#1NattapatMar 12, 2011
จบแแพทย์ กำลังจะทำงานครบ1ปี
หลังจบปี6ไปแคนาดามา ประทับใจมากครับ ทั้งผู้คนและบรรยากาศ
ผ่านมาเกือบปีแล้ว ยังอยากกลับไปเรียนที่แคนาดาเหมือนตอนที่นั่งเครื่องบินกลับมาไทย
คิดถึงอยู่ตลอดทุกเดือนที่ทำงานที่ไทยครับ
ขอความกรุณาด้วยครับ
น้องหมอณัฐ
#2KhingMar 14, 2011
http://www.pgme.utoronto.ca/Page4.aspx
#3NattapatMar 20, 2011
ขอบพระคุณมากครับ ตอนนี้พอได้ข้อมูลมาบ้างแล้วครับ
#4NattapatMar 20, 2011
ขอถามอีกนิดนึงนะครับ
ถ้าจะมาเป็น permanent residentต้องทำอย่างไรบ้างครับ
คือว่าที่ medical schoolเขาจะเอาเฉพาะpermanent resident กับ
#5NattapatMar 20, 2011
ผมจะเตรียมตัวสอบอีกสามstepครับ ของmedical council of canada
เพื่อเทียบมาตรฐานแพทย์ของแคนาดา
แต่จะมีปัญหา match program
จึงขอถามอีกนิดนึงนะครับ
ถ้าจะมาเป็น permanent residentต้องทำอย่างไรบ้างครับ
คือว่าที่ medical schoolเขาจะเอาเฉพาะpermanent resident กับ
citizenเท่านั้น จึงจะขอทุนministry of health ในontarioได้ครับ
แล้วหลังtrainจบจะได้มาใช้ทุนให้รัฐontarioครับ
ถ้าไม่ใช่permanent residentต้องหาทุนจากรัฐบาลอื่นๆเองครับ มันยากครับ
อีกอย่างผมก็รู้สึกประทับใจแคนาดาตั้งแต่ first vistครับ
ขอความกรุณาให้ข้อมูลด้วยครับ
#6kungnangMar 22, 2011
คิดว่าน่าจะขอพีอาร์หมวดสกิลได้ชิวๆนะคะ
คุณหมอลองประเมินดูว่าอาชีพคุณหมอเข้าได้กับรหัสอาชีพไหน ยกตัวอย่างให้สามลิส
◦3111 Specialist Physicians
◦3112 General Practitioners and Family Physicians
◦3142 Physiotherapists
http://www.cic.gc.ca/english/immigrate/skilled/apply-who-instructions.asp#list
http://www.cic.gc.ca/english/immigrate/skilled/apply-who.asp
http://www.cic.gc.ca/english/immigrate/skilled/apply-how.asp
http://www.cic.gc.ca/english/information/faq/immigrate/skilled/index.asp
ศึกษาเพิ่มเติมตามลิ้งค์ แล้วก้อเตรียมเอกสารต่างๆ กรอกใบสมัครและไปสอบเจนไอเอลได้เลยค่ะ โชคดี
#7KhingMar 22, 2011
คุณสมบัติของคุณไปได้ฉิวอยู่แล้ว ถ้าคุณสมัคร PR เขารีบรับคุณทันทีเลย มานี่แล้วค่อยมาสมัครเรียนต่อ + ขอทุน ซำบายมั่กๆเลย
#8NattapatMar 24, 2011
ขอบพระคุณพี่ๆทุกท่านที่ให้ความกรุณาครับ ขอบคุณมากๆครับ
#9onattsuMar 27, 2011
ขอถามนิดหนึ่งนะคะ
คือว่า.... ตอนที่เรียน ESL มีนักเรียนหลายคนในห้องที่มาจากแถบ middle east แล้วทำงานเป็น "หมอ" ที่ประเทศของตัวเองกันทั้งนั้น แต่ต้องการมาทำงานเป็นหมอที่แคนาดา .... เท่าที่ได้ยินมา เขาพูดกันว่า มันไม่ง่ายเลยถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นหมอมาก่อน มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว แต่พอมาที่นี่ พวกเขาต้องเริ่มใหม่ ต้องสมัครเข้า med school ใหม่ บางคนบอกว่า เขายอมเริ่มต้นเรียนในมหาลัยอีกรอบ ก่อนที่จะเข้าเมดสกูลก็ได้ ซึ่งป่านนี้หลายคนก็ยังต้องรอแล้วรอเล่า .... เลยทำให้เมรู้สึกว่า สายนี้มันยากมากๆ
ก็เลยอยากรู้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือคะ?
(ปล. ไม่ได้เข้ามาบั่นทอนกำลังคุณน้องหมอณัฐนะคะ ;))
#10KhingMar 27, 2011
จริงครับ
ยากมากๆเลย
จะตกกันส่วนใหญ่ก็ตรงที่ว่าพูดภาษาได้ลึกซึ้งเข้าใจได้มากขนาดไหน (verbal reasoning) เขาวัดกันตรงคะแนน MCAT ครับ
#11KhingMar 27, 2011
Factor อันต่อมาที่สำคัญมากกับโควต้าที่จะรับนักเรียนแพทย์คือ ประเทศกำลังขาดแพทย์ในกลุ่มไหนมากที่สุด เช่น หญิง, คนพื้นเมือง (native), แพทย์ชนบท, แพทย์ภาษาที่สองของชาติ (french)........เป็นต้น ดังนั้น It depends ว่าไปประจวบเหมาะกับข้อไหนบ้าง (นอกเหนือไปว่าเป็นคนเรียนเก่งอยู่แล้วด้วย)
มีอยู่ในประวัติศาสตร์มานานแล้วว่าแคนาดาไม่ยอมรับรองคุณภาพของแพทย์จากประเทศอื่นง่ายๆ เหตุผลอันหนึ่งก็คือก่อนที่จะเข้าเรียนแพทย์ที่นี่ได้จะต้องเรียน undergraduate มาแล้วอย่างน้อย 3 ถึง 5 ปี
3 ปีนั้นต้องอัฉริยะจริงๆจึงเขาจึงจะรับ ที่เหลือนอกนั้นจะจบปริญญาตรีกันแล้ว ที่จบปริญญาโท ปริญญาเอกกันก็มี หลายๆท่านอายุจนตั้ง 40 เศษๆมีลูกมีเมียหรือสามีแล้วยังไปสอบกันอยู่เลยครับ คิดว่าเป็นเพราะเขาคิดกันว่าไหนๆก็มาทางนี้แล้วก็ลองสอบไปเรื่อยๆ
#12thainiyomMar 28, 2011
ทำไมไม่คิดไปอเมริกาแทนครับ การยอมรับของแพทย์จากเมืองไทยมีมากกว่า หมอไทยไปสร้างชื่อตั้งแต่ยุค60มาแล้ว
อเมริกามี50มลรัฐมีทุกบรรยากาศ สภาพสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายของฤดูกาลให้แล้วแต่เราจะเลือก เอาสวยงามแบบแคนาดาก็มี
รายได้ของแพทย์ในอเมริกาก็ได้สูงกว่าแคนาดา เพราะอเมริกาไม่มีระบบประกันสังคมด้านสุขภาพ
ลูกของญาติผมไปเรียนเฉพาะทางที่เท๊กซัส ยังมีรายได้ปีละ1ล้านต้นๆ ไม่มากแต่อยู่ได้สบายๆขณะที่เรียนอยู่
แต่เดิมก่อนไป เขาเป็นหมอศัลยกรรมความงามที่ร.พ.ยันฮีหน้าตายังออกเด็กๆอยู่ซํ้า
มีหมอไทยหลายท่านไปผิดหวังจากแคนาดาแล้วต้องย้ายกลับเมืองไทย แต่ก็เคยได้ยินมาว่ามีบางท่านก็สมหวังคงไปแบบโครงการร่วมมือ
ระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือความร่วมมือระหว่างม.แพทย์ของทั้ง2ประเทศมากกว่า
เดี๋ยวการกีดกันคงดีขึ้นมากว่าสมัยๆก่อน ในยุคมนุษย์เรือจากเวียดนามอพยพไปแคนาดา มีหมอใหญ่ๆจากเวียดนามไปถึงแคนาดา
แล้วไม่ได้รับความยอมรับที่นั่น ขนาดมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ไปทั่วประเทศ ถ้าผมจำไม่ผิดที่ ร.พ.ฟุตฮิล เมืองแคลแกรี่ อัลเบอร์ต้า
หมอคงรักวิชาชีพในวงการ ยอมไปทำงานเป็นคนทำความสะอาดในโรงพยาบาล พอพวกเวียดนามอพยพเข้าไปที่โรงพยาบาล
แล้วไม่สามารถสื่อสารอธิบายความเจ็บป่วยด้วยภาษาอังกฤษ หมอใจดีคนนี้จะช่วยเหลือเป็นล่ามให้มาตลอด จนเป็นข่าวขึ้นมาสร้างแรงสนับสนุน
ว่าควรให้หมอคนนี้เรียนต่อเพื่อสอบในประกอบวิชาชีพหรือไม่
เพราะตามกฎเดิมเขาไม่รับรองและจะต้องกลับไปเรียนใหม่ทั้งหมดเพราะจะได้เป็นหมอที่สามารถบริการชุมชนชาวเวียดนามอพยพในแคนาดาได้
เรื่องผ่านไปหลายปีก็ยังเงียบ วงการแพทย์ของแคนาดาในยุคนั้น มีกลุ่มอาจารย์หัวโบราณที่กุมอํานาจการบริหารอยู่นะครับ
ในอเมริกานั้นยอมรับการฝึกเฉพาะทางของแพทย์ไทย แต่ไม่ยอมรับคนที่จบจากเวียดนาม
เนื่องจากตำราแพทย์ของไทยเราใช้ตำราแพทย์ที่เรียนกันในอเมริกา
#13KhingMar 28, 2011
ก็คิดว่าคงเพราะการขอเป็น PR ด้วยคุณสมบัติการเป็น MD (แล้ว) ของแคนาดาคงง่ายกว่าขอ green card ของ US อ่ะครับ (ได้ข่าวว่าการรอ green card ที่ US นั้นคิวยาวมาก no matter what)
อีกอย่างก็คิดว่าค่าเล่าเรียนที่ US ก็คงจะแพงกว่าที่ Canada อีกด้วย โดยเฉพาะถ้ายังไม่ได้รับ green card
#14NattapatMar 29, 2011
ก่อนอื่นขอขอบพระคุณทุกความเห็นที่ช่วยให้ผมเปิดโลกกว้างมากเลยครับ^_^
เพิ่งได้ข้อมูลจากเพื่อนแพทย์ที่canada mailวันนี้เองครับ ว่านอกจากจะสอบเทียบ 3stepแล้วครับ
โดยstepแรกสอบที่ไทย ค่าสอบ30000บาท ผ่านระบบคอม
อีกสองstepสอบที่canadaทั้งการสื่อสาร ตรวจร่างกาย วินิจฉัย
ถ้าสอบได้ก็มีสิทธิ์ที่จะmatch program แต่ถ้าจะเอาทุนของรัฐนั้นๆต้องเป็นpermanent resident ก่อนครับ
แล้วก็จะให้เรียนในสาขาที่เค้าขาดน่ะครับ แต่ถ้าไปontario จะมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาประเมินแพทย์ที่จะtrainในontario อีกต่างหากน่ะครับ
ผ่านprogramแล้วจึงจะtrainได้ครับ
ดูหลายขั้นตอนจังเลยนะครับ
ตอนนี้ก็จะพยายามอ่านหนังสือให้ทันสอบปีนี้ที่ศูนย์สอบในไทยครับ
มีอะไรชี้แนะ ขอความกรุณาด้วยครับ
#15ithendy2547Apr 01, 2011
ขอบคุณทุกความคิดมากเลยครับผม
#16KhingApr 01, 2011
สำหรับคุณหมอที่ชอบแคนาดาและต้องการมาเป็น citizen ด้วยทำงานแพทย์ไปด้วย คิดว่า info ข้างล่างคงเป็นประโยชน์กับท่านบ้าง
1. ถ้าท่านคิดจะสมัคร PR
คุณสมบัติของท่านนั้นคับแก้ว อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว แน่ละประเทศไหนก็ต้องการคนมีคุณสมบัติแบบนี้มาอยู่ในประเทศของตนมากกว่าจะรับเอาคนที่ต้องการมาอยู่แคนาดาแต่ไม่มีคุณสมบัติอะไรมา contribute แถมยังมากินเงินสังคมสงเคราะเขาฟรีๆ โดยเล็ดลอดรูรั่วต่างๆของกฦ
2. เมื่อได้ PR แล้ว
ท่านจะต้องยอมรับว่า
- มีคนที่มีคุณสมบัติแบบท่าน ต้องการทำแบบท่านมีมาจากหลายๆร้อยประเทศ แม้ว่ารัฐจะรับท่านเข้ามาเพราะท่านเป็นแพทย์ แต่รัฐไม่ได้ promise กับท่านว่าจะรับท่าน "เข้ามาเป็นแพทย์ ทีนี่"
ท่านจะต้องสอบเทียบเอาเอง
3. ในระหว่างรอสอบเทียบซึ่งก็อย่างที่กล่าวมา อาจกินเวลาหลายปี (แต่แพทย์บ้านเราได้ปริญญาเมื่อยังอายุน้อยเรามีเวลารอได้เยอะ) ท่านก็ควรมีเงินมาใช้ ไปขอทุนเรียนอะไรที่พอเกี่ยวข้องกันบ้าง (แน่ละ ถ้าเข้าโรงเรียนแพทย์ได้ก็ยิ่งดี แต่อย่าลืมว่านอกจาก คู่แข่ง immigrant ด้วยกันแล้ว ก็ยังคน local อีกเล่า ที่จริงเรียนอะไรไปก่อนสักสองสามปีดีกว่าในขณะเตรียมตัวสอบ) หรือไม่ก็ต้องหางานทำ หรือทำงาน volunteer อย่างหมอ เบริ์ด หรือไม่ก็ให้คู่ครองทำงาน support family งานนี้อาจไม่ตรงกับที่เรียนมาหรืออาจเกี่ยวพันแค่เล็กน้อยกับที่เรียนมาแต่ท่านทำไปเพียงเพื่อรอสอบหรอกนะ
การรอสอบทีนี่จะทำให้ท่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น ท่านจะมีโอกาศได้เสาะหาข้อมูลและทางหนีทีไล่ (เรื่องจริง) ได้มากกว่าการนั่งมองอยู่ริมเวที
มีแพทย์ immigrant หลายๆคนที่ประสพความสำเร็จมาแล้ว แม้ว่าการแข่งขันสูง ทว่าอย่างที่ว่า It depends ว่าเขากำลังมองหากลุ่มไหนอยู่ ตาท่านต้องแหลมนิดหน่อยครับ
#17KhingApr 01, 2011
รายได้
เรื่องนี้คงอยู่ในใจหลายๆคน ครับ รายได้ของ MD ที่นี่ก็อยู่ในลำดับหนึ่งหรือสองของ "อาชีพ" (อาชีพครูมาลำดับสามครับ.....surprise!!) รัฐ(วิสาหกิจ)จะกำหนดโควต้่ากี่ "take" ให้ต่อปี ( ถัา Ontario ก็ OHIP ครับ) พอครบ "take" แล้วเวลาที่เหลือก็แล้วแต่ท่าน ไม่เหมือนบางประเทศที่รับเละแต่ไม่มีเวลาให้ตัวเอง
เรื่องรวยมากๆ เอาตามถูกกฦหมายนะครับ คนที่นี่ถ้าไม่รวยโดยครอบครัวมีมาก่อน ก็ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ไม่ก็ถูกซุบเปอร์ล๊อตเตอรี่
ต่ำลงมาหน่อยก็ CEO หมอ engineer ข้าราชการ (another surprise!!) ที่เหลือก็ธรรมดาๆเท่ากันหมด ขั้นที่ controversial มากที่สุดก็คนจน และคน (อ้างว่า) จน ซึ่งกินภาษีจากพวกที่ว่ามาข้างต้น
เงินอาจจะไม่ไหลมาหาท่านเป็นระลอก สุนามิ แต่ชีวิตท่านมีคุณภาพมากกว่าครับ อันนี้ก็แล้วแต่ท่านชอบอีกนั่นแหละครับ ที่ผมชอบมากก็คือ once you get there, good things come naturally. คุณไม่ต้องไปวิ่งเต้นกราบกรานใครอยู่เรื่อยๆอีกแล้ว
#18NattapatApr 02, 2011
ขอบพระคุณมากเลยครับพี่khing
ผมจะพยายาม
ตอนนี้วางแผนอ่านสอบpaperแรกที่ไทยให้ผ่านก่อนครับร่วมกับถ้ามีเวลาจากงานจะเรียนภาษาที่สาม
ปีหน้าวางแผนจะไปสอบที่แคนาดาครับ จะได้ไปสอบแบบฐานแน่นๆ ขอบพระคุณจริงๆครับ
มีอะไรชี้แนะ ขอความกรุณาด้วยนะครับ
#19KhingApr 02, 2011
― ―
นั่นแหละครับที่ผมหมายถึง "ทีไล่"
ปีหน้า(ไม่แน่อาจเดือนหน้า)ผมคงรู้อะไรๆดีกว่านี้อีกเยอะ
ขอบคุณที่เรียกพี่ครับ ผมจบสามย่านก็จริงแต่มันตั้งแต่สมัยยังลอดรั้วบัญชีออกไปกินข้าวกันได้อยู่ เรียกผมลุงก็ได้ครับ
#20onattsuApr 02, 2011
ขอบคุณค่ะ คุณลุงกิ่ง ;D
เข้าใจแล้วว่าสายการแพทย์มันยากจริงๆ เดี๋ยวจะพยายามให้กำลังใจเพื่อนๆที่รอสอบกันอยู่ต่อไป แต่เห็นแต่ละคนก็แก่กันคราวพ่อแล้ว ไม่แน่ใจว่าพวกเค้าจะถอดใจกันแล้วรึยัง
#21KhingApr 02, 2011
คิดว่าคนที่เกิดมาเป็นแพทย์และจบมาแล้ว อย่างไรก็ได้ปวารณาณตนไว้แล้วว่าจะทำอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุยษ์ หลายๆคนที่ยังมาสอบไม่ใช่เพราะเรื่องเงินหรือ status (มีบ้างก็เล็กน้อย) ดูท่าทีมีปัญญาดูแลครอบครัวกันได้แล้วทั้งนั้น ที่มาสอบกันคงเป็นเพราะต้องการทำอาชีพนี้จริงและเชื่อว่าสิ่งที่ตนรู้มาเรียนมายังมีโอกาศได้มาใช้อีกแน่ ไม่มากก็น้อย ใจรักจะทำอ่ะนะแก่แค่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก และ Once you are name Canadian doctor แล้วละก็คุณอยู่ในกลุ่มที่ no one questions you.
สิ่งที่ดีแน่ๆสำหรับแคนานา ;) ;) ก็คือได้ประชาชนที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น
#22thainiyomApr 03, 2011
..มุดรั้วบัญชีไปทานข้าวนี่รุ่นไหนครับ น้องผมคนหนึ่งshi36
#23KhingApr 03, 2011
จำปีไม่ค่อยจะได้แล้ว จำได้แต่ว่า จลาจล 14 ตุลาอยู่ปีสุดท้าย เดินไปถึงอนุสาวรีย์เวลาใกล้เที่ยงคืนตรงราชดำเนินไปใกล้มาก อีกนิดถึงสนามหลวงแล้วชักมีบรรยากาศตึงเครียดขึ้นเรือยๆนักศึกษาเริ่มแตกฮือ เริ่มได้ยินเสียง ฮ.
เพื่อนฝูงจากรั้วเดียวกันพลัดหายกันวุ่นวายไปหมดเพราะทุก U มารวมกันตรงนั้นหมด เดินไปโทรศ้พท์ข้างทาง (สมัยนั้นยังไม่มีมือถือ) ทางบ้านบอกให้กลับมาโดยด่วนพี่ชายเพิ่งแต่งตัวออกไป สถานการณ์ตึงเครียดเขาสั่งให้ยิงกรอกลงไปในธรรมศาสตร์แล้ว แม่ร้องไห้ขอร้องก็เลยเดินกลับไปให้เลือดที่ รพ. ตำรวจ ยังจำได้หมอบอกให้ขึ้นไปนอนดาดฟ้า กลับบ้านไปมืดๆตอนนี้ไม่ปลอดภัยแน่
ผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้วนี่ทำไมมันไม่เคยลบเลือนเลยภาพต่างๆเหล่านั้น
#24NattapatApr 08, 2011
ขอบพระคุณลุงkhingและพี่ๆท่านอื่นอยางสูงนะครับ เปิดโลกทัศน์เยอะเลยครับ
ผมขอถามเผื่อไว้นะครับ (ระหว่างกำลังเตรียมตัวสอบ) ซึ่งแต่ละprogramของแพทย์เฉพาะทาง(resident)จะเปิด
ประมาณ พ.ค-มิ.ย
จะสมัครPRเมื่อไรดีครับ หากสอบผ่านรอบคัดเลือกเพื่อเข้าไปที่แคนาดาผ่านและรอprogram matching
วางแผนจะเข้าไปเป็นPR ขอทุนที่รัฐเรียนแล้วก็อยู่ใช้ทุนทำงานที่แคนาดาหลังเรียนจบเลยครับ(ใช้ทุน เหมือนกับการจ้างใหทำงานหลังเรียนจบในรัฐนั้นตามสัญญา เช่น ถ้าเรียน4ปี ก็ทำงานใช้ทุน4ปี มีเงินเดือนปกติ ไม่หักค่าใช้จ่ายตอนเรียน)
เพราะส่งmailไปถามแล้วครับ ต้องเป็นPRหรือcitizenเท่านั้นจึงจะขอทุนรัฐได้(ได้ทุนเรียน และมีเงินเดือนระหว่างtrainด้วยครับ)
ขอความกรุณาด้วยครับ
#25KhingApr 08, 2011
เรื่องการขอ PR แล้วต่อการขอทุนเรียนนี่ผมไม่ถนัดครับ ต้องคุณ Nic เขาถนัดกว่า
คุณลองถามเข้าไปที่หัวข้อ Immigration ดูก็ดีครับ เผื่อว่าคุณ Nic เขาไม่ได้เข้ามาอ่านตรงนี้
#26kungnangApr 08, 2011
― ―
ขออนุญาตให้ข้อมูลและความคิดเห็นค่ะ พูดถึงเรื่องการสมัครพีอาร์ หากเป็นไปได้ควรสมัครไว้เลยค่ะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่มีอะไรขัดกับการสอบขอทุน ดีไม่ดีหากไม่มีคุณสมบัติพีอาร์ อาจไม่มีสิทธิ์ขอสอบไว้ก่อนด้วยซ้ำไป
ปัจจุบันนี้ทางศูนย์วีซ่าออฟฟิซพยายามรวบรัดเวลาในการพิจรณาเคสที่ควรได้รับพีอาร์ไม่เกินหนึ่งปีค่ะ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าส่งใบสมัครไปที่ศูนย์ใดด้วยเวลาอาจแตกต่างกันบ้าง
ยังงัยๆก้อขอให้ประสบความสำเร็จดั่งตั้งใจนะคะ จะคอยติดตาม
#27NattapatApr 10, 2011
ขอบพระคุณมากครับลุงkhing
มาwebboardที่นี่แล้วอบอุ่นจัง
เพิ่งได้เมลล์มาจากหมอที่แคนาดาและmailตอบกลับจากที่queen,mc gill, U of T, Vancouver เค้าบอกว่ามีสองแบบครับ
1.PR or citizen ทำงานไปด้วยtrainไปด้วย จะจ่ายเงินเดือนให้ด้วยครับเหมือนหมอเมืองไทย
2.ไม่ใช่ PR ต้องมีทุนจากรัฐบาลที่ทางมหาวิทยาลัยแคนาดาตรวจสอบแล้วเชื่อถือได้ โดยที่รัฐที่ขอทุนมาจะออกให้ทุกอย่าง(ประมาณว่าไม่เป็นภาระของทางมหาวิทยาลัย)
ทุนส่วนตัวไม่รับ ในทุกๆกรณีน่ะครับ
ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างครับ ปีนี้จะพยายามมากยิ่งขึ้นไปอีก
#28NattapatApr 10, 2011
พี่garden saladครับ
คือผมสามารถยื่นเรื่องทำPR ระหว่างอ่านหนังสือรอสอบได้เลยใช่มั้ยครับ
ดีจังเลย จะได้กดดันตัวเองให้ตั้งใจเข้าไปอีก fight!!! พยายามหาแรงจูงใจหลายๆด้าน เพราะจบแล้ว งานรัฐก็เยอะน่ะครับ
ต้องมีกำลังใจมาอ่านสอบต่อ...สัปดาห์ที่ผ่านมาไปตรวจศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองทั้งวัน คนไข้250-340คน/วัน
มีหมอสองคน ได้นั่งทานข้าว20นาที แบบผลัดกันไปทาน ตรวจไม่หยุด แฮ่กๆ
#29KhingApr 10, 2011
ก็อย่างนี้แหละครับ บริการอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เสียเงินและ (ไม่ต้องรอนาน)
ทางประเทศแคนาดานี่เขามีมาตรการแก้ที่ต้นเหตุ คือแนะนำ (แกมบังคับ) ให้ประชาชนดูแลตัวเอง เริ่มตั้งแต่อาหารการกิน ความสะอาด การเป็นอยู่ ความรักตัวกลัวตายไม่เสี่ยงให้บาดเจ็บ โดยไม่จำเป็น(ยกเว้นมีประกันจ่าย) มีการป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อง่ายๆ เขาจะตั้งใจนิดๆเป็นบทเรียนสอนประชาชนให้ช่วยตัวเองโดยให้รอหาหมอทีนานๆ (นานมากจนกลับบ้านไปเอง) จะได้ระวังตัวมากขึ้น เขาเชื่อว่า mishaps ส่วนใหญ่ แล้ว self-help ได้เช่น เป็นไข้หวัด มีดบาดเล็กน้อย หกล้มหัวเข่าถลอก ท้องเสียอาหารเป็นพิษเป็นต้น แล้วเขาจะได้เก็บหมอไว้เรื่องจำเป็นจริงๆ
การมีโควต้ากำหนดจำนวนคนไข้ที่หมอสามารถตรวจได้แต่ละวัน นอกจากจะ regulate คุณภาพหมอแล้วก็ยังเป็นการป้องกันการ abuse อาชีพอีกด้วย ไม่เหมือนคลีนิคบางที่ บางประเทศที่เล่นจำนวนหัวเป็นที่ตั้งของรายได้
คลีนิคที่นี่จะมีแยกกันระหว่าง appointment needed และ walk-in อันแรกนั้นถ้าคนไข้นัดแล้วไม่ไป,ไม่ cancel หมอก็จะสามารถที่จะ bill คนไข้ต่างหากได้หรือไม่ก็ blacklist เอาไว้ อันหลังส่วนใหญ่เป็นหมอที่ต้องการ fill in จำนวนคนไข้หรือสร้าง client base.
#30kungnangApr 11, 2011
ป้าดๆๆๆๆๆๆ อ่านความคิดเห็นของลุงขิงแล้วถึงเพิ่งเก็ทว่าอย่างนี้นี่เองหนอ ที่หมอทำงานช้า คนไข้ก้อร้อรอ ไปสิ เจ็บจะตายร้องไห้ ไข้ขึ้น มีดบาดเลือดไหลซก ก้อต้องรอกันปายยย ทีหลังจะได้ไม่ประมาท ไม่เอาตัวไปเสี่ยงกับการป่วยไข้ เป็นการสอนทางอ้อม ให้บทเรียนทางอ้อม ตรรกะนี้เริ่ดจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ
ในใจยังคิดอยากให้ทางวงการโรงพยาบาลแคนาดานี้ไปดูงานที่โรงพยาบาลทางไทย เอาแค่เรื่องห้องอีเมอเจนซี่ละกัน ป้าดๆๆๆๆๆหาทางเข้าไม่เจอ แถมเข้าไปนั่งรอซักประวัติคิวยาวเป็นพรึ่ด ยังกะห้องตรวจทั่วไปไม่ใช่ฉุกเฉิน ใครปวดท้องเดินตัวขดก้อยังไม่มีพนง.เอารถเข็นมาให้นั่งแต่อย่างใด ต้องเดินกะเผลกช่วยตัวเองกันสุดฤทธิ์ แต่ไม่เห็นผู้ป่วยและญาติ วีนหรือของขึ้นกันแต่อย่างใด สงสัยจะชิน หากเป็นที่ไทยจนท.โดนฟ้องไม่มีเหลือแล้ว ให้บริการกันชักช้าแบบนี้
เลยไม่รู้เลยว่าแบบไหนดีกว่ากันระบบบริการด้านสุขภาพไทยและเเคนาดา
ยังไงคุณน้องหมอนัทก้อสู้ๆนะคะ หากมีโอกาสได้มาทำงานที่นี่เมื่อไหร่ ก้อมาแชร์ให้ได้รู้กันหน่อยนะคะ
ว่าที่มันต่างกันมั่กๆแบบนี้จริงๆ นอกจากที่ลุงขิงให้ข้อเท็จจริงมาแล้วนี่ วงในเขามีแนวคิด และหลักการในการดูแลรักษากันแบบไหนกันแน่นะ พยาบาลและหมอมีจำนวนจำกัดหรือว่ามีปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย อยากรู้จริงๆโดยเฉพาะการให้บริการในห้องฉุกเฉินนี่ ทำให้เรานี่ประทับใจของเมืองไทยที่สุดเลย บางรพ.ถึงกะมีพันธกิจว่าด้วย จะต้องประเมินคนไข้ภายในกี่นาทีที่มาถึง
จะต้องให้การรักษาให้หายจากการทรมานกี่นาทีหลังประเมิน ถึงจะได้รับการรับรองผ่านโรงพยาบาลที่พัฒนาคุณภาพแล้ว
ข้อนี้เมืองไทยชนะเลิศ อิอิอิ
ตอบข้อคำถาม
คือผมสามารถยื่นเรื่องทำPR ระหว่างอ่านหนังสือรอสอบได้เลยใช่มั้ยครับ
ได้เลยค่ะ คนละงานกัน ไม่ขัดแย้งกันค่ะ แต่จะหนักหน่อยที่ต้องเตรียมเอกสาร และต้องทำคะแนนสอบไอเอลให้ได้คะแนนสูงๆจะได้ผ่านประเมินเยอะๆ ที่สำคัญอาชีพแพทย์นี้โควต้าเต็มพันคนต่อปีเร็วมากๆค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าช้าค่ะ ลุยเลย ไม่งั้นต้องรอปีถัดไปเรื่อยๆค่ะ
#31KhingApr 11, 2011
คุณหนู GS อาจไม่เชียร์บริการทางด้านฉุกเฉินของแคนาดา อันนี้ลุงก็เข้าใจ มันเป็นธรรมดาของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องไม่พอใจกับการไม่ได้ "ทันที" และ "ดั่งใจ" เหมือนเวลาอยากจะดื่มน้ำสักแก้วบนเครื่องบินแล้วกดกริ่งเรียกพนักงาน แล้วไม่มีใครตอบ บริการฉุกเฉินทั้งหลายแบบนี้มี factor ประกอบมากมายทั้งจำนวน staff, สถานการณ์ในขณะนั้น, reasonable reason and time of the day for emergency services, ethics, wages, law suit (and forensic crime evidence) and system abusing from doctors and users ในขณะที่ทางการเขากำลังค่อยๆปรับปรุง ( แคนาดาไม่เคย "เตรียมพร้อม" กับสถานการณ์เพราะคงไม่คิดว่าจะมีคนย้ายมาเทมามากมายขนาดนี้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี และก็อย่างที่รู้ๆอยู่ว่าฝรั่งที่ฉลาดปกครองบ้านเมืองนั้นนั้นถ้าเขายังปูรากฐานเรื่องไหนยังไม่ดีเขาไม่สุ่มสี่สุ่มห้ากระโดดตูมเข้าไปทำหรอก ) นอกจากเรื่องนี้แล้วเขาก็ยังมีเรื่อง priority ที่จะต้องใช้แพทย์อีกเยอะ เช่น แพทย์ไม่พอให้ natives เป็นต้น อันนี้ก็ต้องอนุชนรุ่นคุณๆนี่แหละคงต้องช่วยเขา แต่ขอกระซิบว่าห้าม compare ในทางประชดเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเริ่ม heading for wrong way แล้ว เดี๋ยวเขาถามกลับว่า " So, since Thailand is so good why didn't you............................?" เราจะหงายหลัง
#32NattapatApr 11, 2011
(เขาบอกว่าไฟในอย่านำออก แต่ผมขอนำออกมาให้ครอบครัวthaiontarioได้ฟัง ผมขอมาเป็นครอบครัวนี้ด้วยคน)
พี่garden saladถามมาถูกที่แล้วครับลองฟังดูนะครับ
ตั้งแต่เปลี่ยนจากรักษาจ่ายตังค์ ตามด้วยระบบสามสิบบาทมาเป็นบัตรประกันสุขภาพจ่ายฟรี มีข้อดีข้อเสียดังนี้ครับ
ข้อดีเพราะ
1.ทุกคนเข้าถึง
2.คนป่วยมาในstageแรกๆ หากตรวจเจอก็รักษาได้ง่าย เพราะเมื่อก่อนคนจนถ้าไม่แย่ไม่มา มาก็แย่แล้ว อย่างเช่น ปอดติดเชื้อ ระยะแรกๆก็กินยา นัดมาดูอาการได้
ต่อมาถ้ามีข้อบ่งชี้ ก็ต้องนอน รพ.ฉีดยาฆ่าเชื้อ ถ้าแย่มากๆใส่ท่อช่วยหายใจ ICU ตามด้วยภาวะแทรกซ้อนจากติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวายตามมาฯลฯ
จากโรคง่ายจะเป็นยาก ค่ารักษาจะบานปลายกันใหญ่ เลยมีแนวคิดนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายแต่ละปีของสาธารณสุข
ข้อเสีย
1 คนเราไม่รู้จักดูแลตัวเอง นอนไม่หลับ ปวดหัว หกล้มแผลถลอก ขนาดหัวโขกต้นไม้โน ยังมา ร.พ.
ถ้าเป็นผมคงนอนกับบ้านประคบเย็น นอนไม่หลับก็ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ ปวดหัวก็นอนพัก
ลองดูแลตัวเองบ้าง บางคนทานอาหารไม่ตรงเวลาก็มาขอยาเคลือบกระเพาะ adviceกี่ทีก็ทานไม่ตรงเวลาไม่ปรับนิสัยซักที มาขอยาตลอด ยาฟรี
สรุปคือ เคสที่ไม่จำเป็นอยากจะมาก็จะมา เอ็งต้องตรวจข้าเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นโวยวาย
ยกตัวอย่าง เคยอยู่เวรERเจอคนนอนไม่หลับ มาขอยาตี3 กลับไปนอนครึ่งชั่วโมง มาด้วยอาการหวัด เป็นมาแต่เช้าแล้ว หัวค่ำก็ไม่มา ฯจะมาตีสาม หลับๆตื่นๆลุกตรวจทุกครึ่งชั่วโมง สุดท้ายไม่ได้นอน ตอนเช้าทำงานในเวลา
ราชการต่อ ผมเคย ง่วงเย็บแผลคนไข้ เข็มปักมือตัวเอง(คนไม่ได้นอนนี่นา) เจาะเลือดตรวจเอดส์ และอื่นๆ กินยาต้านโรคเอดส์กันไว้ จนได้รับผลข้างเคียง อาเจียนท้องเสีย ขนาดตรวจคนไข้อยู่ยังหันไปอาเจียนเลย
งานรัฐสำหรับหมอ ไม่ตายหรือไม่ป่วยหนัก จะลาก็ยาก ลำบาก
2.ซ่อมสุขภาพกันแทนสร้างสุขภาพ คนเราไม่ป้องกันตัวเอง อย่างเช่น
อยากกินเหล้า มาด้วยอาการขาดเหล้า น้ำตาลในเลือดต่ำ น๊อกมา เพราะวันๆกินเหล้าไม่กินข้าว
พอให้นอน รพ. (ญาติที่บ้านเอาไม่ไหว ญาตินั่นล่ะชวยกินเหล้า)
ไปโหวกโวยวายด้วยอาการขาดเหล้าให้คนไข้คนอื่นในหอผู้ป่วยเดือดร้อน
หนักไปอีก ก็กินเหล้าขี่รถมอเตอร์ไซด์ล้มขาหัก บางคนไปชนคนอื่นมาอีก บางคนหนักเข้าไปปีนต้นไม้ ตกมาขาหัก สมัยผมเป็น นิสิตแพทย์ก็ตื่นมาเข้าเคสกับอาจารย์ในห้องผ่าตัดด้วยเคสพวกนี้
ถึงเช้า ไม่ต้องนอนกัน
หมอถึงอายุเฉลี่ย55ปีไงครับ แล้วค่ารักษาพยาบาลจะไปลดได้อย่างไรล่ะครับ มัวแต่ซ่อมกัน
3.ไร้วินัย
คนไข้ไม่มาตามนัด อยากมาตรวจก็มา clinicเบาหวาน ความดัน ไขมัน โรคปอดฯลฯ ปกติจะมาclinicย่อยใน ร.พ.ประจำแต่ละวัน เช่น คลินิกเบาหวานวันอังคาร โรคปอดวันพฤหัส เป็นต้น
คนไข้มาไม่ตรงนัด แทนที่หมอจะสามารถแนะนำคนไข้ ด้วยการอธิบายเป็นกลุ่ม ก็ต้องมานั่งแนะนำทุกวันๆ ทุกๆคน เพราะมีหลายๆโรคในวันเดียว (จัดกลุ่มโรคให้ง่าย บริการรวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ)
บางคนอยากมาขอยาความดันที่ERตอน สี่ทุ่ม หมอก็ต้องตรวจ รอนานก็โวยอีก
มาขอใบรับรองแพทย์นอกเวลาราชการจะไปสอบใบขับขี่ จะมาเอาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้
นอกเวลาราชการเวร ER เวรบ่าย(16.30-00.30) หมอสองคน
เวรดึก (00.30-8.30)หมอคนเดียว
นอกนั้นก็เวรในตามหอผู้ป่วยต่าง อายุรกรรม ศัลยกรรมฯลฯ
4.รพ.กลายเป็นร้านแจกยา
ทุกวันนี้เวลาคนไข้มาหาหมอ จะไม่พูดchief complaintแต่จะบอกว่า ขอยาแก้ไอ ยานวดฯลฯแล้วจึงบอกchief complaint
ยาก็รับฟรี ไม่ให้ก็โวย
เป็นไข้หวัด ก็ขอเจาะเลือด ขอตรวจปัสสาวะ over treatment and lab investigation
ผมก็พยายามtalking therapy อะไรไม่จำเป็นก็ไม่สั่ง เจอหมออ่อน ก็จัดให้ทุกอย่าง รพ.อ่วมอรทัย
แทนที่ค่าใช้จ่ายโรคหวัดต่อหัวจะไม่เกิน200 ก็บานตะไท
ลองคิดนะครับ โครงการประกันสุขภาพเขาเหมาจ่ายรายหัว หัวละ2000กว่าต่อปี
ลองคิดคร่าวๆ ถ้าจังหวัดมีประชากร 500,000 ก็มีรายจ่าย1,000,000,000ต่อปี
อัตรานี้รวมทุกอย่างทั้งผู้ป่วยในและนอก
ถ้าคนไข้ขี้เมามาหนึ่งคนขี่มอเตอร์ไซด์ขาหัก ผ่าตัด นอน ร.พ.รวม40000 บาท(แต่เหมาจ่ายมาหัวละ2000) ร.พ.ก็ต้องถัวค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายของผู้ป่วยรายอื่นมาแทน
บางคนปวดหัวมา อยากx-rayสมองทั้งที่ไม่มีข้อบ่งชี้ เอาเข้าไป ค่าทำก็มากกว่าเท่ากับ4000ตามแต่รุ่นของเครื่อง
ถ้าหมออ่อนตามก็เสร็จก๋องๆๆ รพ ในประเทศไทยถึงติดตัวแดงเถือก
นี่ยังไม่รวมปัญหาระบบเบิกจ่ายอีกนะครับ เพราะเงินไม่ส่งมา รพ โดยตรงแต่มาผ่าน สำนักงานประกันสุขภาพ อีกต่อหนึ่ง(พูดเรื่องนี้จะยาวไปครับ แหะๆ)
นี่แค่ออเดิร์ฟ
#33NattapatApr 11, 2011
ผมว่าโรคทำตัวเองต้องจ่ายเองครับ
คนไทยเมืองพุทธแต่ติดเหล้าเยอะ เจอทุกวอร์ดแหละครับ จากเหล้าเนี่ย
เช่น ศัลยกรรมก็อุบัติเหตุจากเหล้า มากันทีเป็นโขยง ไม่ก็ยิงกันมา ผ่ากันทุกระบบ เช่น เลือดออกในสมอง กรามหัก ลำไส้ทะลุ ขาหัก เป็นต้น
อายุรกรรมก็ตับแข็ง อาเจียนเป็นเลือด
กุมารเวชกรรม ลูกถูกทำร้ายมา
นรีเวชกรรม ก็กินเหล้า แล้วก็ไปท้องไม่พึงประสงค์มา ทำแท้งเถื่อน ติดเชื้อมาให้ตรวจ
นี่ยังไม่รวมโรคทำตัวเองที่เจอวันละเป็นร้อยๆอีก เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ทานไม่ตรงเวลา
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กินแมลงแปลกๆขาแมลงปักเข้าหลอดอาหาร นอนไม่เป็นเวลามาขอยา
กินอาหารสุกๆดิบๆแล้วท้องรวงมา เป็นต้น
#34NattapatApr 11, 2011
ยกตัวอย่างเวรในนะครับ
อยู่ศัลยกรรม ดูแล ศัลย์ชาย1และ2, ศัลย์หญิง1และ2 ,วอร์ดอุบัติเหตุ, ICU รวม6วอร์ด แต่ละวอร์ดคนไข้ มากกว่าเท่ากับ30คน บางวอร์ดล้นมา50 รับไม่อั้น บางคนนอนเตียงผ้าใบ ยกเว้นICU 8คน
หมอเวร3คน ไม่รวมstaff เข้าห้องผ่าตัด2คน ข้างนอก1คน มีนิสิตแพทย์ช่วยอีก2คน รวมข้างนอกมี3คนดูแลคนไข้100กว่าคน
แล้วผมจะเอาเวลาตรงไหนไปนอน ได้นอนติดกัน3-4ชม. นี่หรูสุดๆแล้วครับ แทบ1ครั้งในรอบเดือน นอกนั้นสว่างคาตา ตอนเช้าตื่นมาทำงาน
ทานข้าวไม่ตรงเวลา เคยทานข้าวกลางวันสี่โมง ทานเย็นตีสาม ทานน้ำขวดลิตรหมดเป็นขวดรวดเดียว เพราะเดินตลอดทั้งวัน ทำหัตถการทั้งวัน
แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้มีerrorทางการแพทย์ได้อย่างไร ในเมื่อเอาคนไม่full consciousมาทำงาน ไม่ทำให้คนไข้errorก็ตัวเองนี่ครับที่errorเช่น โดนเข็มแทง
นี่ล่ะครับสภาพ รพ รัฐบาล ระบบมันเป็นอย่างนี้ แต่เบื้องบนบังคับมาว่าต้องตรวจเร็ว แล้วก็ไม่เคยลงมาดูล่ะครับ รมต.ทั้งหลาย
ลองเอา รมต.มาเดินตามพวกผมทำงาน เอาแค่เดินตามนะครับ โดนพยาบาลโทรปลุกยังไงก็ตื่นด้วยกัน แค่อาทิตย์นึงให้เห็นภาพ แล้วจะรู้ครับว่ามันเป็นไง
ดูคุณภาพชีวิตมั้ยครับที่บอกว่าหมอรวยกัน ไม่รวยหรอกครับ
เงินเดือน10400 เท่าปริญญาโท เพราะเรียนมา6ปี
เงินเวร8000-11000บาท
เงินไม่ทำคลินิก10000บาท
พตส.5000
รวมๆประมาณ35000บาท
มาดูเงินเวรนะครับว่ามันได้มายังไง(โรงพยาบาลรัฐ)
เวรนึง8ชั่วโมง แบ่งเป็นสามกะ 8.30-16.30, 16.30-24.00 , 24.00-8.30 เวรละ550บาท เกือบ70บาทต่อ ชม. ถูกเรียกใช้ได้ตลอดทั้งผ่าตัด เย็บแผล ใส่ท่อช่วยหายใจ เสี่ยงถูกฟ้อง
ถ้าเวรใน วันธรรมดาก็ 16.30-8.30 คือ2กะ ส่วนวันหยุด3กะ
วันธรรมดาได้1100บาท วันหยุด1550บาท
อยู่เวร8-10เวรต่อเดือน ก็ตกประมาณหมื่นนึง คืออยู่เวร1 เว้น2-3วัน อย่างน้อยหลังจากอยู่เวร เย็นอีกวันก็ต้องเสียเวลานอนไปหนึ่งวัน เพราะไม่ได้นอน ยิ่งงานเทศกาลงานยิ่งเข้าหมอล่ะครับ
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มี
ผมมาเรียน มีอุดมการณ์นะครับ แต่มาเจอระบบแบบนี้ก็เริ่มท้อเหมือนกัน เจอเพื่อนร่วมงานอู้อีก ขนาดสมัครใจมาเรียน แล้วเพื่อนที่โดนพ่อแม่บีบมาเรียนล่ะครับ
อย่าว่าแต่ผมเลย อาจารย์หมอยังท้อ ลาออกไปก็มีเยอะ เอกชนเค้าจ้างมากกว่า2-4เท่า แล้วใครจะมาช่วยผลิตแพทย์ ถ้าไม่มีอาจารย์
ผมว่านี่ล่ะครับคลื่นใต้น้ำอย่างแท้จริง "กำลังจะมา" โครงสร้างที่ฐานไม่แข็งแรง ไปต่อไม่ไหวหรอกครับ สุดท้ายก็ต้องมาปรับแก้กันใหม่
เบื้องบนได้หน้า แต่คนข้างล่างมันไม่ไหว แล้วต่อไปจะไปเหยียบใครเพื่อให้ชูหัวตัวเองขึ้นมาล่ะครับ ป้อนนโยบายหาฐานเสียงขึ้นมาทุกวัน เมื่อก่อนก็ไม่อะไรกับการเมืองนะครับ แต่ตอนนี้มันไม่ไหวจริงๆ
หัวหน้าที่ดีต้องลงมาดูแลลูกน้องข้างล่างบ้างครับ มาคุยกันบ้าง
ข้างบนลงมาคุยข้างล่าง กับให้ข้างล่างเอื้อมมือไปถามถึง อัไหนง่ายกว่ากันล่ะครับ ถ้าข้างล่างเอื้อมเมื่อไรคงไม่เอื้อมธรรมดา คงต้องฉุดลงมาล่ะครับ
นี่คือคลื่นมหาชนของคนในวงการแพทย์ ล่ะครับครอบครัวไทย
#35NattapatApr 11, 2011
ข้อเท็จจริงนะครับ ข้อเท็จจริง ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนประเด็นกระทู้นะครับ
ไหนๆตัดสินใจจะพูด ก็เลยเอาส่วนนึงมาพูดให้เห็นภาพน่ะครับ ^_^
ขอบคุณพี่khing พี่GS และพี่ๆทุกคน ที่ให้ความอบอุ่นในครอบครัวthaiontarioแห่งนี้นะครับ
#36NattapatApr 11, 2011
ระบบทุกอย่างก็มีดีมีเสียนี่แหละครับ
คนไม่มีวินัย เลยทำให้คนป่วยจริงแย่ไปด้วย ตอนผมเป็นคนไข้ ก็อยากตรวจเร็วเหมือนกันก็เข้าใจน่ะครับ ยังไม่ลืมภาพนั้น
แต่เราก็ไปแก้ระบบไม่ได้น่ะครับ เดี๋ยวระบบมัจะต้องมีกลไกของมันเอง ช้าหรือเร็ว
ทุกวันนี้ก็ได้แต่คิดถึงคำพูดในหลวงน่ะครับ ใจความเปีะไม่ได้ รู้แต่ ทำดีไปเรื่อยๆ แม้ความดีจะทำยากก็ต้องทำ ใครไม่เห็นผลก็ต้องทำ เพราะนั่นคือความดี
ต้องทำสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ความชั่วที่ทำได้ง่ายอยู่แล้วเข้ามาแทนที่
ทำให้ทุกคนพอใจไม่ได้ แต่ก็ทำดีที่สุด อย่างน้อยก็ได้พยายาม
คนเราจะมาบังคับให้คนอื่นๆ ทำโน่นนี่เพื่อให้เรามีความสุขได้ แต่เราสามารถสร้างสุขจากใจด้วยตัวเราเองได้
หวังว่าความคิดนี้จะผุดออกมาเสมอยามที่ผมเดือดเนื้อร้อนใจ
#37NattapatApr 11, 2011
คนเราจะมาบังคับให้คนอื่นๆ ทำโน่นนี่เพื่อให้เรามีความสุขไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างสุขจากใจด้วยตัวเราเองได้
หวังว่าความคิดนี้จะผุดออกมาเสมอยามที่ผมเดือดเนื้อร้อนใจ
ขอบพระคุณพี่ๆอีกครั้งนะครับ ฝันดีครับ
#38kungnangApr 11, 2011
ป้าดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยาวๆอีกรอบเนื้อหายาวมั่กๆ
เอาเป็นเรื่องๆเลยนะ คือที่ได้ให้ความคิดเห็นเรื่องบริการห้องฉุกเฉินนั้นก้อไม่เชิงว่าไม่เชียร์ค่ะ
ออกแนวคนกลางๆ มองแบบสองฝั่งค่ะ โดยส่วนตัวเเล้วยังไม่เคยได้ใช้บริการเอง เพราะไม่ค่อยจะเอาตัวไปเสี่ยงกับสภาวะเเวดล้อมที่จะทำให้เจ็บไข้ค่ะ ค่อนข้างเลือกทานอาหาร พยายามออกกำลังกาย การพักผ่อนเพียงพอ หาเวลาทำสันทนาการ แม้แต่ว่าต้องอยู่กับคนที่หวัดไอ พวกนี้ ยังต้องใส่ผ้าปิดจมูกเลยค่ะ อันนี้ไม่ได้เว่อร์ ทำจริงๆค่ะ การรักษาความอบอุ่นร่างกาย อันนี้แต่งจนเว่อร์หนาวกว่าชาวบ้านเขา ดูตลกไม่เป็นไรเพราะถ้าแต่งสวยเดี๋ยวป่วยนั้นจะไม่คุ้ม เรียกได้ว่าโอฮิพนี้ใช้ครั้งเดียวคือตรวจสุขภาพประจำปี แต่เคยพาเพื่อนไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน จึงทำให้ได้มีโอกาสสังเกตุสังกา อย่างที่เล่าไปในเบื้องต้น กรอปกับเคยได้อ่านเรื่องราวการคอมเม้นต์ในส่วนบริการสุขภาพในแคนาดานี้ ทั้งจากบอร์ดอื่นๆด้วย ที่มักจะโดนเปรียบเทียบจากอิมมิเเกรนด์ทั้งหลายว่าอยากให้ไปดูงานประเทศตน เราเลยอยากเสนอที่ไทยเป็นอีกหนึ่งทางเลือก(ในใจ) เพราะทำได้ค่อนข้างดีนะ ในส่วนการให้บริการฉุกเฉิน ส่วนเรื่องตรวจละเอียดนี้ เราและเพื่อนเราเชียร์หมอที่นี่นะ เพื่อนบอกตรวจละเอียดมาก ชนิดที่เป็นอาการเดียวกันนี้ที่ไทย แต่ไม่เคยได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดเหมือนที่นี่ เพือ่นเราใช้โอฮิปคุ้มกันเลยทีเดียว
ในความไม่เข้าใจนี้ ก้อมีความชื่นชมร่วมเข้าไปด้วยนะค่ะ ไม่ได้แก้ตัวหรือออกแนวประชดค่ะ ที่ชื่นชมคือ บรรดาผู้ป่วย พ่อแม่ญาติโยมที่เขามารับบริการที่รพ.นี้ สงบกันดีมั่กๆ ไม่กดดันบรรดา หมอและจนท.ที่ให้บริการ อย่างที่น้องหมอนัทเจอที่ไทยน่ะค่ะ เอะอะก้อจะฟ้องจะฟ้องแบบนั้น ชื่นชมที่ทางสถานบริการสุขภาพนี้ให้แพทย์ได้ทำงานแพทย์จริงๆ ไม่จับฉ่ายเอามาใช้แบ่บไม่คุ้มค่า แบ่บจะมารักษาโรคที่ไม่ใช่โรคจริงๆ อย่างว่า คนที่นี่ถ้าไม่หนักจริงๆเขาไม่ไปทำให้ หมอพยาบาลเสียเวลา กันค่ะ อันนี้คิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บรรดาผู้อยากป่วยที่เมืองไทยเราด้วย ป่วยเพราะพฤติกรรมการดูสุขภาพสุขภาพผิดๆ ถ้าได้มาเจอทางรพ.ที่เเคนาดานี้ ก้อคงจะต้องมีแนวคิดในการดูแลสุขภาพไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน ลุงขิงว่าอย่างนี้ไหม อิอิอิอิ
น้องหมอนัทก้อสู้ๆต่อไป อย่างที่บอกมาว่าเราไม่สามารถไปทำให้คนพอใจได้ครบร้อยคนหรอก ทำให้ดีที่สุด ผลออกมายังงัยก้อค่อยประเมิน ว่าแก้ตรงไหนได้ ก้อค่อยๆแก้กันไป อย่าเพิ่งได้ท้อ และยังเหลือที่ว่างไว้ให้ได้คิดได้ปรับให้ดียิ่งขึ้นต่อไป อันนี้เป็นอาชีพที่ได้บุญได้กุศลยิ่งค่ะ ใครจะรู้วันข้างหน้าน้องหมอนัทอาจได้เป็นรมต.กระทรวงสาธารณสุขคนต่อไปก้อได้ ค่อยๆเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ไว้ใช้ในวันข้างหน้า หาข้อมูลเยอะๆเเบบที่ทำนี่ขอชื่นชมค่ะ
#39NattapatApr 12, 2011
ผมไม่อาจเป็น รมต.หรอกครับ^_^
ใจจริงอยากทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพตัวเองมากกว่า ทำงานอารมณ์ดีๆ
อยากตื่นมาทำงานทุกวัน มีเวลาแนะนำคนไข้เต็มที่ พูดคุยกับเค้าได้ทุกเรื่อง แค่นั้นก็มีความสุขแล้วครับ
คนไข้มาตรวจนั่ง2-3นาทีแล้วลุกออกจากห้องหมอ มันรู้สึกยังไงๆ
พี่Gardensaladครับ อยากรู้จริงๆว่าทำไมถึงต้องGardensalad รึว่าเป็นนามแฝง(ขอนอกเรื่องนิดนึง แหะๆ)
ประเด็นที่ผ่านมาเห็นมันเครียดไป^_^
ปล. ทุกวันนี้ทำงานรัฐ เงินเดือนตกเบิก 6 เดือนนะครับ ใช้ค่าเวรกินข้าว แง่มๆๆๆ จนอาจารย์บางท่านบอกว่า ถ้ากดดันกันอย่างนี้สงสัย ต้องไปขายเต้าฮวยหน้า ร.พ. แล้วอนาคตไปเยี่ยมอาจารย์บ้างละกันนะ
#40kungnangApr 12, 2011
;D ;D ;D อยากให้มีหมออารมณ์ดี เยอะๆค่ะ ใช้เวลากับคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะเคยมีเรื่องเล่าตลกๆ คือแม่อุ้มลูกไปหาหมอ หมอสั่งยาน้ำให้กินเฉยเลยเพราะอ่านประวัติแค่ในแฟ้ม
นึกว่าคนลูกมาตรวจ อืม เรื่องจริงนะนี่ มันเออร์เร่ออาจเป็นเพราะจำนวนคนไข้ที่ทำให้หมอต้องเร่งด้วยน่ะ
เอ่อนาม นี้ได้แต่ใดมา จะว่านามแฝงก้อไม่เชิงค่ะ ตั้งมั่วๆไปยังงั้นเอง ไม่เก๋ไม่เท่ห์ อะไรกะเค้าเลย
มันเป็นชื่อของอาหารจานสลัดค่ะ เป็นสลัดที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิด แค่นั้นเองค่ะ อิอิอิ ชอบกินค่ะกินผักเก่ง กินได้ทั้งสวน
ชื่อที่เพื่อนๆเรียก อุ้มค่ะ
http://www.google.ca/images?hl=en&biw=839&bih=379&q=garden%20salad%20recipe&wrapid=tlif130261528906211&um=1&ie=UTF-8&source=og&sa=N&tab=wi
http://www.grouprecipes.com/garden-salad
ว่างๆลองทำทานดูค่ะ ดีต่อสุขภาพมากมาย อร่อยดีมีประโยชน์ ฮ่าๆๆๆแนะนำคุณหมอเรื่องสุขภาพ ช่างบังอาจไหมนี่ อิอิอิ ;D ;D ;D
รู้จักหมออยู่หลายคนเค้ากินอาหารเวรกันนะ สวัสดิการดีมาก เคยเห็นมีเลี้ยงข้าวต้มรอบมิดไนท์ตามรพ.ใหญ่ๆ ด้วย
#41NattapatApr 12, 2011
บางทีหมอก็ลืมดูแลสุขภาพตัวเอง แหะๆ แนะนำบ้างก็ดีครับ
พี่ๆมีเว็บหรือข้อมูลPRแนะนำมั้ยครับ อย่างเช่น
ที่พี่อุ้มบอกว่าต้องทำคะแนนIELTS Toeflเท่าไรจึงจะได้ตามเกณฑ์ครับ
ขอความกรุณาด้วยครับ
#42kungnangApr 12, 2011
ขอให้ยึดเวป cic.gc.ca เป็นหลักค่ะ
ยังงัยลองประเมินคุณสมบัติตามลิงค์ข้างล่างนี้ค่ะ ทางอิมฯไม่รับผลโทเฟลนะคะ
รับเฉพาะไอเอลค่ะ แบบเจนเนอรอลเทรนนิ่งค่ะ
ลองดูในตารางที่เขาเปรียบเทียบคะแนนผลสอบกับคะแนนการสมัครพีอาร์ค่ะ
จะได้ทราบว่าต้องฟิตเพิ่มขนาดไหน ค่อยๆศึกษาไปค่ะเพราะมีอะไรที่จะต้องวุ่นวาย
จัดหามาอีกหลายรายการพอควร
http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/guides/EG72.asp#results
#43KhingApr 13, 2011
เริ่มน่ะเริ่มไปเถอะครับเรื่อง PR น่ะ รอถึงได้จึงค่อยมาเริ่มคิดก็ได้ครับว่าจะมาแน่หรือเปล่า
ตอนนี้หมอกำลังเครียด อาจกำลังคิดด้วยความ fed up ว่าจะมา จะมา แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนหรือเป็นปี หมออาจเปลี่ยนใจก็ได้ครับ เรื่องประกอบกับการตัดสินใจก็มีเป็นต้นว่า
1. มีแฟน (หรือภรรยา) มีลูก (หรือมีแล้วก็ไม่รุ) ขืนมาตกงานที่ดินแดนเมเปิ้ลนี่หลายเดือนหลายปี มันไม่ค่อยสุนทรีเลย (ยกเว้นแฟนรวย) สู้รอเก็บเงินพร้อมแล้วค่อยย้ายมา ลองสอบดูทั้งพ่อ (and later) ทั้งลูกย่อมเป็นไปได้ อายุไม่ใช่ปัญหา
2. สิ่งที่หมอกำลังกัดฟันสุ้อยู่ที่ไทยเนี่ยะ มันเป็น loosing battle หรือเปล่า ถ้าใช่แน่ๆเหมือนแช่แป้ง ก็มาเถอะครับเพราะถ้าไม่เหนื่อยหรือ fed up (ตาย)ทางโน้น ก็มาเบื่อ(ตาย)ทางนี้ดูเอาครับ มาทางนี้ก็ battle เหมือนกันแต่มันไม่ใช่ loosing battle ครับ
ตอนนี้หมอก็ทำอยู่สองเรื่องตอนว่างจากรักษาประชาชนขี้เมาก็คือ
- เตรียมเรื่อง PR
- เตรียมสอบ MCAT Medical College Admission Test (จะมีสอบทุก summer ของที่นี่ June-August) ดูหนังสือให้แน่นๆแล้วค่อยไปสอบครับจะสอบเมื่อไหร่ก็ไม่เป็นไร เอาให้ได้คะแนนสูงๆไปเลย สอบครั้งหนึ่งมีผลใช้ได้ห้าปีครับ
ไม่ต้องคิดมากว่าจะสอบไปทำไม ผมบอกได้อย่างเดียวว่ากำอึดีกว่ากำลมครับ หมอต้องลองทั้งเริ่ม med school .ใหม่และลองสอบเทียบ MD ด้วยครับ
#44timdaApr 13, 2011
น้องหมอนัทขา ::)
มาเป็นกำลังใจนะคะ
ที่นี่ต้องการหมออย่างแรง โดยเฉพาะหมอต่างชาติกว่าจะสอบผ่านไลเซ่นต์ได้ถือว่าเก่งมากๆๆๆ ขอให้ได้มาอยู่แคนาดาไวๆ นะคะ จะได้เป็นที่พึ่งพาคนไทยยามเจ็บป่วยบ้าง
หมอ(สัตว์แพทย์)ที่บ้านพี่ แกมาจากทางฝั่งยุโรป มาตั้งแต่จบใหม่ๆครือกันกับหมอนัฐนี่แหละ สอบรอบเดียวฉลุย เพราะเครื่องยังแรง
แกฝากบอกว่าหมอนัฐก็ต้องทำได้ครือกัน ยังหนุ่มน้อย แน่นเปรี๊ยะ สมองยังวิ่งฉิว
พี่แกเชี่ยวชาญด้านการรักษาม๊าก ;D ::) มาก ค่ะ โดยเฉพาะผ่าตัดสัตว์ใหญ่ ลูกเมียปวดหัวตัวร้อน แกจัดยาให้ประจำ พี่ต้องคอยกำชับประจำว่า "อย่าจัดยาม้าให้ชั้นนะ " :o ถึงชั้นจะอวบอัดเป็นลูกหมูน้อย แต่ชั้นเป็นคนนะ
#45NattapatApr 17, 2011
ครับ ลุงkhingขอบพระคุณมากครับที่ให้คำแนะนำ ตอนนี้ผมยังไม่มีภรรยา ไม่มีลูกครับ^_^
ก็พยายามจะมีวินัยในตัวเองมากที่สุดจะได้เข้าใกล้ฝันไวๆแล้วไปให้ถึง
จะพยายามและตั้งใจครับ ทำให้ดีที่สุด
"ถ้ามันเสียใจที่ได้ทำ ดีกว่าไม่ได้ทำแล้วเสียใจ" อย่างน้อยผมก็ได้ลองเต็มที่กับความฝันแล้วครับ
#46NattapatApr 17, 2011
ขอบพระคุณสำหรับกำลังใจ,เรื่องราวของคุณหมอยุโรป ครับพี่timda และขอบคุณความหวังดีจากพี่ๆทุกคนครับ
ถ้ามีวาสนาได้ไป จะไปเป็นที่พึ่งยามเจ็บป่วยให้คนไทยและแคนาเดี้ยนที่นั่นครับ^_^
สองวันที่ผ่านมาไปอยู่เวรมาครับ เลยไม่ได้มาโพสต์ ช่วงสงกรานต์คนคลอดเยอะมาก
มากกว่าปีใหม่แบบเทียบกันไม่ติดเลย
ตอนนี้เป็นหมอทั่วไป ก็เลยต้องดูคนไข้ทุกวอร์ด^_^
#47CarolineApr 17, 2011
ขอออกความเห็นบ้างนะคะ ไม่ทราบในนี้มีหมอไทยในแคนาดาบ้างหรือเปล่า
แต่ตัวเองมีพี่สาว train อยุ่ที่แคนาดา แต่เอาทุนมาจากเมืองไทย
เท่าที่คุยกับพี่สาวเค้าบอกว่ายากมากๆที่ทางแคนาดาจะรับ trainee จากต่างชาติยกเว้นมี contract เช่นประเทศทาง middle east
และเค้าไม่รับ self-funded เหมือนที่คุณบอกมา
คนไทยส่วนใหญ่ที่มา ที่นี่ก็คือมา train ชั่วคราว ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาจารย์รร.แพทย์รับทุนมาจากเมืองไทย train เสร็จแล้วกลับเมืองไทย
แต่ถ้าคุณอยากจะอยุ่ทำงานที่นี่ถาวร ทางเดียวที่คุณจะได้ ก็คือเป็น PR แต่ไม่แน่ใจว่ากว่าจะได้ PR จะนานเท่าไหร่
เท่าที่ทราบ สมัครจากไทยอาจจะประมาณ 2-3 ปี แต่บางทีอาจจะนานกว่านั้น
แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้คุณจะได้ PR แล้วก็ตาม โอกาสที่เค้าจะรับคุณก็ไม่ได้ง่าย เพราะคุณไม่ได้จบแพทย์จากแคนาดาหรืออเมริกา
โปรแกรมในแคนาดามีจำกัดเพราะเป็น university based program ไม่เหมือนในอเมริกา มีการแข่งขันกันสูง
โอกาสที่เค้าจะรับ international trained ่นั้นน้อยมาก
คุณอาจจะมาทำงานกับเค้าก่อน train เพื่อเพิ่มโอกาส แต่ในระยะยาวอาจจะมีปัญหาเพราะค่าครองชีพที่นี่ก็รู้ๆกันอยุ่ สูงมาก สูงกว่าอเมริกา
และการทำงานเป็นหมอ ที่สำคัญคือภาษาต้องดีมาก คุณต้องมีผลสอบภาษาอังกฤษที่ดีไปแสดงให้เค้าดุว่าภาษาของคุณดีมาก ไม่มีปัญหาในการทำงาน สามารถ communicate ได้กับคนที่นี่ซึ่งมีหลายเชื้อชาติ หลายสำเนียงเป็นปัญหามากกับคนไทยอย่างเรา ๆ พี่สาวก็บ่นมากๆในช่วงแรกกว่าจะปรับตัวได้ ก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆ ถ้าคุณรู้ภาษาที่สามเช่นฝรั่งเศสก็จะเป็นจุดแข็งเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้มาก
อยากให้คำนึงถึงตรงที่กล่าวมาไว้ด้วย ไม่ได้มาบั่นทอนกำลังใจแต่อย่างใด
เพราะเท่าที่อานมา คนที่มาตอบไม่ได้อยุ่ในสายการแพทย์ อาจจะไม่ได้ทราบข้อเท็จจริง พูดให้กำลังใจไปก่อน
แต่เห็นอ่านแล้วคำตอบกลับไปกลับมาชอบกล ตอนแรกบอกง่ายมาก แต่พอมีคนมาแย้ง ก็เปลี่ยนความเห็นตาม
ส่วนตัวเห็นด้วยกับ thainiyom ว่าทำไมคุณไม่ไปอเมริกาแทน เพราะโอกาสเปิดกว้างกว่ามาก แต่ก็ไม่ได้ง่าย เพราะตำแหน่งในอเมริกามีเยอะกว่ามาก
และเค้าเปิดโอกาสให้ IMG พอควร ทำงานก็ได้เงินเดือน train เสร็จทำงานไปพักใหญ่ๆ อาจจะ10 ปี ก็สมัครกรีนการ์ดได้
ของแคนาดาตำแหน่งค่อนข้างจำกัด ต้องเสียค่าเรียนด้วย ซึ่งแพงเอาเรื่อง อเมริกาไม่ต้องเสีย
คุณอาจจะต้องรอไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ train เลยก้ได้ ซึ่งก็คงไม่สนุกแน่ ไม่ทราบว่าคุณได้ข้อมูลมาเป็นอย่างไรบ้าง ตรงกันหรือเปล่า อยากให้เช็คให้แน่ก่อนตัดสินใจ จะได้ไม่ต้องลงทุนลงแรงเสียเปล่า เพราะคุณอาจจะต้องรอไปเรื่อยๆ โดยไม่ทราบว่าจะได้ train เมื่อไหร่
ยังไงก็ขอให้โชคดีนะคะ
#48KhingApr 18, 2011
― ―
(No thai keyboard today)
Thanks K. Caroline for more information for Dr. Nattapat.
We webboard rats are no doctors you are right, and we are not academy experts neither. I guess everyone was just trying to help for " all that knew how",( or at least myself for one). We answered because we are the catalyst, aren't we? We answered while someone who "knows" did not log in to answer and we answered because we care.
No one judges anyone's potential and it is the case here for Dr. Nattapat . As we learned of , he is not relying on the web rats' idea here alone, he has his own source of information . Also, this land is the land of endless opportunity, nobody not even the parents of those candidates, who are the doctors themselves can really catch the trend. Everyone knows that it is very very difficult.
I don't think anyone has ever said that it's easy for him to be a doctor here. They only said that he is so qualified as a PR candidate and should not have any problem applying for one. He is young and he has time.
If Dr. Nattapat's MCAT result is in the high 11 or over 12 he would be in a good shape and I believe his Dr' friend here must have told him too. So, anything less than that he has to think about it himself.
In any case, you have been very honest with him which I really respect that kind of action. Some of us has a hard time destroying someone's dream. Dr. Nattapat's wish was stated very clear from beginning that he likes Canada.
#49kungnangApr 18, 2011
ดีมากค่ะสำหรับคำแนะนำของคุณCaroline เหมือนเป็นแพทย์ในแคนาดามาให้คำแนะนำเอง
ขอชื่นชมค่ะกับข้อมูลเชิงลึกนี้ ดีใจแทนคุณหมอนัท จะได้มีข้อมูลเพิ่มอีกเสียงหนึ่ง ด้วยความห่วงใยจากคนไทยด้วยกัน
ในบอร์ดนี้ ดิฉันก้อไม่ทราบว่ามีคนเป็นหมอในแคนาดานี้มีเวลามาอ่านหรือเปล่า
ในเรื่องการให้ข้อมูลหรือความเห็นคิดหรือข้อเท็จจริงใดๆนี้ คิดว่าคนไม่ใช่หมอ ก้อน่าจะมาแชร์ได้ค่ะ
หลายเสียง หลายความคิดเห็น ที่ให้ข้อมูลไป ล้วนแล้วแต่เอาไปต่อยอดได้ ทั้งนั้น
คนเป็นหมอก้อตอบในส่วนสายหมอ แล้วเรื่องที่หมอมาโพสน์ถามก้อมีเรื่องทั่วๆไปด้วย
คงไม่เสียหายว่าจะมีชาวเวปบอร์ดที่ไม่ได้เป็นหมอ จะมาให้ความคิดเห็นบ้าง
ส่วนเรื่องการคิด การตัดสินใจ ที่จะนำข้อมูลไปใช้นั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญานส่วนบุคลล่ะค่ะ
ส่วนตัวเเล้วคิดว่าคุณหมอนัทคงไม่อางอิงเอาข้อมูลเฉพาะในบอร์ดนี้มาตัดสินใจเปลี่ยนอนาคตตัวเองหรอกค่ะ
เพียงแต่อาจเป็นแนวทาง ว่าจะดำเนินการแบบไหน หนึ่งสองสามสี่ อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ ก่อนที่จะแวะมาเยี่ยมเยียน
เวปนี้เสียอีก
เรื่องที่แชร์ว่า มาอยู่นี่ได้ชิวๆนั้นคือเอาข้อเท็จจริงในสถานะที่เป็นแพทย์มาสมัครพีอาร์ แล้วเคยมีรุ่นพี่แพทย์สมัครผ่านมาแล้วใช้เวลาสิริรวมหนึ่งปีเท่านั้น ว่างๆจะหากระทู้นั้นมาให้อ่านอีกที และพีอาร์ปัจจุบันนี้ตัดยอดผู้สมัครลงเพื่อให้รับพีอาร์ได้เร็วขึ้นจากเวปซีไปซีระบุว่าไม่เกินหนึ่งปี
ส่วนเรื่องการจะมาเป็นแพทย์ที่แคนาดาได้นี้ ยากแค้นแสนเข็ญแค่ไหน ดิฉันก้อไม่อาจทราบได้ อันนี้คิดว่าคุณหมอนัทคงมีที่ปรึกษาและหาข้อมูลเพิ่มจากเพื่อนหมออิมมิแกรนด์แคนาดาเองล่ะค่ะ
#50NickApr 19, 2011
การสมัคร Skilled worker PR นั้นยากแล้ว การตั้งหลักปักฐานในแคนาดายิ่งยากกว่า โดยเฉพาะหากจะประกอบอาชีพแพทย์ในแคนาดายิ่งยากถึงยากที่สุด
แต่ก็คงหนีไม่พ้นความพยายามครับ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ยังคงอยู่ที่นั่น ไม่ได้ย้ายหนีไปไหนเลย
;D :D ;D
#51No1nannyApr 19, 2011
ขออนุญาตินำเพลงนี้มาแชร์นะค่ะ ไม่แข่งยิ่งแพ้ - เบิร์ด ธงไชย
เคยมีคำกล่าวไว้ว่า "แค่คิดว่าทำได้ ปาฏิหารย์ก็เกิดแล้ว"
และสำนวนจีนกล่าวไว้ว่า 天下无难事 只怕不去做 (ใต้หล้านี้ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ เกรงแต่ไม่ลงมือทำ)
#52ASTApr 19, 2011
ปัญหาคอขวดของหมอต่างประเทศที่จะมาทำงานในแคนาดาคือ internship หรือ medical residency program ถ้าไม่ผ่านการเป็น residency ก็ทำงานเป็นหมอโดยไม่มี supervision ไม่ได้
โควต้่าตำแหน่ง residency มีน้อยมากและส่วนใหญ่จะกันไว้สำหรับคนที่จบหมอจากมหาวิทยาลัยในแคนาดา เหลือโควต้่าสำหรับคนที่จบนอกแคนาดาเท่าขี้เล็บ และการ matching ของ residency position นี่คงใช้หลักไสยศาสตร์ ไม่มีใครทราบได้ว่าจะได้เลือกหรือไม่หรือเมื่อไหร่ บางคนสอบ/เรียนเทียบจน qualify แล้วแต่รอ matching สิบกว่าปีไม่ได้จนไปทำงานอาชีพอื่นแทน ถึงความพยายามสูงแต่ไม่รู้จะพยายามอย่างไรเพราะสมัครไปแล้วเค้าไม่เรียก
#53KhingApr 20, 2011
จริงๆแล้วอ่ะนะ
ใจจริ้งง....ใจจริงเนี่ยะนะ
เฮ้อ...ไม่รู้จะพูดไงดี กลัวหมอไม่เชื่อ กลัวหมอตกกะใจ
คิดมาในใจมาแต่ต้นแล้วว่าหมอจะมาสอบเทียบเนี่ยะ มันจะง่ายรื๊อ??? แต่ความที่เป็นผู้ใหญ่ใจดีรักเด็กที่รักดี กอร์ปกับไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องสอบเทียบว่ามันยากง่ายแค่ไหน ก็ไม่กล้าจะติง ไม่กล้าทำลายความฝันแบบถอดปลั๊ก
แต่วันนี้ก็มากันถึงนี่แล้วก็อยากจะพูดความในใจให้หมอฟัง
ในใจคิดว่า If I were immigration officer แล้วหมอมาสมัครเป็น PR เนี่ยะจะรับทันทีเลย
ที่รับเพราะหมอมีการศึกษาสูงขั้นเป็นหมอ
ไม่ได้รับเพราะหมอเป็นหมอแล้วจะให้เข้ามาเป็นหมอ
แต่หมอเข้ามามีประโยชน์ต่อประเทศนี้แน่ๆ
ความรู้อยู่ในกลุ่ม health care
ทำงานอย่างอื่นก็ยังได้
คือไม่เข้ามากินเงินสวัสดิภาพเขาไปวันๆ ว่างั้นเถอะ
เข้าใจไหมเอ่ย?
แล้วในใจก็คิดอยู่นานแล้วด้วยแต่ไม่กล้าถาม
ที่คิดแบบนี้ก็เพราะหมอยังเด็กอยู่ด้วย (ถามแล้วอย่าโกธรนะ)
:-[
ที่คิดอยู่ก็คือ....หมอจะยอมถอดหัวโขนไหมเนี่ยะ ถ้าการสอบเทียบมันยากเย็นแสนเข็ญขนาดนั้น????
หมอจะมาเริ่มใหม่จาก medical school ของที่นี่ได้ไหม?
เท่าที่ได้ยินมาที่เขามาสอบเทียบกันส่วนใหญ่มาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เช่น ออสเตรเลีย, ไอร์แลนด์, คาริบเบี้ยน, ฯลฯ
ขอ PR และสอบ MCAT ก่อน ได้ผลของทั้งคู่จึงค่อยมาประเมินดูว่าจะเอาไงดี
เพราะผล MCAT นั่นแหละที่จะบอกได้ว่าภาษาอังกฤษของหมออยู่ขั้นไหน
อย่าคิดว่าเป็นการ waste
ก็ทราบอยู่แล้วว่า med school ที่ Canada เข้ายากมากขนาดไหน
เด็กที่แคนาดาเองก็ยังต้องออกไปเรียนที่อื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาสอบเทียบเอา
คุณสมบัติของหมอที่มีมาเนี่ยะ (plus French speaking?) จะทำให้เป็นที่น่าสนใจของผู้สัมภาษณ์มากกว่าผู้สมัครผู้อื่น
อายุหมอก็ยังน้อยอยู่ แม้ว่าอาจถอยไปสักก้าวก็เพียงเพราะต้องการ "edge"
อันนี้อ่านเล่นๆก็แล้วกันนะ
ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร
Just my 2 cents thought
#54NattapatApr 21, 2011
ขอบคุณทุกข้อชี้แนะและกำลังใจครับลุงkhingและพี่ๆ
ตอนนี้ได้ข้อคิดและมุมมองจากหลายๆท่าน ขอบคุณจริงๆครับ
ผมจะไม่ท้อ เสียใจที่ได้ทำดีกว่าไม่ได้ทำแล้วเสียใจครับ^_^อย่างน้อยผมก็จะพยายามตามฝันครับ
#55NattapatMay 28, 2011
หลังจากไปหาข้อมูลมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเก็บใส่แฟ้มเป็นปึก
อย่างแรกคงต้อง verify M.D. , translation document and prove I.D.ว่าเป็นเราที่จบแพทย์จริงๆก่อน
คาดว่าจะใช้เวลา100วันหลังจากส่งเอกสาร หากverifyผ่านจึงจะสามารถสมัครสอบstepแรกได้
จะพยายามต่อไป ตอนนี้ก็เตรียมเอกสาร กับเตรียมสอบไปด้วย รวมทั้งIELTด้วยครับ
ขอบพระคุณทุกท่านมากครับ
#56kungnangMay 30, 2011
ดีค่ะสู้ต่อไป เอาใจช่วยอยู่ แล้วมาอัพเดท เรื่อยๆนะคะ
#57engsungJun 25, 2011
มีอีกทางเลือกนึงไม่แน่ใจว่าน้องณัฐจะสนใจมั๊ย หรือถ้าสมัครยากมาก ก็ลองเรียน Resident ไปก่อนแล้วค่อยมาขอต่อยอดที่นี่นะคะ แล้วสมัครมาแบบขอเงินเดือนของที่นี่ คือมาสมัครเป็น Clinical Fellow จะต้องทำเรื่องขอ License (CPSO) ซึ่งถ้าได้มาทำแล้ว ลองขอเค้าเรียนต่อไปเรื่อยๆ มีพี่ที่มาเรียน 3 ปี แล้วเค้าก็จะทำเรื่องเป็น Permanent Resident ให้ ก็ได้ทำงานเป็นหมอที่นี่ โดยไม่ต้องไปเรียนหมอใหม่ เข้าใจค่ะ ว่ายากเหลือหลาย มีพี่หมอที่มาเรียนแบบนี้หลายคนนะคะเป็นกำลังใจให้นะคะ ส่วนตัวคิดว่า Training ที่ประเทศไทยก็ดีนะคะ หัตถการก็ดี แล้วเราจะได้หูตากว้างไกลมากขึ้นด้วย
#58CarolineJul 08, 2011
I don't agree with Khun Engsung na ka. I think application for clinical fellowship is still the same difficult as residency ka. This is because the positions are still limited. Moreover, to obtain funding is very hard ka since it's usually reserved for only Canadian people. Actually, it depends on the program that you will apply but it's quite very unlikely to get it. Most thai doctor that can apply for clinical fellow in Canada because they got funding from Thailand and some have personal connections. If you don't have that, I think it's quite not easy na ka. Finally, license for clinical fellow usually lasts for only few years, after that it depends on the decision of your supervisor to let you in or out but the license is limited in the area of practice. It means you can't do an independent practice ka, as I understand. Therefore you future seems to be unstable ka. I dont think you should risk your future with that situation.
In my opinion, if I were you, I think there are 2 choices, first is to go ahead with Canadian residency application, which is not easy but may be possible. Another way, which I prefer, is to obtain American board and then apply for Canadian PR and obtain some exams to get certified board for independent practice. I think the latter one seems to more practical, but is still not easy. Keep fighting na ka. I think everybody here is supporting you but the most important thing is that don't forget to have plan B in case that everything doesn't seem to be like that you want to be.
I understand that ''when there is a will, there is a way'' but the real world is (sometime) much different from what we thought.
Anyway, forget about MCAT. I don't think it's worthwhile to redo MD since it's still not easy and may be more difficult to get in than residency. You might lose lots of money before finishing that
#59NattapatJul 09, 2011
ขอบคุณพี่engsung and พี่carolineมากๆเลยนะครับ ทุกๆความหวังดีที่พี่ๆให้มา ทำให้โลกทัศน์ของผมกว้างขึ้นมากเรื่อยๆ
ตอนนี้วางplan A ว่าจะเตรียมสอบmcceที่กทม. ส่งหลักฐานการสมัครสอบเพื่อverify ว่าเราจบเป็นแพทย์จริง ไปที่แคนาดาแล้วครับ ค่าcertifyเอกสารที่สถานฑูค4500 ค่าตรวจสอบเอกสารอีก18000 ถ้าเอกสารผ่านก็เตรียมตัวสอบครับ ค่าสอบmcce45000ครับเป็นการสอบคัดเลือก ถ้าผ่านก็ไปสอบอีกสองสเต็ปที่แคนาดาครับ ระหว่างนี้กำลังเตรียมIELTเพื่อสมัครสอบPR ไปด้วยเลยครับ
พี่ๆว่าแผนนี้เป็นไงบ้างครับ
#60CarolineJul 10, 2011
No comment for MCCE na ka since I have no idea about that. But I wonder about english test since I' m not sure that all university in Canada will accept IELTS. I think TOEFL is more widely-accepted in Canada but it varies among university and state as well. Therefore, make sure before application for IELTS to prevent re-test for TOEFL. It will cost you more pain and money :-[
#61kungnangJul 11, 2011
ป้าดดดดดดดดดดด ค่าสอบสี่หมื่นห้าร้อยบาทเรื่องจริงหรือนี่ แพงเอาการเลยนะคะ
ไงก้อขยันๆสู้ๆค่ะ จะได้ไม่เสียทรัพย์หลายๆรอบ รอฟังข่าวดีกันต่อปายยยย ;D ;D
#62NattapatJul 15, 2011
พี่carolineครับ แล้วสมัครPR ผมเห็นในเว็บrequire IELT
ตอนนี้ออกอาการลังเลว่าTOEFL or IELT ดีครับ ขอคำแนะนำหน่อยครับ
#63kungnangJul 15, 2011
ขออนุญาตออกความเห็นอีกหนึ่งเสียงค่ะ เรื่องความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสมัครของพีอาร์
ทางอิมฯอนุญาตให้ใช้ผลสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษแค่จากสองสถาบันนะคะ
คือ
Note: IELTS has two options for the reading and writing tests: “General Training” and “Academic.” You must take the “General Training” option.
หรือ
Note: CELPIP has two tests: "CELPIP-General (CELPIP-G)" and "CELPIP-Academic (CELPIP-A)." You must take the "CELPIP-G" test.
http://www.cic.gc.ca/english/immigrate/skilled/language-testing.asp
ส่วนกรณีจะเรียนต่อในมหาลัยหรือวิทยาลัยนั้น ที่แคนาดานี้ ใช้ผลสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษจากหลายๆสถาบันค่ะ
ไอเอลอะเคเดมิค(คนละอย่างกะที่ใช้สมัครพีอาร์นะคะ) หรือโทเฟิลมักจะมาคู่กัน ยูที่นี่เขาเปิดกว้างค่ะเรื่องผลสอบภาษาอังกฤษนี้ บางยูมีคอร์สเฉพาะของทางยูเลย ให้ลงเรียนและสอบให้ผ่านเกณฑ์ของคอร์สนี้เขาก้อรับเข้าเรียนต่อเลยค่ะ
ยกตัวอย่างของ ยู ออฟ ทีนะคะ เขารับผลตั้งสี่ห้าสถาบันสอบเทียบระภาษาอังกฤษเลยค่ะ
http://www.gradschool.utoronto.ca/Admission_Requirements/english-proficiency-requirement.htm
ไงก้อยังรอฟังข้อมูลจากคุณคารอริลนะคะ
#64CarolineJul 15, 2011
According to this website http://www.carms.ca/eng/r1_eligibility_prov_e.shtml
I've seen the acceptance of IELTS result only in Nova Scotia, New Brunswick, Prince Edward Island and BC.
While TOEFL is accepted in all provinces but I think IELTS band of 7 seems to be easier to achieve than TOEFL. I don't know what province will you plan to apply the PR for but I think you should first contact the personnel about the english testing for residency matching of your preferred program whether IELTS is acceptable or not but I think you might have to take both tests.
Anyway, I heard some news from my friends in Canada which I'm not sure it's true or not. They said that the residency positions available for landed immigrant graduated from medical school outside Canada are generally limited to only fews per year. The worse thing is after graduation, if you are able to enter, you will be sent to work in the rural area, no possibility to work in the metropolitan area, same situation as the doctors who hold J-1 visa in the U.S. :-\
I don't mean to make you hesitated from your decision. Just tell the information that I've known.
You may have to do more research about that. Hope you will be lucky keep on progress na ka. ;)
#65NattapatNov 08, 2011
ตอนนี้ใบสมัครแพทย์และตรวจสอบคุณสมบัติผ่านPhysician Credentials Registry of Canada (PCRC)แล้วครับ(กว่าผลจะออกก็สามเดือน)
ค่ารับรองสำเนาที่สถานฑูต5100 ค่าส่งเอกสาร1200 ค่าตรวจสอบเอกสารPCRCอีก20000บาท เดี๋ยวต้องเตรียมค่าสอบฉบับแรกอีก45000ครับผม
แหะๆ เริ่มต้นก็หลายหมื่นแล้ว แต่เพื่อฝันครับเพื่อฝัน ไปทีละstep ผ่านstepนี้ต้องบินไปสอบที่โน่นสองstep (step สุดท้ายสอบวันเดียวหกหมื่น)พร้อมผลIELT
ขอบพระคุณพี่ๆที่ให้กำลังใจและข้อมูลเสมอมานะครับ
#66kungnangNov 08, 2011
เจ้าประคู้ณโอมเพี้ยง........ขอให้คุณหมอสอบรอบแรกผ่านเลยด้วยเถอะ....(เสียดายกะตังค์)...หมอนัฐเก่งอยู่แล้ว สู้...สู้.....
เอาใจช่วยอยู่ห่างๆ ;D ;D
#67NattapatNov 11, 2011
ขอบพระคุณครับพี่garden salad^_^
#68NattapatJan 06, 2012
ขอความกรุณาช่วยให้ข้อแนะนำนิดนึงครับพี่ ได้รับจดหมายจาก program administrator มาแล้วครับ เค้าบอกว่าถ้าจะให้fullfill criteria การสมัคร นอกจากผู้สมัครจะเป็นpermanent resident แล้ว จะต้องมาพำนักที่รัฐเค้าก่อน อย่าง เช่น ถ้าจะเรียนUBC ของ british of columbia ต้องอยู่ในรัฐเขาก่อน1ปี ก่อน ม.ค.ของปีที่สมัคร
โอ...ไปอยู่หนึ่งปีทำอะไรดีครับเนี่ย skillการรักษา การดูผู้ป่วยICU การเย็บแผลถอยร่นแน่เลย พวกนี้เป็นpractice ไม่ใช้มันลืมครับถ้าไปอยู่โน่น คงต้องหาตังค์เก็บเลี้ยงตัวเองทั้งปี ปีนึง แล้วก็elective ที่ โรงพยาบาลในรัฐนั้นไปก่อน
ผมคิดว่าคงต้องไปด้วยวิธีนี้ แต่ไปelectiveคงได้แต่ดูงาน เค้าคงไม่ให้แตะคนไข้เค้าหรอก แต่คิดในแง่ดีคงเป็นการแนะนำตัวเองให้staffรู้จักไปด้วย
ส่วนการสมัคร อย่างใน ontario กับ british of columbia เป็น parallelครับ คือเค้า ให้canada medical graduate(CMG)แข่งกันเข้า ส่วนinternational medical graduate(IMG) แข่งกันเข้า แบ่งคนละสาย บางสายของIMG เรียนของCMG ไม่ได้ เช่น plastic surgery
คือบางแผนกrestrict สำหรับในIMGครับ ดูข้อสอบแล้วคิดว่าพอผ่านไปได้ แต่มันติดอยู่ที่การใช้ชีวิตหลังสอบ ต้องไปลอยเคว้งตั้ง1ปี กลัวว่าเอาเงินเก็บมาทุ่มแล้วจะโบ๋เบ๋ -_-
ขอความคิดเห็นจากพี่ๆหน่อยครับ ขอความกรุณาหน่อยครับ
#69kungnangJan 17, 2012
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ ที่ผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว
อ่านๆดูแล้ว คิดว่าประเด็นที่คุณหมอกังวลในเรื่องการมาอยู่ที่นี่หนึ่งปี คือไม่ได้ใช้ทักษะการเป็นแพทย์และเกรงเรื่องค่าใช้จ่าย
ประเด็นทักษะการเป็นแพทย์ นั้นคงหาทางเข้าไปเป็นอาสาสมัครได้ แต่อย่างที่คุณหมอว่าคงไม่ได้แตะคนไข้เขาในฐานะแพทย์ล่ะค่ะ แต่ก็จะได้ในส่วนภาษา คอนเนคชั่นและการปรับตัวในสถานที่ทำงานเสมือนจริงว่า คูณหมอมีใจชอบกะสิ่งแวดล้อมที่รพ.ต่างชาตินี้หรือเปล่า และประเมินศักยภาพของตนเองไปในตัวว่าจะใช้เวลาช้านานแค่ไหนถึงจะไปถึงระดับที่นี่เขายอมรับ
หากเมื่อผ่านเข้าไปได้แล้วเรื่องการลงมือปฏิบัติจริงคงฟื้นฟูได้ค่ะ เพระมีความรู้และประสบการณ์สั่งสมมาบ้างแล้ว
มาเรื่องค่าใช้จ่าย คิดว่าเงินเก็บจากทางไทยของคนเป็นแพทย์จากไทยมาแล้วนี่เพียงพอแน่ค่ะ เท่าที่ทราบแพทย์รายได้รวมๆนี้เกือบชนแสนเฉพาะแพทย์ที่ทำงานใช้ทุนนะ แพทย์เอกชนนี่รวยกันเห็นๆ
คงจะไม่ต้องมาหาเงินแบบฟูลทามที่นี่เพื่อเลี้ยงตัวให้รอดในหนึ่งปีขนาดนั้น หรือว่าถ้าอยากก้อย่อมหางานได้ค่ะในสายสุขภาพนี้ แต่อาจต้องไปอบรมเอาใบประกาศเฉพาะทางนั้นๆมาก่อน อาจไปเป็นวิทยากรสอนอบรมซีพีอาร์ คอร์สสั้นๆนี้ก้อเป็นงาน ได้เงินแล้วค่ะ
ถัวเฉลี่ยคุณหมอต้องประเมิน ราคาค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร อื่นๆ นี่ก้อพอจะทราบว่าต้องมีทุนมาเท่าไหร่
เพราะถึงมาด้วยวีซ่าแบบสกิลทางรัฐเขาต้องดูว่ามีเงินก้อนมาไม่ต่ำกว่า กี่แสนๆในระยะปีแรกที่มาใช้ชีวิตที่นี่ หากคนสมัครไม่มีทุนพอทางอิมเขาก้อไม่ให้ผ่านค่ะ เพราะคงเกรงว่ามาแล้วหางานไม่ได้ แล้วจะตกเป็นภาระของรัฐอีก
อย่างว่าเส้นทางของคนมาทำงานต่างบ้านต่างเมือง บางทีมันไม่มีทางลัด ต้องคอยเดินทางอ้อมๆ รอคอย อดทน จนกว่าจะประสบความสำเร็จกันในต่างแดน แต่ก็มีหลายๆคนที่ได้จังหวะดีๆ มีต้นทุนสูงทุกด้าน นี่ก็จะประสบความก้าวหน้าเร็วตามความแปรผันตรงค่ะ
#70kungnangJan 26, 2012
ให้ลิ้งค์ไว้เผื่อว่าหมอนัฐอาจอยากมาอยู่ออนตาริโอ
http://www.healthforceontario.ca/Work/OutsideOntario/PhysiciansOutsideOntario/PracticeRequirements/Canada.aspx
#71engsungJan 29, 2012
ขอโทษทีนะคะ ตอบช้าไปหน่อย ไม่รู้จะยังมีคนเข้ามาอยู่หรือเปล่า พอดีไม่ได้เข้ามาอ่านเลยค่ะ
ที่แนะนำวิธีที่บอก เพราะตัวเองก็มาเรียนที่นี่ค่ะ เป็นหมอดมยาค่ะ ตอนนี้มาเรียน Fellow ที่ Toronto ได้เงินเดือนที่นี่ด้วย ก็สมัครยากเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ถึงขนาดเกินเอื้อม พี่ที่เคยบอกว่าขอ PR อยู่ ตอนนี้ก็ได้เป็น PR เรียบร้อยแล้วนะคะ ได้ยินว่ามีคนเสนองานให้อยู่ต่อด้วย แต่พอดีพี่เค้าอยากกลับเมืองไทย ก็เลยจะกลับไปเป็นอาจารย์ต่อ ตัวเองก็คิดว่าถ้าเรียนจบแล้วก็จะกลับเมืองไทยเหมือนกันค่ะ
ขอให้น้องณัฐโชคดีนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ถ้าอยากคุยส่วนตัวส่งเป็นข้อความก็ได้นะคะ เพราะมันจะเตือนในอีเมล แต่ในบอร์ดมันไม่เตือน เลยไม่ได้อ่าน ที่ Toronto มีหมอไทยที่มาเรียนแบบเดียวกับพี่ ประมาณ 7-8 คนค่ะ บางคนก็ได้เงินทุนจากเมืองไทย บางคนก็ได้เงินเดือนที่นี่ มีบางคนที่จบปริญญาตรีแล้วมาเรียน Resident ที่นี่ก็มีค่ะ
ไม่ทราบว่าที่พูดมาเป็นประโยชน์บ้างหรือเปล่า แต่เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^_^
#72engsungJan 29, 2012
เพิ่งได้อ่านโพสของน้องณัฐ คิดว่า Elective ไม่ได้เปล่าประโยชน์นะคะ เพราะที่นี่การสมัครทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเค้ารู้จักเรามั๊ย ถ้าเค้าไม่รู้จักเราเลย โอกาสที่เค้าจะรับมันก็ต่ำค่ะ คณะแพทย์ ของ U of T คะแนนสูงมาก ได้ยินว่าคน Canadian ที่เรียนที่นี่มีแต่คนเก่งมากๆ เพื่อน Fellow ของพี่แต่ละคนจบกันมาเยอะแยะ บางคนจบ PhD มาก่อนเข้า Medical school ซะอีก
ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดคงเป็นค่าที่พัก แต่ก็คงขึ้นกับว่าน้องณัฐจะไปอยู่เมืองไหน
#73kungnangFeb 03, 2012
เจอโดยบังเอิญ ลองดูเพื่อประดับความรู้ว่ามีแพทย์บางท่านก็เผชิญกับอุปสรรคมากมาย
แต่ก็เชื่อว่ามีแพทย์ท่านที่เดินตามสเตปได้แบบราบรื่นตามองค์กรสนับสนุนช่วยเหลือแพทย์
จนได้ไลเซ่นตามเวปไซด์ที่เคยฝากไว้ค่ะ
Immigration to canada for doctors 1/4
Immigration to canada for doctors 2/4
Immigration to canada for doctors 3/4
Immigration to canada for doctors 4/4
#74kungnangFeb 03, 2012
Becoming a Physician (doctor) in Nova Scotia 1
Becoming a Physician (doctor) in Nova Scotia 2
#75kungnangFeb 03, 2012
ไม่ได้ให้ดูเพื่อบั่นทอนนะคะ ให้เป็นข้อมูลเพิ่มอีกด้าน
The Big Wait: Dr. Mohamed Meghji
The Big Wait: Dr. Francois Gilles Boucher Interview
The Big Wait: Dr. Sara Chhetry
The Big Wait: Dr. Chander Gupta
#76ygnahfeqMay 08, 2012
ดีจังเลยครับ ขอบคุณครับ อิอิ ;D
#77efcdcdogSep 17, 2012
10:33 p.m. Updated Already grappling with weak profits and global economic turmoil,air jordan pas cher,borse gucci prezzi,outlet gucci chanel sito ufficiale Specials Uggs s, 15 major banks were hit with credit downgrades on Thursday that could do more damage to their bottom lines and further unsettle equity markets. The credit agency,air jordan femme,ralph lauren femme, Moody's Investors Service,prada scarpe,air jordan pas cher,prada scarpe, which warned banks in February that a downgrade was possible,air jordan pas cher,ralph lauren,longchamp, cut the credit scores of banks to new lows to reflect new risks that the industry has encountered since the financial crisis.
June 22,doudoune moncler homme,outlet prada sac louis vuitton giubbotti peuterey Mir PW -ug,polo lacoste pas cher,chaussures jordan, 2012,gucci sito ufficiale Weeds TV Show - Zap2it,longchamp,polo ralph lauren,jordan pas cher,borse prada 2012 SHE OWNS IT - Youre the Boss Blog,borse prada 2012 outlet gucci lunettes ray ban pas cher lune,moncler pas cher, Friday
#78stockfishMay 09, 2014
สวัสดีครับ
ผมเป็นหมออีกคนที่สนใจกำลังเรียนต่อที่ประเทศแคนาดาเหมือนกัน
คุณหมอณัฐ ผมขออีเมลล์ของคุณหน่อยได้มั๊ยครับ อยากสอบถามข้อมูลหน่อย
อีเมลล์ของผม stock_ci@yahoo.com
ขอรบกวนด้วยนะครับ
ทรงกลด
#79NattapatDec 20, 2016
น้องหมอณัฐนะครับ มาขอบพระคุณพี่ๆที่เคยให้คำแนะนำแก่ผมสมัยผมจบใหม่ๆเรื่องขอคำแนะนำเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางที่แคนาดา ตอนนี้ผมสอบUnited states medical license exam step1,2ck,2cs,3 ผ่านหมดแล้วครับ กำลังอยู่processหาที่เรียนในอเมริกา ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรครับ แต่อย่างน้อยผมก็ได้ทำเต็มที่แล้ว มีปัญหาอย่างเดียวคือgap of graduated yearที่ผมไม่สามารถแก้ในโปรไฟล์ได้ เพราะอเมริกาชอบหมอจบใหม่ครับ เต็มที่อย่างมากก็กลับไทย...แคนาดาจะอยู่ในใจผมเสมอ รวมทั้งกลุ่มพี่ๆด้วยครับ ...ผมยังคงอยากเป็นแพทย์ที่แคนาดาเหมือนเดิม แต่ต่อจากนี้ผมไม่แน่ใจว่าชีวิตผมจะไปอยู่ที่จุดไหน ทำเต็มที่แล้วครับ จะได้ไปทางตรงหรืออ้อมก็สุดแล้วแต่ แต่ผมยังคงขอขอบพระคุณสำหรับความกรุณาที่พี่ๆมีให้ผมครับแม้ผมยังไม่เคยรู้จักกลุ่มพี่ๆมาเลยก็ตาม...หมดหน้าหนาวนี้ระหว่างรอผล ผมจะไปเยือนontarioให้ได้สักครั้งก่อนกลับไทย
ระลึกถึง
น้องณัฐ
ปล.คุณหมอstockfishที่มาหาข้อมูลในกระทู้เก่า ถ้าสนใจUSAก็หลังไมค์หาผมได้นะครับ
#80thainiyomDec 21, 2016
ยินดีด้วยครับ หาข้อมูลของรัฐเท๊กซัสดูนะครับ เป็นรัฐที่เติบโตมากๆในด้านเศรษฐกิจและตลาดงานที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาแห่งหนึ่ง ค่าครองชีพถูก บ้านทั้งซื่อและเช่าก็ไม่แพง ภาษีหลายตัวอย่างโรงเรือนก็ถูกมากๆ อาหารสมบูรณ์เพราะตอนใต้ติดทะเลฟาร์มเลี้ยงสัตว์ก็มีมาก มีคำว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในเท๊กซัสนั้นใหญ่โตที่สุด คนรัฐอื่นเติมเพิ่มว่า ปากก็ใหญ่เช่นกัน เท๊กซัสดึงหลายธุรกิจลงไปโดยการช่วยเรื่องภาษี Reel FX ไปเปิดสำนักงานอีกแห่งที่นั่นเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ แอนิเมชั่น สำหรับสายการแพทย์เท๊กซัสมีศูนย์การแพทย์แทบจะใหญ่ที่สุดในโลกครับ คือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในรัฐเท๊กซัสจะมีความใหญ่มากกว่าโรงพยาบาลใหญ่ๆกว่าที่อื่นในประเทศถึง3เท่าครับ มหาลัยบางแห่งที่สอนสายการแพทย์จึงรับนักศึกษาได้มากกว่าที่อื่นๆในประเทศครับเพราะความใหญ่ของสถานที่ครับ ญาติของผมแพทย์ฝึกหัดที่นั่น พอครบสัญญาทางโรงพยาบาล ต่อสัญญาและพร้อมขอPRให้พร้อมครับ มีญาติมาบอกเขาส่งเรียนต่อเฉพาะทางด้วยครับ ผมเคยหาข้อมูลจากมหาลัยในเท๊กซัสเกี่ยวกับสาขา MSc Genetic Counseling, Human Genetics บางมหาลัยเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนสาขานี้ปีละสิบกว่าเกือบ20คน ในขณะที่แคนาดา อย่างUBC Toronto McGill รับเข้าเรียนปีละ4คนในสาขานี้ครับ แถมใครมีผลการเรียนดีให้ทุนโดยคิดค่าเล่าเรียนในราคาพลเมืองของรัฐอีกต่างหากครับ
#81CarolineJan 04, 2017
ยินดีกับน้องหมอณัฐด้วยค่ะ ที่หันเหไปอเมริกาแทน
อย่างที่บอกแคนาดาตำแหน่งมีจำกัด และ IMG จะถูกจัดในลำดับสุดท้ายเสมอ
รอไปก้ไ่ม่แน่ว่าจะได้ตำแหน่งหรือเปล่า ขนาดคนแคนาดาเองยังไป train ที่อเมริกากันเยอะ
เพราะตำแหน่งที่แคนาดาเองไม่เพียงพอ
ไปอเมริกาดีแล้วค่ะ เพราะตัวเลือกเยอะกว่า
ก็ขอให้ได้ match สมใจนะคะ
ถ้าได้ american board แล้วอยากมาทำงานที่แคนาดา ก็มาสอบ license ก็ได้ แล้วค่อยย้ายมา
เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วค่ะ ขอให้โชคดี
#82thainiyomJan 04, 2017
http://www.hotcourses.in.th/study-abroad-info/career-focus/study-medical-2-usa/
#83palawastJan 15, 2017
ชีวิตดีเลยครับ