เกี่ยงงานอยุ่แล้วขอให้มีงานทำเหอะ ตอนอยู่ประเทศไทยก็เป็นแค่พนักงานบัญชีตัวเล็กๆของบริษัท ซึ่งแทบจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลยมานี่จึงต้องคิดหนักว่าอะไรที่ฉันทำได้บ้างนะ สู้ตายอยู่แล้ว และอยากเรียนคอมพิวเตอร์เฉพาะทางด้วย
ความประทับใจในแคนาดา ก็คือคนน่ารัก มีหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้ บ้านเมืองเป็นระเบียบ พื้นที่กว้างขวาง อากาศดีหายใจสะดวก จะมีก็เรื่องเดินทาง ที่ตัวเองยังไม่ถนัดซึ่งต้องพยายามต่อไป.และที่สำคัญทำให้ได้เจอ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในเว็บนี้.........สู้ สู้ สู้ ค่ะ
#50JJ_JenJun 03, 2010
ดีใจกับพี่นพด้วยค่ะ ที่หนึ่งเดือนผ่านไปได้ด้วยดี :) :)
#51jeenaJun 04, 2010
ความประทับใจในแคนาดา ก็คือคนน่ารัก มีหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้ บ้านเมืองเป็นระเบียบ พื้นที่กว้างขวาง อากาศดีหายใจสะดวก
คุณน้องค่ะ จะบอกให้ตอนพี่มาถึงที่วันแรกนะเป็นช่วงที่หิมะเต็มเมือง หันไปทางไหนเหมือนเมืองร้างเลย :D :D ยังถามสามีว่านี่เธอเมืองร้างหรือเปล่า ไม่เห็นมีคนเดินเลย เขาบอกมันเย็นนะใครจะบ้ามาเดินเล่นช่วงหัวค่ำ :D :D
เอาเป็นว่า อย่างไปกลัวเลยค่ะ ชีวิตเกิดมาก็ต้องเรียนรู้ แบบไม่มีวันจบ ;) ;) ตื่นเต้นออกค่ะชีวิต ทีฝรั่งไปเที่ยวบ้านเรามีแผนที่ใบเดียว เที่ยวได้ทั่วโลก เราก็เหมือนกันน่า
ขอให้มีความสุขกับชีวิตใหม่ทุกท่านค่ะ หาอะไรทำให้มันตื่นเต้นเข้าไว้ ชีวิตจะได้ไม่เหงา :D :D
#52TanyaJun 04, 2010
เวลาผ่านไป กับ ชีวิตใหม่ทีแคนาดา เหมาะมากเลยค่ะพี่สาว
เห็นพี่ๆน้องๆ มาแจมกันเยอะเลย อะเกิดอยากเล่าบ้าง
ธัญญ่า มาอยู่แคนาดาได้อีกไม่กี่วันก็สี่ปีแล้วค่ะ เวลาผ่านไป เร็วมากๆ แต่ทุกวันยังจดจำวันแรกทีมาถึงสนามบินโทรอนโทได้อยู่ตลอดค่ะ ยังจำวินาทีที่แรกทีเท้าสัมผัสแผ่นดินแคนาดา (ในสนามิบนน้นแหละค่ะ) มันตื่นเต้นมาก
ภูมิใจว่ามาถึงแล้ว แฮ่ๆ
ธัญญ่ามาไม่ได้ติดตามใครค่ะ มาตัวคนเดียว มาทำงานเป็นพี่เล้ยงเด็ก อยู่นอกเมืองโทรอนโท มาถึงก็ได้เว็บบอร์ดนี้แหละค่ะ เอาไว้คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในแคนาดา พอสมาคมไทยจัดงาน ธัญญ่าก็ไปตลอด ไปเจอ พี่ๆเพื่อนๆ บ้างคนก็กลับไทย บ้างก็ยังอยู่นะคะ เราก็คบกันดีอยู่จนวันนี้ก็จะสี่ปีแล้วค่ะ บ้างคนเจอแต่หน้าจอ เจอตัวจริงก็ยิ่งประทับใจ ดังนั้น มิตรภาพคนไทยต่างแดน มันมีจริงค่ะ
อาจจะเป็นคนโชคดีในเรื่องต่างแดนก็ว่าได้ ได้นายจ้างที่ดี ได้เพื่อนคนไทยต่างแดนทีดีมาก พึ่งพาได้ พอได้แฟน แฟนก็ดี(ยังดีอยู่:P) ส่วนตัว เป็นคนคิดบวก(มองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี) ไม่เคยโทษใคร จะใช้คนอื่นเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ได้ใช้ตัวเอง คิดถึงใจเขาใจเราตลอดเวลา ก็อยู่รอดมาได้อย่างมีสุขจนจะครบสี่ปีไม่กีวันนี้แหละค่ะ
พัฒนาการในชีวิตเมื่อมาอยู่แคนาดาก็ดีขึ้นด้วยค่ะ อยู่มาเกือบปีในแคนาดา ก็ได้มีแฟนคะ หมั้นกันแล้ว แฮ่ๆ จะแต่งงานกันในลำดับต่อไป :P
ได้พีอาร์ พอได้มาบัตรร้อนๆ ก็ลงเรียน โชคดี รร ยังไม่เต็ม ก็ได้เข้าเรียน พอเรียนก็ได้กู้เงินจากรัฐ มีโอกาสได้เรียนในแคนาดา เป็นนักเรียนอีกครั้ง ได้ความรู้ในห้องเรียน ได้รู้มากขึ้นจากแค่งานพี่เลี้ยงเด็กพื้นๆ ที่ทำมา ก็เป็นการพัฒนาตนอีกทาง
ได้ทำธุรกิจส่วนตัวกับคู่หมั้น ก็เป็นการพัฒนาตนด้านธุรกิจ ได้ความรู้มากขึ้น เรื่องการค้า และ การนำเข้า
สองวันก่อน มีคนมาลองขับรถ electronic scooter คือที่ร้านมีให้ลองขับได้ รถคันนี้ลอง ล้ม ชน กระจกหัก ด้านข้างแตก แต่ยังชับได้ก็ให้ลูกค้าทีสนใจลองขับไป ก็ลองขับกันมาเป็นปี รถคันนี้ก็โอตลอด
วันหนึ่งมีคนมาในร้าน แล้วก็บอกว่าจะซื้อให้ภรรยาสักคัน ภรรยาตัวเล้กๆ เดี๋ยวลองชับหน่อย ร้านเราก็ไม่มีปัญหา ลองได้อยู่แล้ว มีให้ลอง ก็ให้ไปลองขับหน้าร้าน ขับรอบลานสนาม แต่พอขับไปมันไม่ขับกลับสิค่ะ มันขับเลี้ยวขวา ออกถนนอื่นไปเลย ฮ่าๆ
รออยู่ชั่วโมง มันไม่กลับมาก็โทรแจ้งตำรวจไปตามระเบียบ เอ้อ
แต่อยางไร ธัญญ่าก็คิดในแง่ดี่ว่า มันเอารถไปขับ ขับไปไหนๆ คนเห็นว่าเป็นยี่ห้อร้านเรา(เพราะมันสกรีนติดที่ตัวรถ) ก็จะได้ทำให้ร้านเราเป็นทีรู้จักไปด้วย (ยังคิดในแง่บวกอยู่)
แต่ต่อไปใครมาขอลองขับจะต้องยึดใบขับขี่ไว้แล้วนี้ !
#53timdaJun 05, 2010
มาแจมด้วยซะหน่อย อยู่แคนาดา มาครบ 2 ปี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2010 นี้เองค่ะ ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใหม่อยู่เลยคะ มาใหม่ก็เหงาเนาะ เหงามากๆ ช่วงหกเดือนแรกเนี่ยรู้สึก อารมณ์ไม่คงเส้นคงวา เหงา ๆงง ๆ มึน ๆ ถึงแม้ว่ามาได้ไม่นาน สามีจะคอยช่วยเหลือพาไปเรียนภาษาฟรีสำหรับนิวคัมเมอร์ก็เถอะ มันก็ยังไม่เคลียร์ในหัวน่ะ แต่ก็อย่างน้อย นะ อย่างน้อยก็ได้เพื่อนจาก สถานที่ออกกำลัง ได้คุยแก้เหงาปาก ไดเพื่อนคุยจากห้องเรียนภาษาฟรี มีโปรแกรมให้เข้ารับการฝึกฟรีก็ลองเข้าร่วมอยู่หลายองค์กร เอาไว้แลกเปลี่ยนข้อมูลว่าใครทำงานอะไร ที่ไหน ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แล้วก็เริ่มทำงานโวลันเทียในสายงานที่มีประสบการณ์มาสิบกว่าปีจากเมืองไทย คราวนี้หละค่อยรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาหน่อย เริ่มมองเห็นแนวทางการได้ทำงานในสายตรงล่ะ ต้องบอกว่ามันเป็นความบังเอิญ บวกกับเราเสาะแสวงหา แบบกระเสือกกระสนก็ว่าได้ก็ว่ากันตามตรงล่ะค่ะหลุดจากเหงาก็มาเป็นตื่นตาตื่นใจกับประเทศที่มาอยู่อาศัยใหม่ ทำงานโวลันเทียในสายสุขภาพเนี่ยได้เจอคนไข้หลากหลายอาชีพ วันนึงเจอคนไข้มาพบหมอเรื่องมะเร็ง แต่เธอแต่งชุดทำงานมา เราก็ถามจนได้รู้ว่าเขาเป็น PSW/personal support worker /healthcare aids คุยไปเรื่อยคนไข้ก็ใจดีบอกว่าให้เราลองไปสมัครงานที่เขาทำงานซึ่งเป็นงานแถมบอกด้วยว่าให้อ้างอิงชื่อเขาได้ เรางงก็งงใครวะช่างใจดีปานนี้ เป็นงานใน ลองเทอมแคร์ ของรัฐเขาบอกว่าเราเป็นพยาบาลมาก่อนประสบการณ์นานไม่เลว แถมบอกอีกว่าช่วงเดือนไหนที่เขารับสมัครงาน สองครั้งต่อปี กลับบ้านก็เสริชหาใหญ่เลยปรากฏว่าสถานที่นั้นมันมีอยู่จริง และอยู่ตรงกันข้ามกับโรงเรียนที่เราภาษาฟรีเส้นผมบังภูเขาจริงๆ ต่ออีกไม่นานก็ได้รับข้อมูลจากสถานที่ๆเคยไปฝึกอบรมฟรีอีกว่าจะมี งานจ๊อบแฟร์ที่โรงเรียนที่เรียนภาษา และได้งานในตำแหน่ง PSW ในสถานที่เดียวกับคนไข้บอกไว้ จนวันนึงได้ขึ้นเวรเจอเขาเรานี่มือสั่นเลยหากจำไม่ผิด ขอบคุณสามสี่รอบได้มั้งยังซึ้งใจไม่หายเลย วันนีเราทำงานที่นั่นได้ครบขวบปี May6,2010 และพอใจกับรายได้ วันแรกเริ่มงานรับที่ 20 เหรียญ/hr จนมาวันนี้รับที่ 22 เหรียญ /hr ตอนนี้ก็ตระเตรียมสอบใบประกอบโรคศิลป์พยาบาลวิชาชีพอยู่ค่ะ หากผ่านรายรับเริ่มที่ 30-36/hr มันไม่เลวทีเดียว วันนี้ก็ลารอคลอดค่ะ วันที่ได้ใบประกอบก็แพลนจะทำที่นี่ต่อเลยเพราะเราเข้าที่นี่ได้และอยู่ในที่ๆชอบเรียกว่าสุขใจมากกว่าทุกข์ใจน่ะค่ะ สวัสดิการยอมรับว่าไม่เลวทีเดียวลาคลอดก็ได้ หกเดือน
#54timdaJun 05, 2010
ต่อค่ะ ได้รับค่าตอบแทนขณะลาคลอดด้วย เนื่องจากเราอยู่ตำแหน่ง casual ก็ได้รับการคุ้มครองจาก EI ตามที่ได้เคยปรึกษาคุณ ไทยเกริล ไปน่ะค่ะ สวัสดิการที่ได้รับจากของสามี(สัตวแพทย์)เช่นทำฟงทำฟันก็ดีมากๆ ตั้งแต่ตั้งครรภ็มาเข้าเดือนที่เจ็ดได้รับการคุ้มครองหมดยังไม่ได้จ่ายอะไรเลย ยกเว้นค่าข้าวขาวเครืองใช้ เวลาไปพบหมอถึงแม้จะต้องนั่งรอหน่อยแต่ก็เข้าใจค่ะเพราะทุกคนเสียภาษีไม่มีลัดคิวให้เคืองใจเหมือนเมืองไทย ใครมาก่อนได้รับการเสริฟก่อนยุติธรรมดี อ๋อเกือบลืมช่วงที่ไปเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบใบประกอบโรคศิลป์เนี่ยเราได้บัตรนักศึกษษ และสามารถนำบัตรนั้นไปลด ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในการสมัครสมัครสมาชิกออกกำลังกายของรัฐ คุ้มจริงๆ สำหรับคนบ้าออกกำลังกายอย่างเรา
อะไรที่พอนึกออกอีกล่ะ
สวัสดิการคุ้มครองสุขภาพดี
ค่ารถเมล์ไปกลับ $CA 2.50 แถมใช้ตั๋ว ทรานสเฟอร์ได้ ภายใน 1.5 hr
อากาศมีหลากหลายดี ร้อน หนาว ฝน ไม่จำเจ
เรื่องเคารพในสิทธิ ของประเทศนี้ เช่นข้างบ้านไม่ทำเสียงโหวกเหวกโวยวายเหมือนเมืองไทย เมาแล้วมาเห่าหอนมีสิทธิ์โดนซิวเข้ากรง ปรับอะไรก็ว่ากันไป
#55elleJun 05, 2010
แอ๋วเข้ามาอ่านเวบบ่อยค่อ แต่แอบอยู่ตามซอกมุม อิอิ
อยู่แคนาดามาเกือบสี่ปีแล้วค่ะ ก่อนมาทำงานโรงแรม พอมาอยู่แคนาดาก็ยังทำงานโรงแรมอยู่เหมือนเดิม
แต่ตอนนี้ลาออกมาทำอาชีพแม่และเเจ๋ว....
อยู่ที่นี่มีความสุขมากๆ เพื่อนก็ไม่ค่อยมีกับเเค้า แต่ก็ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่เคยมีอาการคิดถึงบ้านเลย....
ยิ่งตอนนี้มีลูก ยิ่งเกาะติดแคนาดาแบบเหนียวแน่นมากขึ้น
#56timdaJun 05, 2010
มาเล่าข้อประทับใจต่อค่ะ
(แก้ไขนิดนึง)ลาคลอดได้ปีนึง โดยหากมีตำแหน่ง part time ,full time ก็จะได้รับการคุ้มครองจากทั้งสองที่คือ องค์กรรัฐที่ทำงาน 6 เดือน และ อีไออีก 6 เดือน ,แต่เราทำในตำแหน่ง casual ก็อยู่บ้านรับเงินเดือนจาก อีไอ 6 เดือน เท่านั้น ก็ยังรู้สึกมันแฟร์ดี
ส่วนสามีก็ยังลามาช่วยเราดูแลลูกได้อีก 6 เดือน ในระหว่างลาเขายังรับเงินเดือน 92 %
บ้านเมืองสะอาดตา
ตำรวจมีความยุติธรรม ติดต่อราชการกับพี่ท่าน ก็ไม่ต้องสอดใต้โต๊ะ
สถานที่ออกกำลังกาย สวนสาธารณะมีต้นไม้ก็เยอะแยะไปหมด ไปเดิน ไปวิ่งคนเดียวก็ปลอดภัย
ลูกเข้าเรียนฟรี(เงินภาษีที่เราส่ง 40 %นั่นแหละ)ไปจนอายุ 18 ปี ก็แฟร์ดี
ส่วน"คำว่าเพื่อนคนไทย" เอ่อ อยู่มาสองปี ยังไม่เจอคำนี้ค่ะ ใช้เป็นคำว่าคนไทยที่ได้รู้จัก แต่ก็ไม่คาดหวังมากมายเพราะเราแต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ ดิ้นรนเพื่อสร้างรากฐานชีวิตให้มั่นคง การหา"เพื่อน"ที่จริงใจในวัยใกล้สี่สิบ เนี่ยไม่ง่ายเหมือนตอนเข้ามัธยม หรือมหาลัย จึงปรับตัวอยู่ได้แบบเข้าใจ ก็คบเพื่อนร่วมงาน เพื่อนอิมมิแกร้นท์ พยายามทำตัวไหลตามสังคมไปก็ไม่เลวทีเดียว และเพื่อนสนิทที่สุดที่นี่ก็สามีเราเองนั่นแหละ อย่างน้องก็รู้ว่าเขาปรารถนาดีกับเราจริง
สรุปว่าชอบแคนาดากว่าไทย ค่ะ แพลนหลังเกษียรก็อยู่แคนาดา กลับไปเยี่ยมไทยแลนด์บ้าง ในอนาคตก็รับแม่มาเที่ยวบ้าง สลับกันไป
#57timdaJun 05, 2010
อ่านแต่หลายๆโพสต์ ข้อความของคุณ Thai girl คุณ แจ๊ค ลุงกิ่ง และอิมมิแกร๊นท์รุ่นพี่หลายท่านใน บอร์ดนี้ ที่มาก่อนๆแล้วทำให้ได้ข้อมูลและข้อคิดหลายๆอย่าง
ไม่รู้ ไม่เข้าใจอะไร เหงาๆ ดีใจ งงๆ ส่งเงินกลับบ้าน(นอก)แบบไหนดี ปรับตัวอย่างไร หาแหล่งซื้ออาหารเอเชียไม่เจอ ก็มาปรึกษาหารือ ผู้อยู่มาก่อนๆ ที่บอร์ดนี้ ก็ได้รับความเมตตาหาคำตอบมาให้เสมอ เรียกได้ว่าอยากรู้อะไรถามมา ที่นี่มีคำตอบ ทำให้รู้สึก ว่าเราไม่โดดเดี่ยว เหมือนที่คุณแจ๊คแกบอกว่า"บอร์ดนี้มีพระคุณ" และตอนนี้เริ่มอยากใช้คำนี้แล้วสิค่ะ และประสบการณ์หาซื้อไม่ได้แต่หารือได้จากผู้มีประสบการณ์ โดยเฉพาะเมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนค่ะ
#58pennyJun 05, 2010
จะเข้ามาแจมสักหน่อย พิมพ์มาซะยาว ดันกดพลาด จาก โพส กลายเป็น ปิดหน้าต่างวินโดว์ซะงั้น
หายหมดเลย เซ็งเป็ด จะให้พิมพ์ใหม่ ก็ขี้เกียจล่ะ หมดอารมย์ ..
ไว้วันไหน มีอารมย์ ค่อยมาแจมใหม่ละกัน ::) ::)
#59ThaiCanJun 06, 2010
สวัสดีค่ะ เห็นเพื่อน ๆ ชาวเว๊ปเข้ามาเล่าประสบการณ์ชีวิตใหม่ในแคนาดา ก็เลยอยากเข้ามาแจมด้วยค่ะ
เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ไปเรียน และเติบโตในเชียงใหม่ค่ะ ที่มาแคนาดาก็เพราะแต่งงานกับสามีชาวแคนาเดี่ยน มาแลนด์ตั้งแต่ มี.ค. 2005 ตอนนี้ก็อยู่ที่นี่ได้ 5 ปีกับ 3 เดือน
การศึกษาก็ไม่ได้สูงนัก จบ ปวส.สาขาการบัญชี จากวิทยาลัยรัฐ ในเชียงใหม่ ทำงานกับบริษัทส่งออกในเชียงใหม่ ได้ 9 ปี ก็ย้ายมาอยู่ในแคนาดานี่แหละค่ะ
ตอนมาใหม่ ๆ ภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึง พื้นฐานมาก ๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ก็พอสื่อสารรู้เรื่องค่ะ
ปีแรก 2005 ก็ไม่ได้ทำงานอะไร เพราะภาษาไม่เก่ง แต่อาศัยที่ว่าได้ไปเรียนนวดไทยตอนอยู่เชียงใหม่ ก็เลยเปิดกิจการนวดไทยเล็ก ๆ ที่บ้าน ทำได้อยู่ ไม่ถึงปี ก็เลิกเพราะเจอไอ้หัวจงอางและเห่า เยอะมาก 555 จบกันค่ะ :P
ปีต่อมา 2006 - 2007 ก็ไม่ได้ทำอะไร เป็นแม่หมูอยู่บ้าน กิน ๆ นอน ๆ ;D
ปีต่อมา 2008 ต้นปี ก็คิดอยากไปเรียนต่อ ช่วงนั้นงานด้านเนอสซิ่งโฮม, รีไทร์เม้นท์โฮม ต้องการพนักงานมากมาย และค่าแรงต่อชั่วโมงก็ใช้ได้ ก็เลยตัดสินใจไปเรียน Personnal Support Worker (PSW) ใกล้ ๆ บ้าน เวลาเรียนรวมทั้งฝึกงานก็ตั้งแต่ พ.ค. - ธ.ค. 08 ก็ได้ใบประกาศนียบัตรมา 1 ใบ ตอนไปเรียนใหม่ ๆ ต้อแต้มาก ๆ เพราะเรื่องภาษา และ ตำราเรียนเล่มโคตรหนาเลย และศัพท์วิชาการทั้งนั้น ท้อ มาก ๆ ค่ะ ชนิดที่ว่าแทบจะต้องเปิด ดิกอังกฤษ - ไทย แทบทุกบรรทัด แต่สามีให้กำลังใจ ก็ฮึดสู้ต่อ ;)
ปี 2009 ถึงปัจจุบัน ตอนนี้ทำงานด้าน Home Health Care ซึ่งเราไปตามบ้านนายจ้าง(ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ ที่ไม่ต้องการย้ายไปอยู่เนอสซิ่งโฮม หรือรีไทร์เม้นท์โฮม) งานนี้ก็ดีค่ะ อิสระ ไม่ได้มีใครมาจี้ว่าต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้
(ติดตามตอนต่อไป)
#60ThaiCanJun 06, 2010
ต่อนะคะ
สิ่งที่ชอบและประทับใจในแคนาดา ก็มี
1. เป็นประเทศที่สงบ อากาศดี มลพิษต่ำ ถึงแม้นฤดูหนาวจะหนาวเหน็บก็ตามเถอะ
2. ผู้คนเคารพกฏหมายบ้านเมือง มีระเบียบ ผู้คนเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน
3. ชอบดูหิมะเวลาตก ปีแรกที่มา แหมอยากเอา เฮลบูลบอย ราดกินเป็นน้ำแข็งใสซะเลย ;D
4 ให้โอกาสในการศึกษาเล่าเรียน ในลักษณะ การสอบ Mature Student Test คือตัวเองไม่ได้เรียนอะไรในแคนาดามาก่อน แต่ตอนไปสมัครเรียน PSW เขาทดสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ พอผ่านทั้งสองอย่างก็สามารถเรียนได้
5. ทางรัฐบาลมีหน่วยงานมากมายที่คอยช่วยเหลือ
สิ่งที่ไม่ชอบเท่าไหร่นักแต่ก็รับได้
1. ราคาสินค้า ติดป้าย $10 แต่ภาษีต่างหาก >:(
2. นอกนั้นยังคิดไม่ออก ถ้าคิดออกแล้วจะมาแจมต่อค่ะ :P
#61lln_nllJun 06, 2010
เห็นมะว่าคนเชียงราย อ่า เก่ง
ว่าเเต่ พี่ThaiCan อยู่อำเภอไรในเชียงราย คับ เผื่อพี่กลับจะได้ให้แม่เอาของ มาฝาก 5555
#62KhingJun 06, 2010
วันนี้ไปดูเขาเข้าคิวกันที่ Markham Fairground เพื่อซื้อเครื่องสำอางค์ลดราคาของบริษัท Estee Lauder และเครือข่ายมา โอ้โฮ...แม่เจ้าโวยแขกทั้งนั้น ที่เหลือก็เป็นปินส์ ,เวียดและจีน มีคนยุโรปตะวันออกและคนขาวและดำประปราย คนมากันดูรวมๆในแต่ละชั่วโมงก็สักสี่ห้าร้อยคนได้.......ไม่มีคนไทยเล้ยยย..ทำให้นึกรู้เลยว่าคนไทยเรามาอยู่โตรอนโต้น้อยจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าทำงานกันเท่าไหร่ (เพราะบัตรเข้าจะได้รับแจกกันมาจากบริษัทที่เขาทำงานอยู่หนึ่งคนหนึ่งใบเท่านั้น) ของเขาราคาถูกจริงๆมีรายการเยอะมาก ทั้งของ Estee, Mac, ของ Clinique, Prescriptives, DKNY, Origins และมีของ Bobby Brown ปนอยู่นิดหน่อย ของยัง up to date อยู่มากๆ ไม่มีที่ว่าหมดสมัยแล้วเลย ทำไงคนไทยจะได้มีส่วน enjoy กับเค้าบ้างน๊อ...
สาวๆที่มีแฟนทำงานบริษัททั้งหลายตื๊อให้แฟนไปหาบัตรมาให้เถอะ worth it จริงๆ เดี๋ยวใกล้ Christmas ก็มีอีก
#63timdaJun 08, 2010
มาเพิ่มเติมความประทับใจในแคนาดาค่ะ
หม้อหุงข้าวซื้อมาได้เดือนกว่าจาก แคนาเดี้ยนไทร์ราคา 79 เหรียญคือตัวปุ่มที่บอกว่า cook ทำงานแป๊บเดียวแล้วก็เปลี่ยนเป็น warm ผลคือข้าวไม่สุก แฟนเราก็บอกว่ามันต้องมีทางแก้ไขได้ เราเถียงใบเสร็จไม่มีแล้วจะทำไรได้ แต่แฟนเราก็พาเราหิ้วหม้อไปบอกว่าพร้อมยืนยันว่าซื้อจากที่นี่โดย แจ้ง สกุล และเช็คลิสต์ในบัตรเครดิต ปรากฏว่าเปลี่ยนได้ใบใหม่มาในราคาเดียวกันนั้น
ไปซื้อไอติม ที่ Metro ป้ายแจ้งว่า onsale 50 % แต่พอไปจ่ายตังค์ มันโชว์ราคาเต็ม 30 เหรียญ น่ะ ที่นี้เราไม่จ่ายก็ท้วงว่าบาร์โค๊ดที่ไอติมว่ามันตรงกับป้ายที่โชว์ พนักงานก็โทรแจ้งหัวหน้าๆลงมาเราก็ลุ้นว่าจะยังไง แต่ผลคือเขามาขอโทษและบอกว่าได้ฟรี และแก้ไขบาร์โค๊ดในคอมให้ตรงราคาเซลเพราะข้อมูลเซลนั้นลงใน flyer แล้ว ดูสิว่าเขารับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดและยังแก้ไข ที่สำคัญถ้าเราเรียกสิทธิ์นะ เขาก็เคารพสิทธิทุกเชื้อชาติน่ะ
#64โจนาธานJun 08, 2010
สวัสดีค่ะ :)
เพิ่งรู้จักเวปนี้ได้ไม่กี่วันนี้เอง มีเรื่องรบกวนอยากถามเพราะไม่มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ที่โน่นเลยค่ะ ถ้าคำถามเคยถามแล้วตอบไปแล้วก็ขอโทษด้วยนะคะ
1. ค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ ค่าเช่าบ้าน ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง
2. ถ้าขอพีอาร์คู่สมรสโดยฝ่ายชายเป็นคนขอหลัก เวลาไปถึงเมืองสามารถเข้ามหาลัยค่าเรียนจะคิดแบบPRไม่ไ้ด้คิดแบบInternational studentsใช่หรือเปล่า
3. ถ้าในอนาคตหย่ากับสามี(คนขอพีอาร์หลัก) เราจะยังมีสิทธิ์คงสถานะPRและขอเป็นCitizenหลังจากนั้นได้หรือเปล่าค่ะ
4. งานProfessionalนี่ หายากมากหรือเปล่าค่ะ อาชีพที่เป็นที่ต้องการในเมืองแวนคูเวอร์เป็นทางด้านไหน
5. ไม่เคยสัมผัสหิมะเลย มันแบบว่าหนาวแบบแห้งๆหรือชื้นๆอ่ะค่ะ พอดีเป็นภูมิแพ้
ขอบคุณทุกๆคำตอยล่วงหน้าค่ะ
#65jeenaJun 08, 2010
;D ;D สำหรับเราชีวิตในแคนาดา อิอิอิ รีเลกซ์ที่สุด จากที่อยู่เมืองไทย ทั้งงาน ทั้งเรียน ทั้งปาร์ตี้ ว้ายตายบริหารเวลาแทบไม่ทัน วุ่นวายแสนสุขไปอีกแบบ
แต่แคนาดา ทำให้ได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่อันตรายภัยรอบข้าง :D :D มีเวลากับครอบครัวเต็มๆ เป็นแม่บ้านเต็มๆ >:( >:( ซึ่งเป็นงานที่ไม่ค่อยชอบ แต่กลับมาชอบซะงั้น เพราะหน้าที่แม่บ้านมันบ่งบอกว่านี่แหละงานเรา รอเด็กน้อยโตหน่อย คงได้ออกไปเรียน ต่อ หรือไม่ก็ทำงาน คงมีสังคมไปอีกแบบหนึ่ง ;) ;) แต่มาอยู่ที่นี่ติดนิสัยอยู่อย่างหนึ่งไม่เคยทิ้ง คือ ชอบคุยและยิ้มให้กับคนแก่ๆ ยิ่งผู้หญิงแก่ๆ นะ เราชอบยิ้มให้เขา เห็นเขายิ้มตอบแล้วชวนคุยด้วย ทำให้เรามีความสุข และเขาเองก็มีความสุขเหมือนกัน คิดไว้งั้น :D :D :D
ที่นี่ซัมเมอร์สวย ปาร์คสวย มีที่เที่ยวเยอะเหมือนกัน จากที่เดินบนดิน บนทราบ บนซีเมนต์ หรือก้อนกรวด ก็มีโอกาสได้เดินบนถนนน้ำแข็ง หิมะ ;D ;D
สรุปว่า ใช้ชีวิตที่ไหนก็แล้วแต่ ครอบครัวคืนเพื่อนที่ดีที่สุด หากคนโสดก็ ตัวเองคืนเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุด แต่อย่างลืมนะ เพื่อนรอบข้างที่ดีก็มีให้ค้นหาเหมือนกัน ;) ;)
ขอให้มีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่ทุกท่าน ทุกคน ปลงซะ ไม่ปลงจะเสียคน :D :D :D
#66TanyaJun 08, 2010
คิดว่าตัวเองยังโชคดีได้ อยู่กับชาวแคนาดา คือบ้างสิ่งเขาก็ดู ทำ และ เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย เช่น กีฬาฮอกกี้ สกี คือเขาดู เขาเล่น เราไปด้วยเราก็เลยได้เรียนไปกับเขา ตามลูกเขาไป ก้เป็นผลพลอยได้
พอเรามามีแฟน ได้แฟนฝรั่งเขาก็เป็นเพื่อนทีดีต่อเรา อีกทั้งเขาคนท้องถิ่น เขาก็ได้ช่วยให้เราเข้าใจในระบบของสังคมเขาได้ยิ่งขึ้น อย่างทีพี่ Timda เล่าเลยค่ะ เขาต้องได้ฟรี หากราคาของติดไว้ถูก แล้วพอไปคิดเงินแล้วแพงกว่า พวกสิทธิ์ผุ้บริโภคจะดีของที่นี้นะคะ่ ก็ชอบไปด้วย
ถ้าจะให้ประทับใจกับคนในเว็บบอร์ดนี้ คือครอบครัวของคุณแจ๊ค เพราะพี่เขาอพยพมาจากเมืองไทยโดยตรง ทังครอบครัว อยู่กันแบบไทยๆ ไม่มีแคนาเดียนมาไกด์ใดๆ ได้อ่านประวัติพี่เขาแล้วและทีี่พี่เขาให้ข้อมูลต่างๆ ก็รู้สึกว่าเขาทึ่งดิ้นรนและเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ตอนนี้พี่แจ๊คก็อาจจะหายๆ บอร์ดไป แต่น้องสาวคนนี้ยังคิดถึงจ้า
สิ่งทีไม่ชอบในแคนาดา คิด่าน่าจะเป็นยูเนียน อันนี้จะเหมือนกับ Mini_me เพราะยูเนียนสมัยนี้ไม่ใช่แค่ปกป้องแต่กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนไปแทน ไม่ชอบทีออนตาริโอจะเป็น HST นี้ไม่ชอบค่ะ
ส่วนขอบเยอะค่ะ เช่นความปลอดภัยในทรัพย์สิน ความเท่าเทียวกันในสังคม สิทธิ์ผุ้บริโภค การช่วยเหลือจากรัฐยามจำเป็น EI ยามตกงาน การรักษาพยาบาล
ตกงานได้เป็นปี รัฐก็เลี้ยง แถม ผุ้หญิง หากลาคลอดลูก จะลาปีหนึ่งก็ได้ รัฐเลี้ยง หากครบปีกลับไปทำงาน บริษัทต้องได้ตำแหน่งเดิมคืน พร้อมสวัสดิการในระดับเดิมทุกอย่าง แม่เจ้าโว๊ย อยู่ไทย คลอดลูกเดือนเดียวนี้แม่ก็ต้องรีบกลับไปทำงานแล้ว หยุดสามเืดือนนี้ไล่ออกหาคนมาแทนแล้วอะ อันนี้งานระดับชาวแรงงาน ซึงในแคนาดานี้ เท่าเทียบกัน จะงานชาวแรงงาน หรือ จะงานคนมันสมองในห้องแอร์
ก็คิดนะ แคนาดามันก็มีคนต่างชาติมาอยู่เยอะแยะ คนไม่รู้ว่าเรียกว่าแคนาเดียน มันจะเป็นคนชาติอะไรกันแน่ เพราะมันมาจากทั่วโลก แต่เขาก็อยู่ได้ พัฒนาประเทศมาเป็น G8 ได้ ระบบการเงินของแคนาดายังดีอยู่กวา่หลายประเทศหนัก เฮ้อ คนไทยนะ เกิดก็คนไทย แต่ทำไมมันไม่พัฒนาเท่ากับคนชาติอื่นๆ มาอยู่รวมกัน อะวกเข้าประเทศเราสะได้
#67timdaJun 08, 2010
แม่นแล่ว ๆ คุณ Tanya คุณแจ๊คเนี่ยขอยกมาเป็นไอด่อลเลยนะ ไม่เคยรู้จักแกหรอกแต่ทึ่งในวิถีของเขาน่ะ บางอันเนี่ยเราก็แอบเรียนรู้จากแกน่ะ
เอ่อ หากอยากจะได้ scooter ปลอดสารตะกั่วร้านธัญญ่าเนี่ย ส่งที่ Ottawa ได้ไหมคะ หลังคลอดกะว่าจะพาสาวน้อยแคนาเดี้ยน ไทย ลาว บึรื๊น ๆๆ รอบหมู่บ้านซะหน่อย :-*
#68ThaiCanJun 08, 2010
ตอบน้อง lln_nll ค่ะ
บ้านพี่ (บ้านของแม่น่ะ) ที่เชียงราย อยู่ อ.เทิง จ๊ะ บ้านปล้อง บ้านแม่พี่อยู่ติดกับ อบต. บ้านปล้อง เลย
;D :D ;)
#69lln_nllJun 08, 2010
― ―
กรี๊ดดดดดด ไม่ไกลบ้านเราเลย เราอยู่บ้านต้า กรี๊ดดดดดด
กรี๊ดดดดดด กรี๊ดดดดดดดดด กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด
ว่าแต่พี่จะกลับไม่ไหร่อ่า จะได้ให้แม่เอาของมาฝาก
(ห้าๆๆๆๆๆๆ :P :P :P :P :P) ล้อเล่นนะคับ
#70ChinookJun 08, 2010
― ―
ช่วยเล่ารายละเอียดได้มั้ยครับ ไว้เป็นอุธาหรณ์สำหรับสาวๆที่คิดจะมาประกอบอาชีพนวดในแคนาดา
#71Mini MeJun 08, 2010
― ―
ช่วยเล่ารายละเอียดได้มั้ยครับ ไว้เป็นอุธาหรณ์สำหรับสาวๆที่คิดจะมาประกอบอาชีพนวดในแคนาดา
คุณนิค เดี๋ยวเราช่วยเล่านะ ไม่มีประสบการณ์ตรงหรือรายละเอียดใดๆ หรอกค่ะ แต่ตอนมาใหม่ๆ เคยคิดจะทำ คุณชายที่บ้านบอกว่า "ห้ามทำโดยเด็ดขาด รู้รึเปล่าว่างานนวดที่นี่น่ะ มีนัยอย่างไร" เราทำหน้างงไปสามวิแล้วตอบไปว่า "อ้าว ไม่รู้ว่าที่นี่ก็เป็น"
สรุปว่าที่ไหนก็มีนวดบังหน้าค่ะ อย่างเมืองไทยก็มี แต่เมืองไทยนวดจริงๆ ก็เยอะและถึงแม้จะเป็นนวดไทยจริงๆ หมอนวดก็เล่าให้ฟังบ่อยๆ ถึงเคสเหล่านี้ ฟังแล้วก็เศร้าแทนหมอนวด เพราะเค้าก็พยายามตั้งใจทำงาน จะได้ได้ทิปทั้งๆ ที่บางครั้งรู้ว่าลูกค้าคิดไม่ซื่ออ่ะ แต่ถ้าไม่ได้โจ่งแจ้งมากๆ บางทีเค้าก็ดูเหมือนจะต้องทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่
#72KhingJun 09, 2010
― ―
ช่วยเล่ารายละเอียดได้มั้ยครับ ไว้เป็นอุธาหรณ์สำหรับสาวๆที่คิดจะมาประกอบอาชีพนวดในแคนาดา
คุณนิค เดี๋ยวเราช่วยเล่านะ ไม่มีประสบการณ์ตรงหรือรายละเอียดใดๆ หรอกค่ะ แต่ตอนมาใหม่ๆ เคยคิดจะทำ คุณชายที่บ้านบอกว่า "ห้ามทำโดยเด็ดขาด รู้รึเปล่าว่างานนวดที่นี่น่ะ มีนัยอย่างไร" เราทำหน้างงไปสามวิแล้วตอบไปว่า "อ้าว ไม่รู้ว่าที่นี่ก็เป็น"
สรุปว่าที่ไหนก็มีนวดบังหน้าค่ะ อย่างเมืองไทยก็มี แต่เมืองไทยนวดจริงๆ ก็เยอะและถึงแม้จะเป็นนวดไทยจริงๆ หมอนวดก็เล่าให้ฟังบ่อยๆ ถึงเคสเหล่านี้ ฟังแล้วก็เศร้าแทนหมอนวด เพราะเค้าก็พยายามตั้งใจทำงาน จะได้ได้ทิปทั้งๆ ที่บางครั้งรู้ว่าลูกค้าคิดไม่ซื่ออ่ะ แต่ถ้าไม่ได้โจ่งแจ้งมากๆ บางทีเค้าก็ดูเหมือนจะต้องทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่
เคยเขียนเรื่องนี้แล้วถูกแจ้งลบ ก็ไม่ทราบว่าที่ถูกแจ้งลบเพราะไป upset ใครเรื่องความไม่ปลอดภัยของการเปิดนวดที่บ้านหรือร้านเล็กๆหรือว่าเราใช้ภาษาที่ตรงเกินไปก็ไม่รู้ แต่บอกได้จากประสพการณ์กับสาวนวดไทยที่เคยมาเล่าให้ฟังว่า เกือบเก้าในสิบของผู้ชายที่มาหานวดแบบนี้โดยไม่ไปนวดกับ RMT นั้น (หรือแม้แต่ที่ไป RMT บางคนก็เหอะ) แบกเอาความหวังอย่างอื่นมาด้วยทั้งนั้น
เคยชวนเพื่อนร่วมงานระดับ executive ไปนวดกับหมอนวดสาวไทย(หรือไม่ไทยก็แล้วแต่)ที่นวดแก้เมื่อย มีแต่คนบอกว่าจะเอาแบบ "happy ending" เราฟังแล้วบอกตรงๆว่าสงสารอาชีพนี้ แก้ภาพพจน์ลำบาก และอยากเ-ะปากคนพูดจริงๆ
#73thainiyomJun 09, 2010
เรื่องด้านลบแก้ไม่ได้แล้ว ในยูทูปมีเต็มไปหมด ตั้งแต่พัทยาปาร์ตี้ริมถนนตอนกลางคืน รูดเสา ซอยนานา ซอยคาวบอย PAT PONG
เมื่อวานแท๊กซี่ชาวอังกฤษที่คลั่งเป่าไป11ศพเพราะโดนสาวไทยหลอกจนหมดตัวอีก แต่ละปีมาตายที่พัทยาประเภทมาเกษียณโดนหลอกจนหมดตัว
มาฆ่าตัวตายอีกไม่รู้เท่าไร ข่าวมันปิดไว้เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งเงินแหล่งทองของตำรวจเขา ฝรั่งตาย ปิดคดีด้วยไม่เมาตกตึกก็เสพยาตายทั้งปี
สาวบางคนนะอย่ามาค้อนผมนะออกตัวไว้ก่อนแล้วนะครับ แปลก ได้เจอคนดีๆรักจริงหวังแต่งก็ว่าเขาหมู เจอเขี้ยวๆก็พาไปขายออกมาร้องโวยว่าฝรั่งเเสบ
#74Mini MeJun 09, 2010
― ―
อ่านแล้วขำอ่ะค่ะ อดแซวไม่ได้ว่ารุ่นนี้ยังมีกลัวโดนค้อนอีกเหรอเนี่ย ;D
#75KhingJun 09, 2010
เขียนผิดป่าว..กลัวฆ้อนมั๊งเฮีย :D
#76jeenaJun 09, 2010
อืม อ่านแล้วเห็นด้วยกับคุณไทยนิยม ฝรั่งเขาก็หวังซื้อบ้านหลังแรกให้กับชีวิต บางคนก็ไปไปมามา เป็นบ้านหลังที่สอง แต่อยู่อยู่งัยไม่รู้ กลับเป็นบ้านหลังสุดท้ายเสียนี่ น่าหดหู่นะ เชื่อเหอะ กรรมตามทัน ฆ่าคนทั้งเป็นนะ บาปหนักค่ะ
ทุกคนก็หวังแต่ให้บั้นปลายชีวิตอยู่อย่างสงบสุข มีครอบครัว ต่างดูแลซึ่งกันและกัน คนที่โชคดีก็ดีไป แต่ไอ้ที่โชคร้ายก็มีถม ยังงัยก็อย่าไปคิดมาก คิดเสียว่า ตายเร็วนั้น หมดทุกข์ หรือว่าคนมีบุญ เพราะไม่ต้องเจอะเจออะไรอีกในชีวิต ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ ถือซะว่า บุญยังไม่หมด :D :D
งั้นเดี๋ยวต้องรีบทำบุญแล้วล่ะ จะได้ต่อชีวิตอยู่นาน สาธุ ;)
#77thainiyomJun 09, 2010
นวดแผนไทยในประเทศไทยยิ่งวันชื่อเสียงก็จะเริ่มจะยิ่งเน่าไปเรื่อยๆ
ในเมืองไทยนี่แปลกมีการค้าบริการแอบแฝงหรือยืนขายริมถนนโดนจับหมด แต่เป็นอาบอบนวดนั้นไม่จับ ไม่มีการออกใบอนุญาตอาบอบนวดในยุคปัจุบัน
สถานอาบอบนวดระดับอัครบันเทิงแบบของเจ๊วา(รัฐมนตรี)ที่มีห้องมากๆ จึงต้องซื้อใบอนุญาตอาบอบนวดเก่าที่มีค่ายิ่งกว่าเหมืองทองมาใช้กัน
ใบอนุญาติเก่าเช่น50ห้อง100ห้องหรือ200ห้องนั้นมีค่าห้องๆละเป็นล้านบาท
อาบอบนวดใหญ่ๆบางแห่งใช้ใบอนุญาตเก่าถึง5-6ใบ ยังไม่นับห้องที่สร้างเกินที่ละ40-50ห้องอีกต่างหากอันนี้ไปจ่ายส่วยต่างหาก
ส่วนการนวดแบบธรรมดาในสถานที่นวดแผนโบราณแบบขนาดกลางหรือใหญ่ ที่ไม่มีการค้าบริการทางเพศแอบแฝง ประเภทถึงมีไปตกลงกันเอง หรือเด็กชอบแขกแถมให้ฟรีๆ
นั้นมันเถื่อนเกินไปที่จะมีอะไรลับล่อๆ เพราะไม่มีห้องนํ้าในห้องนวด ใช้ทิสชู่คงไม่ไหวนะครับ
ทีนี้พวกนายทุนกิจการนวดแผนไทยที่มีอิทธิพลอยากจะได้เงินแต่ไม่มีเงินลงทุนในระดับนั้นจึงเลี่ยงบาลีของข้อกฎหมายเรื่องอ่างอาบนํ้า
พวกนี้จะหันมาสร้างห้องอาบนํ้าเล็กๆที่ใช้ฝักบัวแทนอ่างอาบนํ้าในห้องนวดแบบส่วนตัว ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วเมืองไทย ที่ไหนมีห้องอาบนํ้าด้วยฝักบัวนะขายบริการชัวร์ทุกที่ครับ
จะนวดจริงก็เหลือร้านห้องแถวเล็กๆที่สามารถมองเห็นข้างในได้แต่ก็ยังไม่ชัวร์เช่นกัน นอกจากติดกระจกใสมองเข้าไปแล้วเห็นเก้าอี้นวดฝ่าเท้าวางเรียงติดกันแบบเปิดเผยครับ
พวกสปาที่รับแขกแบบทั้งหญิงและชายที่มีพนักงานแต่งเครื่องแบบก้ยังไว้ใจได้อยู่ ส่วนพวกสปาตึกแถวที่มีสาววัยรุ่น6-7คนแต่งตัวยังกะสาววัยรุ่นญี่ปุ่นนะใช่เลยทุกๆที่ครับ
อันนี้มากำลังมาแรงจัด.เขาเรียกกันว่า นวดกระปู๋ ขนาดมีเว๊ปไซด์เองมีรูปเด็กมาลงให้ชมอีกต่างหาก
#78thainiyomJun 09, 2010
www.thaitownusa.com/New-1006000086-1.aspx
คนไทยโดนฆาตกรรมที่ เอีดมันตัน อัลเบอร์ต้า
#79jeenaJun 09, 2010
เคยอ่านข่าวเจออยู่ปล่อย เรื่องผู้หญิงไทยโดนฆ่าตายในต่างประเทศ อย่างเช่น สวิซเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และเยอรมัน มันก็ต่างๆ นานาล่ะนะ บางคนไปทำงานต่างประเทศก็เพราะหวังที่จะได้รวย บางคนก็หนี้สิน บางคนอยากให้ชีวิตครอบครัวอยู่สบาย จนไม่คิดเรื่องชีวิตและความปลอดภัย แต่บางคนก็โชคร้าย ก่อนไปใช้ถนนลาดยาง แต่พอไปถึงกลับเดินบนถนนลูกรัง แถมมีหนาม ก็จำเป็นต้องทน ต่างบ้านต่างเมืองมันไม่เหมือนบ้านเอง ยังพอรู้ทางออก ทางไป
ก็เพราะโลกสมัยนี้ส่วนมากใส่หน้ากากเข้าหากัน เลยไม่ค่อยพบกับความจริงของชีวิต พูดกันยากนะเรื่องแบบนี้ แค่เพียงอยากจะบอกว่า
จงระวังทุกฝีเท้าที่ย่างก้าว ก็เพราะความก้าวหน้าของชีวิต ที่พึงเกิด
ชีวิตล้มแล้วไม่เคยตาย ถ้าคุณลุกขึ้นสู้ และต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่ผิดด้วยกฎหมาย
#80ThaiCanJun 09, 2010
ตอบน้อง lln_nll ค่ะ
เพิ่งไปเมืองไทยปีที่แล้วนี้เองง่ะ เอาไว้ไปงวดหน้าจะบอกนะ อยู่บ้านต้าเองเหรอ ก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่นะ อิ ๆๆๆๆๆๆ
แล้วในแคนาดานี่อยู่แถวไหนจ๊ะ พี่อยู่ทางตะวันออกของ Toronto ก็ประมาณ 150 กม. เห็นจะได้จ๊ะ
#81ThaiCanJun 09, 2010
คุณ Chinook ค่ะ เกี่ยวกับนวดไทย คุณ Mini Me ก็ตอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ
คือไอ้เราเปิดกิจการนวดจริง ๆ แต่ผู้ชายฝรั่งเขากลับคิดว่าเราเปิดนวดบังหน้า อะไรทำนองนั้น พอลูกค้ามานวดที่บ้าน พอดิฉันนวดเสร็จก็ถามว่า แค่นี้เหรอ อ้าว แล้วคุณจะเอาอะไรอีกล่ะ (คิดในใจ) แหม ก็พูดเป็นทำนองอย่างว่า ชวนไปกินข้าวบ้าง จิบกาแฟ บ้าง บางคนมานะ บอกว่าฉันไม่ใส่เสื้อผ้าได้ไหม อ้าว จะโชว์ของหรือเพ่ ก็บอกไม่ได้หรอก พอดีดิฉันก็มีชุดคลุมให้ใส่ แต่คนที่ดี ๆ ก็มีค่ะ ลูกค้าก็มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่พอเจอบ่อย ๆ เข้า ก็คุยกับสามี เขาก็บอกเลิกเถอะ ก็เลยปิดกิจการไป
#82KhingJun 09, 2010
คนไทยเอ็ดมันตั้นที่บังเอิญไปโดนถึงตาย เป็นหนึ่งใน many victims of violent crimes ที่มีอยู่ดกดื่นแถววีนีเปกและเอ็ดมันตั้น ถือว่าถูกหางเลขเข้าอย่างช่วยไม่ได้ (และเรื่องก็คงเงียบหาย ถ้าญาติไม่มาตามร้องเรียน) นอกจากปัญหาที่มีกับเนทีฟกะลูกๆของเนทีฟที่ติดเหล้ากันงอมแงมกันเต็มเมืองแล้ว แถบๆนั้นยังเป็นที่มั่วสุมของเยาวชนของอิมมิแกรนท์ชาวยุโรปตะวันออกที่หนีออกจากบ้านไปนอนกลางดินกินกลางทรายกันเป็นกลุ่มๆ เร่ร่อนขอทานหรือจี้ปล้นแล้วก็อพยพกันไปเรื่อยๆ บางที่ก็ไปโผล่กันที่แวน เวลาเด็กวัยรุ่นที่นี่หนีออกจากบ้านไปเพราะขี้เกียจเรียนหนังสือหรือถูกพ่อแม่บังคับไม่พอใจ ถ้าหากันจนจนปัญญาแล้ว เขามักจะไปหาจากเมืองสองเมืองนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเด็กฝรั่งเพราะกลมกลืนได้ง่ายกว่า
ส่วนเรื่องหญิงไทยที่แต่งงานกับฝรั่งที่นี่แล้วตายอย่างมีปริศนานี่สิ มีทั้งที่โตรอนโต้และแวนคูเวอร์ (เท่าที่รู้มีสองราย) ยังไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า เคสที่โตรอนโต้ปิดไปแล้วด้วยซี ส่วนเคสที่แวนคูเวอร์ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว
(ลุงมีแต่เรื่องไม่ดีๆมาเล่าอยู่เยื่อ เยย)
#83Mini MeJun 09, 2010
― ―
เรื่องแบบนี้ตอนก่อนจะแต่งงาน นายเก่าเคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน เค้าทำท่าห่วงและกังวลมากกลัวว่าเราจะโดนหลอก จากนั้นก็เริ่มเล่าให้ฟังว่ามีคนรู้จัก แต่งงานกับฝรั่ง อยู่กันไปพักนึงคุณสามีทำประกันชีวิตให้ แล้วอยู่ไปอีกพักนึงผู้หญิงก็เสียชีวิต แล้วก็มีเคสอื่นๆ แบบแต่งมาแล้วโดนสามีทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจอะไรพวกนี้ด้วย บอกตรงๆ ตอนนั้นฟังแล้วแอบหลอนไปพักนึงเหมือนกัน ::)
ส่วนเรื่องฝรั่งตายเมืองไทยเนี่ย ได้ยินมาเยอะเหมือนกัน แบบภรรยาฆ่าเอาสมบัติ เอาประกัน ฯลฯ
ลุงเล่าบอร์ดนี้ไม่รู้สายไปรึเปล่า อาจจะต้องไปเล่าที่พันทิบนะ ;D
― ―
แต่พัทยานี่ขุมทองจริงๆ ขนาดตอนที่ชุลมุนกันเมื่อเดือนที่แล้ว โดนประกาศเคอร์ฟิวได้สองคืนก็ต้องยกเลิก เพราะไม่งั้นจะอดตายกันทั้งเมืองมั้งน่ะ
#84pennyJun 09, 2010
มาอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีกับ 8 เดือนแล้ว..
หินพอควรในความรู้สึกเรา เพราะสามีไม่ได้มีหลักมีฐานอะไร รอรับเราอยู่ที่แคนาดาเหมือนคู่อื่นๆ ..
กลับมาอยู่แคนาดา ก็เริ่มจากศูนย์ใหม่พร้อมๆ กัน เหมือนคู่ไทย-ไทย ที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่แคนาดาคู่อื่นๆ .. เราสองคน ไม่มีใครเป็นหลักให้ใคร สามีไม่มีที่อยู่ รอให้ซุกหัวนอนตั้งแต่วันแรกที่มาแลนด์ ไม่มีหน้าที่การงานดีๆ เป็นหลักประกันไว้ก่อน เหมือนคนอื่นๆ ..
3 คน พ่อ-แม่-ลูก ต้องซุกหัวนอนในโรงแรม ห้องแคบๆ 2 เดือน กว่าจะหาบ้านเช่าสภาพที่พอจะอยู่ได้ แต่ยังโชคดีที่สามีได้งานทำตั้งแต่อาทิตย์ที่ 2 หลังจากมาแลนด์ ส่วนเรา ทำอะไรไม่ได้เพราะมาตอนลูก 8 เดือน ต้องเลี้ยงลูกเล็กอยู่บ้าน เอาไปเข้าเดย์แคร์ที่ไหนไม่ได้ ต้องลงชื่อรอ waiting list (จนป่านนี้ ที่ๆ ลงชื่อไว้ ยังไม่โทรมาเรียกเลย ) เราจะไปหางานทำ ชม. ละ 10$ สามีก็ไม่ให้ทำ บอกไม่คุ้มเหนื่อย ถ้าต้องเอาลูกเข้าเดย์แคร์วันละ 30-40 $ เพื่อไปทำงานชม.ละ 10$ อยู่บ้านเลี้ยงลูกเองเถอะ ดีกะสุขภาพจิตลูกมากกว่า
ครั้นจะไปลงเรียนภาษาฝรั่งเศสแบบฟูลไทม์ แล้วเอาลูกฝากที่โรงเรียนเลี้ยงก็ไม่ได้อีก เพราะเวลาทำงานของสามี ไม่เหมือนชาวบ้านเค้า สองวันเข้ากะเช้า สี่วันเข้ากะกลางคืน สลับกันไปทุกอาทิตย์ แถมบางวัน ลูกน้องขอลาไปทำธุระ หรือเมาค้าง หาคนมาเสียบแทนไม่ทัน สามีก็ต้องควงกะ กับควบตำแหน่งเด็กเสริฟแทนลูกน้องอีก เนื่องจากงานแรกที่เค้าหาได้ คือ เป็นผู้จัดการโรงแรม ต้องดูแลทั้งห้องพัก บาร์ โต๊ะสนุ๊ก รับรองลูกค้า รวมไปถึงปิดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ประจำวัน ดูแลสต๊อค เหล้าเบียร์ เครื่องดื่ม จิปาถะด้วย เรียกว่า ทำมันเกือบทุกอย่างดีๆ นี่เอง ถึงแม้จะไม่ชอบ schedule งาน แต่ก็ต้องทำ เพราะดีกว่า รอให้หางานสบายๆ เงินดีๆ ได้ แล้วหายใจรดทิ้งไปวันๆ ...
ส่วนเอกสารทุกอย่าง SIN, Health card, ใบขับขี่, แฟมิลี่ ดอคเตอร์ ฯลฯ ของทั้งครอบครัว รวมถึงตัวสามีเอง แม้จะเป็นแคนเนเดียน ก็ต้องเริ่มติดต่อใหม่หมด เพราะต้องเปิดไฟล์ปะติดปะต่อเรื่องใหม่ เนื่องจากสามีทิ้งแคนาดาไปหลายปี ก็ไม่ต่างอะไรจาก new comer เท่าไหร่นัก..
พอสามีเริ่มทำงานไปได้สัก 3-4 เดือน อาการปวดหัวเข่า ก็เริ่มกำเริบ (เข้าใจว่า คงเป็นเพราะงานมันต้องเดินๆๆๆๆ ดูแลความเรียบร้อยทั่วไป และรับรองลูกค้าทั้งวัน ) ผสมกับ schedule การทำงานที่มันไม่เป็นรูทีน ทำให้ร่างกายปรับตัวเรื่องนอนกลางวัน-กลางคืนไม่ได้สักที จึงเกิดอาการเหมือนนอนไม่เต็มที่ รู้สึกเพลียและเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา อารมย์ เค้าจึงเริ่มขี้หงุดหงิด และอารมย์เสียบ่อยมากๆๆ .. บ่อยจนขนาดที่ว่า เราอยากจะโทรเรียกตำรวจมาลากคอไปนอนสงบสติอารมย์ในคุกสัก 1-2 คืน หรือไม่ก็ให้เค้าย้ายออกจากบ้านไปเลยทีเดียว เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา 9 ปีกว่าๆ สามีไม่เคยเป็นบ้า นิสัยพาลหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ขนาดนี้ ...
เราท้อสุดๆ และถอดใจหลายครั้ง แต่ไม่เคยคิดจะย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย ซึ่งมาคิดๆ ดู ความบัดซบในชีวิตที่ผ่านมา ปีเศษๆ คงมาจากหลายๆ สาเหตุรวมๆ กัน ..
ไหนจะต้องปรับตัวเรื่องเป็นแม่มือใหม่ ดูแลลูกที่ฝากใครเลี้ยงไม่ได้
ไหนจะต้องทำงานบ้าน ทำกับข้าวที่ต้องคอยเช็คเวลาตลอด เพื่อวางแผนให้ตรงกับ schedule งานของสามี (อยู่ไทยไม่เคยต้องทำอะไรเลย )
จะไปไหนก็ต้องรอสามีพาไป เพราะยังสอบใบขับขี่ไม่ผ่าน
ส่วนคุณสามีก็ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน วันหยุดเค้าก็อยากนอนๆๆๆๆ เอาแรง เพราะมันเพลียและล้าอย่างที่ว่า กะแค่จะไปซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน อาทิตย์ละครั้ง หรือ สองอาทิตย์ครั้ง บางทียังเถียงกันแทบบ้านแตก จนเราทนไม่ไหว ลามไปขนาด ถึงขั้นขอเลิกกับเค้า ก็ตั้งหลายหน
ไหนจะเรื่องขาดความอิสระ อยากทำไร ไปไหนมาไหนก็ทำไม่ได้ ตามนิสัยสาวมั่น เคยมีชีวิตที่ดี สะดวกสบาย ไม่เคยต้องง้อใคร แคร์ใคร
ไหนจะ culture shock..
ช่วงปีแรกที่มาอยู่ที่นี่ ในความรู้สึกเรา พูดได้ว่า ชีวิตบัดซบจริงๆ ไม่อยากจะอยู่เลย อยากจะขยับทำอะไรก็ทำไม่ได้ ลูกก็เล็ก สามีก็ป่วย ดันมาท้องอีก ในหัวคิดแต่ว่า ทำไมย้ายข้ามประเทศมา แล้วชีวิตมันบัดซบแบบนี้ฟ่ะ อยู่ไทยสบายใจ สบายตัวดีๆ ไม่ชอบ ดิ้นรนมาหาที่ลำบากแท้ๆ แต่ก็ต้องอดทน..
ทุกวันนี้ อยู่ได้ด้วยความหวังว่า ชีวิตมันคงจะดีขึ้น หลังจากหัวเข่าสามีผ่าเรียบร้อย เรื่องราวที่ยื่นฟ้องร้องจบด้วยดี และลูกๆ เริ่มเข้าโรงเรียน ซึ่งคงอีก 4-5 ปีโน้น จะทนได้ถึงเวลานั้นมั้ยหนอเรา..
เรื่องกลับไปอยู่เมืองไทยตอนแก่ ไม่คิดนะ คงปักหลักที่นี่ยาว อยู่กับลูกจนตาย ให้เผากระดูกโยนทิ้งทะเล ทิ้งแม่น้ำไปเลย ไม่ต้องเก็บ ไม่ต้องฝัง ไม่ต้องส่งกลับไทยให้เป็นภาระของลูก หรือของใครๆ ..
ลองคิดๆ ดู กันเล่นๆ
อีก 20-25 ปี ลูกเรียนจบ สมมติอยากกลับไปแก่ตายที่เมืองไทย จะเหลือใครที่เรารู้จัก และสนิทสนมคุ้นเคยให้ไปมาหาสู่บ้าง
พี่น้องที่คลานตามกันมา ก็คงเหลือแค่ไม่เกิน 2-3 คน ต่างคนก็คงจะแก่หงั่ก เหมือนๆ กัน พวกพี่ๆ คนโตๆ ก็คงจะไปกันหมดแล้ว ส่วนหลานๆ ก็คงมีครอบครัว แยกย้ายกันไป คงไม่สนิทสนมกันเพราะห่างกันมานาน เพื่อนฝูงแต่ละคน ก็คงวัยไม้ใกล้ฝั่งเหมือนกัน คนที่เรียกว่า เพื่อน และอยากไปมาหาสู่จริงๆ ก็มีแค่หยิบมือเดียว ถึงเวลานั้นจะยังอยู่กันมั้ยหนอ..
แก่ตัวลงไป ก็มีแต่จะเป็นภาระของลูกๆ ขืนกลับเมืองไทยตอนแก่ ไม่สบายเป็นไรขึ้นมา ก็เดือดร้อนลูกๆ ต้องวิ่งไป วิ่งมาอีก ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล เรื่องการดูแลเอาใจใส่ ยิ่งแก่ ยิ่งต้องใช้เงินเยอะ ถ้าไม่สบายอยู่เมืองไทย เผลอๆ เดือดร้อนไปถึงหลานๆ หรือไม่ ก็อาจไม่เหลือใครให้ไปเดือดร้อนเค้าอีกต่างหาก... ถ้ากลับไปอยู่ไทย อาจจะแก่ และเหงาตายโดยลำพังได้ไม่ยากนัก สู้อยู่แคนาดาดีกว่า อย่างน้อยเจ็บป่วยขึ้นมา รัฐก็ยังมีสวัสดิการ และให้การช่วยเหลือเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องเดือดร้อนลูกเต้ามากมาย ขอแค่ให้เอาหน้ามาให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราวยามที่แม่คิดถึงก็พอ..
จากที่อยู่มา 1 ปี 8 เดือน เราว่า ในระยะยาว อยู่ที่แคนาดา ชีวิตดูเหมือนจะบริหารจัดการง่ายกว่า อยู่เมืองไทย โอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต ทำได้ไม่ยากเลย ถ้าขยัน ตั้งใจจริง และรับผิดชอบต่อตัวเอง เพราะรัฐซัพพอร์ตค่อนข้างเยอะ แม้ในอนาคต เกิดนึกอยากจะเป็นซิงเกิ้ล มัมขึ้นมา เราก็คิดว่า ชีวิตซิงเกิ้ล มัมที่นี่ ยังบริหาร จัดการ ง่ายกว่า ถ้าเปรียบเทียบกับ ซิงเกิ้ลมัม ที่เมืองไทย ..
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น มันขึนอยู่กับจุดมุ่งหมาย และความยึดติด ในชีวิตของแต่ละคน ที่แตกต่างกันไป..
กรณีเรา จุดมุ่งหมายในชีวิตที่เหลือจากนี้ ไม่ได้อยู่เพื่อ ปัจจุบันและอนาคตของตัวเอง ของสามี ของพ่อแม่ หรือของใครๆ ที่กำลังจะทะยอยล้มหายตายจากกันไป เหลือไว้แต่ความทรงจำ..
ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้ไป เลือกจะอยู่ที่แคนาดา เพราะคำว่า - รับผิดชอบ - ต่ออนาคตของคน 2 คน เท่านั้น ไม่ว่าจะลำบาก และบัดซบยังไง แค่ไหนชีวิตนี้ ขาดใคร (สามี พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง) ขาดอะไร อยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้ แต่ถ้าขาดความรับผิดชอบต่อตัวเอง อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้ ว่ามั้ย ....
#85pennyJun 09, 2010
ข่าวฝรั่งโดนฆ่าตายที่เมืองชล แล้วปิดข่าว อย่างที่คุณไทยนิยมเล่า มันเป็นเรื่องจริงนะ เพราะเราเองไปซื้อบ้านอยู่แถวๆ อมตะนคร ดูข่าวเคเบิ้ลท้องถิ่น มีฝรั่งโดนฆ่าตาย ตกตึกตาย โดนฆ่าเอาประกัน สารพัดรูปแบบให้ได้ยินทุกวันจริงๆ เยอะจนสามีขนลุกเลยแล้วกันแหละ แต่ข่าวช่อง 3 5 7 9 11 กลับไม่ค่อยเป็นข่าวให้เห็นนะ ...
#86pennyJun 09, 2010
― ―
ดีแล้วละค่ะลุง เราจะได้ไม่มองว่า แคนาดาเป็นเมืองฟ้า เมืองสวรรค์กันจนเกินจริงไป ;) ;)
#87pennyJun 09, 2010
― ―
เรื่องแบบนี้ตอนก่อนจะแต่งงาน นายเก่าเคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน เค้าทำท่าห่วงและกังวลมากกลัวว่าเราจะโดนหลอก จากนั้นก็เริ่มเล่าให้ฟังว่ามีคนรู้จัก แต่งงานกับฝรั่ง อยู่กันไปพักนึงคุณสามีทำประกันชีวิตให้ แล้วอยู่ไปอีกพักนึงผู้หญิงก็เสียชีวิต แล้วก็มีเคสอื่นๆ แบบแต่งมาแล้วโดนสามีทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจอะไรพวกนี้ด้วย บอกตรงๆ ตอนนั้นฟังแล้วแอบหลอนไปพักนึงเหมือนกัน ::)
เจอเหมือนกันเลยอ่ะ
เรื่องนี้เป็นเหตุผลหลักๆ เลย ที่เราลากสามีให้ไปอยู่เมืองไทยกับเราก่อน เพื่อพิสูจน์นิสัยถาวร กันและกันก่อน
ถ้าอยู่เมืองไทยด้วยกันไม่ได้ จะได้ต่างคนต่างไป ความเสี่ยงจะตกอยู่ที่เค้า ไม่ใช่เีรา (แอบเห็นแก่ตัวเนอะ อิอิ)
#88lln_nllJun 09, 2010
― ―
แด็กอยู่ Trenton คับ ;D ;D
#89Mini MeJun 09, 2010
คุณเพนนี เราเองเป็นคนไม่คิดมากนะ ตัวเองไม่ค่อยกลัว แต่ตอนจะแต่งนี่ที่บ้านเป็นห่วงมากกก ตอนนั้นคิดว่าเราย้ายมาน่าจะง่ายกว่า เค้าย้ายไป ถ้าพูดเรื่องต้องปรับตัวนะ เพราะภาษาเราก็ได้แล้ว งานการก็คิดว่าน่าจะพอหาได้ ฯลฯ ก็เลยตกลงใจมา แรกๆ ก็ปรับตัวเยอะเหมือนกัน แต่อยู่นานๆ ไปก็ชินแล้วอ่ะ
ถึงจุดนี้ในชีวิต เราว่าเราเองอยู่แคนาดาหรืออยู่ไทยก็ได้ มีความสุขได้เหมือนกัน เพียงแต่เป็นความสุขที่แตกต่าง อยู่เมืองไทยสุขกายสบายตัว อะไรๆ ก็ไม่ต้องทำเอง มีคนทำให้ สะดวกสบายมีระบบและคนอุปถัมภ์ค้ำชู แต่ไม่สบายใจคือไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอิสระเสรี ทั้งทางความคิด การพูด (ไม่รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่นะ) และการกระทำ คือจะทำอะไรต้องห่วงกังวลถึงพ่อแม่พี่น้องครอบครัว วัฒนธรรม ค่านิยม ฯลฯ อยู่แคนาดาไม่สบายกายเท่า เพราะหลายๆ อย่างต้องทำเอง แต่สบายใจเพราะมีอิสระเสรีอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะคิดยังไง รู้สึกยังไง ฯลฯ
เรื่องงานไม่เป็นประเด็นอยู่ที่หรือเมืองไทยคิดว่าหางานที่อยากทำและชอบทำได้
เรื่องว่าจะอยู่ไหนตอนแก่จริงๆ ไม่ได้คิดเท่าไหร่ แต่ถ้าเอาแบบฝันๆ นะ ก็อยากอยู่อิตาลีปีละหกเดือนอยู่ไทยปีละหกเดือน (แต่คงต้องถูกลอตโต้งวดใหญ่ๆ มั้งน่ะ ถึงจะทำได้) ;D แต่ที่คิดๆ ไว้คือไม่อยากแก่ที่นี่ เพราะประสบการณ์ส่วนตัวกับบ้านพักคนชราไม่เวิร์ค พอหน้าหนาวก็จะไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวจะล้ม และถึงไม่ล้มก็หนาวจนไม่อยากออกไปทำอะไรที่ไหนอยู่ดี ส่วนเรื่องสุขภาพเราไม่ค่อยกังวลอ่ะ อาจจะเพราะแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีโรคประจำตัว และส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าระบบ healthcare ที่นี่จะ sustainable ไปได้จนเราแก่
#90KhingJun 09, 2010
― ―
ก็นี่แหละเป็นพระรอดคุ้มกันอย่างฉมังยิ่งนักแล...การรู้ภาษาของเขา การกล้าถาม และกล้าขอความช่วยเหลือ
หนูเพนนี...ลุงคงไม่ไปบอร์ดพันทิพหรอก แค่บอร์ดนี้ลุงก็ทำ busy body เกินอายุแล้ว (ที่จริงเจ้าของบอร์ดพันทิพเป็นเพื่อนกับลุงสมัยมัธยมด้วยซ้ำไป)
#91thainiyomJun 09, 2010
เรื่องชาวยุโรปตะวันออกนี่น่ากลัวมากๆ ประเทศสังคมนิยมหรือคอมที่ปิดตัวจากโลกภายนอกมานาน และมีความคิดว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจ
เหยียดผิวอีกต่างหาก มีฝรั่งเคยเตือนผมว่าอย่าไปเที่ยวประเทศพวกนี้เพราะผู้คนไม่เป็นมิตรนิสัยเน่า ยกเว้นโปแลนด์
พอมาอ่านเว๊บของนักเรียนไทยในรัสเซียที่ออกจากหอโดนไถโดนซ้อม พ่อครัวไทยเลิกงานโดนปล้นฆ่า ก็เลยฟันธงได้ในเรื่องนี้ว่าจริง
http://www.landrussia.com/th/
รัสเซียที่พัทยาก็ไม่เบา แต่เมืองไทยเรานี่ดีอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นยากูซ่า แกงค์เยอร์มัน แกงค์จีน หรืออื่นๆมาอยู่ต้องจ่ายส่วยหมด ถ้ามีปัญหาจัดการกันเอง
แต่ถ้ามายุ่งกับคนไทยเมื่อไรโดนสีกากีเล่นงานทันที เพราะไปทำเก้าอี้ของเขาร้อนขึ้นมา
พัทยาผมไม่ได้ไปตั้งนานแล้วครับ ไม่เคยชอบเลยครับ ถ้าไปก็พักแถวแอมบาสเดอร์ จอมเทียน คือช่วงลูกๆยังเล็กนั้น ชลบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวหลายๆแห่งในระแวกใกล้เคียงเช่นเขาเขียวสวนเสือและอีกหลายแห่งให้ทำกิจกรรมได้ พักหลังสวนมากจะไปหัวหินเพราะเป็นเมืองท่องเทียวที่เหมาะสำหรับครอบครัวมากกว่า
สถานที่ที่ผมเกลียดที่สุดมี2แห่งคือห้างพันธ์ทิพเคยไป2-3ครั้งเวลาเดินไปด้านหลังหรือห้องนํ้า ผมไม่ใช่คนถือตัวแต่ที่เมืองไทยเราจะสังเกตุในห้องนํ้าสาธารณะชายทั่วไป
ว่าคนไทยส่วนมากจะไม่ล้างมือหลังจากการใช้ห้องนํ้า พวกมือโสโครกของคนแปลกหน้าที่มาสะกิดมาลูบถูกเนื้อถูกตัวผมพร้อมพูดว่า..พี่ซื้อหนังXไหม ผมรับไม่ได้จริงๆ
จะขายของผมไม่ว่า แต่มาสะกิดมาแตะแขนแตะมือผมไม่ชอบเลย ยืนขายกันหน้าสลอนเป็นสิบๆคนด้วยสิ
คุณเดินมากับลูกเล็กเด็กแดงเขาก็เสนอขายแทนที่จะละเว้นเห็นแก่เยาวชน ตำรวจแกล้งปราบไม่หมดซักที่
ทีหนังเรื่องนเรศวรกับสุริโยทัยวงการเทปผีทำไมไม่กล้าแม้กระทั่งจะก๊อปแผ่นหนังละ ขืนก๊อปนะ ตายลูกเดียว เจ้าของหนังเป็นใครละ
ส่วนพัฒน์พงษ์ไม่ต้องพูดถึงเลย ขนาดเดินผ่านไปตอนเย็นๆกับภรรยา พวกยังตามมาถามว่าดูโชว์ไม๊พี่
เรื่องนวดที่บอกยิ่งวันก็ยิ่งเน่า เพราะเดี๋ยวนี้มีออฟชั่นบน กับออฟชั่นล่าง คือจ่ายตามอัตราถอดบนนวดเท่านี้ ถอดล่างนวดเท่านี้
แล้วสมมุติว่านักท่องเที่ยวมาเจอบริการแบบนี้เข้าที่เมืองไทยแล้วคุณไปเปิดร้านนวดที่แคนาดา ลูกค้าหน้ามันทั้งหลายที่เคยมาใช้บริการที่เมืองไทยเขาก็ต้องคิดเรื่องนวดในรูปแบบนั้น
ผมได้ข่าวมาเดี๋ยวนี้มีเตียงแบบที่มีรูเวลาเรานอนควํ่าหน้านวดเพื่อจะได้หายใจออก แต่รูไปอยู่ตรงจุดอื่นแทน มีบริการอบไอนั้าไข่แล้วครับ
#92ChinookJun 09, 2010
― ―
พี่ขิงครับ เป็นเพื่อนคุณวันฉัตร ด้วยหรือเนี่ย หนุ่มกว่าที่คิดตั้งเยอะ
#93KhingJun 09, 2010
บอกแล้วจะตกกะใจว่าแก่เกินกว่าที่(หลาน)คิด เป็นเพื่อนนักเรียนกับคุณแม่เขาครับ :D ;D (คุณแม่เขาเป็นคนเริ่มกิจการห้างพันธ์ทิพย์)
อาเฮียของเราพักนี้กินไข่มาก พูดแต่เรื่อง"ไข่" ฮ่า ฮ่า
#94ThaiCanJun 09, 2010
น้อง lln_nll (แด๊ก)
อ้าว อยู่ Trenton นี่เองเหรอจ๊ะ เมื่อก่อนพี่อยู่ใกล้ ๆ กับน้องเลย สองปีก่อน (ตอนเปิดนวดไทยที่บ้าน) ตอนนั้นบ้านอยู่ที่ Brighton ห่างกันประมาณ 15 กม. เอง
ตอนนี้พี่ย้ายมาอยู่ที่ Port Hope ได้สามปีกว่า นิด ๆ ก็ยังถือว่าไม่ไกลกันนะ อิ ๆๆๆๆๆ อยู่ Trenton นี่เป็นคุณ ตะหาน หรือเปล่าเอ่ย (ไม่ได้ละลาบละล้วงน่ะ) เพราะอยากเป็นทหารอยู่เหมียนกัลล์
มีพี่สาวคนไทยอยูใน Trenton เหมือนกัน แต่ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว และก็ยังมีพี่สาวคนไทย เป็นคนขอนแก่น อยู่ที่ Colborne ด้วยจ๊ะ
:D ;D :P
#95pennyJun 10, 2010
― ―
เราเองก็คิดคล้ายๆ คุณตัวเล็กนะ เรื่องปรับตัว กับเรื่องภาษา ไม่กลัว (ถ้ามาแบบไม่มีลูกติดมาด้วย คงได้ทำอะไรๆ ไปตั้งเยอะถึงไหนๆ แล้ว) จะต่างนิดเดียวตรงที่ เราเป็นคนค่อนข้างคิดมาก คิดเยอะ แล้วก็ระวังตัวในการคบคน โดยเฉพาะกับเรื่องนิสัยถาวรหลายๆ อย่างที่แฟนอาจจะแอบซ่อนไว้ ที่เราไม่เคยรู้ เพราะไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริงๆ จังๆ มาก่อนเนี่ยแหละ เลยทำให้ตัดสินใจว่า ถ้าฝรั่งลูกนี้เน่าจนรับไม่ได้ บายๆ กันไปตอนอยู่ไทย ชีวิตเราจะง่ายกว่า ไม่มีไรต้องแลก หรือเสี่ยงมากมาย..
แต่ตอนนี้รู้สึกว่า ตัวเองคิดผิด ที่มาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ พร้อมลูกเล็ก เพราะมันไม่มีโอกาสสร้างหลัก ปักฐาน เตรียมความพร้อมอะไรล่วงหน้าไว้ก่อนเลย มันเลยหนักว่า คนที่มาตัวเปล่าๆ เยอะ..
#96thainiyomJun 10, 2010
คนเรามาเกิดตัวเปล่ากันทุกๆคนนะครับ แต่ตอนตายนี่สิได้เสื้อผ้ากันไปคนละ1ชุด นี่ถือว่าชีวิตนี่เกิดมามีกำไรชีวิตแล้วนะครับ
คนที่ไปแลนด์พร้อมลูกแล้วไม่ได้เป็นคนประเภทนายทุนนะน่านับถือความกล้านะครับ ทิ้งเด็กอายุตํ่ากว่า11หรือ12ไว้ที่บ้านถือว่าผิดกฎหมายอีก วันๆแทบทำอะไรไม่ได้อีก
ค่าเช่าบ้านพอๆกับค่าผ่อนบ้าน ซื้อบ้านปั๊บแบกภาระเป็นขี้ข้าธนาคารไปอีก20ปี กว่าจะเป็นไท ลูกจบมหาลัยนานกลับมาเยี่ยมสักหน ชีวิตเอ๋ยชีวิตมันช่างเร็วกระไร
คนเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร..ตอนเป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อมีงานดีๆเลี้ยงตน เตรียมตั;มีคู่แต่งงาน มีลูกสืบสกุล
มีกี่คนที่ยอมรับความจริงมั่งละ ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องตายอย่างแน่นอน เตรียมตัวไว้หรือยังละเมื่อเวลานั้นมาถึง
#97KhingJun 10, 2010
― ―
วันที่ลูกของหนูเพนนีโตมาเป็นคนดี มีอาชีพการงานสุจริต อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพพ่อแม่ มีความสุขที่เรียบๆง่ายๆแบบที่ไม่ต้องไขว่คว้าจนลืมทิ้งหมดทุกอย่าง หนูจะรู้ว่าทุนที่หนูลงไปกับลูก ได้ดูแลเขามาเอง อบรมบ่มนิสสัยของพวกเขามาให้รู้คุณค่า (value)จริงๆของชีวิตนั้น หนูจะได้รู้ว่าฟ้าได้สั่งมาอย่างลับๆแล้วว่าคุณแม่คนนี้แหละที่"ใช่" งานการนอกบ้านหรือการเป็นหญิงมั่นที่เก่งการทำมาหากินเป็นไฟนั้นมีกี่คนที่ลูกมีคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น อย่านึกว่าเด็กคิดไม่เป็น... คำที่ว่า "You are never here when I needed you. " แม่คนไหนได้ยินแล้วไม่เจ็บปวดบ้างบอกมาหน่อยเถอะ
ดูจากลักษณะหนูแล้ว หนูดูมีความฉลาดอยู่ไม่เบาเดิ๋ยวลูกโตอีกหน่อย หนูก็ว่างพอที่จะกลับไปฟื้นฟูความรู้แล้วกลับมาร่วมกับ work force ได้อีกโดยไม่ยากนัก หนูกลับจะได้เปรียบเสียอีกตรงที่ว่าได้ fight กับชีวิตโดยมีลูกอยู่ข้างๆ ลุงว่าเก่งออก ลูกเล็กๆของหนูสองคนนี่แหละคืออนาคตของโลก
#98RositaJun 10, 2010
ขอบคุณคุณไทยเกิร์ลนะคะที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ตรงใจมาก เพราะเราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณ ๆ ทั้งหลายที่ย้ายมาอยู่แคนาดาเป็นยังไงกันมั่ง ถามทุกคำถามได้ตรงใจจังเลย แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแบ่งปันเรื่องราวค่ะ
เราเองก็เพิ่งมาแลนด์ได้ครบสองเดือนพอดิบพอดีเลย หลายคนคงเคยผ่านตาชื่อล็อกอินของเราบ้างแล้ว เพราะเราเพิ่งตั้งกระทู้ไปไม่นานเรื่องมาแชร์ประสบการณ์การทำงานหลังมาแลนด์ได้สามอาทิตย์
ก็ขอเล่าย่อ ๆ เป็นประเด็น ๆ ไปดังนี้ค่ะ
ก่อนมา
เนื่องจากเราเป็นคนชอบเที่ยวแล้วก็ชอบหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการหาโอกาสไปทำงานต่างประเทศอยู่แล้ว การย้ายมาแคนาดาจึงไม่เป็นเรื่องยากมากในการปรับตัว สิบสองปีของชีวิตการทำงานทั้งในไทยและอีกสามประเทศที่มีโอกาสไปทำงานมา พูดว่าใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าจริง ๆ พอวัยเข้าเลขสามพอดี ชะตาชีวิตก็ลิขิตให้เราเจอสามี ที่เกาะทางใต้ของบ้านเรา สามีเป็นนักดนตรีในรีสอร์ทที่เราทำงานอยู่พอดี ก็เลยมีโอกาสคบกันและใช้ชีวิตด้วยกันจนแต่งงานกันที่เมืองไทย ทั้งหมดสามปีพอดี กรณีเราถือว่าโชคดีที่มีโอกาสคบกันก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่
ไม่เคยคิดเลยในชีวิตว่าจะแต่งงานกับคนแคนาดาแล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ชีวิตเราก็เป็นอย่างนี้แหล่ะมักจะมีเรื่องให้เซอร์ไพรส์อยู่บ่อย ๆ ก่อนย้ายมาอยู่ที่นี่เราเคยมาเที่ยวและเยี่ยมครอบครัวสามีตั้งแต่คบกันใหม่ ๆ มาอยู่เกือบสองเดือน........
#99RositaJun 10, 2010
ฉะนั้นเราจึงไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไรกับเมืองโตรอนโต้ ก็คงคล้าย ๆ กับหลายคนในส่วนที่ชอบ อย่างแรกสำหรับเราก็คือ ชอบในความหลากหลายของวัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนา แต่ขณะเดียวกันผู้คนก็สามารถใช้ชีวิตด้วยกันอย่างสงบสุข (โดยรวมนะ) แล้วก็ชอบที่แคนาดาเป็นประเทศเปิด และมีระบบที่ซัพพอตและให้ความช่วยเหลืออิมมิเกรชั่น
ชอบที่คนแคนาดาโดยรวมดูเป็นมิตร รักสงบ มีระเบียบ มีมารยาท มีการศึกษา และที่สำคัญแทบจะไม่ค่อยมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เห็นเลย อาจจะมีก็ได้แต่เรายังไม่เคยสำผัส
เรื่องระบบการศึกษา สวัสดิการจากรัฐ คุณภาพชีวิต โดยรวมถือว่าดีมาก คล้าย ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วไป อาจจะดีน้อยกว่าในบางเรื่อง ก็ต้องเทียบเป็นข้อ ๆ ไป เราเคยอยู่เบลเยี่ยม เราจึงเข้าใจอะไรค่อนข้างเร็วเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ของรัฐและเรื่องการเสียภาษี เพราะไม่ต่างกันมาก
เรื่องที่เราประทับใจก็คงเป็นเรื่องความเจริญ ความมั่งคั่ง ความสามารถและศักภาพของผู้คนในประเทศนี้ ที่สร้างความเจริญให้กับประเทศ ........เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อ เริ่มง่วงแระ ไปนอนก่อนดีกว่า
#100pennyJun 10, 2010
― ―
ขอบคุณลุง Khing มากค่ะ สำหรับกำลังใจจาก ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้ เป็นศรีแก่ชีวิตหนู เล่นเอาฮอร์โมนคนท้องพุ่งขึ้นไปที่ต่อมน้ำตาเลย :'( :'(
ยิ่งประโยค "You are never here when I needed you." ที่ลุงบอก
ทำให้นึกถึง ภาพความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกะสามี เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่าง แม่ตัวเองกับตัวเอง แล้วยิ่งเห็นชัดเจนจริงๆ เพราะสามีเคยพูดกับเรา ถึงพ่อแม่ตัวเอง ในทำนองที่คล้ายๆ กัน แต่เค้าไม่ได้พูดเพราะไม่รัก ไม่เคารพพ่อแม่ แต่เค้าพูดหลังจากที่เค้าได้สัมผัส ความรักใคร่เอาใจใส่ เป็นห่วงเป็นใยกันและกันในครอบครัวแบบไทยๆ ของเรา ที่มันผ่านมาถึงตัวเค้าในฐานะลูกเขย ซึ่งเค้าหาไม่เจอในครอบครัวของตัวเอง จนหลายครั้ง เวลาพูดถึงความหลังครั้งเด็กๆ เค้ามักจะหลุดปากออกมาว่า พ่อกับแม่ของเค้าไม่ได้ครึ่งของพ่อกับแม่เราเลย ทั้งๆ ที่ชีวิตพ่อแม่เค้า มีความพร้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่า พ่อแม่เราตั้งเยอะ ...
ฟังแล้วก็สงสารจับใจ ทำให้เลิกกับเค้าไม่ลงอีก :-\ :-\
เพราะมันทำให้นึกเลยไปถึงความรู้สึกของลูกตัวเองว่า ถ้าเราทำให้ลูกต้องมีความรู้สึกขมขื่นฝังลึกแบบนี้ เพราะเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัว และความเป็น individualism มากเกินไป ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราคงรู้สึกเจ็บช้ำ และรู้สึกผิดไปจนตาย เหมือนที่ลุงว่าจริงๆ .. :( :(
#101KhingJun 10, 2010
ลุงอ่านคำว่า "เลิกกับเขา" มาสองหนแล้วจึงอยากเตือนอะไรหนูบางอย่างถ้าหนูไม่ mind อีกทั้งประสพการณ์ชีวิตที่ลุงได้มากับจำนวนปีที่ผ่านมาในต่างแดนหลายประเทศ ทำให้แน่ใจแล้วว่าเกิดมาเป็นผู้หญิงน่ะลำบากกว่าผู้ชายแน่ๆ แม้แต่ในแคนาดานี่ก็ตามเถอะ หากเลิกกันนั้นผู้หญิงประสพปัญหามากว่าผู้ชายทั้งทางด้านการเงิน สังคมและสุขภาพจิต โลกเรานี้มันโหดร้ายนะ ปากก็ว่าสงสาร single mother แต่พอเริ่มอยู่ตัวขึ้นมา คนที่ว่าสงสารเราเมื่อวานนี้ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูง คนในสังคม มาวันนี้จะเปลี่ยนสีเหมือนจิ้งจก เราจะกลายเป็นคนที่มีตรา Nike อยู่บนหน้าผากอย่างช่วยไม่ได้
หนูต้องเปลี่ยนยุทธวิธีในการต่อสู้กับชีวิตเมื่อเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วและมีลูกเล็กๆ เลิกมี pride ที่เคยมีมาตอนยังไม่มีลูกติด จะคิดจะทำอะไรขอให้คิดถึงข้อได้ข้อเสียที่จะมีต่อตัวเราและลูกๆ "ถ้า"ไม่มีแล้วซึ่งตัวเขา
ไม่ได้บอกให้ก้มหน้าก้มตารับ แต่อยากให้คิด the best way for you and the children ไม่ว่าจะยังอยู่ด้วยกันหรือไม่ก็แล้วแต่
#102Mini MeJun 10, 2010
― ―
จะเล่าสู่กันฟังนะ ออกตัวไว้ก่อนว่าเราพูดรวมๆ นะคะคุณเพนนี่ เล่าให้ฟังเผื่อสาวไทยท่านอื่นๆ ด้วย สิ่งหนึ่งที่เราว่าแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างสังคมไทยกับสังคมที่นี่คือไอ้คำว่า"เลิกกัน"เนี่ยแหละค่ะ
สังเกตว่าเมืองไทยจะใช้กันค่อนข้างพร่ำเพรื่่อ ในละครทีวีมีกันแทบทุกเรื่องแต่งกันง่ายๆ หย่ากันง่ายๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอามาจากชีวิตจริงรึเปล่านะ แต่ที่เห็นคือท้ากันไปมาแต่สุดท้ายก็ยังอยู่ด้วยกัน(ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) ในขณะที่ที่นี่ จากที่เห็นนะอยู่มาแทบจะไม่เคยได้ยินใครพูดเลย ในละครทีวีฝรั่งก็ไม่ค่อยเห็น ถ้าเห็นเค้าพูดเมื่อไหร่แปลว่าเลิกกันเลย แล้วเลิกจริง เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าสถิติหย่าร้างที่นี่สูงแค่ไหน
ส่วนเรื่องหย่าร้างนี่จริงๆ เรายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า้เลิกกันไปเลย หรือยังอยู่ด้วยกันในนาม เพื่อหน้าตาเืพื่อลูก เพื่ออื่นๆ แบบมีบ้านโน้นบ้านนี้ หรือปากบอกว่ารักแต่หาเศษหาเลยเรื่อยเปื่อย หรือมีกิ๊กมีชู้ (แบบที่เค้าถกกันในอีกกระทู้นึงเนี่ย) แบบไหนมันดีกว่าหรือแย่กว่ากัน แต่มีผู้ใหญ่เคยบอกว่าถ้ายังรักจะอยู่ด้วยกันก็ควรจะทนุถนอมน้ำใจกัน และ try to make it work ฟังแล้วก็พยายาม ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังพยายามอยู่
ตอนจะแต่งงาน (อีกนั่นแหละ) ก็มีพี่ที่รู้จักกันถามว่าถ้าแต่งแล้วไม่รุ่งจะทำยังไง เราก็บอกว่าก็คงเลิกกันแล้วย้ายกลับไทย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเราจะลำบากถ้าต้องกลับไทย กลับกันถ้าเกิดเค้าย้ายมาไทยแล้วไม่รุ่ง เค้าอาจจะลำบากกว่าถ้าต้องย้ายกลับมาที่นี่เพราะอาจจะสบายตัวจนชิน ด้วยค่าครองชีพที่ต่างกัน เราว่าการจะย้ายจากแคนาดาไปเมืองไทยนั้นทำได้ง่ายๆ แต่ย้ายจากเมืองไทยมาแคนาดาเงินบาทที่มีอยู่ก็จะมีค่าลดน้อยลงไปในบัดดล แถมย้ายจากไทยมาแคนาดาเป็นอิมมิแกรนท์ ย้ายจากแคนาดามาไทยนี่เป็นอะไรที่ดูดี ต่อให้ไม่ได้เรียนต่อหรือทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ยังเหมือนว่าได้ไปเมืองนอกไปชุบตัวยังไงยังงั้น ก็เลยคิดว่าต่อให้ต้องรับความเสี่ยงแต่เพราะยังอายุน้อย ถ้าเสี่ยงแล้วไม่รุ่งยังมีเวลาแก้ตัว แต่ถ้าย้ายมาเมืองไทยก่อน อยู่ไปแล้วไม่รุ่งจะย้ายกลับไปตั้งต้นใหม่ที่แคนาดาก็อาจจะลำบากกว่าน่ะค่ะ
สุดท้ายนี้ก็ขอให้คุณเพนนีผ่านพ้นอุปสรรคนานาประการไปได้ด้วยดี ช่วงแรกๆ จะลำบากหน่อย เป็นกันทุกคน มากน้อยแล้วแต่ แต่พอปรับตัวได้ส่วนใหญ่เราก็ว่าแฮปปี้นะ (ไม่รู้ว่าเพราะถ้าไม่แฮปปี้เค้าหนีกลับไทยไปหมดแล้วรึเปล่า)
โชคดีค่ะ :)
#103ASTJun 10, 2010
“ช่วงปีแรกที่มาอยู่ที่นี่ ในความรู้สึกเรา พูดได้ว่า ชีวิตบัดซบจริงๆ ไม่อยากจะอยู่เลย”
เอ้า...ชีวิตคนมันก็ต้องตกระกำลำบากบ้างซิครับไม่งั้นมันจะมีรสชาติได้ยังไง ถ้าไม่เคยลำบากลูกคุณโตขึ้นแล้วคุณจะเอาอะไรไปโม้ให้ลูกคุณฟังว่าสมัยคุณนะมันหนักหนาแค่ไหนต้องกัดฟันไต่เต้ามาอย่างไรถึงจะมีฐานะอย่างทุกวันนี้ ไม่แน่ถ้าคุณลำบากจัดอาจเอาชีวประวัติตัวเองไปแต่งเป็นหนังสือขายเหมือนหลายๆคนที่ดังๆในอดีต เช่น Laura Ingalls แต่ง Little House on the Prairie จนคนนำมาสร้างเป็น TV series ไ้ด้ตั้ง 8 seasons
ถ้าการเงินคุณจำักัด ไอเดียคุณต้องกระฉูดถึงจะ compensate กันได้ แม่เพื่อนลูกผมที่โรงเรียนท้องบ่อยมากแถมหย่าๆแต่งๆ ไหนๆต้องเลี้ยงลูกแล้วเลยเปิด Daycare มันซะเลยที่บ้าน ลูกตัวเองสามคน(อยู่ในท้องอีกคน)บวกลูกชาวบ้านอีกหกคน บางครั้งต้องไปคลอดหรือไปเที่ยวก็จ้างเพื่อนบ้านมาดูแลเด็กแทน
บางคนอยู่บ้านเปิดเวปหางานฟรีแล้วขายโฆษณา เด็กบางคนอายุ 10 ขวบแต่ออกแบบเวปเก่งไปรับออกแบบเวปในอินเตอร์เนต เอเจ้นที่จ้างก็ไม่รู้อายุเห็นผลงานดีมีcertificateพร้อมเลยจ่ายงานให้ พ่อแม่งงเห็น Shopper Drugs ส่งเช็คมาให้เด็กสี่พันกว่าเหรียญนึกว่าเด็กไปขายdrugs
#104pennyJun 10, 2010
ขอบคุณอีกครั้งค่ะสำหรับกำลังใจที่ทุกท่านมีให้ รู้สึกตื้นตันอย่างสุดซึ้ง จนน้ำตาเล็ด (อีกแล้ว) ..
ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะแล้วค่ะ เพราะเริ่มเห็นปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา กำลังมีทางออกที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ..
เรื่องหัวเข่าสามี ตอนนี้ก็ได้เจอสเปเชี่ยลลิสต์ และสั่งทำเหล็กดามเข่าเรียบร้อยแล้ว น่าจะได้เหล็กมาใส่ภายในสัปดาห์นี้แหละ หลังจากรอรักษามา 1 ปีเต็มๆ อย่างเร็วช่วงปลายปีนี้อาจจะได้ผ่าหัวเข่า ทั้งนี้ต้องรอดูผลจากการใส่เหล็กดามเข่าหลังเดือนสิงหานี้ก่อน
ส่วนเรื่องฟ้องร้องกรณีหัวเข่าสามี ตอนนี้ คอนเทสไปแล้ว และทนายกำลังทำสำนวนฟ้องอยู่ เรื่องนี้คงไม่จบเร็ว แต่อย่างน้อย ก็ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อความยุติธรรม และพอเห็นความเป็นไปได้ลางๆ ..
ระหว่างนี้ สามีก็ไปลงเรียนขับรถเทรลเลอร์ รถเครนอยู่ และสมัครงานขับรถ ขสมก. ด้วย เพราะหลังจากผ่าหัวเข่า คงต้องเปลี่ยนฟิลด์การทำงาน ไปหางานนั่งทำ โดยไม่ต้องเดินมากแทน ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร ยูอยากทำอะไรก็ทำ ขออย่างเดียว อย่ามาอารมย์เสีย สติแตก หงุดหงิดใส่คนในบ้านกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันน่าเบื่อ และทำให้ไม่อยากจะทนอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน..
อันนี้ต่างหากที่ทำให้เราคิดหนักจนอยากจะเลิกลากับเค้าช่วงนั้น เพราะคิดไปว่า ถ้าพ่อเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเรื่องอารมย์แบบนี้ให้ลูกเห็นบ่อยๆ มันคงไม่ดีสำหรับลูกๆ และครอบครัวในระยะยาว แน่นอนการอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวมันดีและอบอุ่นสำหรับเด็กๆ เราก็อยากให้ลูกๆ เห็นภาพนั้น แต่ถ้ามันไม่ฟังก์ชั่นในทางที่ควรจะเป็น ก็คงต้องมาชั่งน้ำหนักกันว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน...
เราเองก็พยายามเข้าใจเค้าสุดๆ แล้ว ก็รู้ว่า ปัญหามันมารุมเร้าเข้ามารอบทิศ ทั้งเรื่องปัญหาสุขภาพ เรื่องงาน เรื่องรายได้ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายของเค้า พยายามจะเตือนเค้าให้ใจเย็น ให้ปล่อยวาง ค่อยๆ คิด อย่าแสดงอารมย์เกรี้ยวกราดต่อหน้าลูก มันไม่ดี แต่เค้าควบคุมอารมย์ตัวเองไม่ได้ สักที พูดดีก็แล้ว ปากหมานก็แล้ว บอกให้ไปหาเคาน์เซอเรอร์ เค้าก็ไม่ยอมไป... เค้าก็ยังเป็นของเค้าแบบนั้น เราก็เลยเหนื่อยใจ จนออกแนวท้อและเบื่อหน่ายที่จะอยู่รองรับอารมย์แบบนี้ของเค้า ทั้งๆ ที่เราก็พยายามอดทน พยายามหุบปาก เดินหนี ถอนหายใจ นับ 1-100 พาลูกออกไปเดินเล่น เวลาเค้าหงุดหงิด แต่เราก็ทำได้มั่ง ไม่ได้มั่ง เหมือนกัน
ช่วง 2 เดือนหลังมานี่ เค้าอารมย์เริ่มนิ่งขึ้น ไม่สติแตก เช้า-กลางวัน-เย็น เหมือนเมื่อก่อน (คงเป็นเพราะ เราไม่ไหวจะเคลียร์ เลยยื่นโนติสด้วยป่าวก็ไม่รู้) ทำให้บรรยากาศในบ้านมันน่าอยู่ขึ้นเยอะค่ะ พอเค้าเริ่มกลับมาเป็นคนเดิมที่เราเคยรู้จัก ความคิดที่จะเลิกกับเค้า มันก็จางๆ ลงไปนะ เราเองก็เครียดน้อยลง ที่ไม่ต้องมานั่งเป็นกระโถนรองรับอารมย์ของเค้า แต่ก็ไม่รู้ว่า สภาพแบบนี้จะเป็นได้นานแค่ไหน เพราะอารมย์เค้าเหมือนประทัดที่พร้อมจะถูกจุดอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดมีเรื่องไม่ได้ดั่งใจ มาสะกิด ก็จะระเบิดทันที ..
หลังจากอ่านข้อความนี้ของลุง Khing (ไม่รู้จะเรียก ลุงขิง ลุงกิ่ง ลุงเคี้ยง หรือลุงเคี่ยง (ภาษาจีน) ดี
― ―
ทำให้นึกไปว่า เราต่างหากที่มีทิฐิมากเกินไป เราต่างหากที่ไม่อดทน เราต่างหากที่ไม่มีสติ เราต่างหากที่ไม่รอบคอบ..
เพราะถ้าวันนั้นที่เราขอให้สามีย้ายออกไป เพื่อแยกกันอยู่สักระยะ แล้วเค้าเกิดมีทิฐิ ตอบกลับมา เราคงจะมีตรา NIKE บนหน้าผากอย่างที่ลุงว่า แน่ๆ
แต่โชคเรายังดี ที่สามีเป็นคนคอดเอาแต่ใจ เค้าไม่ยอมหย่า ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมย้ายไปไหนทั้งสิ้น เค้าว่า ถ้าเราจะจากกัน ก็คือ วันที่คนใดคนหนึ่ง ตายกันไปข้างหนึ่งนั้นแหละ ไงๆ เค้าก็ไม่ยอมให้ลูกๆ ต้องตกอยู่ในสภาพเด็กบ้านแตก เหมือนเค้าตอนเด็กๆ แน่ๆ เค้ารู้ว่า มันขมขืนและส่งผลกระทบกับชีวิตแค่ไหน ....
เอาเข้าจริงๆ อาจเป็นเราเอง ที่มีทิฐิ และไม่อดทน จนขาดสติ มากกว่าสามี ก็ได้...
#105ChinookJun 10, 2010
คุณ Penny ขอแนะนำหนังสือดีๆ เรื่องรักแท้มีจริง เขียนโดยคุณดังตริณครับ อ่านฟรี หรือ ฟังฟรีได้ที่
http://www.dungtrin.com/index.php?option=com_content&view=category&id=63&Itemid=278
#106pennyJun 10, 2010
แวะมาขอบคุณคุณ Chinook ค่ะ เดี๋ยวว่างๆ จะตามลิงค์ไปอ่านดู ตอนนี้ขอป่วนกับลูกก่อน ;)
#107jeenaJun 11, 2010
คุณเพนนี่ อย่าคิดมากเลยนะค่ะ กำลังท้องกำลังไส้อยู่ ต้องดูแลสุขภาพจิตให้เยอะๆ คิดแต่สิ่งดีดีเข้าไว้ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ แต่อาจต้องใช้เวลาหน่อยนะค่ะ คุณสามีเขาคงคิดหนักนะค่ะ เพราะเขาคือเสาหลัก บางครั้งคนเครียดก็ต้องมีการระบายบ้าง เดินหลีกหลีกเลี่ยงๆซะ จงเอาส่วนที่ดีมาคิด อย่างนำสิ่งที่ไม่ดีมาคิดให้หนักสมองเลย ไม่มีชีวิตไหนที่ไม่มีการเริ่มต้น อย่างไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่เหนือกว่า ให้หันมองคนรอบข้างที่เขาลำบากกว่าเรา ยังมีอีกเยอะ ให้คิดอยู่เสมอว่า ครอบครัวสำคัญที่สุด และลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุดมากกว่าอื่นใดที่เรามี (สำหรับคนที่มีลูกนะค่ะ หัวใจของแม่นะรู้สึกกันทุกคน) ทำเพื่อลูก อยู่เพื่อลูก นี่แหละที่เราได้ยินมามากต่อมาก มันเป็นกำลังที่ดีที่สุดของชีวิตก็ว่าได้
ส่วนเรื่องทำงานนะ อย่าไปคิดมาก ลูกๆ เข้าโรงเรียนแล้ว คุณก็ยังทำงานได้ ทุกอย่างแค่ต้องใช้เวลา
หนังชีวิตน่ะ ไม่มีใครเล่าได้จบหรอก เพราะมันจะจบไปกับชีวิต ก็เมื่อเราหมดลมหายใจ
จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ให้คิดเสมอวันข้างหน้าจะต้องดีขึ้น
พักผ่านเยอะๆ นะค่ะ ลูกน้อยจะได้แข็งแรง
#108di_annJun 11, 2010
ไม่ได้มาเล่าเรื่องตัวเอง เล่าไปเยอะแล้ว สม้ย เขียน Diann's Diary ให้กับเวปนี้ใหม่ๆ สม้ยโน้น
แต่วันนี้ อยากเข้ามาให้กำลังใจ คุณเพนนีคะ อยากกระซิบเบาๆว่า
" Keep walkin "
อ้อ อยากให้ทุกคนที่มาเริ่มชีวิตใหม่ในแคนาดา ฝ่าฟันอุปสรรค และ ก้าวย้ำ กับความสุขที่ได้สัมผัส ในทุกๆ วันที่ตื่นขึ้นมา
ก่อนลุกจากเตียง บิดขี้เกียจเสร็จแล้ว เดินเข้าห้องน้ำ สิงแรก ยืนตรงๆหน้ากระจก ยิ้มสวยๆ ให้ตัวเอง ในทุกๆ วัน
ไม่ว่าวันนั้นคุณจะเจออะไร จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน คิดอย่างเดียว ฉันจะก้าวผ่านมันไปให้ได้ อย่างสวยงาม ;)
เป็นกำลังใจให้คะคุณเพนนี และทุกๆ คนทีชะแวปมาอ่านtopic นี้คะ ;D ;D
#109pennyJun 11, 2010
ขอเบรคกระทู้นิดหนึ่งค่ะ ไม่อยากทำให้กระทู้กลายพันธุ์ เพราะเรื่องราวบัดซบในชีวิตช่วงหนึ่งของเรา ;)
และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่เพื่อนๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ทุกท่าน ส่งมาให้ผ่านตัวหนังสือในที่นี่ แม้เราจะไม่เคยเจอหน้าเจอตากันมาก่อน แต่เราสัมผัสได้ถึงความปราถนาดี ที่ทุกคนมีให้ ซึ่งมันทำให้ตื้นตันใจ และมีสติยั้งคิดมากขึ้นจริงๆ..
-------------------------
เราเห็นกระทู้นี้ตั้งแต่แรกๆ ที่คุณไทยเกริลเริ่มตั้งแล้ว ก็ตามอ่านมาเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นยังไม่อยู่ในอารมย์ที่อยากจะพูด หรือเปิดเผยให้ใครฟัง เพราะมันล้าไปหมด ประกอบกับยังไม่เห็นทางออกที่เป็นรูปเป็นร่าง เพราะมันยังเป๋ไปเป๋มาอยู่ แต่ตอนนี้ เราก้าวผ่านช่วงที่รู้สึกวิกฤตจริงๆ นั้นมาระยะหนึ่งแล้ว เลยคิดว่า ไม่น่าจะเสียหายที่จะแชร์ให้ฟัง แม้มันจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างส่วนตัว ที่ไม่น่าจะเล่าในบอร์ดสาธารณะเท่าไหร่ แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า มันน่าจะมีประโยชน์ หรือเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆ ที่กำลังมีปัญหาคล้ายๆ เราได้บ้าง เผื่อคนที่กำลังตัดสินใจจะมา จะได้ดูเคสของเราเป็นตัวอย่าง..
เรา แค่อยากจะแชร์ว่า ถ้าใครคิดจะมาเริ่มต้นใหม่ อย่ามาพร้อมกันทั้งครอบครัว อย่ามาตอนลูกเล็ก เพราะมันหนักหนาสาหัส เนื่องจากเสาหลักในบ้าน จะเหลือแค่คนเดียว เกิดย้ายมาแล้วฟ้าส่งบททดสอบข้อที่ 2 มาให้อย่างคู่เรา ด้วยการทำให้เสาหลัก หง่อยเปลี้ยเสียเข่า จนไปทำงานต่อไม่ได้ ซ้ำเข้าไปอีก มันจะยิ่งทุกข์ จนอยากจะบ้า ไม่สบายเป็นโรคอื่นยังมีโอกาสเดินเหิน ไปทำงาน ทำการได้ แต่ดันมาลงที่หัวเข่าแบบนี้ จะเดินพาตัวเองไปทำงาน ให้ตลอดรอดฝั่ง ผลุดลุก ผลุดเดินทั้งวันได้ยังไงนี่ นึกไม่ออกเลย..
ไม่เท่านั้น ฟ้าคงสะใจไม่พอ หรืออาจจะเห็นเรายังไม่สำนึก และยังมีทิฐิในใจอยู่มากอย่างลุงขิงว่ากระมั่ง เลยส่งบททดสอบล่าสุดมาให้เรา ด้วยการตั้งท้องลูกคนที่สองอีก เอากันเข้าไป ฟ้าหนอฟ้า..
ต่อจากนี้ไป จะมีอะไรมาเพิ่มอีกมั้ย เราก็ไม่รู้ ได้แต่รอดูอยู่ว่า จะมีอะไรมันส์ๆ มาอีกมั้ย หนังกลางแปลงเรื่องนี้ยังไม่จบ เหมือนที่คุณจีว่า ตอนนี้ ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ เพราะเสาหลักยังไม่มั่นคงพอให้ยึด เพียงแต่ทัศนคติในการมองปัญหาของเรามันเปลี่ยนไป ปลงได้มากขึ้น ปล่อยวางได้มากขึ้น เลยพอจะมีอารมย์มาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟัง ยิ่งเจอข้อคิดจากลุงขิง, คุณ AST, และหลายๆ คน ที่เข้ามาให้กำลังใจวันนี้ ใจมันยิ่งร่ม และคิดอะไรในมุมกลับได้มากขึ้นทีเดียว ..
เชื่อมั้ยว่า จากความเครียดที่เจอปัญหารุมเร้ามากมาย จนนึกอยากจะหนีหน้าไปจากผู้คนและโลกใบนี้ ทำให้เรามองปัญหาเป็นเรื่องขำๆ ไปเลย ตอนนี้ใจคิดนะ มาม่ะ มีอะไรจะทดสอบตรูอีกมั้ย ส่งมา ส่งมา เดี๋ยวตรูจะทนให้ดู ว่า ตรูกะแรด ใครจะอึด จะทนกว่ากัน (จะใกล้บ้าเสียแล้วก็ไม่รู้เรา ) ::) ::)
ตอนนี้ขำกะมันออกนะ แต่ตอนที่อยู่ในช่วงวิกฤต ขำไม่ออกเลย ได้แต่นอนกอดลูกร้องไห้เกือบทุกวัน หันไประบายกับใครก็ไม่ได้ ยิ่งกับคนในครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ยิ่งไม่ต้องพูด เราไม่ปริปากเลย เพราะไม่อยากให้เค้าเป็นห่วง โดยเฉพาะพ่อกับแม่ ทุกอาทิตย์ที่โทรไปหาพ่อกะแม่ เราต้องแกล้งลั่นล้าตลอด เพราะกลัวทำให้พ่อแม่เสียใจ เป็นทุกข์ ..
เอาเป็นว่า ขอเบรคอารมย์กระทู้ดีกว่า ไม่อยากให้เรื่องน้ำเน่าของเรา ทำให้คนอ่านเบื่อไปซะก่อน ให้คนอื่นๆ มาแชร์ประสบการ์ณสนุกๆ ดีๆ ที่ฟังแล้วเคลิ้ม อยากมาแคนาดากันบ้าง เนาะ...
ท้ายนี้ ขอขอบคุณ คุณไทยเกริล ที่ตั้งกระทู้ดีๆ กระทู้นี้ขึ้นมา ให้เราได้มีโอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตในต่างแดนกัน นะจ๊ะ ;) ;)
#110KhingJun 11, 2010
Isn't that (listening) what we are here for ? :)
#111Mini MeJun 11, 2010
ตอนมาใหม่ๆ ฟังเพลงนี้ทุกวันเลยอ่ะ คิดว่าหลายๆ คนคงเป็นเหมือนกัน
http://www.youtube.com/watch?v=qv0rjzdDAZM
เสียดายบอร์ดนี้มันแชร์วิดีโอไม่ได้เนอะ
#112lln_nllJun 11, 2010
ไม่แน่นะคับ ว่าปิดปรับปรุงวันที่ 15 อาจจะมีอะไร แบบนั้นก็ได้ :D
#113ThaigirlJun 12, 2010
คุณเพ็นนี เราว่านะทุกคนที่ย้ายมาไม่ว่าจะโสด แต่งงาน มีลูก ต่างก็ต้องปรับตัวกันทั้งนั้น ปัญหามากน้อยขึ้นกับสถานะการเงิน ภาษา ประสบการณ์ชีวิต ความอดทน ความสามารถในการแก้ปัญหา อีกอย่างก็คือคนที่มองโลกในแง่ดี ก็จะเห็นปัญหาเล็กกว่าคนที่คิดตรงข้าม
บังเอิญว่าปัญหาของคุณเพ็นนีมันรุมเร้าเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงตอนนี้บางประเด็นมันผ่านไปแล้ว เราว่ามันก็ทำให้คุณเข้มแข็งขึ้นบ้างแหละ ตามที่ฝรั่งเขาว่า อะไรที่ไม่ทำให้คุณถึงแก่ชีวิต มันก็จะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น
เหมือนคลอดลูกแหละ เจ็บแทบเป็นแทบตาย พอลูกหลุดออกมาแล้ว ก็หายเป็นปลิดทิ้ง (พูดยังกะเคยมี) เปรียบเหมือนปวดห้องน้ำดีกว่าทุกคนมีประสบการณ์เหมือนกันหมด เข้าห้องน้ำปลดทุกข์ ชีวิตก็กลับมามีสุขเหมือนเดิม
ไม่กล้าแนะนำอะไรเพราะประสบการณ์ชีวิตเราไม่เหมือนกัน และเราก็อ่อนกว่าคุณเพ็นนีเป็นสิบปี ;D เพียงแต่อยากบอกว่า จดจำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับ เราจะภูมิใจว่าเราผ่านมาได้ โครตแกร่งเลย ;)
อ่านประสบการณ์ของคนอื่น ๆ ด้วยแล้วนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นใหม่ หรืออยู่มานานพอควรแล้ว
ชีวิตเราตอนนี้ก็เรื่อย ๆ กำลังหางานทำอยู่ แต่อากาศก็ดี้ดี เลยไม่ค่อยทุกข์ค่อยร้อนเท่าไหร่ :D
#114timdaJun 12, 2010
คุณ penny เราไม่ได้เข้าบอร์ดมาสองสามวันพึ่งได้มาอ่าน คนท้องเหมือนกันก็ห่วงใยอยู่นะคะ
ใจเย็นๆนะคะ ไม่อยากให้อะไรๆมันกระทบจิตใจตัวน้อยๆ ในท้องน่ะ เราเข้าใจว่าเวลามีปัญหาน่ะ มันอดแต่ที่จะคิด กังวลไม่ได้
เราเอาใจช่วยอยู่ห่างๆนะคะ
#115di_annJun 12, 2010
― ―
Khun dak เราว่า หลายคนคงมีอาการ ลงแดง มือไม้สั้น เหมือน ติดเหล้า ว่ามั้ย โดยเฉพาะ คนที่เสพติด webboard
ดูดิ เค้ามี Countdown ให้ด้วย ใครจะรีบโพส รีบ ถามตอบ รีบโพส ให้ไว :D
― ―
ป๋า Khing จ๋า ป๋า หนีตามป้ามาแหงเลยใช่ปะคะ :-*
ส่วนหนูเนี่ย .... หนีเที่ยว จนป่านนี้ยังหาทางกลับบ้านไม่เจอเลย
สองเดือนก่อนแม่ต้องมาตาม ;D... แต่พอมาเจอ แม่บอกว่า นิสัยอย่างนี้ อย่ากลับบ้านเลย ... เดี๋ยวไม่ได้ แก่ตาย ถ้าเถรตรงเกิน.. คนที่โน่น เค้ารับไม่ค่อยได้พวก
คิดยังไง พูดอย่างน้น ต้องปากอย่างใจอย่าง ถึง อยู่รอดปลอดภัย.... ว่าไปนั่น >:( >:(
― ―
คุณตัวเล็ก
ตอนมาใหม่ ๆ เราฟังคนละเพลงกะคุณหละหละ เราฟังเพลงนี้
http://www.youtube.com/watch?v=ZBR2G-iI3-I
คุณ penny เราชอบท่อนนี้ หละ ฝากให้ เป็นกำลังใจนะคะคุณแม่ ลูกอ่อน..... เรามีสมาชิก ทั้ง ซัมมูไร พ่อลูกอ่อน และ โอชิน คุณแม่ โคตะระอึดเลยเนอะ ;D
I will survive
as long as i know how to love
I know I will stay alive
I've got all my life to live
I've got all my love to give
and I'll survive
I will survive....... โห ..... ฮิ้ววววววววว ;)
#116RositaJun 12, 2010
คุณเพนนี เมื่อสองวันก่อนเขียนเราเขียนเล่าเรื่องเพื่อนเราที่เจอปัญหาคล้าย ๆ กับคุณ เผื่อจะช่วยเป็นกำลังใจได้บ้าง ปรากฎว่าตอนจะส่ง ไปกดอีท่าไหนไม่รู้ เพราะรีบจะออกไปข้างนอก ไอ้ที่เขียนซะยืดยาว หายหมดเลย
อย่าคิดว่าเป็นกระทู้กลายพันธ์เลยนะ เพราะเราเชื่อและสัมผัสได้ถึงความปราถนาดีของทุกคนที่แสดงความเป็นห่วงคุณเพนนี และเราก็เชื่อว่าจะมีอีกหลายกำลังใจที่จะหลั่งไหลเข้ามา
เราก็ขอเป็นหนึ่งในกำลังใจนั้น เราเชื่อว่าคุณจะผ่านมันไปได้แน่นอน
โชคดีค่ะ
#117KhingJun 12, 2010
― ―
ตอนระหว่างรอ แนะนำให้ไปประชุม WA (Web-board Anonymous ) ที่โบสถ์ เอ๊ย ที่ไหนดีหว่า....
ที่บ้านหนู di_ann แล้วกัน
#118thaikretraJun 13, 2010
yak ja kean thai tam gnay
help me
#119di_annJun 13, 2010
― ―
Anytime for you คะป๋า Khing ขา พรุ่งนี้ ทำงานเช้า เย็นมีนัด อ้อ กลางวันที่บ้าน หนุ่มๆ นัดกันซ้อมดนตรี ตอนเราไม่อยู่
ไม่รู้จะมาซ้อมดนตรี กันหรือ จะมาเชียร์ บอล ก็ไม่รู้ ??? ไงก็แล้วแต่ มีความสุข ก็ทำเข้าไปแมน. ;)
ว่าแต่... ป๋าว่าง วันไหนเวลาไหนให้ หนูหละเจ้าคะ ???
วันนี้เพิ่งไปงาน viewing นายเก่า เศร้าทั้งงาน :'( :'( นายเรา อายุ ยังไม่สี่สิบ เป็นหญิงแกร่ง ทำงานเก่งมากใจดี เป็นที่รักของลูกน้อง และเพื่อนร่วมงาน...มีน้ำใจ..โอบอ้อมอารีย์ Generosity จากคนแข็งแรง ดูสุขภาพดี เป็นมะเร็งเพียง สองปี ช่วงที่เป็นได้มีโอกาสคุยกัน บอกได้เลยว่าเธอเป็นคนที่มีกำลังใจให้กับตัวเองเยอะมาก ไม่เคยแสดงภาค เจ็บปวดทรมานให้ใครเห็น จะเห็นก็แต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม หัวเราะคุยสนุก ตลกลามกบ้างในบางครา พอออกจากโรงพยาบาล กลับมาทำงาน ทุกคนดีใจ คิดวา หายเป็นปกติแล้ว........ยังจำได้ดี วันที่เธอโทรมาจากโรงพยาบาลเพือ แสดงความยินดีกับเรา ตอนที่รับตำแหน่ง .เธอบอกกับเราว่า " Congratulation, you did it" เราคุยกันนานพอสมควร หลังจากที่ไม่ได้คุยกันนานๆ
อยู่ได้ไม่กี่เดือน จู่ๆ ก็มาจากไป ไม่ทันได้ร้ำลา.... วันนี้เราไปร่ำลา ยืนอยุ่ต่อหน้าศพ น้ำตาไหลพรากจากที่ไม่เคยมีน้ำตามานานจนจำไม่ได้ว่า ล่าสุดร้องให้เมื่อไหร่.... เพื่อนสนิทเราเดินมาสะกิด ...บอกว่าจำไว้ .... อะไรก็เกิดได้ทุกเมื่อ ....เราก็บอกกลับเพื่อนเราว่า ไม่ต้องเป็นห่วง คนรอบกาย
อาจมาองว่า เรา workoholic แต่สิ่งที่เราทำทุกวัน มีความสุขทุกวันก็เลยชอบไปทำงาน เพราะนั้นมันคือ สุขที่ได้ทำ ...เราบอกเพื่อนว่า จะทำอะไรก็รีบทำ อย่า กั๋ก กับความรู้สึกของตัวเอง จะได้ไม่มานั่งเสียดายทีหลังว่า...ทำไมไม่ทำ.... ใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนกับว่า ... Today is the last day
เพื่อนๆ ที่คุยกัน ในงานวันนี้ มองหน้าเรา ... แล้วยิ้ม....สองคน พูดออกมาพร้อมกัน I know you do it :) :)
ไม่ว่า วันนี้ จะหนักหนา สาหัสซักแค่ไหน.... แต่ถ้า..เรามีใจที่เข็มแข็ง...ใช้สติไตร่ตรองก่อนลงมือทำ ....เราเชื่อว่า อุปสรรค มันคือสิ่งท้าทาย..ผ่านมันไปได้ พอถึงเนชัย ..... ถึงวันนั้..... เราจะยืน ท้าวเอง สองข้าง แล้วพูดออกไปดังๆ ว่า .... แค่นี้เองหรือ เด๊ะๆ
All problems can be solved, Just find solution for yourself... ;) How to solve all of your problems
All life is problem solving
#120thainiyomJun 13, 2010
www.superrichy.org/?cat=13
#121klawyJun 17, 2010
กล้วยอยู่ที่นี้ได้สองปีเข้าปีที่สามแล้วค่ะ มาอยู่ตอนแรกๆ เบื่อมากมาย เพราะแต่งงานแล้วมาอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำงานอะไร แต่พอเข้าปีที่สอง ความเบื่อมันก็หายไปโดยเราไม่รู้ตัวเอง ชีวิตอยู่ที่นี้มีความสุขกับสามี ชอบอากาศ(หาไม่ค่อยได้บ้านเรา) ผู้คนน่ารักเป็นกันเอง ยังไม่ได้ทำงานเพราะภาษายังไม่ดีพอ อยากทำงานสอนหนังสือ ซึ่งเคยทำที่เมืองไทย แต่เค้าบอกว่าสอนหนังสือที่นี้อยากกว่าบ้านเรามาก
เจอปัญหาเรื่องใบขับขี่ไทยแปลเป็นอังกฤษ ก็เลยลองหาเว็ปไซต์เกี่ยวกับคนไทยที่อยู่ที่นี้ ก็เจอ ดีมากเลยค่ะ ได้รู้เรื่องชีวิตคนไทยที่นี้มากขึ้น อย่างน้อยเราก็มีเพื่อนที่อยู่ต่างแดนเหมือนกัน หัวอกเดียวกันค่ะ
ยินดีได้รู้จักเพื่อนใหม่ทุกท่าน :D
#122PPJun 17, 2010
สวัสดีค่ะพี่ๆ น้องๆทุกคน
หนูเพิ่งได้วีซ่า พี อาร์ค่ะ จะย้ายไปแคนาดาเร็วๆนี้
ประมาณเดือนสิงหาคมค่ะ อยากแนะนำตัวค่ะ
คาดว่าจะไปอยู่เมืองแวนคูเวอร์ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านค่ะ
เปิ้ล :)
#123Mini MeJun 20, 2010
― ―
คนวงในนี่นา ;D กลับไปดูลิงค์มันขึ้นวิดีโออ่ะ ดีใจจัง
#124thainiyomJun 21, 2010
หนังดีๆหนังเก่าดูแก้เซ็งในยามว่างๆ วิวอุทยานแห่งชาติ จิวก้ายโจว ของจริงสวยมากในช่วงตุลา คนไทยบางคนไปเที่ยว4-5ครั้งยังบอกว่าจะไปอีก
จีนน่าเที่ยวนะครับมีเงินแค่2หมื่นกว่า3หมื่น ราคานี้รวมตั๋วเครื่องบิน รวมค่าโรงแรม รวมค่าอาหารจีน3มื้อ รวมค่าทัวร์ คุ้มมากๆ
หนังเรื่องนี้โรแมนติคระดับคาสสิค เชิญท่านทั้งหลายอดนอนกันได้นะครับ
www.youtube.com/watch?v=kyze0SRHzmc&feature=related
#125bankeJun 29, 2010
ขอผมบ้างนะครับ
ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยาปี 2009 ผมก็ได้เข้ามาเว็ปบอร์ดนี้เพื่อที่จะมาหาวีธีทำ วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อที่จะไปเยื่อมแฟนที่ประเทส Saskatchewan ครั้งแรกวีซ่าไม่ผ่านแทบร้องครับ แต่ก็ทนหาคนช่วย
และเริ่มทำใหม่ครับ ครั้งทีสองเค้าบอกว่าต้องการเอกสารเพิ่มผมวิ่งรถจากชลบุรี ไป กทม เกือบ 4 ครั้งได้มั้ย และสุดท้ายก็ได้ไป
ก็ขอขอบคุณทุกคนที่เว็ปบอร์ดนี้เป็นคนที่มีน้ำใจมาก
และยังไม่จบ และในเดือนที่ผ่านมาแฟนก็มาเยื่อมที่ประเทศไทยเราวางแผนจะแต่งงานแล้วให้ผมทำ PR spon out site ประมาณนั้นแต่ว่าไม่ได้แต่งงานเพราะว่าเราคิดกันว่าน่าจะไปแต่งที่แคนาดาและก็เพราะว่าพ่อและแม่ของแฟนขอร้องให้กลับมาแต่งที่แคนาดาด้วย แต่เราก็จัดงานหมั้นเสร็จเรียบร้อย และคู่หมั้นผมก็กลับไปแคนาดาแล้ว และก็ต้องกลับมาคุยใน skype again! It is awesome!
ก็ช่วยให้เราเห็นหน้าข้าตากันันต่อวันก็ยังดี
แล้วตอนนี้ผมกับแฟนวางแผนว่า ผมจะย้ายไปอยู่แคนาดา และผมจะลงครอส ESL และไปในนามวีซ่านักเรียน และก็ไปแต่งงานที่นู่น
แต่ตอนนี้ผมหนักใจมาก เพราะว่าผมไม่รู้ว่าผมจะเตรียมตัวยังไง
แล้ววีซ่าต้องขอแบบไหนแล้วมันยากมากมั้ย
ขอยใหทุกคนช่วยเป็นกำลังใจช่วยผมด้วยนะครับ คิดถึงคู่หมั้นมาก+
ใครที่ช่วยแนะนำได้ช่วยทีนะครับ
และสุดท้ายขอขอบคุณ เว็ปไซด์ดีๆอย่างนี้แล้วขอบคุณสมาชิกใจงานทุกท่านนะครับ ขอให้พระเจ้าอวยพรทุกคนนะครับ
#126thainiyomJun 29, 2010
ตอนแฟนคุณกลับมาคุณน่าจะแต่งตั้งแต่ตอนนั้นนะแล้วนะครับ เพื่อลดขั้นตอนการทำเอกสารลงไป เรื่องจะไปทำพิธีแต่งอีกกี่ครั้งมันคนละเรื่องนะครับ ไม่ใช่เราแต่งปุ๊บจะเสียซิงนะครับ มันแค่สมมุติบัญญัตินะ
ผมว่าคุณนะน่าจะขอวีซ่าในฐานะคู่หมั้นเดินทางไปแต่งงานดีกว่า เรื่องวีซ่านักเรียนไปแต่งงานคุณก็ต้องเรียนต้องเสียค่าเล่าเรียนด้วย
ถ้าจะของPRผมไม่แน่ใจว่าเขาจะให้ออกมารอเรื่องนอกประเทศหรือไม่
ลองสมาชิกท่านอื่นเข้ามาช่วยตอบกันดีกว่า
#127bankeJun 30, 2010
ขอบคุณมากนะครับ
แล้วเรื่องวีซ่าคู่หมั้นมีขั้นตอนการทำยังไงครับ ช่วยรบกวนหน่อยนะครับ
#128JJ_JenJun 30, 2010
แคนาดาไม่มีวีซ่าคู่หมั้นเพื่อมาแต่งงานนะคะ หากจะมาแต่งงาน จดทะเบียนสมรสในแคนาดา แล้วขอ PR ในภายหลัง ต้องขอวีซ๋าท่องเที่ยว หรือว่าวีซ่าอื่นๆ เช่น วัซ่านักเรียน หรือวีซ่าทำงาน เข้ามาค่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ควรจดทะเบียนสมรสที่เมืองไทย แล้วขอ PR spouse outside เลยจะดีกว่า
คุณสามารถจดทะเบียนสมรสที่เมืองไทยได้ หากไม่ได้มีอุปสรรคอะไร แล้วค่อยมาจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีที่แคนาดา เพื่อให้พ่อแม่แฟนคุณได้ชื่นชมยินดีอย่างนี้ก็ได้
เพราะหากคุณขอวีซ่าท่องเที่ยวมาแคนาดาอีกครั้ง ก็คงจะยากขึ้นนะคะ เพราะเคยถูกปฏิเสธมาก่อนแล้ว ขอวีซ่านักเรียนก็ยากเหมือนกัน และก็คงต้องเพิ่มหลักทรัพย์เข้าไป และหลักฐานอะไรที่จะทำให้สถานทูตมั่นใจว่าคุณมาแคนาดาแล้วจะกลับไทย
เรื่องการขอ PR spouse outside ลองอ่านในกระทู้หมวกย้ายถิ่นฐานนะคะ และก็น่าจะตั้งคำถาม หรือกระทู้ในหมวดนั้นอ่ะคะ จะได้ถูกประเภท :) :)
เอาใจช่วยให้ความรักสมหวังนะคะ :) :)
#129bankeJun 30, 2010
ขอบคุณมากนะครับ
แต่ตอนนี้คู่หมั้นผมอยู่ที่แคนาดาแล้วจะทำPR out side ได้หรอครับ?
แต่ตอนนี้ที่วางแผนไว้คือว่าจะไปลงคอสESL แล้วหลังจากน้นก็จะจดทะเบียนแล้วยื่นเรื่องแต่งงานอ่าครับ
แต่ผมเคยถูกปฎิเสษไปแล้วครั้งนึงแต่หลังจากนั้นก็ได้ไปแคนาดาครับ
แต่ไม่ทรายว่าถ้าเคยไปแล้วครั้งนึงจะยากขึ้นมั้ยครับ?
ขอบคุณคุณ thaigirl มากๆนะครับ
#130bankeJun 30, 2010
ขอบคุณ คุณ JJ_Jan +++
ดูชื่อผิดนะครับ
#131JJ_JenJun 30, 2010
งั้นก็ลองขอวีซ่านักเรียนมานะคะ แล้วทำ PR spouse inside Canada
รายละเอียดเรื่องทำวีซ่านักเรียน และเรื่องทำ PR inside อยู่ในหมวดกระทู้ย้ายถิ่น ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ
#132EtobicokianJun 30, 2010
เป็นอีกคนหนึ่งที่นานๆจึงจะแวะเข้ามาอ่านที่บอร์ดนี้สักที (I'm one of those 99%! 8)) แต่วันนี้เกิดอารมณ์อยากแจมค่ะ
มาอยู่ที่นี่เกือบสิบปีแล้ว ไม่มีเพื่อนจากเว็บบอร์ดนี้เลยเพราะนานๆทีุถึงจะแวะเข้ามา ;D (อันนี้โทษใครไม่ได้) มีเพื่อนคนไทยที่นี่นับคนได้ แต่ก็มีความสุขดี ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไม่เคยเหงาเลย เพราะก่อนหน้านี้อยู่ตัวคนเดียวในอีกประเทศหนึ่งมาเกือบสิบปีเหมือนกัน เรียกได้ว่าอยู่ต่างประเทศจนชิน เลยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากอะไร
ตั้งแต่มาิอยู่ที่นี่ก็ทำงานมาหลายงานพอควร ตั้งแต่งานในแล็บ งานขายเครื่องมือแล็บ ตอนนี้กำลังจะเริ่มงานใหม่เป็นงานสายวิทยาศาสตร์เหมือนเดิม แต่ไม่ต้องทำแล็บแล้ว เย้ๆๆๆๆๆๆ ;D
ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขดีค่ะ มีครอบครัวที่เรารักและรักเรา มีหน้าที่การงานที่ทำแล้วมีความสุข มีเพื่อนดี (ถึงจะน้อย) ...ชีวิตนี้คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แล้วมั้งนะ
คติประจำใจในการใช้ชีวิตให้มีความสุขคือ Do what you love, and you will not have to work a day in your life...
#133otisTHCASep 14, 2010
สวัสดีครับทุกๆท่าน
ผมอยู่ที่แคนาดาได้ 5-6 ปีแล้ว ปีแรกมาแลนด์ที่ Toronto จำได้รางๆ ว่าทำมาหากินอยู่ที่นี้ได้ประมาณ 13 เดือน
หลังจากนั้นด้วยเหตุบังเอิญ บางประการ ก็เลยย้ายข้ามฟากไปอยู่ที่ Vancouver จวบจนถึงปัจจุบัน
แต่ด้วยหน้าที่การงาน ก็ยังคงต้องเดินทางมาทำงานที่ แถวๆ Toronto เป็นประจำทุกปี คุณคงสงสัยว่าผมทำอาชีพอะไร
ทำไม้ ทำไม ต้องเดินทางไปๆมาๆ ข้ามประเทศแคนาดาเป็นทุกปี ผมขออนุญาติ อุบเอาไว้ก่อนในตอนนี้
ส่วนวันนี้ผมขออนุญาต แชร์ประสบการณ์ มันๆ ฮาๆ แบบไม่เครียด ให้กับทุกๆท่านได้อ่านเล่นๆ ในยามว่าง
แบบเบาๆ เรื่องมันเกิดขึ้นกับ ผมและครอบครัว และผมก็ดันว่างอยู่ในช่วงนั้น เลยเขียนมันขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ....ผมขอเรียกมันว่า
“เฮฮา การ์เดนเนอร์จำเป็น”
เมื่อสมัยก่อน ตอนที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศใหม่ๆ ได้ไปรู้จักกับนายหน้าจัดหาบ้านเช่าคนหนึ่ง
ป้าแกเป็นคนกรีช แกชื่อ “มาเรีย”ตอนที่พูดจากันในตอนเช่าบ้าน เช่าช่องก็ดูปกติดี ใจดี คุยสนุก
เราเองก็รู้สึก เอ้ ดีเนอะ ย้ายบ้านย้ายช่องมาตั้งไกล ยังมีคนประเทศอื่น ที่มีน้ำใจกับเราเหมือนตอนเราอยู่เมืองไทย
ดีเหมือนกันนะเนี่ย เราก็สบายใจ ดีจังคนที่นี่ใจดี สงสัยจะได้อยู่อาศัยที่นี่ไปนานๆแน่
ตามสูตรแหละครับ พออะไร อะไร เริ่มลงตัวเรื่อยๆ ทีนี้เราก็ต้องออกหางานอะไรเล็กๆน้อยทำ ไปก่อน
เพื่อมาจุนเจือค่าใช้จ่ายบ้าง แหมเราเองก็เคยได้ยินคนอื่น เขาบอกเราว่า ที่นี้นะ ถ้าจะได้งานทำกันอะนะ
บางที ก็อาจจะมาจาก เครือข่ายคนที่รู้จัก ก็อาจจะได้งานทำ เอ้! ตัวเราก็ไม่มีญาติมิตร หรือคนรู้จักมากนักที่นี่
เพราะอาจจะเพิ่งมาได้ไม่นาน เราเองก็พลันเกิดนึกขึ้นได้ว่า อืม มีป้ามาเรีย นี่งัยที่อาจจะเป็นความหวังให้เราได้อีกทาง
ก็ไปถามแก เผื่อๆเอาไว้ ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรนี่ ในระหว่างที่หาอะไรทำอย่างอื่นไปด้วย
ตกลงก็ไปฝากบอกแกไว้ แกก็ถามเราตามระเบียบว่า ทำอะไรเป็นบางแหละ แหมฟังดูแล้ว เริ่มจะมี
ความหวังขึ้นมาแล้ว เราก็บอกป้าแกไปแบบลูกผู้ชายตัวจริง กระทิงแดง ตามสูตร ว่า งานอะไรก็ได้ครับ
หนักก็เอา เบาก็สู้ ผมทำได้หลายอย่าง จะออกแรงเหงื่อตก หรือจะให้ซ่อมแซมอะไรเราก็ถนัดทำได้สบาย
กะว่าอย่าให้เสียชื่อ วิศวกรเก่าทำได้หมด ว่างันเถอะ [แหมตามสูตรสำเร็จ ณ เวลานั้น งานอะไรก็คงต้องทำ เหละครับไม่เลือกมากนัก]
ป้าแกก็บอก “ดีๆ” แล้วแกจะบอกเพื่อนฝูง ญาติมิตร แกให้ แล้วจะติดต่อกลับมาใหม่ เราเองก็ดีใจ
แหมชักเริ่ม เข้าท่าแล้วโว้ย ก็ให้เบอร์โทรแกไว้ แล้วพยายามเสนอหน้าไปให้แกเห็นบ่อยๆ ที่สำนึกงานจัดหาบ้านพักแก
สักสองสามวัน แกก็โทรมาบอกว่า อืมวันศุกร์ว่างไหมให้ไปทำงานที่บ้านแกหน่อย “ว่างไหมหละ”
แกถาม / แหม...ไอ้เราก็กลัวจะเสียราคาก็ไม่รีบตอบรับงานแก แกล้งทำเป็นคิด (แต่ในใจอยากจะทำ
จะตายห่า กลัวแกจะรู้ว่าเราตกงานอยู่) แต่ไม่ครับพี่น้อง ต้องนิ่งกันหน่อย ตาม style เด็กแนว
เราเองก็เลยยังนิ่ง กลั้นใจถามแกกลับไปว่า “แล้วป้าอยากจะให้ผมไปทำอะไรหละครับที่บ้านอะ”
แกก็ตอบกลับมาทันควันว่า “จะให้ไปทำสวนหน้าบ้านหน่อย ทำเป็นไหมหละ”
เอาหละซิ ที่นี้ ซวยแล้วตู เคยแต่เป็นช่าง เป็นวิศวกร จะให้ไปเป็นการ์เดนเนอร์(gardener)
ทำยังงัยทีนี้ ไอ้ในใจก็อยากจะได้งานได้กะตัง แต่ก็ไม่เคยทำมาก่อน จะทำงัยดีวะเนี้ย / ป้าแกก็นั่งมองหน้ารอตำตอบอยู่ว่าจะเอายังงัย /
เอาวะ เป็นงัยเป็นกันวะงานนี้ ก็เลยรีบตอบแกกลับไปว่า OK ทำได้แน่นอนไม่ต้องกังวล
/ แกก็บอก งั้นโอเค เจอกันวันศุกร์นี้ แล้วแกก็ไปเลย / ไอ้เราก็ตอบกับแกไปแบบรีบๆ ก็เลยไม่ได้ถาม
แกว่าจะให้ไปทำสวนอะไร จะปลูกดอกไม้ จะถางหญ้า หรือว่าทำความสะอาด หรืออะไรกันแน่
ดันไม่ได้ถามแกให้แน่นอนก่อน แล้วไอ้ที่สำคัญก็ไม่ได้ถามเรื่องค่าแรงว่าจะจ้างกันอย่างไร
จะจ้างกันเป็น ชั่วโมงสักเท่าไรดี หรือจะเหมากันไปเลย ก็ไม่ได้ตกลงกันก่อน แกก็กลับไปซะแล้ว
ก็เลยคิดว่า เอาวะเอาไว้ให้เห็นฝีมือกันก่อน แล้วคอยว่ากัน ก็ดีเหมือนกัน แฟร์ๆกันดี
ก็นีแหละครับต้นเหตุของปัญหา ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังดีกว่าไม่ได้งาน
ตกลง เป็นอันว่าได้งานแล้ว นัดกันวันศุกร์นี้ ยังพอมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ แต่อย่างว่าซิ ไอ้งาน
การ์เดนเนอร์ เนี้ยก็ไม่เคยทำมาก่อน ตอนนั้นก็รับงานด้วยอารมณ์อยากได้สตัง ที่นี้ อะดิ จะทำงัยดี
แล้วจะให้ไปทำแบบไหนก็ไม่แน่ชัดอีก ทำงัยดีวะเนี้ย จะให้โทรไปถามก็กลัวแกจะรู้ว่าไม่เคย
แล้วเดี๋ยวจะอดอีก ทำงัยดีเนี้ย โอ้ มายกอด์ พระเจ้าจอร์ด นายยอดมาก
โปรดติดตามตอนต่อไปของ “เฮฮา การ์เดนเนอร์จำเป็น” ครา..บ
OtisTHCA
#134bonnieSep 15, 2010
รอคุณ OtisTHCA มานานแล้ว นึกว่าคุณหายไปไหน มีเรื่องสนุกๆให้อ่านอีกแล้ว เล่าต่อนะคะ
#135ABSSep 15, 2010
มาแลนด์ได้สี่วันแล้วค่ะ พูดได้คำเดียวว่ายังงง ๆ กับชีวิตอยู่ค่ะ ทั้งถนนหนทาง สายรถเมลล์ อาหาร คงต้องปรับตัวกันอีกเยอะเลย ;D
#136NapalaiSep 16, 2010
มาแลนด์ใหม่ๆก็หมุนติ้วเหมือนกันเหงา,ร้องให้,อยากกลับบ้านวันละสิบรอบ แต่พอปรับตัวได้ตั้งสติลำดับการณ์ว่าเราควรจะทำอะไรก่อนดี พอหาสิ่งที่อยากทำเจอเวลาก็ผ่านไปจะครบปี ทำไมไวขนาดนี้ยังคิดว่าเพิ่งมาเอง เพราะว่าเราสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆวัฒนธรมใหม่ๆ อยากให้คนที่มาแลนด์ตั้งสติใจเย็นๆ ค่อยๆคิดว่าเราจะเริ่มตรงไหนทำอะไรก่อน หลังจากนั้นคุณก็จะพูดว่าทำไมเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกเลย ;) ;) ;)
#137SofiaSep 18, 2010
ก่อนอื่นต้องเรียนเจ้าของกระทู้ก่อนว่าเว็ปนี้มีประโยชน์ มาก ๆ มาอยู่ยังไม่ถึงเดือนเลย มอนทรีออลคิวเบค
คุณเพ็ญนี ท้องได้กี่เดือนแล้วเราก็ท้องคนที่สองเหมือนกัน ดิฉันเองแอบอิจฉาเพื่อน ๆ ที่ได้อาศัย ทำงาน ได้สัญชาติ ได้มีโอกาสทำเรื่องขอพีอาร์ ดิฉันและสามีรู้ดีว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ๆ ถึงแม้จะหนาว แต่ดิฉันและสามีก็หวังเป็นอย่างยิ่งที่อยากจะเป็นประชากรของประเทศนี้ ดิฉันได้เข้าประเทศนี้เมื่อปี 2008 มาอยู่ที่ประเทศนี้ด้วยเหตุผลที่ว่ามาคลอดลูกซึ่งฟังดูแล้วอาจจะขัดหูผู้อ่านหลายท่านต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ต่างคนก็ต่างความคิด ดิฉันมาคลอดลูกเพื่อเอาสัญชาติมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว และแน่นอนที่สุดเราจ่ายค่า รพ.คืนละ สี่พันดอล ที่เล่าให้ฟังไม่ได้จะบอกว่าเรารวย หรือเราจน หรืออะไรทั้งสิ้นที่ทำทุกอย่างก็เพื่ออนาคตขอลูก เราอยากให้ลูกในวันข้างหน้าถ้าเกิดเขาอยากมาเรียน มาอยู่ประเทศที่มีระบบ ระเบียบ ความมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมอย่างแคนนาดา และเราได้มาอยู่ที่ มอนทรีออลอีกครั้งก็ตามดำราเดิมเราจะมาคลอดลูกเพื่อเอาสัญชาติ เราและสามีอยากจะขอทำ PR Outside เราไม่ค่อยมีความรู้เลยเรื่องนี้และสามีเราก็กำลังศึกษาว่าจะมีวิธีใดบ้าง สิ่งที่เราสือให้ผู้อ่านทราบคือว่าเราอยากเป็นสมัครเป็นประชากรประเทศนี้ แต่ปัญหาคือว่า งานทีี่สามีเราทำอยู่ ณ ตอนนี้ ไม่ได้เป็นงานที่ทางแคนนาดาขาแคลน แต่มีคนบอกว่า เขาจะดูที่ พ้อย (คะแนน) ไม่รู้เรียกถูกป่าวมากกว่า สามีเราทำงานเกี่ยวกับการบิน คนที่รู้จักเขาบอกว่าให้สมัครดู สามีพูด ฝรั่งเศส อังกฤษได้ อาจจะพอได้คะแนนบ้าง ลูกเราสองคน สัญชาติแคนนาเดียน แล้วเราจะมีอะไรไปโชว์เขาอีกละต่อจากนี้ มีคนบอกว่าถ้าเขาถามเรื่องงานก็บอกว่าเราอยากทำงานที่นี่แต่ว่าไม่มีตำแหน่งรอบรับให้ทนายทำเรื่องให้เขาอาจรับฟัง พอจะมีหนทางหรือไม่
ขอชมความเป็นระเบียบซึ่งสอนคนให้รู้จักแยกว่าอันไหนขยะรีไซเคิล์ทุกวันศุกร์ หน้าบ้านทุกหลังจะเอาถังขยะรีไซเคิลสีฟ้ามาวางไว้หน้าบ้านเพื่อรอรถรัฐมาเก็บ ทุกวันพุธจะเอาถังขยะปรกติมาวางไว้หน้าบ้านซึ่งทำให้เห็นว่าทุกคนมีระเบียบวินัยซึ่งไม่สามารถสอนได้ทุกคนแต่ประเทศนี้ทำได้ อีกอย่างประทับใจเพื่อนเจ้าของบ้านคนจีนซึ่งเขาสอนว่ากล่องนม หรือกล่องน้ำผลไม้ก่อนทิ้งรีไซเคิลให้เปิดน้ำล้างในกล่องสักหน่อย ซึ่งจะมีสักกี่คนที่ทำเราก็ถามเขากลับ เขาบอกว่าเขาทำกันนะที่แคนนาดาน่ะ
#138SofiaSep 18, 2010
ไม่รู้เป็นไรขอเม้าต่อ เขาบอกว่าคนแคนนาดาเขาทำกัน
พอได้ยินแล้วก็ให้กลับมาคิดว่าเขามีระเบียบวินัยกันจริง ๆ
สิ่งที่ไม่ชอบ คือซื้อของแล้วต้องมีภาษี บวกมันไปเลยก็หมดเรื่องถึงอย่างไรก็ต้องจ่าย
สิ่งที่หวัง ไม่รู้ความฝันของครอบครัวเราจะเป็นจริงหรือเปล่าจะมีโอกาสกลับมาประเทศนี้อีกหรือไม่ในนามประชากรแคนนาดา
แต่อย่างน้อยลูก ๆ เราก็มีโอกาสถ้าเขาคิดจะมาเรียนที่นี่
ขอบคุณผู้ที่ติดตามอ่านจ้า
#139pennySep 18, 2010
― ―
โดนพาดพิง เลยแวะมาตอบหน่อยว่า คลอดแล้วจ้า แต่กำลังหัวหมุนเลย เพราะแฟนเริ่มเรียนหนังสือแล้ว เรารับคนเดียวเต็มๆ ทั้งงานบ้าน ทำกับข้าว เลี้ยงลิง 2 หนอ แต่ก็ดีค่ะ ท้าทายความอึดดี แม่เรามีลูก 9 คนยังผ่านมาได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกันเนาะ จริงป่ะ
ขอเม้าเรื่องรีไซเคิลนิดส์ คุณบอก มีคนแนะนำว่า ก่อนเอาชวดเอากล่องไปทิ้งเพื่อรีไซเคิล ให้รินน้ำสักหน่อย เพราะแคเนเดียวเค้าทำกัน :)
ไม่อยากบอกว่า แคนเนเดี่ยนที่บ้านเดี๊ยน สั่งให้ล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างจานก่อนเอาไปทิ้งถังรีไซเคิลอ่ะ เค้าบอกจะได้ไม่มีเศษอาหาร หรือน้ำซอส น้ำอะไรเหลือๆ ให้มีเชื้อโรค หรือกลายเป็นหนอนแมลงวัน ...
เม้าขำๆ ค่ะ ว่า แคนเนเดี่ยนที่บ้านเรา อาการหนักกว่าที่คุณเม้าให้ฟัง ;D ;D
#140Mini MeSep 19, 2010
― ―
ไม่ต้องเคเนเดี้ยนหรอกค่ะ เพราะกะเหรี่ยงอย่างเราก็ทำ ที่ทำเพราะไม่ชอบกลิ่นอะไรใดๆ ในบ้านเลย ขยะเปียกเราทิ้งอย่างน้อยวันละครั้ง บางครั้งสองสามครั้ง ส่วนรีไซเคิลรอเต็มแล้วค่อยทิ้งเพราะต้องลงไปข้างล่าง ไม่ได้ใส่ชู้ท ทีนี้มันนอนรอในบ้านก็ไม่อยากให้มีกลิ่นอ่ะ กระป๋องอะไรทั้งหลายแหล่เราล้างเหมือนจานชามเลย เสร็จแล้วผึ่งให้แห้งถึงใส่กล่องรีไซเคิล พอกล่องเต็มถึงจะเอาไปทิ้งค่ะ
#141TiyapanSep 22, 2010
ไม่มีอะไรจะเล่ามากเพราะเพิ่งมาถึงได้อาทิตย์เดียวเองค่ะ ตอนนี้เหงามากเลย คิดถึงเมืองไทย คาดว่ายังปรับตัวไม่ได้
ตอนนี้มีสิ่งที่อยากรู้เยอะแยะไปหมด แต่ไม่รู้จะถามใคร อยากเจอคนไทยบ้างจะได้รู้สึกอุ่นใจ
พอได้อ่านกระทู้นี้ก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ เหมือนว่ายังมีคนไทยอีกมากที่อยู่ใกล้ๆ
เรามาเรียนค่ะ อยากทำงานร้านอาหารไทย อยากหาที่อยู่ราคาถูก เพราะเงินมีจำกัด T^T ไม่รู้ว่าจะเริ่มหายังไง ที่ทางก็ยังไม่คุ้นเลย
ขอคำแนะนำด้วยนะคะ
#142lln_nllSep 22, 2010
คุณ Tiyapan ไม่ทราบว่าเรียนอยู่ที่ไหนหรอ ?
ยังไง ถ้ามีโอกาศลองเดินดูตามบอร์ดของมหาลัยดูนะคับ เพราะเค้าจะประกาศรับสมัครงานติดไว้ตามบอร์ด
เชื่อว่าทุกๆมหาลัยมีโครงการนี้
ยังไงก็ขอให้ได้งานไวๆนะคับ
เอาใจช่วยและยินดีต้อนรับ สู่แคนาดา คับผม ;)
#143TiyapanSep 23, 2010
ขอบคุณค่ะคุณ IIn_nII จะลองดูค่ะ
#144ThaigirlSep 25, 2010
สำหรับเราตอนนี้ได้งานใหม่แล้ว อะไร ๆ มันดูตื่นเต้นสดใสดี มีเพื่อนร่วมงานใหม่ มีหน้าที่ใหม่ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ทุกวัน
ปีนี้ได้พักนานเกือบ 8 เดือนเต็ํม รู้สึกเหมือนได้ิเิติมพลังให้ชีวิต ฤดูร้อนผ่านไป ฤดูใบไมร่วงเข้ามา ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี บางต้นก็เกือบโรยแล้ว ฤดูเปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยนไปตามกาล
เผลอแป๊ปเดียวหิมะคงตก จะทำอะไรก็รีบทำเข้านา เดี๋ยวจะกลายเป็นนั่งมองเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา
ใครยังไม่ได้เล่าก็รีบเล่าเข้านา ถ้าไม่รีบเดี๋ยวลืมหมด ไม่มีใครมาช่วยแชร์ประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตนะจ๊ะ
#145RositaSep 27, 2010
ยินดีด้วยค่ะคุณไทยเกิลที่ได้งานใหม่แล้ว
ได้พักเต็ม ๆ แปดเดือน แบตเตอรี่คงเต็มล้นปรี่ ดีแล้วค่ะมีโอกาสพักยาว ๆ ก่อนที่จะกลับเข้ามาสู่วงจรชีวิตคนทำงานอีก ก่อนย้ายมาที่นี่ โรสิตาก็ลางานแล้วเที่ยวอยู่เกือบสี่เดือนแน่ะ สนุกมาก
นี่ก็เกือบหกเดือนแระตั้งแต่ย้ายมา เวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ ที่ผ่านมาชีวิตก็มีความสุขดีค่ะ ทำงาน กลับบ้าน ชีวิตประจำวันก็เหมือน ๆ กันทุกวัน งานก็สนุกดีค่ะ ได้เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าดี โชคดีสามชั้นเลย
ขอให้สนุกและมีความสุขกังานใหม่นะคะ
#146Duen SchmidtSep 29, 2010
สวัสดีคะทุกคน เดือนเพิ่งเข้ามาวันนี้วันแรกคะ เดือนมาอยู่แคนาดาได้เกือย 2 เดือนแล้ว มาตอนแรกงงๆๆๆๆกับทุกสิ่งที่นี่ :D ตอนนี้ก็เริ่มปรับต้วได้แล้ว ช่วงนี้เดือนก็ไปเรียน สนุกดีเหมือนกัน เข้าใจมั่ง ไม่เข้าใจมั่ง เดือนไม่เก่งภาษาคะ เพือนก็ช่วยแนะนำเราบ้าง ส่วนมากเพือนที่มาเรียนด้วยกันพูดภาษาเสเปน เรายิ่งงงเข้าไปใหญ่ อิอิ
แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่วันหน้านะคะ
#147pennySep 30, 2010
แวะมาแสดงความยินดีกับคุณป้าไทยเกริล ที่ได้งานใหม่แล้ว
อิจฉาจังวุ้ย เมื่อไหร่จะถึงตาเรามั่งฟร่ะ คริกๆ :D :D
#148ThaigirlOct 01, 2010
ขอบคุณค่ะคุณ Rosita
คุณ Penny อยากทำงานก็ต้องเลิกท้องค่ะ ;D
#149Mini MeOct 01, 2010
― ―
ท้องก็ไม่อยากท้อง งานก็ไม่อยากทำ งี้ทำไงอ่ะพี่สาว ;D ;D ;D
#150pennyOct 01, 2010
― ―
คงไม่มีวันนั้นอีกแล้วล่ะ.. เราขาดกันแล้วค่ะ ;D ;D
#151KhingOct 01, 2010
ท้องก็ไม่อยากท้อง งานก็ไม่อยากทำ งี้ทำไงอ่ะพี่สาว ;D ;D ;D
ตู้เย็นช่องแข็งที่บ้านยังว่างไม่ใช่เหรอ? ;D
#152Mini MeOct 01, 2010
― ―
ไม่ว่างอ่ะลุง มีไก่ เนื้อ ไส้กรอก กุ้ง หอยเต็มเลยยยย ;D
#153ThaigirlOct 01, 2010
― ―
Should have married rich! ;)
#154KhingOct 01, 2010
ยังจะมีเหลือรื๊อ? มีก็แต่ไอ้ที่คิดอย่างเดียวกันอ่ะ ;)
หนูมินิมี....ใส่เข้าไปอีกสักช้อนชาพอได้น่า เก็บไว้ตอนเกิดอยากมีขึ้นมาไง
#155Mini MeOct 01, 2010
― ―
Should have married rich! ;)
จริงๆ ก็ยังไม่สายเกินไปนะ หรือเราควรจะคิดใหม่ทำใหม่ดี ???
#156messo83Oct 06, 2010
สวัสดีครับ ผมเพิ่งจะมาอยู่ที่ แคนาดา ได้ไม่ถึงเดือนเลยอ่ะครับ ก็คิดถึงบ้านแล้วอ่ะครับ มีวิธีไหนแก้โรคคิดถึงบ้านบ้างอ่ะครับ คิดถึงอาหารรสจัดที่คุ้นเคยอ่ะครับ อีกตั้ง 1 ปี กว่าจะได้กลับประเทศไทยอ่ะครับ
#157jeenaOct 07, 2010
เรื่องอื่นตอบยากนะ แต่เรื่องกินเรื่องใหญ่อิอิอิอิ :D :D :D คงหายากนะอาหารรสจัดที่นี่ นอกจากปรุงเอง ไปร้านอาหารไทยร้านไหนๆ ก็คงไม่ได้ดั่งใจนะค่ะ แต่หากอยู่ออตาวานะ ต้องถามหาเจ้าของร้านที่เป็นคนไทย ให้เขาปรุงให้ แล้วระบุว่าอยากรสแบบไหน รับรองถึงใจค่ะ แต่เนอะ คงลำบากนะ คงไม่มีทุกร้านหรอกที่เจ้าของร้านจะลงมาปรุงเอง อันนี้แล้วแต่วาสนาปากเนอะ :o :o :o
ส่วนแก้เหงา ช่วงนี้คงลำบากนิด เพราะจะเดินทางออกนอกบ้านก็เจอความหนาว แถบอากาศเดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวลมแรง ปาร์คต่างๆ ก็เริ่มหนาวกันแล้ว แนะนำหากวันอากาศดีดี ก็ต้องไปดูสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีซิค่ะ กล้องคู่ใจสักตัว ไปได้ไกลค่ะ ถ่ายไปดูไป เดี๋ยวเวลาก็หมดนะค่ะ :D :D :D
ปล.คุณสาวไทยเกิร์ล แหมอิจฉาจังได้งานใหม่แล้ว ยินดีด้วยค่ะ เนี่ยเราคุณแม่ลูกสองก็ต้องนั่งเลี้ยงเด็กอยู่บ้านเนอะ
คุณเพนนี่ :D :D
#158Mini MeOct 07, 2010
― ―
อยู่แถวไหน หาซื้อพริกไม่ได้เหรอ หรือว่าทำกับข้าวไม่เป็น ถ้าอยู่โตรอนโตไปตลาดคนไทยวันเสาร์ที่สมาคมไทย ได้ทานแน่อาหารรสจัดเนี่ย เดี๋ยวปลายเดือนชมรมเพื่อนไทยมีงาน ถ้าอยากมีเพื่อนก็แวะไปได้นะคะ เผื่อจะหายคิดถึงบ้านขึ้นมาบ้าง
#159di_annOct 08, 2010
Khun Jeena งานนี้ คงต้องยินดี กะสองสาวสวย ดาวเต้น ของ เวป thaion อะคะ งานนี้
ได้งานใหม่ ในเวลาใกล้เคียงกัน แม้จะโดน จ้างให้ออกคนละเวลา ก็เงี้ย คนเก่ง
แถม ได้งานดาวน์ทาว ไม่ไกลกัน อีก ....เออ ถ้าวันศุกร์ตอนเย็นๆ ใครเห็นสาวสวยสองคน กอดคอกันแหว ย่าน entertainment district ก็เดาๆ เอานะว่า ไผเป็นไผ ;D
Congratulations !!!!!! Cheers++++
ฉลองให้กับ.........เวลาผ่านไป กับชีวิตใหม่ในแคนาดา .......
#160ABSOct 10, 2010
― ―
คุณ messo83 มาด้วยวีซ่าอะไรค่ะ หาอะไรทำจะได้ไม่เหงาค่ะ ตอนนี้เรามาอยู่ได้ 1เดือนพอดีไม่เคยรู้สึกเหงาเลยค่ะอาจจะโชคดีตรงที่เคยใช้ชีวิตอยู่คนเด๋วมานานทำงานที่กรุงเทพส่วนญาติพี่น้องอยู่ต่างจังหวัดน่ะค่ะ พอมาอยู่ที่นี่เลยสบาย ๆ ฮา เรื่องอาหารก้อไปหาซื้อได้ตามไชน่าทาวน์แต่อาจจะไม่ได้ดังใจทั้งหมดต้องปรับเปลี่ยนตามอัตภาพน่ะค่ะ แต่พอกินแก้อยากได้ค่ะ สู้ ๆ นะคะของคุณยังแค่อีกปีเด๋วของดิฉันอีกตั้ง 3ปีกว่าจะได้กลับไทยค่ะ ;D
#161girl_thaiOct 19, 2010
สวัสดีค่ะ เราพึ่งมาได้ประมาณสองอาทิตย์แล้ว กำลังปรับตัวน่ะ
เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการแลกเหรียญน่ะ
เรื่องมีอยู่ว่าพ่อเจ้าพระคุณ(สามี)แกชอบใช้แบงค์ และก็เก็บเหรียญไว้มาก เราเลยจะนำเหรียญไปแลกน่ะ
ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารพูดเป็นภาษาอังกฤษหลายประโยคจำไม่ได้ ไม่เก่งภาษาอังกฤษ สรุปว่ากระดาษห่อเหรียญผิดชนิด ;D
เจ้าหน้าที่ธนาคารเลยให้เราเปลี่ยนใหม่ พอเรากลับบ้านมาเล่าให้ฟัง เขาหัวเราะว่าใหญ่เลย (ปรากฎว่านี่คือบททดสอบเรา)
ค่ะ :)
#162SweetPeaOct 19, 2010
― ―
ฮ้า.. เหมือนหยกเลย ทำงานอยู่กรุงเทพคนเดียว เลยชิวๆกับการอยู่ต่างเมือง
มาอยู่นี่เลยไม่เหงา ปรับตัวได้ง่ายๆ ;D
สำหรับคนมาใหม่ๆ พยายามอย่าทำตัวเหงา
หาโน่นนี่ทำ มีอะไรใหม่ๆให้ได้ตื่นตา ได้เรียนรู้เยอะแยะค่ะ
สนุกกับมันไป.. ;)
#163domechulaOct 22, 2010
ยังไม่ค่อยมีอะไรมาแชร์สักเท่าไหร่เพราะยังไม่ได้แลนด์/อยู่ประจำ ช่วงนี้เราหายไปนานเพราะเพิ่งกลับจากเที่ยว ตอนนี้ได้วีซ่าเรียบร้อย กำลังจะแลนด์เร็ว ๆ นี้ ไว้แลนด์เสร็จไปอยู่ ว่าง ๆ จะมาแชร์ประสบการณ์คะ :)
#164ChandniNov 02, 2010
สวัสดีค่ะทุกคน
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ของทุกๆคนนะคะ ได้ความรู้เกี่ยวกับการเริ่มชีวิตในแคนาดามากขึ้นค่ะ หนูยังอยู่เมืองไทย ต่อไปคงขอคำปรึกษามากมายค่ะ ฝากตัวไว้ก่อนนะคะ
#165girl_thaiDec 14, 2010
พี่ๆเป็นอย่างไรบ้างค่ะ ไม่เห็นมาเล่าให้น้องๆๆ รุ่นหลังฟังเลย ;D
#166KhingDec 15, 2010
อยากจะเล่าเหมือนกันแหละ กลัวจะไปทำให้ topic เขา dead น่ะซี
#167WarpBoyDec 15, 2010
เล่าเลยคุณ Khing ผมรอฟังแล้ว 1 คน อิอิ
ที่แคนาดานี่คง ขึ้นอยู่กับความอึดของแต่ละคนว่าทนแค่ไหน หวังไว้ไกลแค่ไหน พอใจแค่ไหน
ชีวิตผมที่แคนาดา ตั้งแต่เริ่มต้นลําบากแทบตาย ทํามาแล้วทุกอย่าง ช่วงที่ผมเรียน ตกระกําลําบาก ทํางานหนัก
ผมไม่เคยอยากให้ใครมารับรู้ และไม่อยากรู้จักใคร เฮ่ๆ อาจดูเพี้ยนๆไปบ้าง
แคนาดาเป็นประเทศที่ๆมีโอกาศที่ดีในการทํางาน สรุปแล้วคือพยายามให้ถึงที่สุดละคับ!
#168WarpBoyDec 15, 2010
ลําบากช่วงแรกก็คงไม่ตลอดไปหรอกคับ วันนี้หนาวจัดมากๆ ผมทํางานอยู่ในออฟฟิสที่โตรอนโต้ช่วงนี้
ทั้งวันนั่งดู Rail Traffic Monitor 3-4 จอ นั่งคุย ดื่มกาแฟ แล้วก็ปิ้งฮอดดอก กินตอนกลางวัน เย็นก็กลับไปนอนโรงแรมที่ Pickering
สรุปแล้วง่วงอยากนอนตั้งแต่กลางวันแล้ว ;D
#169WarpBoyDec 15, 2010
When you're gone the words I need to hear, will always get me through the day and make it okay...I miss you!
Got to go to bed,, I got to go to Peterbrough for 2 days too!
#170KhingDec 15, 2010
ที่จริงอยากบอกคุณ WarpBoy ว่าคุณตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่โดยที่ยังเป็นหนุ่มตัวคนเดียวเนี่ยะพิเศษจริงๆ อันนี้ไม่ใช่ว่าผิดหรือถูกนะแต่มีกรณีแบบนี้น้อยมาก มีแต่ว่าเขาย้ายมาอยู่แคนาดากันก็เพื่ออนาคตของลูก หรือแต่งกับคนที่นี่ หรืออยากมาทำงานเก็บเงินแล้วก็กลับไป ไม่ก็แค่มาเอาพาสปอร์ตแคนาดาไว้กันหนาวกลับมาก็อยู่แค่เหม็นขี้ไต้แล้วก็ไป หรือเอามาไว้เผื่อแก่แล้วจะได้ย้ายกลับมาช่วยเอาเงินช่วยพยุงแก่ของรัฐหรือเอาลูกมาเรียนฟรี นานๆก็มา vacation claiming "ความรู้สึกการเป็นแคแนเดี้ยน" กันที ขับรถอาละวาดตระเวณไปทั่วตอนซัมเมอร์ใช้เงินที่อุตส่าห์ไปหามาจากที่อื่นแล้วก็สูดอกด้วยความภูมิใจกลับบ้านไป แต่คุณมาแบบสดๆโสดๆเนี่ยะก็เป็นธรรมดาที่จะเหงา โดยเฉพาะเมืองโตรอนโต้เป็นเมืองที่ออกสังคมยาก นอกจากว่าเออ บ้านคุณอยู่ downtown ไปนั่งผับทุกวัน กระนั้นก็เถอะคุณก็จะเจอแต่หน้าเก่าๆซึ่งก็อาจไม่กินสายตากันเท่าไหร่นัก คนที่นี่มีกลุ่มสังคมที่ limit มากซึ่งเขาก็พอใจของเขาอย่างนั้น ตามที่สังเกตุดูเขาจะ form กลุ่มของเขาอยู่แล้วและยากที่คนนอกกลุ่มจะเจาะเข้าไปได้ characters ทุกอย่างมันฟิตที่จะ qualify แต่ละกรุ๊ปเสียจนคนต้องออกไปหาคู่จากที่อื่น
ลุงมีเพื่อนที่ตัดสินใจลาจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่อเมริกาหรือแคนาดากันตอนยังโสดหลายคน บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นวิศวะ เรียนจนจบได้งานทำกันดีๆทั้งนั้น อยู่ๆไปโดยเฉพาะปีที่เจ็ด ก็เริ่มหายกลับไปเมืองไทยกันทีละคน (ทุกวันนี้ไปเปิดคลีนิคอยู่ไทย อีกคนไปทำงานไทยออยล์) นี่ละมังที่เขาเรียก seven year itch
ส่วนคนที่มีคู่เป็นคนที่นี่หรือมีลูกไม่ใช่ว่าอึดหรอกแต่มันการย้ายกลับไปกลับมาโดยมีกระเป๋าพ่วงอยู่หลายใบน่ะมันทำยาก
ชีวิตที่นี่อาจไม่เป็นเหมือนที่เราเคยชินจากบ้านเราแต่ความวุ่นวายโกลาหล ความอึดอัดใจ เรื่องปวดหัว เรื่องจุกใจมันก็น้อยลงไปตามตัว สุขภาพจิตของเรากลับดีขึ้น มีเวลาคิดมีเวลาไตร่ตรองมีเวลาให้เริ่มทำสิ่งที่เราอยากทำมากขึ้น มีเวลาให้ "จิตว่าง" มีเวลาให้พิจารณาความเมตตากรุณาแก่ผู้ที่ด้อยกว่า เอาเหอะคู่ครองอาจไม่มีแต่ก็ดีกว่ามีมาผิดๆแล้วใช้เวลาแก้กันอีกหลายปี จะกลายเป็นตายเร็วไปซะอีกซี :)
#171kungnangDec 15, 2010
เป็นสาวโสดอีกคนค่ะที่มาตัวคนเดียวมาหาประสบการณ์ในการทำงาน หาโอกาสในการศึกษาเพิ่มเติม ที่ผ่านมาเจอคนดีคนไม่ดีอันนี้หาพบได้ในทุกๆประเทศ เป็นครั้งเเรกที่ได้เห็นหิมะในชีวิตก้อคือที่แคนาดานี่เอง ไม่เคยลืมช่วงเเรกที่มาถึง แหมหนาวจะขาดใจลมพัดมาที่นี่เจ็บร้าวไปถึงกระดูก สัญญากะตัวเองว่าไงก้อต้องซื้อรถทันที่ที่มีโอกาสชีวิตคงง่ายขึ้นเยอะ
ได้มีโอกาสไปเที่ยวในหลายๆที่ หลายๆเมือง ความตั้งใจแรกที่จะไม่พลาดคือไนการ่าฟอล ซึ่งทำให้นึกย้อนไปถึงวัยเรียนเคยเรียนในชั้นมัธยมวิชาภาษาอังกฤษ ตัวละครในบทเรียนนี่เขาอยู่แคนาดากัน วันนี้ได้มีโอกาสมาเห็น อลังการจริงๆ
ได้เรียนรู้อะไรๆเยอะมากๆ เรียนรู้ มิตรแท้ มิตรเทียม การใช้ชิวิต การไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร โดยเฉพาะพวกจ้องเอาเปรียบนี่เยอะรึคิดว่าเราโง่ขนาดนั้นอื่นๆ เช่น อาหาร วัฒนธรรม สถานที่สำคัญ เทศกาล ทุกอย่างไม่ขาดทุนค่ะ หากอยู่ที่เมืองไทยคงจะไม่แกร่งอดทนได้ขนาดนี้ ผู้หญิงที่นี่แกร่งกันจริงๆ
ชีวิตยังไม่สิ้นก้อต้องดิ้นกันต่อไป โลกคือละครโลงใหญ่หาเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตชีวิตให้ตัวเองเจอเมื่อไหร่และทำให้เป็นจริงได้ก้อเป็นสุขเมื่อนั้น
เพื่อนหลายๆคนเคยเล่าให้ฟัง มองเข้าไปในกระจกแล้วถามตัวเองว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ อิอิอิ เราก้อคนหนึ่งในนั้น เมื่อตัดสินใจมาแล้วก้อต้องทำให้ดีที่สุดล่ะค่ะ รวมๆก้อดี พอใช้ ไงก้อยังคิดว่าคงไม่มาอยู่จนแก่ตายที่นี่หรอกค่ะ อยากหาที่อุ่นๆอยู่ อาหารอร่อยๆถูกปาก นี่ก้อคงไม่พ้นกลับเมืองไทยล่ะค่ะ แต่คงเลือกโลเคชั่นดีๆหน่อย แล้วก้อต้องติดตามสื่อ ว่าน่ากลับป่าว รึถ้ามีปัจจัยใดที่ทำให้ต้องอยู่ต่อจนแก่ อาจมีคู่ที่นี่อย่างลุงขิงว่า หรือว่าได้งานดีมีรายได้คุ้มค่ามากๆ จะมาอัพเดทให้ฟังอีกทีค่ะ
#172girl_thaiDec 15, 2010
ขอบคุณพี่ๆ ที่มาช่วยแชร์ประสบการณ์ค่ะ
หนูคิดว่าทำวันนี้ให้ดีสุด และพรุ่งนี้ก็ต้องดีกว่า
"ทำใจให้มันสนุก ยิ้มแย้มตลอดไป หากความทุกข์มันมาเมื่อไร เรานั้นก็ไม่กลัว" ;D (อัสนี-วสันต์)
#173KhingDec 15, 2010
ตอนมาอยู่ที่นี่แรกสุดที่อพาร์ตเมนท์แถว Welsley จำได้ฝังใจอย่างเดียวตอนนี้คือ ญาติสั่งแล้วสั่งอีกว่า เวลาทิ้งขยะใส่ถุงขยะใบใหญ่สีดำเนี่ยะ ห้ามเอาหนังยางรัดนะ ต้องเอา twist tie ที่เขาใส่กล่องมาด้วยมัดปากถุงให้แน่นก่อนเอาไปทิ้ง (เขาว่าเอายางรัดมันจะลื่นหลุดและเรี่ยะราด)
พอย้ายมาเช่าบ้านอยู่แถวใกล้ๆ Fairview mall ตอนนี้มีเรื่องให้จำเยอะเลย :D ;D
เรื่องแรก less than 6 months คือ จักรยานลูกหาย(จักรยานเด็ก)
ตอนเย็นหลังโรงเรียนเลิก ลูกๆก็จะเล่นกันอยู่หน้าบ้านขี่จักรยานที่เรา immigrant หน้าใหม่เอาเข้ามาใหม่ๆ(ของทำจากญี่ปุ่น)ไปๆมาๆ แล้วก็มีเด็กๆผิวสีพาผิวสีวัยรุ่นอีกสองคนเดินมาขอดูด้วยความสนใจ แล้วคืนนั้นจักรยานก็หายไปจากโรงรถ ตอนหลังมีคนเล่าให้ฟังว่าแถวๆนั้นมีคน special class นี้อาศัยอยู่ตามอพาร์ตเมนต์ใกล้ๆ fairview mall เต็มไปหมด อย่าถามเลยนะว่าเจ็บใจอยู่หลายเดือนหรือเปล่า
เรื่องที่สอง ลูกขี้มูกไหลขี้มูกโป่งทุกวันจนครูเขียนจดหมายมา (ด่า)
เด็กมาจากเมืองร้อนใหม่ๆ ไม่ยอมใส่เสื้อหนานานๆหรอกตอนหน้าหนาวน่ะ บังคับใส่เท่าไหร่เดี๋ยวไปโรงเรียนพ่อก็เปลื้องแล้ว แล้วก็วิ่งเล่นด้วยเสื้อ Tshirt แขนยาวตัวเดียวตอน recess จนขี้มูกโป่งทุกวัน เราก็เกิดความ guilty อย่างหนักพาไปหาหมอต่อไป specialist ลงไปตรวจสารพัดตรวจที่ downtown เข็ดทั้งลูกเข็ดทั้งพ่อแม่
เรื่องที่สาม เรื่อง Allergies เดี๋ยวมาเล่าต่อ
#174KhingDec 15, 2010
พักนี้ลุงว่างด้วยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ต้องลางานหยุดอยู่บ้าน
เรื่องที่สาม เรื่องAllergies
ก่อนมาไม่เห็นมีใครบอกเรื่องนี้ แต่หน้าร้อนปีต่อมาจามขี้มูกไหล คันตามเนื้อตามตัวเกาจนถลอกน่าเกลียดไปหมด ขี้มูกไหลนั้นบางทีไหลพรากเลยแถมเริ่มคันลูกกะตา คันในลูกตาเลยนะไม่ใช่รอบๆ โอยทรมานสิ้นดีจำได้ว่าขับรถไปหาหมอตาปิดไปแล้วข้างหนึ่ง หมอฉีดยามาให้เข็มก็ดีขึ้น จึงมาเริ่ม study ก็เริ่มเข้าใจว่ามันเนื่องมาจากเกสรดอกไม้ของไม้ใหญ่ๆเช่น ต้น Birch (ที่เปลือกลำต้นเป็นปลอกเยื่อขาวๆและเวลาออกดอกระย้าไปหมดดอกคล้ายตัวบุ้ง แล้วต้องต้นตัวผู้เสียด้วยนะที่เป็นตัวฉกาจน่ะ) ต้นเมเปิ้ล ต้นโอ๊ค เป็นต้น และมันก็แล้วแต่ว่าเราจะไปแพ้เกสรตัวไหนเข้า แม้จะมองด้วยตาเปล่าอาจไม่เห็นแต่เกสรพวกนี้มีหนามอันแหลมคมไว้เกาะเกี่ยวเหนียวหนึบ หมอจึงแนะนำว่าถึงหน้าดอกไม้บานให้เอาวาสลินทาตรงรูจมูกไว้เป็นกับดักมัน เพราะถ้ามันลงถึงปอดก็ทำให้ไอบ้างหายใจหอบหืดบ้าง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ในเดือน ปลาย March, April May June ก็ยังดีบางคนโดนทั้งหน้า Autumn อีกด้วยคือแพ้พวกดอกหญ้า ดอกragweed ฟางข้าวสาลี ฯลฯ เราเป็นหนึ่งในสองล้านคนที่เป็นอย่างนี้ ดีใจมีเพื่อน :D ;D
#175NokkoDec 15, 2010
ขอบคุณรุ่นพี่ ที่เอาประสบการณ์ มาแชร์นะคะ ชอบอ่านคะ อันที่จริงชอบอ่านทุกอย่างในเวปนี้ มีประโยชน์มากๆ เพิ่งมาอยู่ได้ เกือบสองเดือน ก็อาศัยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือในเวปนี้แหละคะ ..... ;D
#176KhingDec 16, 2010
เรื่องต่อมา เล่นไอส์ฮอกกี้ (ลูกๆ)
ถ้าจะเป็นเด็กเกิดหรือโตในแคนาดาแล้วละก็ถ้าไม่เล่นไอส์สเกตตก็ต้องเล่นสกีหรือเล่นสโนว์บอร์ดให้มันเป็นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งมันเหมือนกับว่าเขาจะฝึกให้เด็กไม่กลัวไม่เกลียดความหนาวเย็น ยิ่งเริ่มหัดให้เล่นอายุน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี เขาจึงมีอุปกรณ์ไว้ซื้อขาย/แลกเปลี่ยนตั้งแต่ขนาดเท้าเท่าฝาหอย ถ้าจะฝึกเองไม่ต้องเสียเงินก็พาไปตามลานสเกตตต่างๆที่มีทั้งนอกร่มและในร่ม ถ้าฝึกไม่เป็นก็ไปตามคอมมิวนิตี้เซ็นเตอร์เสียเงินไม่แพง แต่บอกก็บอกเถอะยิ่งเด็กเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นเร็วเท่านั้น
ลูกชายเห็นเครื่องแบบฮ็อกกี้มันเท่ห์มัง(ซักแปดขวบได้)ก็รบเร้าจะเล่นให้ได้ เราก็ไปแอบดูที่ Ice link ถามๆดูก็มีแต่เขารีบรับทันทีทั้งนั้นผู้คนที่นี่รักกีฬาอันนี้มาก (ถึงจะดู violent แต่จะอนุญาติให้ body check ได้ก็ตอนอายุเกินสิบหกแล้วเท่านั้น) บอกเขาว่าไม่มีเกียร์อะไรเลยเขาบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มา ปรากฦว่ามีคนเอาของเก่าที่ลูกเขาใส่ไม่ได้แล้วมาให้คนละนิดละหน่อยสุดท้ายต้องไปซื้อจริงๆก็ไม่กี่ตังค์ (ถ้าจะเอาใหม่ทั้งชุดนะ $1200 ก็ไม่รู้จะพอหรือเปล่า แล้วเด็กก็โตเร็วด้วย) ตกลงลูกก็ใส่เครื่องแบบฮ็อกกี้ประจำถิ่นได้ลงไปหกล้มหัวหกก้นขวิดกับเขา เจ้าตัวเล็กอายุหกขวบกับเพื่อนร่วมทีมตัวจิ๋วๆตัวกลมไปด้วยเครื่องแบบกับ helmet ดูน่ารักมากแกล้งทำเป็นหกล้มกันเสียมากกว่าเล่นเกมส์กันจริงๆ
แต่ก็ไอ้เจ้ากีฬาตัวนี้แหละที่เป็นตัว transitional ease ให้เรากับลูกชายได้เข้าไปสัมผัสกับคนที่อยู่ที่นี่มาก่อนเนิ่นนานจริงๆได้พูดได้คุยเรื่องเดียวกับเขาได้บ้าง ลูกๆก็เล่นกีฬานี้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานได้ความมั่นใจได้เรียนรู้สิ่งดีๆหลายอย่าง ที่ลูกจดจำคำสอนของโค้ชได้แม่นที่สุดและยังพูดและทำอยู่จนทุกวันนี้ก็คือ "If you have nothing good to say about others, say nothing."
ลูกชายคนโตไม่ได้เล่นเข้าเป็นทีมอะไรมากมายเหมือนคนเล็กแต่ก็ยังเล่นอยู่เป็นประจำกับพวกที่ทำอาชีพทนายด้วยกันเลิกแล้วก็ไปเฮอาปาร์ตี้กัน ส่วนลูกชายคนเล็กกลายเป็นเล่นเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆจังๆจนตอนหลังเล่นให้ UofQueens ตอนอยู่ปีสามจนถูกอีกฝ่ายเอาสติีกสับให้ระหว่างเข่าเจ็บอยู่เป็นเดือนก็เลยเลิกเล่นให้ทีมแล้ว (แต่ก็ยังเล่นกับเพื่อนร่วมงานอยู่เรื่อยๆ)
#177WarpBoyDec 16, 2010
I feel much better when I read your message Khun Khing,,,,,Thank you!!
#178KhingDec 16, 2010
เรื่องเอาลูกไปทิ้งไว้ที่ห้องสมุด
ตอนนั้นก็ยังอยู่แถว Fairview Mall นั่นแหละ(ก็มีห้องสมุดอยู่ใกล้ๆ)ด้วย เราก็พาคนเล็กไปห้องสมุดนั่งสักพักเห็นเขาเล่นบ้างอ่านบ้างสนุกอยู่เราก็เลยวิ่งออกไปรับคนโตตอนโรงเรียนเลิกสามโมงครึ่งใกล้ๆ แล้วกลับวิ่งมาใหม่ โอ้โฮย...ตานี้วุ่นไปหมดเลยเจ้าหน้าที่เขาไม่ยอมให้เราเอาเจ้าคนเล็กกลับจนกว่าจะเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเป็น parent/child กันจริง เนื่องจากมี abduction case กันมากมาย โอย..เข็ด เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ายังเป็นอย่างนี้อยู่หรือเปล่า
#179kungnangDec 16, 2010
ดูแลสุขภาพด้วยนะลุง หายหวัดเร็วๆค่ะ เรื่องลุงเล่าได้เพลินดี จะติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆค่ะ
แต่ขำดีที่ต้องเดือดร้อนหาหลักฐานมาแสดงแล้วลุงทำไงคะ เอาไรไปแสดงวุ่นวายกันนานกี่ชม. อิอิอิ
ผู้ปกครองท่านอื่นจะได้ไม่ลอกเลียนแบบ ;D ;D ;D
#180KhingDec 16, 2010
ก็ต้องไปเอาใบ landed มาให้เขาดูน่ะซี เขาก้เลยรู้เลยว่าไอ้หมอนี่เป็น Hill Billy :D ;D
#181KhingDec 16, 2010
เรื่อง ทำไมจึงรู้จักที่ๆตัวอยู่ดีขึ้น
ก็เป็นเพราะลูกเล่นไอส์ฮ๊อกกี้ให้ทีมที่เขาจัดกันขึ้นมาแล้วก็จัด schedules ขึ้นมาแข่งชิงแชมป์กันนี่แหละทำให้ต้องเดินทางเองขับรถเองไปสารพัดถิ่นในรัฐออนตาริโอเผลอๆก็ข้ามไปBuffaloด้วย ตอนนั้นลูกๆยังเล็กๆอยู่ทั้งนั้นจะไปไหนก็ต้องไปกันทั้งโขยง(เสาร์อาทิตย์) แล้วก็ไปเช่าโรงแรมพวก Days Inn อะไรพวกนี้อยู่ซึ่งจะได้ราคาพิเศษมากเพราะเช่าเป็นทีม
แต่โรงแรมไหนโรงแรมนั้นเถอะถ้ามีทีมฮ๊อกกี้เด็กๆพวกอย่างทีมเราเข้าพักละก็ไม่ต้องคิดว่าจะได้หลับได้นอนกันเต็มตาหรอกนะ ไม่ใช่ว่าเด็กวิ่งเล่นกันทั้งคืนหรอกเพราะส่วนใหญ่พ่อแม่เป็นคนมีมารยาทกันทั้งนั้น แต่มักจะมีมือดีไปกดสัญญานไฟไหม้ให้ตื่นกันกลางดึก แล้วก็มีอยู่แทบทุกทริป พนักงานโรงแรมเขาก็คงรู้ๆอยู่ไม่ตื่นเต้นอะไรมาก จนดูๆไปก็เหมือน tradition คือถ้ามีทีมฮ๊อกกี้เด็กเข้าพักละก็เด๊๋ยวเถอะมีสัญญานไฟจนได้
เรื่องได้ไปสารพัดที่นี่ยัง grateful อยู่จนทุกวันนี้ว่ามันทำให้เราได้เห็น ได้สัมผัส ได้รู้จักมลรัฐออนตาริโอดีขึ้นในเวลาไม่นานนักและก็ยังนึกขำในใจว่าตอนนั้นว่าความกลัวไม่มี ยังจำได้ว่ามีอยู่หนจะกลับโตรอนโตแล้วไม่ได้ดูรายงานอากาศก็ออกมา stuck อยู่กับ snow storm แถว Wingham (ไม่แย่เหมือน HWY#402 เมื่อสามสี่วันก่อนหน้า) รถติดกันเคลื่อนที่ไม่ได้เป็นชั่วโมงๆ มองไปทางไหนรถทุกคนเป็นสีขาวโพลนหมด นึกๆแล้วก็คงไม่กล้าอย่างนั้นอีกแล้วโดยเฉพาะมีเด็กเล็กอยู่ด้วย
การพาลูกไปตกปลา (หลังจากนั้นมาอีกสองสามปี) ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ได้ตระเวนไปทั่ว ถ้าไข้หวัดยังไม่หายดีแล้วยังไม่ได้กลับไปทำงาน หรือไม่งั้นก็ก็วันหลังจะเล่าเรื่องความ not so smart ของเราที่เอาเรือไปกะลูกไปตกปลาแล้วไปติดกลางทะเลสาป Nisspising แถว North Bay ที่คลื่นลมค่อนข้างรุนแรงให้อ่าน
#182WarpBoyDec 16, 2010
เฮ่ๆ ครอบครัวสุขสันนะคับคุณคิง happy happy !
#183di_annDec 17, 2010
― ―
คงยังมีให้เห็น แต่ที่ เห็น และยังมีอยู่ ออกบ่อยๆ ตัวอย่าง เช่น ลูกอายุ ไม่ถึง 11 ขวบ ดี ปล่อยอยู่บ้านคนเดียว แม่คิดว่า ลูกหลับ ขอวิ่งไป ซื้อบุหรี่ ที่ ร้านของชำ หน้าปากซอย เดี๋ยวก็กลับลูกคงยังไม่ตื่นคงไม่เป็นไร แป๊บเดียวที่ไหนได้ เพื่อนข้างบ้าน เล่น ตลก ไม่รู้ แม่คนดี ไม่สร้างวีรกรรม อะไรไว้กะเพื่อนข้างบ้าน รู้หน้าไม่รู้ใจ เพื่อนข้างบ้าน เห็นเข้า โทรเรียกหน่วงงานรัฐ มาที่บ้าน ตรวจสอบเห็นเด็กอยู่คนเดียว ไม่มี คนอยู่ด้วย แม่ ผู้หน้าสงสาร โดนจับ พรากลูกพรากแม่ ดูพฤติกรรม พระมารดา และสั่งสอน ให้รู้ว่า ลูกยังไม่ถึงเกณฑ์ ปล่อย อยู่ลำพัง อย่าได้ ชะล่าใจ เข้า เชียว :-[